“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”

สาปไสยเวท - สาปไสยเวท บทที่ ๑๑ โดย หยกลายกุหลาบ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ดราม่า,ชาย-หญิง,ไทย,ยุคปัจจุบัน,รัก,ไสยศาสตร์,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

สาปไสยเวท

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ดราม่า,ชาย-หญิง,ไทย,ยุคปัจจุบัน,รัก

แท็คที่เกี่ยวข้อง

ไสยศาสตร์,ดราม่า

รายละเอียด

สาปไสยเวท โดย หยกลายกุหลาบ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”

ผู้แต่ง

หยกลายกุหลาบ

เรื่องย่อ

หลังสูญเสียแฟนหนุ่มที่กำลังจะแต่งงานกัน อันวาดถึงกับเสียศูนย์จนเลือกเดินทางผิดจนจิตใจถูกครอบงำ ศิลา เขากลับยื่นมือเข้าช่วยฉุดรั้งให้กลับตัว ความแค้นที่ยังฝังใจจะพาให้คนทั้งคู่ที่อยู่กันเหมือนเส้นคู่ขนานให้มาบรรจบกันได้ยังไง

สารบัญ

สาปไสยเวท-# คำเตือน,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทนำ,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๕,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๖,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๗,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๘,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๙,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๐,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๑,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๒,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๓,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๔,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๕,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๖,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๗,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๘,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๙,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๐,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๑,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๒,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๓,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๔,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๕,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๖,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๗,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๘,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๙,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๐,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๑,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๒,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๓,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๔,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๕,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๖,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๗,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๘,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๙,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๐,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๑,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๒,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๓,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๔,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๕,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๖,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๗,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท ตอนพิเศษ ,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท ธีม การแสดง,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท ธีม โชคชะตา,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท ธีม อธิษฐาน,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท ธีม หลอกหลอน,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท ธีม ช็อกโกแลต

เนื้อหา

สาปไสยเวท บทที่ ๑๑

สาปไสยเวท : บทที่ ๑๑ 

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ 

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

เสียงสวดดังจากด้านในอุโบสถวัดแห่งหนึ่งที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ พระภิกษุในจีวรสีกรักแดงกำลังท่องมนต์พลางมือใช้ไม้ประพรมน้ำมนต์ใส่ร่างผอมบางของหญิงสาวที่นั่งผมเผ้าสยายยาว

ชายแก่ผมสีดอกเลามัดรวบผมไว้กลางหัว ขนคิ้วและเครายาวขาวโพลน กำลังจับไหล่หญิงสาวที่พยายามดิ้นให้นั่งรับน้ำมนต์จากพระแต่โดยดี 

พุท ธัง กันจะ ธรรมมัง กันจะ สังฆัง กันจะ นะระ นะจะ 

พุธธะ คุณณัง ธรรมมะ คุณณัง  สังฆะ คุณณัง 

พุท โธ ภัณ ทะนะ จิตตัง 

ธรรมโม ภัณ ทะนะ จิตตัง 

สังโฆ ภัณ ทะนะ จิตตัง 

เอวัง อายุตโต โส ตะลา อิติกันนะ อิติ กันนา” 

พระสวดไปด้วยพรมน้ำมนต์ไปด้วย หญิงสาวที่ถูกจับให้รับน้ำมนต์ยังดิ้นรนไม่หยุด ดวงตาถลึงมองพระและพยายามสะบัดตัวให้หลุดจากการจับของชายแก่ที่จับตนไว้

“กรี้ด…ปล่อยกู ปล่อยกูนะ พวกมึงคิดจะลองดีกับกูใช่ไหม กรี้ด…ปล่อยกู” เสียงกรีดร้องตวาดแหลมของหญิงสาวยิ่งดังก้องอุโบสถ มือเท้าสะบัดตะกายหมายจะคว่ำขันน้ำมนต์

“ตาหล่อ จับกรอกน้ำมนต์ที” พระท่านยื่นขันเล็กอีกใบส่งให้ตาหล่อกรอกน้ำมนต์ให้หญิงสาวที่เริ่มลดแรงดิ้นเพราะเหนื่อยอ่อน 

