โชคชะตาพาปลายฟ้าผู้หวาดกลัวเรื่องบนเตียงให้มารับงานเขียนนิยายอิโรติกตามใบสั่งของแฟนเก่า แต่ฟ้าก็ใจดีส่งชายหนุ่มผู้มากประสบการณ์เซกส์มาให้ โดยที่ดันลืมเตือนว่าเขาเป็นผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมคนรักตัวเอง
ดราม่า,ชาย-หญิง,ไทย,รัก,ผู้ใหญ่,อิโรติก,สืบสวน ,ดราม่า,โรมานซ์,โรมานซ์สืบสวน,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
พระเอกนิยายสุดปลายฟ้าโชคชะตาพาปลายฟ้าผู้หวาดกลัวเรื่องบนเตียงให้มารับงานเขียนนิยายอิโรติกตามใบสั่งของแฟนเก่า แต่ฟ้าก็ใจดีส่งชายหนุ่มผู้มากประสบการณ์เซกส์มาให้ โดยที่ดันลืมเตือนว่าเขาเป็นผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมคนรักตัวเอง
เมื่อนิตยสารสารคดีที่ ปลายฟ้า เป็นนักเขียนประจำปิดตัว ทำให้ปลายผ้าต้องหันเหจากการเขียนแนววิชาการ ไปต้องเลี่ยนแนวไปเป็นนักเขียนนิยาย เพื่อหาเงินเลี้ยงดู แม่และน้องสาว โดยเฉพาะแม่ของเธอต้องรับการผ่าตัดตาในสิ้นปี ปลายฟ้าจึงเขียนนิยายรัก แล้วนำไปให้ กรินทร์ คนรักเก่าที่เป็นซีอีโอของสำหนักพิมพ์อักษรารัญจวนช่วยพิจารณา แต่กรินทร์ไม่ให้ผ่านเพราะแนวเรื่องไม่ตรงกันแนวของอักษรารัญจวนที่เน้นขายแนวนิยายอิโรติก
แต่เพราะกรินทร์ยังมีใจให้ปลายฟ้า ด้วยความรักที่หลงเหลือ จึงให้ปลายฟ้าเขียนนิยายอิโรติกโดยที่มีเขาเป็นพระเอก และเธอเป็นนางเอก แลกกับเงินค่าจ้างที่เขาจะจ่ายให้เธอเป็นรายเดือนแต่ปลายฟ้ามีปมกับเรื่องเซกส์เพราะเคยถูก เปลว พ่อเลี้ยงล่วงละเมิดในวัยเด็กและมักมีอาการทางประสาทกำเริบหากถูกกระตุ้น ทว่าด้วยเงินที่กรินทร์เสนอให้ จึงทำให้ปลายฟ้าตอบรับงาน แต่เพราะกลัวว่าจะเขียนให้ถึงตอนจบไม่ได้ ปลายฟ้าจึงตั้งใจหางานเสริม และเธอก็ได้งานแม่บ้านรีสอร์ตที่มีชื่อว่า Beyond The Horizon โดยบังเอิญจากแม่บ้านคนเก่าที่ลาออกกระทันหัน
ที่รีสอร์ตนี้ ปลายฟ้าต้องทำงานเป็นแม่บ้านประจำโซนวิลล่าการ์เด้น โดยมี แหวว หัวหน้าแม่บ้านเป็นคนคุมงาน เธอมีหน้าที่ดูแลทำความสะอาดและอำนวยความสะดวกให้แขกประจำโซน ซึ่งหนึ่งในแขกที่เธอต้องดูและคือ เข้ เจ้าของห้องหมายเลข 222 ที่เขาแอบเลี้ยงแมวโดยมีแค่เธอและเขาเท่านั้นที่รู้ นอกจากแหววแล้ว ปลายฟ้าได้เจอ ชิด บาร์เทนเดอร์ที่คอยสอนงานในห้องอาหารให้เธอ
