โชคชะตาพาปลายฟ้าผู้หวาดกลัวเรื่องบนเตียงให้มารับงานเขียนนิยายอิโรติกตามใบสั่งของแฟนเก่า แต่ฟ้าก็ใจดีส่งชายหนุ่มผู้มากประสบการณ์เซกส์มาให้ โดยที่ดันลืมเตือนว่าเขาเป็นผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมคนรักตัวเอง
ดราม่า,ชาย-หญิง,ไทย,รัก,ผู้ใหญ่,อิโรติก,สืบสวน ,ดราม่า,โรมานซ์,โรมานซ์สืบสวน,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
พระเอกนิยายสุดปลายฟ้าโชคชะตาพาปลายฟ้าผู้หวาดกลัวเรื่องบนเตียงให้มารับงานเขียนนิยายอิโรติกตามใบสั่งของแฟนเก่า แต่ฟ้าก็ใจดีส่งชายหนุ่มผู้มากประสบการณ์เซกส์มาให้ โดยที่ดันลืมเตือนว่าเขาเป็นผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมคนรักตัวเอง
เมื่อนิตยสารสารคดีที่ ปลายฟ้า เป็นนักเขียนประจำปิดตัว ทำให้ปลายผ้าต้องหันเหจากการเขียนแนววิชาการ ไปต้องเลี่ยนแนวไปเป็นนักเขียนนิยาย เพื่อหาเงินเลี้ยงดู แม่และน้องสาว โดยเฉพาะแม่ของเธอต้องรับการผ่าตัดตาในสิ้นปี ปลายฟ้าจึงเขียนนิยายรัก แล้วนำไปให้ กรินทร์ คนรักเก่าที่เป็นซีอีโอของสำหนักพิมพ์อักษรารัญจวนช่วยพิจารณา แต่กรินทร์ไม่ให้ผ่านเพราะแนวเรื่องไม่ตรงกันแนวของอักษรารัญจวนที่เน้นขายแนวนิยายอิโรติก
แต่เพราะกรินทร์ยังมีใจให้ปลายฟ้า ด้วยความรักที่หลงเหลือ จึงให้ปลายฟ้าเขียนนิยายอิโรติกโดยที่มีเขาเป็นพระเอก และเธอเป็นนางเอก แลกกับเงินค่าจ้างที่เขาจะจ่ายให้เธอเป็นรายเดือนแต่ปลายฟ้ามีปมกับเรื่องเซกส์เพราะเคยถูก เปลว พ่อเลี้ยงล่วงละเมิดในวัยเด็กและมักมีอาการทางประสาทกำเริบหากถูกกระตุ้น ทว่าด้วยเงินที่กรินทร์เสนอให้ จึงทำให้ปลายฟ้าตอบรับงาน แต่เพราะกลัวว่าจะเขียนให้ถึงตอนจบไม่ได้ ปลายฟ้าจึงตั้งใจหางานเสริม และเธอก็ได้งานแม่บ้านรีสอร์ตที่มีชื่อว่า Beyond The Horizon โดยบังเอิญจากแม่บ้านคนเก่าที่ลาออกกระทันหัน
ที่รีสอร์ตนี้ ปลายฟ้าต้องทำงานเป็นแม่บ้านประจำโซนวิลล่าการ์เด้น โดยมี แหวว หัวหน้าแม่บ้านเป็นคนคุมงาน เธอมีหน้าที่ดูแลทำความสะอาดและอำนวยความสะดวกให้แขกประจำโซน ซึ่งหนึ่งในแขกที่เธอต้องดูและคือ เข้ เจ้าของห้องหมายเลข 222 ที่เขาแอบเลี้ยงแมวโดยมีแค่เธอและเขาเท่านั้นที่รู้ นอกจากแหววแล้ว ปลายฟ้าได้เจอ ชิด บาร์เทนเดอร์ที่คอยสอนงานในห้องอาหารให้เธอ
ด้วยงานแม่บ้านนี้เองที่ปลายฟ้าจะยึดไว้เป็นอาชีพเสริมจนกว่าเธอจะเขียนนิยายอิโรติกให้กรินทร์จบ แต่มีเหตุเกิดขึ้นกับปลายฟ้าคือเธอเหยียบหางแมวที่คุณเข้เลี้ยงไว้ที่ริมสระน้ำ จนทำให้เธอตกสระ แต่เข้ก็ช่วยเธอไว้ได้ทัน ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เข้รู้ว่าเธอต้องรับงานเขียนนิยายอิโรติกให้กรินทร์ แต่เธอไม่มีประสบการณ์เรื่องบนเตียง(แบบคู่รัก) เข้เลยเสนอว่าถ้าปลายฟ้ามาเป็นเพื่อนคุยให้เขา เขาจะเล่าประสบการณ์บนเตียงให้ฟัง ข้อตกลงแรกระหว่างปลายฟ้าและเข้จึงเริ่มขึ้น
แต่ปลายฟ้าไม่คาดคิดเลยว่าเธอจะกลายเป็นผู้เล่นคนหนึ่งในเกมล่าหาคำตอบของปริศนาฆาตกรรมในรีสอร์ทแห่งนี้
“ขวดนี้ไม่ใช่ขวดนั้นหรอกนะ” เขาพูดชัดถ้อยชัดคำเล็งเป้าหมายไปที่แพรวพลอย จากนั้นกวาดตามองทุกคนจนมาหยุดที่ปลายฟ้าแล้วเอ่ยต่อว่า “มันเป็นขวดที่กรอกออกมาจากภาชนะบ่ม ซึ่งก็ครบหนึ่งปีพอดี และเพื่อให้คืนนี้พิเศษขึ้นไปอีกสำหรับแขกพิเศษของ Beyond The Horizon คืนนี้”