“กรี้ด…ปล่อยกู อึก…อึก…ปล่อย” ดวงตาดุร้ายจ้องพลางสำลักน้ำ ใบหน้าซูบตอบบิดเบ้หลังดื่มน้ำมนต์ พยายามขืนตัวเบนหน้าหลบไม่ยอมดื่มอีก แต่มือเหี่ยวย่นของตาหล่อก็ยังคงบีบคางหญิงสาวให้อ้าปากดื่มน้ำมนต์จนสำลักไอออกมา แค่ก แค่ก

ไม่รู้เพราะฤทธิ์น้ำมนต์หรือเพราะความเหนื่อยจึงทำให้หญิงสาวสงบนิ่งลง แววตาจากแข็งกร้าวอ่อนแสงกว่าเดิม หอบหายใจอยู่กับพื้นโดยมีตาหล่อพยุงแขนไว้

“แม่หนูนี่จะหายไหมครับหลวงพ่อ” ตาหล่อเงยหน้าถามหลวงพ่อที่นั่งอยู่หน้าพระพุทธรูปองค์ใหญ่

“เห้อ…ฉันเป็นพระช่วยได้แค่ไล่ภูตผีเล็กๆ ที่เกาะรังควาน แต่พวกของที่อยู่กับตัวสีกาฉันแก้ไม่ได้หรอก มันติดตัวสีกามาแต่เกิดแล้ว” 

“อ่าว…ผมคิดว่าแม่หนูนี่ถูกทำของใส่เสียอีกหลวงพ่อ อาการเหมือนอีบัวลูกตอนนั้นเลย” ตาหล่อมองหญิงสาวที่นั่งเหม่ออย่างสงสารเห็นใจ 

“ก็ถูกทำของใส่ด้วยเหมือนกัน ถึงจะแรงแต่ไม่ได้เอาชีวิต แต่มันไปช่วยเสริมของที่ติดตัวมาของสีกา ของในตัวสีกาถ้าอารมณ์ปกติดำรงอยู่ในธรรมได้ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเจ้าตัวมีความอาฆาตหรือใจไม่มั่นคง จิตด้านมืดมันจะครอบงำให้หลงผิดใฝ่ต่ำจนถอนตัวไม่ขึ้น”

“ตอนผมเจอแม่หนู เห็นถือหนังอยู่ด้วยแผ่นหนึ่งหลวงพ่อ ดูแล้วเหมือนจะไปถลกมาจากศพ” ตาหล่อยกมือพนมไหว้เป็นนัยปุจฉา ให้หลวงพ่อวิสัชนาไขความข้องใจให้ตนเอง

“คงจะรวมของฝึกอาคม หรือเอาไปทำอะไรกระมัง ฉันก็ไม่แน่ใจหรอก” หลวงพ่อตอบพลางมองไปยังหญิงสาวอย่างปลงอนิจจา

“อัยหยา! แบบนี้จะทำยังไงต่อดีล่ะครับหลวงพ่อ เป็นใครมาจากไหน มีญาติหรือเปล่าก็ไม่รู้” 

“พรุ่งนี้เช้าก็ลองไปแจ้งตำรวจ เผื่อจะตามหาญาติได้ อีกไม่กี่ชั่วโมงก็เช้าแล้วตาหล่อก็พาสีกาไปนอนที่ศาลาใหญ่กับสีกาบัวแล้วกัน”

“ครับ” ตาหล่อรับคำแล้วพยุงหญิงสาวพาไปยังศาลาวัดหลังใหญ่เป็นที่เปิดโล่งไม่อับสายตา ในศาลามีหญิงคนหนึ่งผมกระเซิงนั่งอยู่ 

“เป็นยังไงบ้างแม่หนู ไม่ต้องกลัวนั่นลูกสาวตาเองชื่อบัวมันสติไม่ดี ชื่ออะไรล่ะเราน่ะ” ตาหล่อพยุงหญิงสาวมาถึงศาลาก็ถามขึ้น สำรวจลูกสาวตัวเองที่พอเห็นคนเดินเข้ามาก็รีบขยับตัวซุกไปยังในมุม 

“ชื่ออันค่ะ หนูมาอยู่นี่ได้ไงคะ” อันวาดเหมือนจะได้สติขึ้นมาบ้าง มองคุณตาที่กำลังปูเสื่อให้แล้ววางหมอนเหลี่ยมกับผ้าห่มผืนบางให้ตน