ด้วยงานแม่บ้านนี้เองที่ปลายฟ้าจะยึดไว้เป็นอาชีพเสริมจนกว่าเธอจะเขียนนิยายอิโรติกให้กรินทร์จบ แต่มีเหตุเกิดขึ้นกับปลายฟ้าคือเธอเหยียบหางแมวที่คุณเข้เลี้ยงไว้ที่ริมสระน้ำ จนทำให้เธอตกสระ แต่เข้ก็ช่วยเธอไว้ได้ทัน ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เข้รู้ว่าเธอต้องรับงานเขียนนิยายอิโรติกให้กรินทร์ แต่เธอไม่มีประสบการณ์เรื่องบนเตียง(แบบคู่รัก) เข้เลยเสนอว่าถ้าปลายฟ้ามาเป็นเพื่อนคุยให้เขา เขาจะเล่าประสบการณ์บนเตียงให้ฟัง ข้อตกลงแรกระหว่างปลายฟ้าและเข้จึงเริ่มขึ้น
แต่ปลายฟ้าไม่คาดคิดเลยว่าเธอจะกลายเป็นผู้เล่นคนหนึ่งในเกมล่าหาคำตอบของปริศนาฆาตกรรมในรีสอร์ทแห่งนี้
แสงอาทิตย์ยามบ่ายคล้อยยังคงแรงกล้า แต่ท้องฟ้ามีเมฆขาวก้อนโตตั้งทัพเป็นกำแพงสูงบอกว่ากำลังมีฝนตั้งเค้าอยู่ที่ปลายฟ้า ในขณะที่พนักงานของรีสอร์ตต่างต้องเร่งมือช่วยกันจัดสถานที่เตรียมงานแต่งอีกครั้ง มีทั้งช่อดอกลิลลี่สีขาวช่อใหญ่ถูกนำมาใช้ประดับเต็มงาน ผ้าโปร่งสีฟ้าอ่อนก็ถูกขึงคลุมเก้าอี้สีขาวทุกตัว บนโต๊ะกลมมีจานชามช้อนส้อมวางเรียงให้พร้อมใช้งาน
ทุกคนที่มีหน้าที่ต่างก็เดินไปมาหยิบจับข้าวของและเคลื่อนย้ายตามคำสั่งของผู้จัดการรีสอร์ตคนใหม่ที่เพิ่งเข้ามาได้ไม่กี่วัน และดูเหมือนว่าการทำงานของเขาไม่เข้าตาหัวหน้าแม่บ้านเท่าไรนัก เพราะทุกครั้งที่เขาสั่งการ แหววก็เข้าไปปรับเปลี่ยนใหม่ทำราวกับเป็นงานของตัวเอง หรือไม่ก็นั่นเป็นวิธีเลี่ยงพบเจอปลายฟ้า
แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ก็ใช่ว่าปลายฟ้าจะยอมท้อถอย ยิ่งแหววเลี่ยงการเจอมากเท่าไร เธอก็ยิ่งเข้าหามากเท่านั้น ต่อให้คำว่า ‘เมียเช่าของคุณเข้เดินมาโน่นแล้ว’ ลอยเข้าหูก็ตาม เมื่อตั้งใจมั่นแล้ว ปลายฟ้าก็เดินเข้าไปในเต็นท์จัดงาน แล้วก้มหยิบช่อดอกลิลลี่ที่จัดเตรียมสำหรับแต่งโต๊ะอาหารขึ้นจากพื้นก่อนที่จะมีใครเหยียบมันจนบอบช้ำ
“คุณแหววคะ วางช่อดอกลิลลี่ตรงกลางโต๊ะได้เลยใช่ไหมคะ”
ทันทีที่ปลายฟ้าเอ่ยถาม หัวหน้าแม่บ้านที่ยืนตรวจงานก็หันหน้าขวับ แล้วถลึงตาใส่เธอ
“นี่มันงานของรีสอร์ต ไม่งานที่คนนอกจะสอดมือเข้ามายุ่ง สิ้นเสียงเข้มงวด เธอก็ได้ยินเสียงหัวเราะคิกคัก
“ถึงตรงนี้จะไม่มีอะไรให้คนนอกอย่างหนูสอดมือเข้ามายุ่ง...” เธอเดินเข้าไปใกล้ แล้วยื่นส่งช่อดอกลิลลี่ให้แหววพร้อมกับหรี่เสียงพูดให้เบาลง “แต่มีอยู่ที่หนึ่ง ที่หนูต้องสอดมือเข้าไปให้ได้”
