“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”
ดราม่า,ชาย-หญิง,ไทย,ยุคปัจจุบัน,รัก,ไสยศาสตร์,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
สาปไสยเวท“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”
หลังสูญเสียแฟนหนุ่มที่กำลังจะแต่งงานกัน อันวาดถึงกับเสียศูนย์จนเลือกเดินทางผิดจนจิตใจถูกครอบงำ ศิลา เขากลับยื่นมือเข้าช่วยฉุดรั้งให้กลับตัว ความแค้นที่ยังฝังใจจะพาให้คนทั้งคู่ที่อยู่กันเหมือนเส้นคู่ขนานให้มาบรรจบกันได้ยังไง
พ่อกับแม่อย่างฤหัสและปภัสสรต่างมองหน้าแล้วนิ่งมองลูกชายกับหญิงสาวที่ยืนข้างๆ อันวาอีกครั้งอย่างพินิจ เพราะคนที่ลูกชายพากลับมาตอนนี้เป็นคือหญิงสาวที่พวกเขาเคยเห็นที่โรงพยาบาล
สองสามีภรรยาต่างมีความคิดหนึ่งวิ่งผ่านสมองแล้วเริ่มกังวลแต่ยังพยายามปลอบใจตัวเองว่าทุกอย่างอาจไม่เป็นไปอย่างที่พวกเขาคิด หญิงสาวที่ชื่อข้าวหอมอายุยังน้อยลูกชายตัวเองก็รู้ความคงจะไม่ทำอะไรเกินเลยเป็นแน่ พวกเขาคงอาจคิดมากไปเองเพราะแฟนลูกชายตัวเองคือหนูไออุ่น
“แน่ใจเหรอว่าจะได้ผล” เสียงของศิลาดังขัดความคิดของสองสามีภรรยา สติที่เตลิดจึงกลับมาอยู่กับเรื่องตรงหน้า
ในห้องพิธีใหญ่ร่างอันวาดถูกวางนอนอยู่บนตั่งไม้ ด้านข้างมีพานใส่ของสำหรับทำพิธีวางเรียงรายกันไว้หลายอย่าง ซึ่งบางอย่างถูกจัดหาเตรียมเอาไว้ก่อนที่อันวาจะกลับมาถึงตามที่สั่งเอาไว้ก่อน
หญิงชราหลังค่อมผมขาวนั่งอยู่ด้านข้าง ดวงตาข้างหนึ่งเป็นต้อขาวจึงใช้งานสายตาได้เพียงข้างเดียว ฝีปากและเหงือกคล้ำจากการกินหมากมานานแต่ฟันทุกซี่ยังขาวสะอาด
“หึ…อะละเนบา เยอ ไถน ลอฮ่อ” (ถ้าไม่เชื่อกูจะกลับล่ะ) หญิงชราเอ่ยภาษาถิ่นของตนเองดวงตาเหลือบมองใบหน้าศิลาแวบหนึ่ง
“คุณหน้าขาว บอกพี่เขยคุณให้เงียบๆ เถอะ เดี๋ยวยายโมโห” ข้าวหอมสะกิดแขนอันวาเอ่ยเสียงเบาอยู่ข้างๆ
“ลองดูก่อนเถอะครับ” อันวาถลึงตาใส่ข้าวหอมแล้วตีหน้านิ่งหันมาพูดกับศิลา
“อืม” ศิลาหยักหน้าไม่ปริปากอีก
“เพ่ย บาเมอ ชะน่า ไดแล” (ยายต้องทำอะไรอีก) ข้าวหอมหันไปถามหญิงชราว่ายังมีอะไรต้องเตรียมหรือทำอีกไหม
“เหงะ โชะ ชะ หงัง แดะ อะ งั่งคู้ ขุล้ง นอ” (เอารูปกับหุ่นปั้นมา)
เมื่อข้าวหอมฟังก็จะเดินไปหยิบภาพกับหุ่นปั้นมาให้แต่ถูกเสียงหญิงชราห้ามเอาไว้เสียก่อน
“อังมั่ง อะเหวอะ เหงะ ไถน โชะ” (ให้ผัวมันเป็นคนยกมา)
“คุณยกภาพกับหุ่นปั้นเข้าไปค่ะ” ข้าวหอมจึงหันไปบอกศิลาแล้วถอยหลังเปิดทางให้
“อู้กี้ลัง ถงโยว” (วางตรงนี้) หญิงชราชี้นิ้วลงด้านข้างบอกตำแหน่งให้ศิลาวางของลง
ถึงจะฟังไม่รู้เรื่องแต่ศิลายังพอเดาจากการชี้ของหญิงชราได้จึงได้วางของไว้ข้างตัวอันวาด แล้วถอยหลังออกห่างเมื่อเห็นมือเหี่ยวย่นนั้นสะบัดไล่ตนเองถี่ๆ
“เพ่ยเหล่ย เหงะ ไถน เล่อโยว” (หลานยายมาตรงนี้)
“ฮ่อ เพ่ย” (จ้ะยาย)
ข้าวหอมก้าวมายืนด้านข้างหญิงชรา จากนั้นเริ่มจุดเทียนและธูปส่งให้ยาย หลังหญิงชราปักธูปเทียนแล้วข้าวหอมก็เดินไปเลิกผ้าห่มที่คลุมตัวอันวาดออก ตามคำสั่งบอกของหญิงชราที่พูดในภาษาถิ่นเป็นระยะ บางทีก็เพียงใช้นิ้วชี้ไม่ต้องพูดข้าวหอมก็รู้ได้ว่ายายต้องการให้ตนทำอะไร
“จะทำอะไร” ศิลาโพล่งขึ้นเมื่อเห็นหญิงชราหยิบมีดเล่มเล็กแล้วเลื่อนมือไปยังตำแหน่งหน้าท้องของอันวาด
ร่างสูงใหญ่ก้าวพรวดเข้าไปไม่ใช่แค่ศิลาที่ตกใจแต่ฤหัสกับปภัสสรเองก็ตระหนกไม่ต่างกัน
‘ปึก!’
