“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”
ดราม่า,ชาย-หญิง,ไทย,ยุคปัจจุบัน,รัก,ไสยศาสตร์,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
สาปไสยเวท“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”
หลังสูญเสียแฟนหนุ่มที่กำลังจะแต่งงานกัน อันวาดถึงกับเสียศูนย์จนเลือกเดินทางผิดจนจิตใจถูกครอบงำ ศิลา เขากลับยื่นมือเข้าช่วยฉุดรั้งให้กลับตัว ความแค้นที่ยังฝังใจจะพาให้คนทั้งคู่ที่อยู่กันเหมือนเส้นคู่ขนานให้มาบรรจบกันได้ยังไง
“คุณอันคะ คุณอัน” เสียงเรียกดังแว่วขึ้นด้านข้าง ไม่นานก็มีมือมาสะกิดต้นแขนเบาๆ
อันวาดจำเสียงนี้ได้ว่าเป็นเสียงของป้าละเอียด หลังปรับสติให้ตื่นอย่างเต็มที่ ลืมตาขึ้นก็เห็นป้าละเอียดโน้มตัวก้มมองเธออยู่ เมื่อเห็นอีกฝ่ายลืมตาขึ้นป้าละเอียดก็ยกยิ้มเต็มหน้า
“คุณอันเป็นยังไงบ้างคะ ลุกมาทานอาหารก่อนนะคะ ป้าเอาไก่ตุ๋นยาจีนมาให้ค่ะ” ป้าละเอียดพยุงแขนอันวาดให้ลุกนั่ง
“คุณป้า…” พอเปล่งเสียงอันวาดถึงได้รู้ว่าลำคอตัวเองแห้งและเจ็บยังพร่าแหบแทบฟังไม่เป็นภาษา
ดวงตาสำรวจมองไปรอบห้องก็เห็นว่าตัวเองยังอยู่ห้องนอนบ้านของศิลา ครั้นนึกอะไรขึ้นมาได้ก็รีบก้มมองตัวเอง ตอนนี้เธอสวมเสื้อยืดสีครีมกะพริบตาปริบๆ ย้อนนึกถึงเรื่องก่อนหน้าที่เริ่มไม่แน่ใจว่าตัวเองแค่ฝันไปหรือเปล่า
“คุณอันหาอะไรคะ” ป้าละเอียดที่หันตัวไปยกชามซุปไก่ตุ๋นถามขึ้นเมื่อเห็นสายตาของอันวาดกวาดไปรอบตัวและรอบห้อง
“คุณศิลาล่ะคะ” อันวาดกลืนน้ำลายฝืดๆ ลงคอแล้วเอ่ยถามขึ้น
“อ่อ…คุณหนูไปทำธุระที่วังของหม่อมเมื่อเช้านี้ค่ะ เลยให้ละเอียดมาอยู่ดูแลคุณอันแทน” ป้าละเอียดตอบพลางเลื่อนโต๊ะคร่อมเตียงวางชามซุปและโจ๊กขาวให้ตรงหน้าอันวาด
“เมื่อเช้าเหรอคะ” อันวาดมุ่นคิ้วน้อยๆ พยายามนึกถึงเหตุการณ์ที่รู้สึกแต่ไม่สามารถขยับเนื้อตัวอย่างสงสัยว่าตนเองฝันหรือมันเกิดขึ้นจริง
“เช้านี้หม่อมท่านเรียกตัวไปด่วนน่ะค่ะ ความจริงหม่อมเรียกไปหาตั้งแต่สามวันที่แล้ว แต่เพราะเป็นห่วงคุณอันป่วยคุณหนูเลยอยู่ดูแลไม่ได้ไปจนหม่อมท่านดุเอา เช้านี้เลยต้องไปหาอย่าโกรธคุณหนูเลยนะคะคุณอัน”
ป้าละเอียดสาธยายยาวเหยียดเมื่อเห็นอันวาดมุ่นคิ้ว แต่ที่เข้าหูอันวาดคืออยู่ดูแล สามวัน นี่ต่างหากประเด็นสำคัญ สองแก้มเหมือนจะร้อนผ่าวขึ้นฉับพลันเหมือนกำลังจะจับไข้ ชัดเจนแล้วว่าทุกอย่างคือเรื่องจริง
อันวาดขยุ้มผ้าห่มข้างตัวแน่น อารมณ์มีทั้งความขุ่นมัวและอับอาย และที่มากกว่านั้นคือเรื่องจริงบางอย่างที่เริ่มกระจ่างขึ้น มันทำให้เธอเริ่มหวาดกลัวและไม่อยากหาคำตอบแต่อีกใจก็อยากให้ทุกอย่างกระจ่างชัด