“ยายบ้านี่พูดไม่รู้เรื่อง!” แหววตวาดลั่น “ถ้ายังไม่ออกจากตรงนี้ ฉันจะรายงานคุณเข้”
“ผมอยู่นี่แล้ว มีอะไรกันหรือครับ”
จู่ ๆ คนที่ถูกเอ่ยในสนทนาก็โผล่มาโดยปลายฟ้าไม่คาดคิด แต่ในเมื่อทำอะไรไม่ได้ นักเขียนสาวจึงทำแค่ก้าวถอยหลังหลบฉากทันทีที่ร่างสูงในชุดเข็ตขาวพับแขนควงแขนหญิงสาวใบหน้าสวยเฉี่ยวคนหนึ่งเข้ามา
“คนของผมมาวุ่นวายอะไรคุณแหววหรือครับ”
คำว่า ‘คนของผม’ ทำให้ปลายฟ้าใจสั่นอยู่ในอก
แหววไหวไหล่ “ก็แค่มาจุ้นจ้านอยากหาอะไรทำค่ะ สงสัยจะว่าง”
เขาเอี้ยวหน้ามามองเธอดวงดวงตาเรียบสนิทเหมือนทะเลไร้คลื่น “ถ้าว่างก็ไปเอาน้ำส้มคั้นมาให้หน่อย บอกลียงให้จัดของว่างพิเศษให้คุณพิมพ์ด้วย”
“เอาแค่น้ำส้มเย็น ๆ ก็ได้ค่ะเขตต์” หญิงสาวข้างเขาใช้หมวกพัดตัวเองจนปอยผมตามกรอบหน้าปลิวไสว
“จะแค่นั้นได้ยังไง คุณเป็นคนพิเศษของรีสอร์ต ก็ต้องได้สิ่งพิเศษสิ”
ส่วนคนธรรมดาอย่างเธอก็รู้สึกอึดอัด และอยากออกจากตรงนี้เต็มแก่ “น้ำส้มเย็น ๆ กับอาหารว่างแบบพิเศษใช่ไหม รับทราบค่ะ”
ปลายฟ้าเอ่ยพลางโค้งศีรษะรับคำสั่ง เน้นน้ำหนักตรงคำว่าแบบพิเศษ แล้วหมุนตัวเดินออกจากเต็นท์ ตรงไปยังบาร์อันดับแรก พอไปถึงเธอส่งออเดอร์ให้กับชิดทันที
“ขอน้ำส้มเย็น ๆ ให้คนพิเศษของคุณเข้ค่ะ” คำว่าพิเศษถูกทิ้งน้ำหนักเป็นครั้งที่สอง
หน้าตาชิดดูเลิ่กลั่กเล็กน้อยแล้วชะเง้อไปทางเต็นท์จัดงานก่อนคว้าส้มออกจากตู้แช่ ส่วนเธอก็เข้าไปในครัว แจ้งความจำนงกับหัวหน้าเชฟที่หรี่ตามองเธอเหมือนแม่ค้าแผงปลาจ้องแมวแม้มันจะทำแค่เดินผ่าน เมื่อได้อาการว่างสุดพิเศษที่เป็นคานาเป้ไข่ปลาคาเวียร์ ปลายฟ้าก็ออกไปรับน้ำส้มคั้นที่ชิดวางรอไว้บนถาด
“คุณพิมพ์ลดา ผู้หญิงคนใหม่ของคุณเข้”
“คะ?” ปลายฟ้าเอ่ยด้วยความฉงน อยากให้เขาพูดอีกครั้งหากว่าเธอฟังผิดไป
“คุณพิมพ์ลดา เป็นเจ้าของบริษัทอีเวนท์ออแกไนเซอร์ พูดกันว่าจะเข้ามาช่วยดูแลการตลาดให้รีสอร์ต” ชิดเอ่ยต่อ “พวกพนักงานพูดกันจนหนาหูว่าเป็นผู้หญิงคนใหม่ของคุณเข้ แต่จะพูดว่าใหม่ก็ไม่ถูกนัก เมื่อก่อน คุณพิมพ์ไป ๆ มา ๆ รีสอร์ตถี่ยิ่งกว่าคุณแพรวพลอย พวกพนักงาน ๆ ก็จะคุ้นหน้ากัน”