“ตาไปเจอหนูอยู่หลังป่าช้า เห็นอาการไม่ค่อยดีตาเลยพากลับมาให้หลวงพ่อท่านพรมน้ำมนต์ให้ จำไม่ได้เหรอว่าตัวเองทำอะไรไปบ้าง” ตาหล่อมองหญิงสาวด้วยสายตาเวทนา 

“หนู จำไม่ค่อยได้ค่ะ” อันวาดเหมือนจะมีภาพบางอย่างลางๆ ผุดขึ้นมาในหัวมันทำให้เธอไม่กล้าจะเอ่ยต่อ  

“เอาเถอะๆ หนูมีญาติไหม จะได้ตามให้มารับตัว”

“มีค่ะ คุณตามีมือถือไหม หนูขอยืมโทรหาพ่อแม่หน่อย” อันวาดมองสำรวจแขนขาตัวเอง แล้วภาพเหตุการณ์ที่ตัวเองทำก่อนหน้าก็เริ่มกระจ่างขึ้น 

“ตาไม่มี แต่เดี๋ยวตาไปยืมของเด็กวัดให้ รอแปปนึงนะ” ตาหล่อยืนขึ้นแล้วลังเลมองหญิงสาวว่าควรจะทิ้งให้รออยู่คนเดียวได้ไหม

“ขอบคุณนะคะคุณตา เดี๋ยวหนูรอตรงนี้ค่ะ” 

“ได้ๆ รอตรงนี้กับบัวมันนะ” ตาหล่อพยักหน้าแล้วเดินหายไป ถึงจะอายุมากแต่แกก็ยังเดินเหินได้คล่องแคล่วหายลับไปอีกทาง

“ฉันกลัวแล้ว ฉันกลัวแล้ว อย่าทำอะไรฉันเลย” บัวอยู่ๆ ก็ร้องโวกเวกมองอันวาดแล้วรีบลนลานวิ่งหนีออกไป

“ป้า ป้าเป็นอะไรคะ” อันวาดเห็นอาการหวาดกลัวของบัวที่มองมาทางตน จากนั้นก็วิ่งหนีออกไปนอกศาลา

“อย่าทำอะไรฉันเลย ฉันกลัวแล้ว กลัวแล้ว” บัวยังโวกเวกร้อนรนวิ่งหนีห่างจากอันวาด 

อันวาดจึงเข้าประชิดตัวแล้วเป่ามนตร์ใส่จนอีกฝ่ายหลับไปแล้วพยุงกลับมายังศาลา

“แม่หนู แม่หนูเอ้ย อ่าว…หายไปไหนแล้ว”  

“อยู่นี่ค่ะตา พอดีคุณน้าเขาวิ่งหนีออกไป” อันวาดชี้แจงแล้วพยุงบัวนอนลงบนเสื่อ 

“อ่อบัวก็เป็นอย่างนี้แหละ ขอบใจแม่หนูมากนะ นี่โทรศัพท์” ตาหล่อถอนหายใจแล้วยื่นมือถือให้อันวาด

อันวาดรับมือถือมาจากนั้นก็เดินห่างออกไปพักหนึ่งแล้วกลับเข้ามาคืนมือถือให้ตาหล่อ

“เป็นยังไงบ้าง ติดต่อเรียบร้อยหรือยังล่ะแม่หนู” ตาหล่อที่นั่งข้างบัวที่หลับอยู่ถามขึ้นเมื่อเห็นอันวาดเดินกลับมา

“เรียบร้อยแล้วค่ะ เดี๋ยวพ่อกับแม่จะรีบมาค่ะ ขอบคุณมากนะคะคุณตา” อันวาดเอ่ยขอบคุณ 

“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร เห็นหนูแล้วตาก็นึกถึงลูก” 

“คุณน้าเป็นอะไรมาเหรอคะ” อันวาดถามตาหล่อที่ดวงตาเศร้าลง

“ไปโดนใครเขาทำของใส่ก็ไม่รู้ จนเสียสติแบบนี้” ตาหล่อถอนหายใจหนักๆ เอ่ยขึ้น

“เสียใจด้วยนะคะคุณตา”