เขารินของเหลวใสลงแก้วคริสตัลใบเล็กตรงหน้าพิมพ์ลดาเป็นคนแรก ทุกการเคลื่อนไหวเชื่องช้า แต่มั่นคงเหมือนกำลังเล่าเรื่องผ่านของเหลวใสในแก้ว
“ครั้งแรกที่ผมคิดสูตรเหล้าขวดนี้ ผมให้ชื่อมันว่า Beyond the Horizon…ผมตั้งชื่อแบบนั้น เพราะที่นี่เป็นที่เดียวที่ผมได้เห็นทั้งพระอาทิตย์ขึ้นจากอีกฝั่ง และตกอีกฝั่งจากผืนดินแผ่นเดียวกัน เหมือนชีวิตที่ถึงแม้ดำดิ่งลงไปแค่ไหนมันก็ยังมีวันที่จะกลับขึ้นมาส่องแสงอีกครั้ง ขอเพียงไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา และก้าวข้ามสู่เขตแดนใหม่ โลกใหม่ที่รอผมอยู่ตรงหน้า ถ้าเรายังมีลมหายใจ”
เขตต์ยกคอขวดขึ้นเล็กน้อยในมือ แล้วหันมาทางปลายฟ้า สบตาเธอเพียงเสี้ยววินาทีแต่เหมือนมีพลังไฟมหาศาลอัดแน่นภายในจนเหมือนเธอร้อนรุมไปทั้งกาย
“หมายความว่ายังไงที่ว่า เหล้าขวดนี้ไม่ใช่ขวดนั้น แล้วบ่มครบปีนั่นอะไร แล้วป้ายเหล้านั่นควรจะถูกเก็บเป็นหลักฐานที่ตำรวจไม่ใช่หรือ” แพรวพลอยยังไม่หลุดจากข้อสงสัย
เขตต์จุ๊ปาก “หากเธอสนใจกิจการของ Beyond The Horizon จริง ก็ต้องรู้ว่าเราเริ่มทดลองบ่มเหล้ากันตั้งแต่เมื่อไหร่”
“แสดงว่าตอนนี้โรงบ่มชุมชนอะไรนั่นเริ่มเปิดใช้งานมาอย่างน้อยก็หนึ่งปีแล้วอย่างนั้นสิ ถึงเอามาให้ชิมในวันนี้ได้” กรินทร์แทรกคำถามในขณะที่ยังไม่คิดหยิบเหล้าขึ้นชิม
“ก็ทำนองนั้น”
เขตต์ตอบโดยไม่หันไปมองคนถาม ทว่าสายตาคู่นั้นจับจ้องมาทางปลายฟ้าที่สบตาเขานิ่ง แต่ใจเธอไม่ได้นิ่งตาม
“แล้วป้ายเหล้านั่น... มันถูกเขียนเมื่อไหร่คะ”
ปลายฟ้าเปล่งคำถามที่ทุกคนในโต๊ะไม่คาดคิดว่าจะถาม ยกเว้นเขตต์ที่กระตุกยิ้มให้ทันทีเหมือนรออยู่แล้ว
“เขียนเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี่เอง”
คำตอบของชายหนุ่มทำให้ปลายฟ้ารู้สึกท้องไส้ปั่นป่วน ไม่รู้เลยว่าชายหนุ่มคนนี้กำลังทำอะไร ขออย่างเดียวคืออย่าได้ล่วงรู้แผนของเธอ
“นั่นหมายความว่า เหล้าขวดนั้นเป็นขวดสำคัญที่คุณให้พวกเราได้ชิมกันครั้งแรกในวันนี้หรือคะ” พิมพ์ลดาซักต่อด้วยดวงตาเป็นประกาย
“ยังมีอีกขวดที่สำคัญ และสำคัญขนาดเปลี่ยนชีวิตผมได้ ผมเลยต้องเก็บรักษาให้เท่าชีวิต”
เมื่อเขาหันมามองเธอ ปลายฟ้าจึงรีบหลุบมองแก้วเหล้าตรงหน้า ในหัวก็พยายามตีความคำพูดของเขา
“ตื่นเต้นจัง พิมพ์อยากรู้แล้วว่าคืออะไร”
“ก่อนอื่น จัดการเนื้อวากิวตรงหน้าพวกคุณ ระหว่างนี้ฟังผมเล่าเรื่องอะไรให้ฟัง รับรองตื่นเต้นไม่แพ้กัน”
ความท้าทายที่ทิ้งไว้ตรงท้ายเสียงทำให้ปลายฟ้าใจเต้นขึ้นมา เธอลอบมองไปทางแพรวพลอยที่นั่งนิ่ง ริมฝีปากที่เหยียดเป็นเส้นตรงขยับขบกันราวกับกำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟันใครบางคน เห็นแล้วก็ยิ่งร้อนรนในใจ แต่ทางเดียวที่จะทำได้ตอนนี้คือการเล่นให้สมบทบาท
“กินอะไรให้หนักท้องก่อนเถอะปลาย ยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่กลางวันไม่ใช่หรือ”
กรินทร์กระซิบใกล้หู ทว่าการจัดการเนื้อย่างชิ้นโตอาจหนักท้องจริง แต่มันจะยิ่งกระตุ้นอาการพะอืดพะอมเข้าไปใหญ่ มือบางจึงเลื่อนไปหยิบแก้วเหล้าที่เขาบอกว่าเพิ่งกรอกจากภาชนะบ่ม แล้วเพ่งมองป้ายคล้องคอขวดที่เพิ่งเขียนแบบสดใหม่ที่เขาถอดวางไว้กลางโต๊ะราวกับจงใจ
ทั้งลายเส้นและน้ำหนักของหมึกคล้ายการลงพู่กันด้วยสีน้ำ แตกต่างจากลายเส้นที่อยู่บนแผ่นป้ายเหล้า ‘น้ำตาล’ ที่หากไม่สังเกตให้ดีก็จะมองไม่ออก