ข้อมูลที่เธอไม่แน่ใจว่าจำเป็นต้องรู้ไหม ถูกยัดเหยียดเข้าหูแบบห้ามไม่ได้ แต่ถึงผู้หญิงคนนั้นจะมีความสัมพันธ์รูปแบบใด เธอก็ไม่จำเป็นต้องรู้สึกร้อนรุมแบบนี้ไม่ใช่หรือ
ปลายฟ้าว่ากล่าวตัวเองที่คิดว่าเองกำลัง...หึง
ในตอนที่กำลังแบกถาดพลางหาเหตุผลปฏิเสธความรู้สึกนั้น จู่ ๆ ปลายฟ้าก็หวีดร้องออกมาเบา ๆ เพราะเกือบจะชนแหววที่เข้ามาหยุดยืนตรงหน้า
“ฉันจะเอาไปให้คุณพิมพ์เอง” บอกเธอแล้วรับถาดไป แต่ในดวงตาหลังแว่นกรอบทองที่มองมานั้น เหมือนยังมีคำพูดบางอย่าง
“ส่วนเธอ ถ้าอยากสอดมือเข้ามาช่วยนักก็ตามใจ แต่เตือนไว้ก่อนว่าไม่มีโอกาสถอนตัว”
บางอย่างที่มาพร้อมกับคำเตือน แต่คำเตือนนั้นแฝงความหมายของการยอมรับเธอเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง
“ตอนนี้ก็กลับห้องไปซะ อย่าเพ่นพ่านเหมือนเจ้าแมวจรมากนัก” ปิดท้ายด้วยคำพูดที่ทำให้เธอลอบกลืนน้ำลายก่อนสะบัดตัวกลับไปทางเต็นท์
ร่างบางของนักเขียนสาวจึงจรลีสู่ที่พำนัก แต่ระหว่างทางเจ้าแมวจรก็กระโดดออกจากข้างทางที่เป็นดงไม้สูง แล้วเข้ามานัวเนียข้อเท้าของเธอ ปลายฟ้าเห็นแล้วหันซ้ายหันขวาแล้วย่อตัวเพื่อรีบอุ้มมันขึ้นก่อนจะมีคนเห็น ทว่าเบอร์เบินพลิกตัวฉับไว แล้ววิ่งไปหาร่างสูงที่ยืนห่างจากเธอไปหลายก้าว
“คุณเข้...”
“จำได้ว่าเรายังมีเรื่องที่คุยกันค้างอยู่...”
ท่าทางการยืนโดยใช้สองมือล้วงกระเป๋านั้น ช่างเหมือนกับตอนที่พบกันครั้งแรกใต้ดอกตะแบกที่โปรยปราย แต่ดวงตาสีนิลกร้าวแข็งไม่อ่อนละมุนดั่งครานั้น
ร่างสูงก้าวขาใกล้เข้าเรื่อย ๆ ในขณะที่เธอยืนนิ่งราวกับร่างกายแข็งเป็นหิน
“และวันนี้ ผมต้องได้คำตอบ”
เสียงเย็นเยียบทำให้เธอเย็นสันหลังวาบ แต่เมื่อเขาเหยียบย่างเข้าสู่ข้างทาง ไม่ได้หมุนตัวเพื่อเพื่อกลับไปยังห้องพัก ปลายฟ้าเห็นก็มองตามตาปริบ ๆ
“ยืนงงอะไร ตามมาสิ”
“มะ...ไม่คุยกันในห้องหรือคะ”
“ไม่” เขาเอี้ยวมาแค่ใบหน้า “ครั้งนี้ ผมจะไม่ให้ใครมารบกวนการคุยของเราเด็ดขาด”
ไม่ว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่ปลายฟ้ารู้สึกถึงมวลพลังบางอย่างที่แผ่ออกมาจากประโยคนั้น ที่เดินนำหน้าเธอเข้าสู่ดงต้นไม้สูงใหญ่ที่เรียงตัวเป็นกำแพงหนาจนบดบังแสงอาทิตย์ในวันฟ้าทึมให้ยิ่งมืดทึบเหมือนฟ้ายามสนธยา มันเป็นเส้นทางที่เธอไม่เคยรู้ว่ามี แต่เขาดูคุ้นเคยจนเหมือนอาศัยอยู่ในนี้