“ลังเมอแฆงะ ชะผู่ซะ” (เงียบปากไปไอเด็กน้อย) หญิงชราปักมีดในมือลงกับพื้นตั่งดังปึก มันฝังแน่นเข้าเนื้อไม้ นิ้วชี้หน้าจ้องศิลาด้วยดวงตาทมึงทึง
“คุณไม่ต้องห่วงค่ะ ยายไม่ทำอะไรหรอก” ข้าวหอมรีบเข้าไปบอกกับทุกคนส่วนมือยังดึงแขนอันวาเขย่าเบาๆ “คุณหน้าขาวเร็วสิ ยายโกรธแล้วนะ”
“ใจเย็นๆ กันก่อนทุกคน ยายเขาไม่ทำอะไรพี่อันหรอกครับ” อันวาพูดพลางดึงแขนตัวเองกลับเมื่อเห็นสายตาของพ่อแม่มองมาที่ตนและข้าวหอม
ศิลายังจ้องหน้าหญิงชรานิ่งชั่วครู่ ยอมขยับตัวถอยหลังออกมาเมื่อฤหัสเป็นคนเข้ามาดึงแขนเขา
“ชะผู่ซะเมิง ถงอะมู เหงาะโยว เบ้ามะเซ่ย ลอเมอ ”
“ห๊ะ!” ข้าวหอมผู้ที่ฟังหญิงชรารู้เรื่องอยู่คนเดียวอุทานขึ้นใบหน้าซีดมองไปยังคนอื่นในห้อง
“มีอะไร / เป็นอะไร” ศิลารวมถึงฤหัสเองก็ถามขึ้นเป็นเสียงเดียว ส่วนคนอื่นก็มองข้าวหอมเป็นตาเดียวกัน
“คือ…คือยายบอกว่า เด็กในท้องใกล้ ใกล้จะตายแล้ว” ข้าวหอมเสียงตะกุกตะกักตอบทุกคนที่กำลังรอฟังคำตอบอยู่
“ไม่จริง หมอมาตรวจเมื่อวานเด็กยังปกติดี” ศิลารีบแย้งมองหน้ายายเฒ่าอย่างไม่วางใจ
“โล ปยะ ถง เนาะ เออผู่ มะโอนี นังเนวะ ลอฮ่อ” หญิงชราเอียงหน้าพูดกับข้าวหอมแล้วพยักเพยิดหน้าไปทางคนอื่นให้แปลคำพูดของตัวเองให้ทุกคนฟัง
“ยาย ยายบอกว่า เด็กในท้องจะอยู่ได้อีกแค่อาทิตย์เดียวค่ะ” ข้าวหอมบอกให้ทุกคนรู้ถึงคำบอกของยาย
“...” ศิลาพอได้ฟังก็มือเย็นเฉียบเหมือนทั้งร่างถูกแช่แข็งจนยืนค้างอยู่กับที่
“แม่เฒ่ามาถึงนี่แล้ว คงจะมีวิธีช่วยเหลนฉันอยู่บ้างกระมัง” หม่อมหลวงรังสิมันต์ที่นิ่งสงบมาแต่ต้นตอนนี้ถึงได้เอ่ยขึ้น
“เพ่ย…”
“อะลัง เมอเฌิง นอโอลอ แม๊ อะเซย มะเมอ อา”
“ยายบอกว่ามีทางช่วยค่ะ แต่พวกคุณจะยอมทำไหม” ข้าวหอมคอยเป็นล่ามแปลคำพูดของยายให้ทุกคนฟัง
“ถง อะเมอ อะเซย บาเมอ ถง อะบา ละเม บานอ ถง อะค่า ชะผู่ซะ อะโยว มะถง ชะลังเซ่ย”
“ถ้าทำแล้วต้องทำให้ถูกต้อง ถ้าไม่อย่างนั้นเด็กคนนี้จะต้องตาย”
เมื่อแปลมาถึงตรงนี้ข้าวหอมเองก็เหงื่อผุดเต็มหน้าจนต้องยกมือขึ้นปาด มองสีหน้ายายสลับกับคนอื่นๆ ในห้อง
“ต้องทำยังไง / ทำอะไรบ้าง” ครั้งนี้เป็นศิลากับฤหัสที่เอ่ยถามขึ้น
“บา อังช่า ไหว่ โหงก เดอะ ชะผู่ซะ อะโยว ถง อะสะ ละเช้ยเฆงาะไน้ย บาโอหงัก”