แต่รสชาติของเหล้าขวดนี้ จะบอกเล่าอะไรถึงเรื่องราวที่เกิดในวันเกิดเหคุได้หรือ
คำถามในหัวเกิดขึ้นพร้อมกับริมฝีปากอิ่มของเธอแตะลงบนขอบแก้ว แล้วลิ้มรสของเหลวใสไร้สี พลันนั้นคิ้วเข้มธรรมชาติของปลายฟ้าก็เลิกขึ้นแล้วจ้องมองสุราในแก้ว
“บรรยายรสชาติของมันให้ผมฟังหน่อยสิ”
ดวงตากลมเงยมองเจ้าของประโยคเสียงทุ้มที่นั่งมองเธอด้วยแววตานิ่งเหมือนทะเลในวันคลื่นสงบ ทว่ารอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้าคมเข้มนั้นบอกเธอว่าพายุกำลังเริ่มก่อตัวแล้ว
“รสแรกเริ่มด้วยอบเชยและผิวส้ม ช่วงกลางลิ้นเริ่มอุ่นเพราะขิงกับพริกไทย ตามมาด้วยเมล็ดผักชีกับกระวานเย็นปลายลิ้น แล้วก็...” ปลายฟ้าหยุดเพื่อคิดคำนึงถึงสิ่งที่อยู่ในหัวก่อนเอ่ยต่อว่า “...เหมือนมีกลิ่นจากดอกตะแบกเบา ๆ”
“นี่ปลายแยกรสชาติได้ขนาดนี้เลยหรือ” กรินทร์กล่าวด้วยน้ำเสียงทึ่ง “หรือว่ารู้ส่วนผสมของเหล้าอยู่แล้ว”
ไม่ใช่แค่กรินทร์ แต่คนที่เหลือนอกจากเขตต์มองเธอด้วยดวงตาประหลาดใจ เรื่องส่วนผสมนั้นเธอไม่รู้แน่นอน แต่เพราะการทำงานเป็นแม่บ้านให้เขา ทำให้ได้ชิมสุราต่างรสมากมาย ทั้งนี้ แรกเริ่มเดิมทีก็เพียงเพื่อใช้ในงานเขียน ไม่ได้ใช้เพื่อหาทางพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของใคร
“คนที่รู้ส่วนผสมมีแค่ผมกับน้ำตาลเท่านั้น แต่คนที่รู้ว่าเหล้าที่บ่มในภาชนะบ่มจนครบปีกับเหล้าที่บ่มในขวดแก้วแล้วเก็บไว้ในตู้ควบคุมอุณหภูมิมีรสชาติและกลิ่นแตกต่างกันยังไง ถ้าไม่ใช่คนที่รู้ลึกเรื่องการบ่มเหล้าก็คงแยกไม่ออก ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้มีแค่ผมคนเดียวในโลกที่มีความเชี่ยวชาญนั้น”
“เหล้าที่บ่มในภาชนะบ่มจนครบปีกับเหล้าที่บ่มในขวดแก้วแล้วเก็บไว้ในตู้ควบคุมอุณหภูมิ...” ปลายฟ้าทวนคำพูดนั้นเหมือนพูดกับตัวเอง
“อัตลักษณ์ของมันแตกต่างกันทั้งรสชาติและกลิ่นในขวดกับในภาชนะบ่ม แต่สำหรับผมความพิเศษไม่ได้อยู่แค่ตรงนั้น แต่อยู่ที่...ลายเซ็นที่ปรากฏบนป้ายเหล้า”
คำพูดของเขาดึงปลายฟ้าไปทางป้ายชื่อเหล้าทันที ทว่าเพียงอึดใจเดียวเขาก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกจากตรงนั้น ทิ้งเธอให้ลอยคว้างในปริศนาไขความลับจักรวาล และคงมีเพียงที่ตกอยู่ในภวังค์ขบคิดจนกรินทร์สะกิดแล้วพูดให้ได้ยินเพียงสองคนว่า
“มีตำรวจนอกเครื่องแบบมาที่นี่”
ห่างจากโต๊ะดินเนอรไปไม่ไกล ยังมีใครอื่นที่นั่งล้อมวงกันอยู่ หนึ่งคือชายหนุ่มสวมใส่สูทกับแว่นตากรอบหนา และอีกหนึ่งสวมแจ๊กเก็ตมองคล้ายเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบอย่างที่กรินทร์บอก และเขาคนนั้นก็กำลังรับขวดเหล้าจากเขตต์ที่เพิ่งยื่นส่งให้
“ฉันได้ยินจากเขาว่าอาจมีโครงการเปิดหลักสูตรบ่มเหล้าและผสมค้อกเทล”
พิมพ์ลดายืดอกพูดด้วยใบหน้าชื่นชมในขณะที่ยังมองไปทางชายหนุ่มด้วยแววตาเป็นประกาย
“ผู้ชายคนนี้มีอะไรให้ฉันภูมิในเสมอ แล้วถ้าไม่เป็นการพูดออกนอกหน้าเกินไป ฉันกับเขาเจรจาเรื่องการซื้อหุ้นรีสอร์ตกันแล้ว ดีลลับที่ฉันคิดว่าเปิดเผยให้สาธารณชนรู้ได้ไม่อายใคร”
“เขาจะขายหุ้นได้ยังไง ในเมื่อต้องให้ฉันกับเสี่ยลงความเห็นก่อน” แพรวพลอยคลี่ยิ้มเย็น