“คุณเข้ คุณจะพาฉันไปไหน!” เธอเริ่มถามเสียงหอบ แต่ไม่มีคำตอบ ไม่มีคำอธิบาย ไม่มีอะไรหลังจากหมัดนั้น มีเพียงแรงดึงและความเงียบที่หนาวเย็นจนทำให้ปลายฟ้าหายใจไม่ทั่วหน้าอก
จนมาถึงรถเก๋งสัญชาติเยอรมันสีดำที่จอดเงียบงันชิดริมทางเข้าป่า เขาเปิดประตูแล้ววางเธอลงอย่างระวังที่เบาะข้างคนขับ แม้จะไม่ได้รุนแรง แต่ทุกการเคลื่อนไหวของเขาเต็มไปด้วยแรงที่ควบคุมไว้จนแทบระเบิด
ปลายฟ้ายังไม่ทันจะหันไปถามว่าจะไปไหน เขาก็ปิดประตูเสียงดังปังจนเธอสะดุ้ง จากนั้นร่างสูงก็ข้ามไปเปิดประตูฝั่งคนขับ สอดตัวเข้ามานั่งแล้วปิดประตูตามหลังทันที แล้วเครื่องยนต์ก็ติดในวินาทีถัดมา
“คุณเข้...”
“เงียบ”
เอ่ยคำสั่งเสียงห้วนแล้วเหยียบคันเร่ง หมุนพวงมาลัยสู่ถนน วิ่งไปบนเส้นทางที่ปลายฟ้าไม่รู้จุดหมาย
ความกังวลเริ่มก่อตัวมากขึ้นจนเหมือนภูเขาทับอกในใจปลายฟ้า เธอเริ่มรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นนักเขียนที่หลงเข้าไปอยู่ในนิยายของใครอีกคน เป็นนิยายที่เธอไม่ได้เป็นคนเขียนมันขึ้นมาเลยแม้แต่บรรทัดเดียว
ปลายฟ้าไม่รู้ว่านั่งนิ่งในรถโดยไม่ขยับมานานแล้ว แต่ก็นานพอให้ความกลัวกลายเป็นคำถาม และคำถามกลายเป็นเงียบงัน เขาไม่พูดเลยแม้แต่คำเดียว พวงมาลัยยังคงแน่นอยู่ในมือเหมือนตอนออกจากรีสอร์ต ริมฝีปากหยักได้รูปที่เคยเอ่ยคำกวนประสาท ตอนนี้กลับเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง
กระทั่งหัวรถหันเข้าสู่ทางเข้าโรงแรมที่มีป้ายบิลบอร์ดรูปเรือยอชต์ลำโต สองข้างทางที่นำเข้าตึกสูงสุดปลายตานั้น ก็มีเรือยอชต์หลากหลายแบบจอดเรียงรายราวกับเป็นแกลอรี่
“ที่นี่ที่ไหนคะ”
“ถ้าอยากรู้ ก็มาด้วยกัน”
แต่เขาดันท้าทายเธอกลับ ซึ่งหากไม่ทำอะไรสักอย่าง เธออาจได้นั่งจับเจ่าอยู่แค่ในรถ นักเขียนสาวจึงยอมปราชัย
จนเมื่อย่างเข้าสู่อาณาเขตภายในโรงแรมที่มีล็อบบี้กว้างขวางโอ่อ่า ปลายฟ้าก็ทึ่งกับภาพทิวทัศน์เต็มตาของท่าจอดเรือยอชต์กว้างใหญ่ ทว่าสิ่งที่ทำให้ปลายฟ้าเกือบลืมหายใจคือเรือยอชต์สีขาวลำหนึ่ง
มันจอดอยู่เงียบ ๆ ที่สุดปลายสะพาน โดดเด่นท่ามกลางท้องฟ้าที่มีเมฆดำตั้งเค้า หากแต่ดูเปล่งประกายราวกับเป็นไข่มุกแห่งท้องทะเลยามฟ้าใกล้ค่ำ
“Beyond The Horizon...” ปลายฟ้าอ่านตัวอักษรที่เขียนข้างลำเรือด้วยความรู้สึกอัศจรรย์ใจ “เรือลำนี้คือเรือของคุณ...”