“คงเป็นกรรมของบัวมัน แม่หนูเองก็รีบๆ หาคนรักษานะ”

“ค่ะตา” อันวาดรับคำคุณตา สายตามองบัวที่หลับอยู่พอมีเวลาสังเกตดีๆ เสื้อผ้าที่บัวใส่ถึงจะยับยู่แต่ก็เป็นของมีราคาทั้งเค้าโครงหน้านี้ก็ดูจะคุ้นๆ ตา ตาหล่อดึงผ้าขึ้นห่มให้บัวพลางขอตัวเอามือถือไปคืน 

“หนูขอออกไปรอพ่อกับแม่หน้าวัดนะคะ” 

“รออยู่ในวัดก่อนไหมแม่หนู ยังสลัวอยู่เลย”

“ไม่เป็นไรค่ะ ตอนนี้พ่อกับแม่น่าจะใกล้ถึงแล้วค่ะ” 

“โชคดีนะแม่หนู หิวไหมเอาน้ำกับขนมติดไปกินด้วยสิ” ตาหล่อยัดขวดน้ำกับขนมใส่มือให้อันวาด ใบหน้ายิ้มแย้มอย่างมีเมตตา 

“ขอบคุณค่ะตา หนูไปแล้วค่ะ” อันวาดเอ่ยขอบคุณอีกครั้งแล้วเดินออกไปรอพ่อแม่อยู่หน้าวัด ซึ่งความจริงแล้วเธอไม่ได้โทรหาใครทั้งนั้น   

 – ** – ** –

เวลาล่วงเลยเข้าวันที่สามแล้วที่ครอบครัวต่างช่วยกันหาตัวอันวาด แต่ก็ไม่มีข่าวคราวเลย อันวาเองก็หยุดเรียนมาตามหาพี่สาว ส่วนปภัสสรเองก็แทบตรอมใจทั้งโทษตัวเองที่เผลอเลอดูแลลูกไม่ดี

“อย่าโทษตัวเองเลยสร เดี๋ยวเราต้องหาลูกเจอแน่เชื่อพี่” ฤหัสปลอบใจภรรยาที่ดวงตาหม่นหน้าซีดเพราะอดหลับอดนอนทั้งยังร้องไห้ไม่หยุด เอาแต่โทษตัวเอง เขาเองก็พยายามส่งทั้งโหงพรายและกุมารออกตามหา แต่ลูกสาวเหมือนจะมีของกันอยู่ทำให้ตามตัวไม่เจอเลย

“สรเป็นห่วงลูก สรกลัวจริงๆ พี่ฤกษ์ กลัวลูกจะเป็นอะไรไป” ปภัสสรพูดพลางกวาดตามองออกไปนอกรถ นี่เป็นวัดที่เท่าไหร่แล้วก็จำไม่ได้ที่สองสามีภรรยาขับรถไล่หาตัวลูกสาว ส่วนอันวาเองก็แยกตัวไปตามหาพี่สาวอีกที่

“เลิกร้องได้แล้ว ตาบวมหมดแล้วเด็กดี” ฤหัสยื่นจับมือภรรยาที่เย็นเฉียบไว้เป็นการปลอบ

“พี่ฤกษ์ ตรงนั้นเขามีอะไรกัน” ปภัสสรยื่นหน้ามองไปยังกลุ่มคนที่ยืนอยู่ชายป่าริมถนนทั้งที่ฟ้ามืดเกือบจะสามทุ่มแล้ว ฤหัสเองก็มองตาม ขับรถเข้าไปเทียบข้างๆ แล้วถามคนที่เดินถือไฟฉายสีหน้าพิกลกันเป็นกลุ่ม

“มีอะไรกันเหรอครับลุง” ฤหัสชะโงกหน้าออกไปถามลุงป้าที่จับกลุ่มคุยกันอยู่

“เห้อ…มีคนมาขุดป่าช้าน่ะสิ เห็นว่าป่าช้าหมู่บ้านติดกันก็โดนขุดเหมือนกัน นี่ก็แจ้งตำรวจแล้วยังตามจับตัวกันไม่ได้เลย” เป็นคุณลุงแก่คนหนึ่งพูดขึ้น