“ถ้าฉันอ่านเกมตอนนี้ออก เสี่ยไม่น่าถือหุ้นที่ปันผลเทียบเท่าเงินทอนไว้ เขาอาจได้ขายเร็ว ๆ นี้เพราะไม่อยากพัวพันคดีที่ตัวเองไม่ได้เป็นคนก่อ” คราวนี้รอยยิ้มย้ายไปทางพิมพ์ลดา
“แล้วถ้าให้เทียบความสมน้ำสมเนื้อของคนที่จะเป็นผู้ถือหุ้นที่นี่ มันก็คงเป็นฉันนะคะ แล้วถ้าคุณแพรวพลอยอยากปล่อยที่นี่ ฉันก็ยินดีรับช่วง”
แพรวพลอยกำมือที่วางบนโต๊ะ แต่สีหน้ายังเรียบสนิท แล้วจ้องมาทางปลายฟ้าด้วยดวงตาที่มีไฟลุกโชน แม้เธอไม่ได้เป็นคู่กรณีของบทสนทนา ทว่าปลายฟ้ารู้ดีว่าแพรวพลอยต้องการบอกอะไร
‘ถ้าได้หลักฐานที่เธอมั่นใจว่าจะเปิดโปงความชั่วของเขาได้ ทีนี้เขาก็จะเสียชื่อเสียง และยอมเสียที่นี่ไป ถึงตอนนั้นฉันจะได้เป็นผู้ถือหุ้นที่นี่คนเดียว’
ใบหน้าของแพรวพลอยตอนที่วางแผนการด้วยกันยังไม่ลบไปจากความทรง ความเด็ดเดี่ยวที่แสดงออกมานั้นเริ่มทำให้ปลายถ่วงน้ำหนักว่า ระหว่างเปิดโปงความชั่วร้ายของเขา กับการยึดเอาหุ้นมาครอบครอง อะไรที่ความต้องการที่แท้จริงของแพรวลอย จนอดขอความกระจ่างไม่ได้
‘คุณแพรวพลอยคะ ฉันขอถามอะไรสักอย่างก่อนเริ่มแผนคืนนี้ แท้จริงแล้วคุณแพรวพลอยต้องการอะไรจากคุณเข้คะ ต้องการให้เขารับโทษในสิ่งที่เขาก่อ หรือต้องการที่นี่ที่เป็นเหมือนชีวิตของเขา’
ในตอนที่เธอเอ่ยถามไป แพรวพลอยจ้องตาเธอนิ่ง แม้เครื่องหน้าทุกอย่างงดงามหมดจด แต่ปลายฟ้าสัมผัสได้ถึงความกระหายอยากทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า ต่อให้เป็นคนเคยรักกันก็เผาผลาญให้มอดไหม้ด้วยไฟที่ลุกโหมในดวงตา
‘ที่ฉันต้องการจากเขาอย่างนั้นหรือ ก็แค่เพื่อให้เขารู้ว่าฉันเป็นผู้หญิงที่ใครจะเมินใส่ไม่ได้’
แต่คำตอบกลับไม่เกี่ยวอะไรกับคดีหรือผลประโยชน์เลย
“เอาล่ะ ผมขอเสิร์ฟของหวานที่เป็นจานสุดท้ายของคอร์สนี้”
เป็นเสียงของเชฟหนุ่มที่เดินเข้ามาประกาศให้แขกทั้งโต๊ะได้ยินเสียง และนั่นก็คือสัญญาณบอกให้รู้ว่า แผนของเธอกำลังจะเริ่มต้น
“ดาร์กช็อกโกแลตมูส เสิร์ฟคู่ราสป์เบอร์รี่สด และซอสเหล้ารัมเผาไฟ ใช้ชื่อเมนูว่าความลับที่หวานขม”
เมื่อจานสีขาวที่มีชิ้นขนมสีน้ำตาลเข้มกระทบกับพื้นโต๊ะตรงหน้า ปลายฟ้าก็รวบรวมสติให้มั่น
“พี่รินทร์คะ ปลายขอไปห้องน้ำนะคะ”
โดยไม่รอให้กรินทร์ตอบกลับ ปลายฟ้าเดินออกจากโต๊ะอาหารสวนทางกับเขตต์เดินกลับมา ในระยะที่แขนเฉียดกันนั้น เธอได้ยินเขาเอ่ยให้ได้ยินเพียงแค่สองคนว่า
“เกมนี้มีแค่คุณคนเดียวที่ถูกกิน”
จู่ ๆ ปลายฟ้าก็รู้สึกเย็นวาบไปทั่วแผ่นหลัง จะเป็นเพราะสายลมที่พัดผ่านมาจนสร้างเสียงยอดไม้ไหวกระทบกันหรือเปล่าเธอไม่แน่ใจ แต่ไม่มีเวลาให้เธอหาคำตอบ สัญญาณถูกส่งมาแล้วว่าเธอต้องเริ่มแผนให้ไวและต้องสำเร็จ เกมนี้ไม่ว่าใครจะถูกใครกินก็ตาม
แม้ในบางเกม คนที่มีหมากเหลือมากที่สุดจะเป็นผู้ชนะ แต่ในบางเกมแค่หมากตัวเดียวก็ไม่ได้หมายความว่าจะแพ้เว้นแต่ยอมยกธงไปเอง ซึ่งคนคนนั้นไม่ใช่เธอที่มีหมากสำคัญในมือแค่ตัวเดียว
ปลายฟ้าล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า แล้วกำคีย์การ์ดใบสำคัญไว้แน่น จากนั้นก้าวย่างลงบันไดลงไปชั้นหนึ่งของห้องอาหาร ผ่านแขกเหรื่อและบริกรที่เดินสวนไปมา เป้าหมายของเธอคือคลังเหล้าที่อยู่ตรงปลายทางข้างหน้า
เมื่อเดินหลังเคาน์เตอร์บาร์ที่ชิดกำลังวุ่นวายอยู่กับออเดอร์เหล้ามากมาย นักเขียนสาวก็เริ่มนับถอยหลังในใจ
ห้า... สี่... สาม... สอง... หนึ่ง...
พรึ่บ!