ไม่คาดหวังเท่ากับไม่ผิดหวัง ปลายฟ้ามั่นใจว่าเขาได้ยินเสียงคำถาม แต่ใบหน้าเรียบตึงคือคำตอบของทุกอย่าง นั่นคือ ‘เงียบเถอะ’
“ขึ้นเรือ”
แต่หญิงสาวยังลังเล ถึงเขาจะบอกว่าไม่ให้ใครมารบกวนการคุยก็ตาม แต่เธอไม่รู้ว่าหากเดินข้ามสะพานไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้นจากนี้
“กลัวหรือไง”
ถึงเธอยืนยันไม่ขึ้นเรือ ยังไงเขาก็ต้องหาทางเค้นคำตอบจากเธอให้ได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง แล้วความรู้สึกที่เกิดขึ้นตอนนี้เรียกว่ากลัวหรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่การไม่รู้ความจริงอาจน่ากลัวกว่า ปลายฟ้าจึงก้าวขาข้ามสะพานและเดินเข้าสู่ภายในตัวเรือ
ข้างประตูด้านซ้ายคือที่นั่งสำหรับใช้กินอาหารหรือพูดคุยสังสรรค์คำสหรับสี่คน เบื้องหน้าเธอคือแผงบังคับการที่เต็มไปด้วยมาตรวัด และบานหน้าต่างกระจกกว้างมองเห็นเมฆฝนดำทะมึนที่กำลังก่อตัว ถัดไปทางซ้ายมือของแผงบังคับการมีมินิบาร์ขนาดที่เดาได้ว่า ถ้าเขาติดอยู่กลางทะเลสักสองสามอาทิตย์ก็ยังสบาย และกลางลำเรือทั้งฝั่งซ้ายกับขวามีบันไดลงสู่ห้องนอนและห้องน้ำ
ความโอ่โถงภายในลำเรือคงมาจากการออกแบบและใช้เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น แต่ก็ไม่ได้ดูเรียบเกินไป หากว่าภาพทั้งหมดที่อยู่ตรงหน้าเธอคือความฝันของบิดาของชายหนุ่มที่กลายเป็นความจริง ปลายฟ้าก็สัมผัสได้ถึงความอิ่มเอมบางอย่างฝังแน่นในทุกอณูของเรือ
แต่ในขณะที่เธอกำลังซึมซับบรรยากาศอยู่นั้น ภาพที่เห็นผ่านกระจกก็เคลื่อนไหว เรือยอชต์ที่เคยจอดข้างเคียงค่อย ๆ ถอยห่างออกไป จนกลายเป็นภาพท้องทะเลเต็มตา ตอนนั้นเองเธอถึงเพิ่งรู้ตัวว่าเรือลำนี้กำลังจะแล่นออกจากท่า ปลายฟ้าจึงรีบออกไปด้านนอกทันที
“เดี๋ยว ๆ คุณเข้ คุณจะทำอะไร!”
ครั้งนี้เธอคาดหวังคำตอบ! แต่เขาไม่ตอบ! ได้แต่หมุนพวงมาลัยพลางทอดตามองท้องทะเลตรงหน้าเหมือนจะฝังอะไรบางอย่างไว้ที่นั่น
“คุณเข้! คุณจะพาฉันไปไหน!”