ความทรงจำของคำถามที่พ่อซักไซ้ คำพูดของน้ำหวาน เรื่องบางอย่างที่เริ่มสมเหตุสมผลค่อยๆ ผุดเหมือนกระจกที่ถูกไอเย็นเกาะเป็นฝ้า เมื่อเอามือลูบทิ้งก็จะเห็นได้ชัดขึ้นแม้กระทั่งตำหนิร่องรอยบนตัวกระจกเราก็จะเห็นได้ชัด
ขอบตาที่ร้อนเริ่มเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำ สมองสับสนพยายามคิดไปว่าตัวเองอาจคิดผิด เป็นแค่การคาดเดาสุ่มที่ไม่เป็นความจริงเท่านั้น
“คุณอัน เป็นอะไรคะ ปวดหัวเหรอ” ป้าละเอียดตกใจเสียงหลงรีบขยับตัวมองอันวาดที่ก้มหน้าส่ายศีรษะไปมาอย่างเป็นกังวล
“อันไม่เป็นไรค่ะ” อันวาดรีบปาดหยดน้ำตาแล้วฝืนยิ้มให้ป้าละเอียด มองช้อนที่ถูกยื่นมาให้ตรงหน้ารับมาด้วยอาการเหม่อลอย
“มาค่ะป้าป้อนนะคะ” ป้าละเอียดเห็นท่าทางของอันวาดก็อาสาคว้าช้อนตักซุปป้อนให้อย่างกระตือรือร้น
“มะ…”
“คุณอัน ซุปนี่หม่อมท่านให้ป้าเอามาให้คุณอันเลยนะคะ มาค่ะลองชิมดูป้าตุ๋นหลายชั่วโมงเลย” ละเอียดเอ่ยเสียงสดใสพร้อมส่งสายตาแวววาวอย่างคาดหวังที่จะให้อันวาดได้ลองชิม
“ค่ะ” อันวาดจากจะเอ่ยปฏิเสธแต่เมื่อเห็นความตั้งใจของป้าละเอียดก็ได้แต่รับคำเผยอปากชิมซุปกลิ่นหอมที่ส่งมาจ่อริมฝีปาก
“เป็นยังไงบ้างคะ อร่อยไหม”
“ค่ะ อร่อยมากค่ะ” อันวาดพยักหน้าตอบกลับอย่างจริงใจ ซุปหอมและหวานกลมกล่อมมาก เมื่อได้ยินคำชมป้าละเอียดก็ตักซุปพร้อมกับชิ้นเนื้อไก่พอดีคำป้อนต่ออย่างรวดเร็ว
หลังถูกป้อนข้าวและซุปพร่องไปเกือบครึ่งป้าละเอียดจึงได้ยอมยกถ้วยชามออกไปเก็บเพราะอันวาดทานไม่ลงแล้ว ส่วนหญิงสาวอยู่ในห้องก็มองสำรวจตัวเองอย่างจริงจังอีกครั้ง เดินเข้าห้องน้ำส่องกระจกมองตามเนื้อตัวว่ามีจุดผิดปกติตรงไหนหรือไม่
ครั้นส่องหาอยู่นานก็ไม่เห็นอะไรผิดแปลกไปจากเดิมลองขยับมือเท้า แขนขาบิดเอี้ยวไปมาก็รู้สึกปกติ เอียงคอคิดเล็กน้อยถึงแม้จะไม่เคยรู้มาก่อนว่าถูกล่วงละเมิดจะรู้สึกอย่างไร แต่จากการสังเกตตัวเองในตอนนี้ก็ยังรู้สึกปกติดีเหมือนก่อนหน้าทุกอย่างจึงได้วางใจลง
เริ่มครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ก่อนหน้ากับสิ่งที่ตัวเองสงสัยและอยากรู้คำตอบ จึงรีบออกจากห้องน้ำไปยังห้องพิธีปีกซ้ายของคฤหาสน์ เปิดประตูเข้ามาทั่วห้องกลับว่างเปล่าไร้ตั่งหรือโต๊ะหมู่บูชาใดใดเหลืออยู่เลย
เมื่อในห้องนี้ไม่มีอะไรเหลืออยู่อันวาดจึงรีบหมุนตัวออกแล้วขึ้นไปยังชั้นสอง เห็นเพียงประตูห้องใหญ่ที่มีอักขระวาดปิดยังถูกล็อกสนิทด้วยแม่กุญแจตัวใหญ่
“คุณอันมีอะไรเหรอคะ” ป้าละเอียดที่ออกมาจากห้องนอนของศิลาในมือยังถืออุปกรณ์ทำความสะอาดถามขึ้น