รอบตัวของปลายฟ้าอยู่ในความมืด เสียงหวีดร้องตกใจของแขกเหรื่อดังก้องไปทั่วห้องอาหาร
แม้จะไม่ได้มืดสนิทขนาดมองไม่เห็นอะไร และได้แสงไฟจากเปลวเทียนบนโต๊ะของที่นั่งเอาท์ดอร์ ทว่าเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็ทำให้ทุกอย่างวุ่นวาย ตั้งแต่ในครัว บาร์น้ำ การรับออเดอร์ รวมไปถึงแคชเชียร์ เพราะทุกอย่างต้องใช้ไฟ ทว่าทุกอย่างที่ปลายฟ้าหมายถึงไม่ได้รวมคลังสมบัติของเขา
‘มันมีไฟสำรอง ถึงไฟจะดับแต่เธอก็ยังปลดระบบล็อกได้ถ้ามีคีย์การ์ดของไอ้เข้ ตอนที่เธอทำตามแผนของเธอ ฉันจะพยายามกันทุกคนไม่ให้เข้าไป’
เชฟหนุ่ม หนึ่งในผู้สมรู้ร่วมคิด บอกเธอไว้ในคืนที่เธอขอให้เขาช่วยสอนทำเครมบลูเร
‘ทำไมคุณถึงช่วยฉันคะ’
ดวงตาสีน้ำตาลจ้องเธอนิ่งนานราวกับกำลังชั่งน้ำหนักการตัดสินใจ แต่แล้วก็เดินไปหยิบอะไรบางอย่างติดมือมา และบางอย่างนั้นก็คือสมุดโน้ตเล่มที่หายไปของเธอ
‘จะเรียกว่าช่วยหรือเปล่าก็ไม่เชิง แต่อยากพิสูจน์ว่าเธอร้ายกาจพอจะเป็นแมวขโมยความไว้ใจของคนได้ไหม’
‘คุณหมายความว่าไง’
‘ถ้าเธอเคยทำให้ไอ้เข้มันหลงเชื่อเธอหัวปักหัวปำ เธอก็ต้องทำให้แพรวพลอยเชื่อเธอได้เหมือนกัน’
“ทุกท่านครับ ตอนนี้มีเหตุไฟฟ้าขัดข้อง เรากำลังแก้ไขสถานการณ์”
เสียงประกาศผ่านไมค์โครโฟนของลียงดึงปลายฟ้าออกจากความคิด
“คิดว่าอีกไม่ไม่นานก็จะกลับคืนสู่สภาพปกติ และเพื่อเป็นการขออภัยสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ทางห้องอาหารขอชดใช้ด้วยค้อกเทลดื่มไม่อั้นจนกว่าไฟจะมาให้ทุกท่าน”
แน่นอนว่าเธอต้องได้ยินเสียงปรบมือเกรียวกราว และแน่นอนว่าชิดเพียงคนเดียวไม่อาจรับมือออเดอร์ที่กำลังถูกส่งมาจากทุกโต๊ะได้เพียงลำพัง ซึ่งคนคนเดียวที่ต้องเข้าไปช่วยบาร์เทนเดอร์ร่างโปร่งนั้นจะเป็นใครได้อีกถ้าไม่ใช่เขตต์
แพรวพลอยใช้พิมพ์ลดาดึงกรินทร์ให้เจรจาเรื่องแผนโฆษณา ส่วนลียงก็ถึงกับสร้างสถานการณ์เพื่อดึงเขตต์ให้ละสายตาระแวดระวังจากเธอ
ปลายฟ้าแค่นหัวเราะในใจ ต่างฝ่ายต่างมีแผนแยบยล แต่ต่างก็ใช้ตัวเธอเป็นหมากหนึ่งในแผนของตน ฝ่ายหนึ่งอยากได้ป้ายเหล้าแผ่นนั้นมาโดยอ้างว่าจะนำส่งตำรวจ ส่วนอีกฝ่ายกลับคิดว่าแค่ต้องการเปิดโปงขบวนการหักหลังเขตต์แบบครบทีม
ภายใต้ท้องฟ้าคืนเดือนมืดที่ไร้แสงไฟส่องสว่างจากไฟฟ้า ความตื่นตระหนกจากไฟดับแปรรูปไปเป็นความอลหม่านของบริกรที่วิ่งไปมารับส่งออเดอร์ค้อกเทลกันให้วุ่น ทุกอย่างดูเหมือนตรงตามกระดานของลียง และเธอก็กำลังเดินหมากสำคัญที่มีแต่คนเฝ้ารอ
ร่างบางลอบเข้าสู่คลังเหล้า เงียบเชียบราวกับคนไร้เงา ก้าวขาเสียงเบายิ่งกว่าแมวย่อง ดวงตากลมโตจับจ้องไปยังตู้เก็บสมบัติอันเป้าเป้าหมายตรงสุดทางเดิน จริงอย่างที่ลียงบอก ด้วยระบบไฟสำรองหล่อเลี้ยงนั้นทำให้ระบบล็อกของมันยังทำงานอยู่
ปลายฟ้าค่อย ๆ ก้าวขาเข้าไปใกล้มากขึ้น ระหว่างนั้นก็หันไปมองรอบตัว แม้จะรู้ในใจว่าเขตต์คงกำลังวุ่นวายอยู่กับการชงเหล้า แล้วก็รู้ว่านอกจากเธอแล้ว ในที่แห่งนี้ต้องมีใครอื่นอีกเพื่อเฝ้าดูความสำเร็จของแผนตัวเอง
ปลายฟ้าหยิบคีย์การ์ดใบสำคัญออกจากกระเป๋าด้วยมือสั่นเทาที่เกิดเพราะรู้สึกประหม่าเมื่อมองขวดเหล้าใสที่มีป้ายคล้องบ่งบอกเจตนารมณ์แรกเริ่มของผู้บ่ม
‘น้ำตาล’ ผู้หญิงที่ทำให้เขาอยากพิสูจน์ความรักด้วยการแต่งงานกับเธอ
ส่วนเธอนั้นกำลังจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเขาด้วยการทรยศ
ปลายฟ้าสูดลมหายใจเข้าเรียกความตั้งมั่นของตัวกลับคืนมา จากนั้นก็แตะคีย์การ์ดบนแผงควบคุม
ติ๊ด!
มีเสียงสัญญาณดัง แต่...เปิดไม่ได้!
ปลายฟ้าลองแตะคีย์การ์ดใหม่อีกครั้ง ผลที่ได้ยังคงเดิม เสียงสัญญาณดังทว่าไฟแสดงสถานะไปได้เปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเขียว
เกิดอะไรขึ้นกัน! คีย์การ์ดใบนี้เป็นของเขา ใบที่เธอสลับของตัวเองในคืนลอบเข้าห้องคืนนั้นไม่ผิดแน่ ระบบความปลอดภัยก็แจ้งสถานะว่าทำงานปกติ แต่ทำไม...
ติ๊ด!
พลันนั้น มีมือของใครบางคนยื่นมาแตะคีย์การ์ดจากด้านหลัง หัวใจของปลายฟ้าก็หล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มทันที และพอหันกลับไปมองด้วยปฏิกิริยาอัตโนมัติ ร่างของหญิงสาวก็กลายเป็นหิน
“ใบนั้นใช้ไม่ได้หรอก ต้องใบนี้”
“คะ... คุณเข้...” เสียงของเธอเบาหวิวจนเกือบเลือนหาย
ใบหน้าเย็นชากับแววตากระด้างที่มองมาทำให้เธอสะท้านไปทั้งร่าง ส่วนมือหนาที่ปลดล็อกแล้วดึงบานประตูตู้เก็บสมบัติให้เปิดอ้าจนไอเย็นยะเยือกลอยมาแตะผิวปลายฟ้า
พรึ่บ!