นักเขียนสาวตกอยู่ในความกังวล แต่เขากลับดูไม่กังวลอะไรเลย ทำเพียงแค่ปรายตามองแล้วก้าวเดินไปยืนในตำแหน่งหลังพวงมาลัยเรือ ทั้ง ๆ ที่ยิ่งเรือห่างออกจากฝั่งเท่าไร อากาศก็เย็นลง ลมทะเลก็พัดแรงขึ้น ส่งกลิ่นชื้นลอยในอากาศเป็นสัญญาณบอกว่าพายุกำลังมา
“จากรถก็มาบังคับเรือสินะ แต่คุณจะบังคับให้ฉันมากับคุณโดยไม่พูดอะไรแบบนี้ไม่ได้ ฉันไม่ใช่รถหรือเรือของคุณนะ!”
“คุณเป็นคนของผม”
เสียงพูดนั้นราบเรียบเกินไป ใบหน้าด้านข้างของเขาก็นิ่งสงบเกินจริง มีเพียงแค่การสั่นของกล้ามเนื้อขากรรไกรที่บอกเธอว่า มีพายุอีกลูกที่กำลังก่อตัวภายในใจเขา
“คุณเข้ ได้โปรดพาฉันกลับเถอะค่ะ”
คำอ้อนวอนไม่อาจสั่นคลอนเขาได้เลยสักนิดเดียว แม้ลมพัดจะเริ่มพัดแรงจนทำให้เสื้อของเธอปลิวแนบผิว ฝนเม็ดเล็กก็เริ่มโปรยละอองลงมาเหมือนเป็นคำเตือน
“เข้าไปข้างในก่อนลมจะพัดคุณตกทะเล”
“ฉันจะไม่ไปไหนจนกว่าคุณจะ... กรี๊ด!”
โครม!
ไม่ทันได้พูดจบ ปลายฟ้าก็ตกใจกรีดร้องดังลั่น เพราะจู่ ๆ คลื่นทะเลก็โหมกระแทกเรือจนโคลงเคลง จนร่างบางซวนเซเกือบทรงตัวไม่อยู่ ช่วงแวบเดียวเท่านั้นที่เขาหันหน้าขวับมามอง แววความกังวลฉายในดวงตาสีนิลแล้วดับวูบไปพรอ้มกับการหันไปมองท้องทะเลมืดทะมึน
“ฉันจะพูดเป็นครั้งสุดท้าย พาฉันกลับ! ไม่งั้นฉันจะโทรบอกทุกคนว่าคุณพาฉันมาที่ไหน!”
ทว่าชายหนุ่มยังคงกุมพวงมาลัยเรือแน่วนิ่ง ส่วนเธอก็พูดจริงทำจริง ปลายฟ้าจึงคว้าโทรศัพท์ออกจากกระเป๋ากางเกง จากนั้นก็จะกดโทรไปยังหมายเลขสุดท้าย
แต่ทันใดนั้นพื้นใต้ฝ่าเท้าของเธอเหมือนแฉลบออกไปในพริบตา ด้วยคลื่นสูงที่มาพร้อมกับลมพัดแรงจนคล้ายว่าจะพัดร่างของเธอให้ปลิวตาม ความโคลงเคลงในจังหวะที่ยังไม่ทันได้หาอะไรยึดเหนี่ยว ส่งผลให้ขาของปลายฟ้าเกิดการพลิก และเสียการทรงตัว ซ้ำร้ายโทรศัพท์มือถือหลุดจากมือตกพื้นแล้วไถลลื่นไปตามพื้นเรือที่ชื้นเพราะละอองฝน
“ไม่นะ!”
ปลายฟ้าร้องเสียงดัง แล้วพุ่งทะยานตามไปคว้าโทรศัพท์ของตนให้ทันก่อนหล่นหายไปในทะเล แต่ทันทีที่ยืนเต็มตัวได้ไม่ถึงวินาที ความเจ็บก็แล่นปลาบจากข้อเท้าในจังหวะเดียวกับที่ลำเรือโคลงอย่างแรง
เสี้ยววินาทีนั้น ทุกอย่างเกิดขึ้นไวเกินกว่าจะตั้งตัวทัน เร็วจนไม่อาจคว้าอะไรยึดเหนี่ยว ร่างบางเซถลาไปทางขอบเรือราวกับโลกกำลังพลิกคว่ำ เมื่อได้กลิ่นของความตายปรากฏเป็นท้องทะเลสีดำเบื้องหน้า
“กรี๊ดดดด!!!”