“ต้องขายเด็กคนนี้แล้วพออายุครบสิบแปดปีต้องแต่งงาน”
“แดะ ชะ คว่า ผู่ ละเหงอะ”
“แต่งกับ…กับผู้ชายคนหนึ่ง”
“ผู้ชายคนหนึ่ง แต่งกับใคร” ศิลาขมวดคิ้วถาม
“ถง อะค่า มะ เหงะ ดะเว ลอฮ่อ เม ไซน ผู่เอะ”
“ถึงเวลาเขาจะมาเองค่ะ”
เมื่อฟังมาถึงตรงนี้ ทุกคนต่างมีข้อสงสัยในใจจึงได้เอ่ยถามกับหญิงชรา โดยศิลาถามขึ้นอีกครั้ง
“ขายยังไง” ศิลาถามสายตาจ้องไปยังหญิงชรา
“อ่อ…คือมันเป็นการทำพิธี คล้ายกับการยกหรือขายเด็กคนนี้ให้กับคนอื่นที่มีแรงหนุนหรือดวงแข็งกว่าเด็กคนนี้ให้เป็นพ่อแม่ค่ะ คุณจะเลี้ยงเขาได้ปกติแต่จะมีข้อปฏิบัติหรือข้อห้ามแตกต่างกันไปแล้วแต่คนซื้อจะเป็นคนกำหนด”
ในคำถามนี้ข้าวหอมสามารถอธิบายให้ทุกคนฟังเองโดยไม่ต้องถามยาย เพราะพิธีนี้ในหมู่บ้านต่างทำกันเป็นประจำ
“แล้วคนที่ต้องแต่งงานด้วยล่ะ ใครเป็นคนกำหนด” ศิลายังเป็นคนถามต่อ
“ถงอะค่า ชะพั่งคู้ มะเซ้าลัง ดะเว้”
“ถึงเวลาข้างบนจะส่งมาเอง คือ…หมายความว่าคนที่จะแต่งงานด้วยเป็นคู่ที่ฟ้าส่งมาให้ ประมาณว่าเป็นคู่แท้เป็นพรหมลิขิตส่งมาแบบนั้นค่ะ”
พอข้าวหอมแปลคำของยายแล้วทุกคนต่างมีสีหน้าแปลกๆ จึงพยายามหาคำที่ให้ทุกคนฟังแล้วเข้าใจได้ง่ายมาแทน อย่างคนในหมู่บ้านและเธอเองก็ถูกปลูกฝังให้เชื่อในผีสาง และโชคชะตาฟ้าลิขิตจึงเข้าใจความหมายที่ยายบอก แต่พอต้องมาพูดให้คนเมืองที่เจริญแล้วฟังจึงค่อนข้างลำบากใจเล็กน้อย
“ถ้ายอมทำตามที่บอก ลูกกับเมียผมจะปลอดภัยใช่ไหม” ถึงจะยังไม่วางใจแต่หากวิธีที่หญิงชราบอกได้ผลศิลาก็จะยอมทำตาม จึงได้ถามเพื่อความมั่นใจอีกครั้ง
“เอ่อะ” หญิงชราพยักหน้าตอบเสียงหนักๆ ในลำคอพลางขยับตัวถ่มน้ำหมากในปากลงกระโถน
“ถ้าเมียกับลูกผมปลอดภัย งั้นก็ทำ ทำเลย” ศิลาหยักหน้ามองหน้าปู่ ฤหัสและปภัสสรแล้วเอ่ยกับหญิงชรา
หญิงชราสะบัดมือปัดๆ ไล่ให้ทุกคนกลับไปนั่งตามที่ตัวเอง ดึงมีดที่ปักอยู่บนตั่งไม้ออก จากนั้นเริ่มบริกรรมคาถาทั้งที่ในปากยังมีหมากเต็มคำในภาษาถิ่นตัวเองทำนองแปลกหู
ทุกคนต่างเฝ้ามองทุกการกระทำของหญิงชรา โดยเฉพาะศิลาที่ยังกังวลอยู่ตลอด ตาไม่กะพริบหรือละจากร่างของอันวาดและมือของหญิงชรา
เมื่อสิ้นเสียงบริกรรมหญิงชราเอื้อมหยิบปูนขาวสำหรับกินหมากจากนั้นนำปลายมีดกดลงกลางฝ่ามือตัวเองละเลงจนเลือดที่เลอะซึมเข้ากับปูนแล้ว ใช้ปลายนิ้ววาดอักขระลงบนหน้าท้องอันวาด