ทันใดนั้น ไฟก็สว่างจ้าทั้งคลัง ส่องสะท้อนใบหน้าเย็นชาของเขาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น แล้วก็คงส่องเข้าไปถึงหัวใจของปลายฟ้าที่กำลังพังทลาย
ด้านหลังเขาคือลียงที่ยืนกอดอกนิ่งสงบไร้ความรู้สึก ไกลออกไปในมุมมืดของประตูทางเข้า เธอเห็นแพรวพลอยกำลังมองเธอด้วยดวงตาสมเพช
ริมฝีปากของปลายฟ้าสั่นระริก ภาพตรงหน้าก็พร่าเลือนราวกับมีหมอกหนาเคลื่อนเข้ามาบดบังทุกสิ่งให้ค่อย ๆ จางหาย หากไม่มีเสียงกระซิบข้างใบหูเอ่ยให้ได้ยินว่า
“เกมนี้คุณถูกกินหมดกระดานแล้วล่ะ...ปลายฟ้า”
นักเขียนสาวที่ริอาจทำตัวเป็นจารชนคิดว่าร่างของเธอจมหายไปกับความรู้สึกไม่อยากมีตัวตนแล้ว
“แต่อย่าห่วง เกมใหม่ต่อจากนี้ ผมจะแก้มือให้คุณเอง ฉะนั้นคุณต้องไปจบเกมนี้ด้วยกันก่อน”
ไม่เพียงแค่ลมหายใจอุ่นเป่ารดผิวแก้ม แต่ข้อมือบางก็อุ่นวาบเพราะฝ่ามือหนาเข้ามากอบกุม แล้วดึงตัวเธอให้เดินออกจากตรงนั้น เลยผ่านไหล่ของลียงที่มองเธอด้วยแววตาเรียบนิ่งอ่านความหมายไม่ได้
เธอถูกหักหลังหรือไงกัน ถูกพวกเขาหักหลัง ไม่ว่าจะเป็นลียง หรือแพรวพลอย!
กลับไปจบเกมของเขาคือการพาเธอกลับมานั่งในตำแหน่งผู้เล่นเดิม ในฉากเดิมดินเนอร์ที่ใช้ธีมว่าเผยโฉมหน้าแห่งลับ ที่เธออยากเอาหน้ามุดหนีไปอยู่ใต้ธรณี ยังดีกว่าถูกแววตาคมปลาบของเขตต์ที่หย่อนตัวนั่งพร้อมวางเหล้าขวดสำคัญไว้บนโต๊ะราวกับต้องการเย้ยหยันเธอ
ส่วนกรินทร์ที่ยังคงนั่นอยู่ที่เดิม เอ่ยพูดเรื่องราวที่ดูยังเหมือนค้างคากันไว้กับพิมพ์ลดา
“ผมจะใช้โครงการนี้เป็นประตูเปิดสู่โลกอีกใบของอักษรารัญจวน ถึงผมจะไม่มั่นใจนักว่าเราจะทำได้ไหม แต่เราหันหลังกลับไม่ได้อีกแล้ว” จากนั้นก็วาดแขนโอบไหล่บางแล้วบีบเบา ๆ “ที่สำคัญ ผมอยากให้ปลายฟ้าขึ้นมาเป็นดาวดวงใหม่แทนวาดฟ้า นักเขียนคนดังในตำนานของเราที่ขอลาวงการอย่างถาวร”
“พิมพ์ไม่ได้อ่านนิยายอะไร เลยไม่รู้ว่านักเขียนไหนดังไม่ดังค่ะ แต่ก็เห็นชื่ออักษรารัญจวนตามสื่ออยู่บ้าง แล้วก็ห่วงแทนนิดหน่อยว่าสำนักพิมพ์ที่เน้นขายแนว...เอ่อ... แบบนั้น จะทำได้ดีมากแค่ไหน อย่างที่เราคุยกันขำ ๆ ไปก่อนหน้า โครงการนี้เน้นขายความงามของชายทะเลตะวันออก ไม่ได้ขายฉากรักแบบซาดิสต์หรือมาโคซิสต์แบบที่อักษรารัญจวนถนัด”
“แสดงว่าคุณพิมพ์ยังไม่ได้อ่านนิยายของวาดฟ้าที่ติดท้อปของอักษรารัญจวนใช่ไหม มีเรื่องหนึ่งที่เล่าเรื่องบนเตียงได้โคตรเสียว แต่ก็บรรยายรสชาติเหล้าได้ดีจนผมรู้สึกทึ่ง” คนพูดคือชายหนุ่มผู้ก่อตั้งรีสอร์ต “ชื่ออะไรน้า...”