“คุณป้าไขกุญแจห้องนี้ได้ไหมคะ” อันวาดถามป้าละเอียดที่มองมา
“ไม่ได้ค่ะ ห้องพิธีใหญ่นอกจากหม่อมท่านกับคุณหนูแล้วก็ห้ามผู้หญิงเข้าไปค่ะ” ป้าละเอียดเอ่ยขึ้นแล้วรีบสาวเท้าเข้าไปดึงแขนอันวาดออกห่างจากประตูห้อง
“ทำไมล่ะคะ ทำไมห้ามผู้หญิงเข้าไป” อันวาดเม้มปากมุ่นคิ้วถามอย่างสงสัย
“ป้าไม่รู้รายละเอียดหรอกค่ะ รู้แค่ว่าห้องพิธีใหญ่นี้นอกจากหม่อมท่านกับคุณหนูก็ห้ามคนอื่นเข้า มีอีกคนที่เคยเข้าไปได้ก็คุณหญิงภรรยาของหม่อมท่านค่ะ”
ป้าละเอียดบอกกล่าวพลางจูงแขนอันวาดเดินก่อนจะหยุดลงแล้วทำท่ามีลับลมคมในป้องปากพูดเสียงเบา
“พูดง่ายๆ คือต้องเป็นภรรยาของหม่อมท่านหรือไม่ก็ภรรยาของคุณหนูเท่านั้นค่ะถึงจะมีสิทธิ์เข้าไปในห้องทำพิธีใหญ่ได้”
“คะ” อันวาดกะพริบตามองหน้าป้าละเอียดอย่างไม่เข้าใจ แต่พอมองหน้าคุณป้าที่ไม่เหมือนล้อเล่นก็หยักหน้าหงึกทำใจเชื่อสิ่งที่ป้าละเอียดพูดแล้วทำท่าจะเดินลงไปชั้นล่าง
“หรือคุณหนูเคยพาคุณอันเข้าไปในห้องพิธีแล้วคะ” ป้าละเอียดรีบเร่งฝีเท้าเดินตามอันวาดเอียงหน้าถามในแววตาวาดหวังฟังคำตอบ
“ไม่เคยค่ะ” อันวาดรีบส่ายหน้าแล้วเดินลงบันไดโดยมีป้าละเอียดมองตามยิ้มๆ หันไปมองหน้าห้องพิธีใหญ่สลับกับแผ่นหลังของอันวาด รอยยิ้มของป้าละเอียดกว้างขึ้นเรื่อยๆ ถูมือไปมาแล้วเดินลงชั้นล่างด้วยเช่นกัน
อันวาดหวนนึกถึงช่วงเวลาก่อนหน้าอย่างสงสัยและคิดไปถึงคำพูดของป้าละเอียดเมื่อกลับเข้าห้อง แต่เมื่อทุกอย่างไม่กระจ่างจึงต้องทิ้งเอาไว้ก่อน เดินไปเปิดตู้แล้วหาสิ่งของที่เคยวางไว้มันยังอยู่ในสภาพเดิม
หุ่นปั้นที่ก่อนหน้ายังมีวิญญาณที่ไม่แข็งแกร่ง ตอนนี้อันวาดรู้สึกได้ว่ามันมีจิตที่แรงกล้าขึ้น สองมือประคองจับหุ่นให้อยู่ระดับอก หลับตาแล้วเริ่มบริกรรมคาถา
“โลหิตํ มางสะ วิชฺช อาจริย ขอคาถาอาคมจงสถิตย์อยู่กับตัวกู”
“เส อตฺตา เน อตฺตา เม อตฺตา กูขออุทิศร่างกาย จิตใจ และวิญญาณจนกว่าจะสำเร็จอวิชา”
ของในมือตอนนี้สั่นน้อยๆ เหมือนมีปฏิกิริยากับมนตร์ที่ท่องเพื่อเสริมสร้างให้มันมีฤทธิ์เพิ่มขึ้น แม้กระทั่งอันวาดเองก็รู้สึกได้ว่าการท่องคาถาครั้งนี้ได้ผลดีกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ในอกและร่างกายไม่มีความเจ็บเกิดขึ้นเหมือนเมื่อก่อน
เมื่อบริกรรมคาถาครบ ๓ จบลืมตาขึ้นมองหุ่นในมือตอนนี้มันไม่มีไอดำปกคลุมแต่มีแสงสีขาวเรืองรองสว่างรอบตัวมันแทน อันวาดขมวดคิ้วมองหุ่นพยายามสังเกตว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่แต่ก็ไม่เห็นสิ่งใดผิดแปลกหรือร่องรอยถูกแตะต้องจึงได้นำกลับไปวางที่เดิม
“ชาญ” อันวาดเอ่ยเรียกโหงพรายอยู่ครู่หนึ่งก็ไม่เห็นวิญญาณหมอผีเฒ่าออกมาจึงได้ลองเรียกอีกครั้ง “ชาญ”