ไล่มือข้างที่ถือมีดวาดกลางอากาศอยู่ตรงช่วงหน้าท้องสองสามครั้งแล้ววางลง จากนั้นเหมือนหญิงชราจะลื้อค้นของบางอย่างจากย่ามผ้าเก่าของตัวเองล้วงเหรียญบางอย่างออกมา
มันเป็นเงินที่ไม่ได้อยู่ในรูปทรงสวยงามแบนหรือกลมคล้ายก้อนเงินในสมัยโบราณและไม่มีตราหรือสัญลักษณ์ใดปรากฏอยู่ เมื่อหยิบออกมาแล้วหญิงชราก็วางลงบนพื้นตั่งจากนั้นใช้สันมีดตีสองสามครั้งจนก้อนเงินนั้นกลายเป็นทรงค่อนข้างแบน จากนั้นใช้ปลายแหลมของมีดเจาะจนเป็นรู แล้วหยิบเชือกถักที่เตรียมไว้ก่อนหน้าร้อยเข้าแล้ววางไส่ไว้ในพาน
“พิธีซื้อ-ขายเด็กเรียบร้อยแล้วค่ะ” ข้าวหอมเอ่ยบอกเสียงเบากับอันวาแต่คนที่อยู่ในห้องต่างก็ได้ยินด้วย
แล้วทุกคนก็เห็นหญิงชราขยับตัวใช้มีดตัดเล็มปลายผมอันวาดมาหนึ่งช่อ ชายเสื้อและชายกระโปรงที่อันวาดสวมอยู่ หันพูดกับข้าวหอมเสียงค่อยแล้วเห็นหญิงสาวขยับไปตัดเล็บมือเล็บเท้าของอันมามาใส่รวมไว้ในพานเดียวกับผมและเศษเสื้อ
คนอื่นทำเพียงคอยดูอยู่เงียบๆ ไม่ได้ถามหรือขัดขึ้น หญิงชราก็นำพานไปวางรวมอยู่กับหุ่นปั้นและภาพวาด แล้วหันหลังให้เริ่มบริกรรมคาถาอีกครั้ง
หลังหญิงชราท่องคาถาไปเพียงไม่นานทั้งห้องพิธีก็มีเสียงร้องโหยหวนหวีดแหลมขึ้นมา ภาพวาดที่ก่อนหน้ายังเป็นปกติกลับมีไอดำลอยขึ้นมาปกคลุมแล้วของเหลวข้นหนืดสีแดงเข้มก็เริ่มทะลักไหลออกมา
หุ่นดินปั้นที่อันวาดสะกดวิญญาณเอาไว้ก็ขยับไหวเงาร่างของวิญญาณด้านในคล้ายต้องการจะออกมาแต่ถูกสะกดกลับยิ่งนานเสียงคาถาของหญิงชรายิ่งเร็วขึ้น ในมือหยิบสายสิญจน์สีคล่ำคล่าจากย่ามขึ้นมาแล้วผูกมัดตัวหุ่นพร้อมกับร่ายคาถากำกับไปด้วย ม้วนสายสิญจน์เกือบครึ่งถูกพันไว้บนตัวหุ่น
ทุกครั้งที่หญิงชราหยุดท่องคาถาก็หันมาคายน้ำหมากทิ้งไม่รู้ว่าเพราะสีของน้ำหมากอย่างเดียวหรือไม่แต่ทว่าสองสามครั้งหลังมันแดงขึ้นเรื่อยๆ เหงื่อกาฬตามหน้าผุดพรายและเต็มหลังหญิงชราจนเสื้อเปียก
“โจว ไซย โอ โข่ แล เหงะ ไถน โชะ”
“แหวน แหวนอยู่ไหนคะ รีบเอามาค่ะ” ข้าวหอมได้ยินคำของยายก็หันมาถามกับศิลา
“แหวน! อ่อ เดี๋ยวผมเอามาให้” ศิลามุ่นคิ้วในทีแรกแล้วนึกขึ้นได้จึงไปอีกฝั่งของห้องพิธีแล้วหยิบแหวนที่ไหม้จนดำสองวงมายื่นให้หญิงชรา