ทั้งท่าทางนึกและน้ำเสียงนั้นช่างน่ายียวนเหลือเกินในความรู้สึกปลายฟ้า
“อ้อ ฝากรักฝังแค้นเมียบำเรอ” พอนึกออกก็คลี่ยิ้มที่ไม่มีความจริงใจส่งมาให้ปลายฟ้าพร้อมกับงัดฝาขวดของเหล้าที่เพิ่งถูกวางบนโต๊ะ
“แต่ก็เหลือเชื่อที่เมนูเหล้าในนิยายช่างคล้ายกับบางเมนูของ Beyond The Horizon จนผมคิดว่าคุณวาดฟ้านั่นแฝงตัวมาอยู่ในรีสอร์ตของผมโดยที่ผมไม่รู้ตัว”
พิมพ์ลดาหัวเราะในลำคอ “ถ้าใช่จริงละก็ มันเป็นการก๊อปปี้ลิขสิทธิ์ได้หรือเปล่าคะ เพราะสูตรเหล้าหลายสูตร คุณเป็นคนคิดค้นนี่นา”
“ใช่เลยล่ะ มันอาจเป็นการก๊อปปี้ แล้ว...” เขตต์หยุดพูดขณะที่แพรวพลอยเดินกลับมานั่งเก้าอี้ตัวเดิม แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือเคร่งเครียดที่ปรากฏอยู่นั้นลดทอนความมั่นใจที่เคยประดับบนใบหน้าลง อาจเป็นเพราะมีสายตาจากชายหนุ่มสองคนที่เฝ้ามองจากโต๊ะตัวที่อยู่ไม่ไกล
“แล้วของก๊อปยังไงก็เป็นของก๊อป คนที่รู้เท่านั้นจะดูออก ซึ่งถ้าเป็นเรื่องเหล้าที่ถูกบ่มใน Beyond The Horizon ก็อาจมีแค่ผมที่ดูออก”
ทิ้งคำพูดน้ำเสียงทุ้มต่ำ ก่อนสบตาเธอนิ่งแล้ววางกระดาษป้ายชื่อเหล้า ‘น้ำตาล’ ลงบนโต๊ะ
“หรือไม่ก็... คุณปลายฟ้าเองก็อาจจะดูออก”
ประโยคต่อมานั้นฝังแรงกดดันลงลึกในอกของปลายฟ้า
“ฉันเคยบอกคุณแล้วว่า ฉันไม่ชอบดื่มเหล้า...” เธอลอบกลืนน้ำลายอีกใหญ่ แล้วเอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้นิ่งที่สุด “คงดูไม่ออกขนาดนั้น”
ริมฝีปากหยักของเขตต์เหยียดออกเป็นรอยยิ้มขบขัน แล้วถอดป้ายเหล้า ‘เขตต์’ ออกจากขวดที่เขาบอกว่าเพิ่งเขียนไม่กี่นาทีก่อนหน้าวางข้างป้ายเหล้า ‘น้ำตาล’
“ถ้างั้น เรามาเล่นเกมกันสักหน่อย” เขาเอ่ยบอกเธอด้วยน้ำเสียงท้าทาย “หากคุณปลายฟ้าตอบผมได้ถูกต้องว่าป้ายเหล้าพวกนี้เหมือนหรือแตกต่างกันตรงไหน ผมก็จะทำให้เรื่องที่เกิดขึ้นในคลังเหล้าก่อนหน้านั้นเกิดขึ้นเพราะเป็นคำสั่งของผม ไม่ใช่เป็นเพราะ...”
เขาละคำพูดไว้ในฐานที่ให้เธอเข้าใจ หรืออาจต้องการให้ผู้ร่วมขบวนการของเธอรับรู้เองว่าเพราะอะไร
“แล้วระหว่างนี้ ผมขอใช้โอกาสนี้เล่าให้พวกคุณฟังถึงที่มาที่ไปของเหล้าเขตต์ และเหล้าน้ำตาล ซึ่งถ้าผมเล่าจบแล้ว ผมจะขอฟังคำตอบจากคุณนะปลายฟ้า”
ปลายฟ้ากำมือที่ชื้นเหงื่อแน่น เมื่อเขาไล่ต้อนจนไม่ยอมเปิดทางให้เธอหนี เธอก็จะหันหน้าสู้
“จริง ๆ ฉันรู้คำตอบอยู่แล้ว แต่อยากฟังคุณเล่าเรื่องนั้นจนจบ”
เขาหัวเราะในลำคออย่างพึงใจ แล้วรินเหล้าใส่แก้วให้ทุกคนจนครบ ก่อนเอ่ยกับกรินทร์ด้วยประโยคที่เธอไม่เข้าใจความหมายว่า
“และนั่นผมจะถือว่ามันเข้าเงื่อนไขตามที่เราตกลงกันแล้วนะครับ คุณกรินทร์”
ราวกับได้ยินเสียงกัดฟันกรอดจากชายหนุ่มที่เพิ่งถูกเอ่ยถึง เสี้ยวใบหน้าด้านข้างนั้นก็สะท้อนถึงความโกรธเคืองแต่จำต้องเก็บซ่อนให้มิด แต่สันกรามที่กำลังกระตุกสั่นบอกแน่ชัดว่ากรินทร์กำลังเดือดจัด
“ผมตั้งใจให้เหล้า เขตต์-น้ำตาล เป็นเหล้าที่ระลึกสำหรับงานแต่งงานของเราทั้งสอง”
เขาเริ่มต้นบรรยายเรื่องราว หากแต่ดวงตาสีนิลที่เพ่งมองมาทางเธอทำราวกับเธอเป็นผู้ฟังคนเดียวในที่แห่งนี้
“โดยใช้คอนเซปต์ความแตกต่างที่เข้ากัน เหล้าเขตต์คือตัวแทนของฝ่ายเจ้าบ่าวที่เข้มแข็งแต่ก็ร้อนแรงและมีพลัง ผมจึงบ่มมันด้วยเครื่องเทศ เช่นอบเชย ผิวส้ม เมล็ดผักชี กระวาน ขิงและพริกไทย แต่เพิ่มซิกเนเจอร์ของ Beyond The Horizon ที่เป็นเหมือนชีวิตของผมลงไป นั่นคือดอกไม้ตะแบก เป็นสูตรที่ไม่มีใครเอาไปก๊อปปี้ได้”
ซิกเนเจอร์ของเขา... ไม่มีใครก๊อปปี้ได้... อย่างนั้นหรือ ปลายฟ้ารำพึงความคิดในใจ
“ส่วนเหล้าน้ำตาล ตัวแทนของฝ่ายเจ้าสาว อ่อนหวาน นุ่มละมุน และอ่อนไหวนั้น ผมใช้ดอกแก้วเป็นหลัก ประสานกับมะลิ ดอกส้ม กุหลาบ วานิลลา แต่งเพิ่มด้วยมาร์ซิแพน แน่นอนสูตรนี้ก็ยังไม่ถูกก็อปปี้โดยใคร”