ไร้วี่แววโหงพรายปรากฏ อันวาดลองหลับตาท่องคาถาเรียกอีกครั้ง
“สะอะนิโส สะอะนิสัง ทุสะนิโส ทุสะนิสัง โอม นะโมนามะมัง สะมาโส ยุตตะโส ยุตถะ เอหิมานะ หิเนถาเน นามะวิกรึง คะเร เอหิจิตตัง มามะ ภูตะ พันธานัง วิกรึงคะเร เอหิ มะมา อะอิเออุ ทุสะนะโส นะโมพุทธายะ”
จบการบริกรรมแล้วแต่โหงพรายชาญก็ยังไม่ปรากฏตัวขึ้น อันวาดยิ่งขมวดคิ้วเป็นปมแน่นขึ้นข้องใจมันเกิดอะไรขึ้นระหว่างที่เธอหลับไปสามวัน ยิ่งสงสัยหนักว่าศิลาทำพิธีกรรมอะไรกับตัวเธอ ตอนนี้มีทั้งความร้อนรนและกรุ่นโกรธเกิดขึ้นเต็มอก
“คุณอันคะ คุณอัน” เสียงป้าละเอียดดังขึ้นจากนอกห้องอีกครั้ง อันวาดปรับสีหน้าแล้วเดินไปเปิดประตูหน้าห้องก็เห็นป้าละเอียดยืนยิ้มเจื่อนให้ตัวเองอยู่
“มีอะไรเหรอคะ”
“น้องชายคุณอันมาค่ะรออยู่ที่ห้องรับแขก” สีหน้าป้าละเอียดคล้ายจะหม่นลงตอบเสียงอ่อย
“น้องชายเหรอคะ” อันวาดทวนคำอย่างไม่อยากเชื่อหู ก่อนหน้านี้เธอพยายามโทรหาครอบครัว ไม่ว่าจะพ่อแม่หรือน้องชายก็ไม่มีใครรับสายเลยแล้วทำไมอันวาถึงโผล่มาที่นี่ได้
“ค่ะ เห็นว่าจะมารับคุณอันกลับบ้าน” ป้าละเอียดพยักหน้าตอบ
“ขอบคุณค่ะ” อันวาดหยักหน้าให้ป้าละเอียดแล้วเดินออกจากห้อง ส่วนป้าละเอียดเองก็เบี่ยงตัวหลบเดินตามหลังเพื่อเตรียมน้ำและของทานเล่นไปรับรองแขกมาเยือนด้วยเช่นกัน
พอเดินมาถึงห้องรับแขกอันวาดก็เห็นร่างซูบผอมของน้องชายรวมถึงใบหน้าซีดขาวเหมือนคนพักไม่เพียงพอก็ตกใจและใจหายเป็นอย่างมาก
“วา ทำไมเป็นแบบนี้” อันวาดกวาดตามองหัวจรดเท้าของน้องที่สภาพเหมือนคนป่วยอย่างตระหนก ถามขึ้นหลังจากป้าละเอียดวางน้ำและขนมเรียบร้อย
“ไม่เป็นไร แค่พักผ่อนน้อย” อันวาตอบพลางมองสำรวจพี่สาวเมื่ออยู่ในระยะใกล้จึงได้ดึงตัวพี่เข้าไปกอดไว้
“หายแล้วใช่ไหม พี่ไม่เป็นอะไรแล้วใช่ไหม” เสียงที่เอ่ยพอจับได้ว่าสั่นเครืออยู่ไม่น้อย
“อืม พี่ไม่เป็นอะไรแล้ว ว่าแต่ทำไมเราถึงผอมขนาดนี้” อันวาดพูดเสียงอู้อี้เพราะแรงกอดของอันวาใช้มือตบหลังน้องเบาๆ ในใจอบอุ่นตื้นตันที่เห็นครอบครัวเป็นห่วงเป็นใยตนเองขนาดนี้
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ยังมาถามอีก ก็นอนน้อยเพราะเป็นห่วงตัวยุ่งแบบพี่ไง” อันวาถอนกอดพี่สาวสองมือจับต้นแขนพี่แล้วมองสำรวจเนื้อหนังบนตัวพี่สาวอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าสภาพร่างกายและหน้าตาดูผ่องใสขึ้นจึงได้วางใจแล้วยกยิ้มขึ้น
“ไม่ต้องเป็นห่วงแล้ว แล้วพ่อกับแม่ล่ะไม่มาด้วยเหรอ” อันวาดยิ้มให้น้องชายแล้วมองรอบๆ ก็ไม่เห็นพ่อกับแม่จึงได้ถามขึ้น