เขาเว้นช่วง ราวกับต้องการให้เธอคิดตาม จากนั้นลียงก็เข้ามาในฉาก นั่งเก้าอี้ตัวที่ว่างพลางจ้องหน้าแพรวพลอยที่นั่งนิ่งเหมือนกลายเป็นหุ่น
“เหล้าทั้งสองสูตร ผมแบ่งใส่ภาชนะสองแบบ แบบแรกกรอกใส่ขวดใส จุดประสงค์คือต้องการให้น้ำตาลได้เห็นตลอดเวลาว่าผมรักและจริงใจกับเธอ ส่วนที่สองผมบ่มในภาชนะบ่มที่โรงบ่มสุรา เพื่อรอให้ถึงเวลาเปิดชิดมันในวันแต่งงาน แต่แย่หน่อยที่เธอไม่เคยเห็นความรักของผม แล้วเหล้าในภาชนะบ่มก็ไม่ได้ถูกเปิดในวันวิวาห์”
คล้ายเห็นแวววูบไหวในดวงตาสีนิล เป็นแววแห่งความเจ็บปวดที่ฝังลึกในหน่วยตาคู่นั้น แล้วในก็สะท้อนมาถึงเธอ
“เอาล่ะ ถ้าเรื่องที่ผมเล่ามันเหมือนนิยายเรื่องหนึ่ง ต่อจากนี้ก็คงเป็นไคลแมกซ์”
เขตต์เอ่ยแล้วหันไปลียงเหมือนส่งสัญญาณบางอย่าง ลียงจึงลุกจากที่นั่ง แล้วกลับมาอีกครั้งพร้อมกับชิดที่ทำหน้าเหมือนนักโทษถูกควบคุมตัว
“เหตุผลที่ผมแยกภาชนะบ่มก็เป็นตามที่บอกไป แต่ผลที่ได้จากการบ่มแยกกันมันสร้างรสชาติที่แตกต่าง เหล้าเขตต์ที่บ่มในขวดใสจนครบเวลาจะมีกลิ่นและรสชาตินุ่มกลมกล่อม แต่ส่วนที่บ่มในภาชนะบ่มครบปีจะได้กลิ่นเครื่องเทศที่เข้มข้นและหนักกว่า เช่นเดียวกันกับเหล้าน้ำตาล ที่หากบ่มในภาชนะบ่มจนครบปี ความหอมและรสชาติของมันจะชัดเจนกว่าบ่มในแก้ว ซึ่งในตอนที่น้ำตาลเปิดขวดเหล้าให้ผมกินตอนนั้น ผมรู้ได้ทันทีว่ามันเป็นเหล้าที่ถูกกรอกจากภาชนะบ่ม ไม่ใช่เหล้าที่อยู่ในขวดแต่แรก แม้ดูด้วยตาเปล่า จะเห็นว่าเหล้าใสไร้สีเหมือนกัน แต่มันก็มีอัตลักษณ์ที่ซ่อนอยู่”
สิ้นสุดคำพูด เขตต์ก็หยิบบางสิ่งออกจากกระเป๋าเชิ้ต แล้ววางบนโต๊ะข้างป้ายเหล้าสองใบแรกที่ถูกวางก่อนหน้า แล้วมันก็สร้างความตกตะลึงให้กับแพรวพลอย รวมไปถึงชิดด้วยเช่นกัน
“น้ำตาล...”
ปลายฟ้ารำพึงอ่านตัวอักษรบนป้ายแผ่นที่สามเสียงแผ่ว ตรงหน้าเธอในตอนนี้มีป้ายเหล้าสามใบ
ใบแรกคือป้ายเหล้าเขตต์ที่เขาบอกว่าเพิ่งเขียน ลายเส้นมีน้ำหนักชัดและจางราวกับสีน้ำ
ใบที่สองคือป้ายเหล้าน้ำตาลที่ถูกเก็บรักษาในคลังสมบัติมาเนิ่นนาน มันมีความคมชัดตลอดทั้งเส้นเหมือนถ่ายจากเครื่องถ่ายเอกสาร
และใบที่สาม ป้ายเหล้าน้ำตาลอีกใบที่หากมองผิวเผินแล้วก็คล้ายกับแผ่นที่สอง แต่... ก็แค่คล้าย เพราะลายเส้นและน้ำหนักของมันไม่ต่างจากป้ายที่เขาเพิ่งเขียนเลย
“เอาล่ะ คุณปลาย ผมเล่าจบแล้ว หวังว่าจะได้คำตอบที่ถูกต้องจากคุณ”
มีความท้าทายในเส้นเสียงนั้น และในขณะเดียวกัน ตำรวจนอกเครื่องแบบก็เดินใกล้เข้ามา
“อัตลักษณ์ที่ซ่อนอยู่...” ปลายฟ้าเอ่ยเสียงเบา แล้วจ้องตาชายหนุ่มเจ้าของคำถามแน่วนิ่ง “คือหมึกผสมพิเศษที่คุณใช้เขียนชื่อเหล้า... ในหมึกมีอัตลักษณ์... เป็นอัตลักษณ์ที่มาจากส่วนผสมของเหล้า”
ป้ายเหล้าทั้งสามถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบรวบเก็บใส่ถุงเก็บหลักฐานทันทีที่ปลายฟ้าให้คำตอบ
“เราจะนำไปพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์เพื่อหาโปรไฟล์ทางเคมีของหมึก หากพบว่ามันมีอัตลักษณ์ของส่วนผสมในเหล้าตามที่คุณเขตต์บอก ผมจะขอเรียนเชิญสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนอีกครั้ง”
แม้เจ้าของป้ายเหล้าจะไม่ได้บอกว่าคำตอบของเธอถูกต้องหรือไม่ แต่ปลายฟ้าก็ไม่ต้องการคำยืนยันอะไรอีกแล้ว ดวงตาของเธอร้อนชื้น หัวใจของเธอสั่นไหว ร่างกายของหนาวสะท้าน
“ปลาย!”
เธอได้ยินเสียงเรียก อาจเป็นเสียงของกรินทร์ แต่ช่างแผ่วเบาจนเหมือนลอยมาจากที่ไกลแสนไกล แล้วทุกอย่างที่เห็นในสายตาหมุนวนจนปลายฟ้าเวียนหัวจนทนไม่ไหว
“ปลายฟ้า!”
ภาพตรงหน้าเริ่มลางเรือนไปทุกขณะ ทว่าภาพสุดท้ายที่ประทับในดวงตาโศกของเธอนั้น คือรอยยิ้มร้ายอย่างผู้มีชัยของเขา และก่อนที่ทุกอย่างจะดับหายไปพร้อมกับสติ ริมฝีปากหยักคู่นั้น ขยับเป็นคำพูดเหมือนกำลังบอกเธอว่า
ผมชนะ...
หรือนี่จะเป็นหมากที่เขาเก็บไว้แล้วปล่อยออกมาเพื่อล้มกระดานของทุกคน