“ดูท่าจะเป็นพวกเล่นของรึเปล่าไม่แน่ใจ หลุมที่เพิ่งโดนขุดไปนี่เป็นมัคนายกวัด ส่วนทางหมู่บ้านโคกใหญ่เป็นหลุมตายท้องกลมเขาว่าควักเอาเด็กออกไป ควักนะไม่ได้ผ่า บรึ้ย…เห็นว่าศพเหวอะเลย” ลุงแก่อีกคนพูดเสริมขึ้น

ส่วนคนบนรถที่ได้ฟังคำบอกเล่าฤหัสกับปภัสสรเองก็มองหน้ากัน สีหน้าซีดเหมือนจะรู้คำคำตอบลางๆ อยู่ในใจ

“เห้อ…ทางโน้นศพเหวอะ ทางมัคนายกนี้หนังเปิดแหว่งหายไปเป็นแถบ เครื่องในก็หายด้วยนะ น่ากลัวจริง” ลุงคนเดิมเอ่ยพึมพำขึ้น สยิวกายทำหน้าสยองกับสิ่งที่เกิดขึ้น

สองสามีภรรยาพยักหน้าให้ชาวบ้านแล้วขับรถออกจากชุมชนนั้นเพื่อค้นหาที่ต่อไป เสียงสะอื้นของปภัสสรดังเป็นระยะ ยกมือปิดหน้าตัวเองไม่รู้จะช่วยลูกสาวอย่างไรดี

“สร พี่รู้แล้วว่าใครเป็นคนทำของ” ฤหัสถอนหายใจชั่งใจอยู่นานก่อนเอ่ยเรื่องนี้กับภรรยา

“ใครจ๊ะ เป็นใคร ลูกเราไปทำอะไรให้ถึงได้ทำกับอันขนาดนี้” ปภัสสรปาดน้ำตาหันถามสามีเสียงเครือแฝงความโกรธเคือง

…ครืด…ครืด…ครืด… 

มือถือสั่นขึ้นทำลายจังหวะการพูดของฤหัส เมื่อเห็นว่าปลายสายคืออันวาปภัสสรก็รีบรับสายทันที

“ว่ายังไงวาลูก เจอพี่ไหม” 

(เจอตัวแล้วครับ พ่อกับแม่รีบมาเถอะ พี่อาการไม่ดีเลย)

“ตอนนี้ลูกอยู่ที่ไหน”

(ที่ตำหนักอาจารย์ชาญ พ่อกับแม่รีบมาหน่อยนะ)

“ได้ๆ ลูก พ่อกับแม่จะรีบไป” 

ได้ยินที่ลูกชายกับภรรยาพูดกันฤหัสก็เลี้ยวรถกลับทันที หัวใจร้อนรนของคนเป็นพ่อแม่ที่ห่วงลูกตอนนี้ แม้กระทั่งความเร็วที่เกินเกณฑ์ก็ไม่สนใจแล้ว

เหยียบคันเร่งเพิ่มความเร็วเพื่อจะรีบไปให้ถึง ติดอีกเพียงช่วงหนึ่งไฟแดงก็จะถึงซอยที่ไปยังตำหนักแล้ว สองสามีภรรยามองตัวเลขบอกเวลานับถอยหลังของไฟแดงอย่างจดจ่อ 

13-12-11-10-9-8-7-6-5-4-3-2-1…

ปรี้น!!!………  โคล้ม!!!........

เสียงแตรแหลมยาวดังก้องถนน รถเก๋งที่ฝ่าไฟแดงจากฝั่งซ้ายพุ่งชนรถที่กำลังออกตัวของฤหัสกับปภัสสร ความเร็วพาตัวรถทั้งสองคันประสานงาไถลไปไกลเกือบสิบเมตร รถบนท้องถนนหลายคันถูกเฉี่ยวไปด้วย ผู้คนในเหตุการณ์ต่างอลม่าน บางคนก็พากันลงรถไปดูคนในรถคันเกิดเหตุ

หน้าห้องฉุกเฉิน

ตอนนี้อันวากำลังยืนกระสับกระส่ายรอคอยหมอออกมาแจ้งข่าว ยังดีที่ตอนนี้มีคนช่วยรับตัวพี่สาวไปดูแล เขาเองจึงผละจากพ่ี่สาวมา ความห่วงหน้าพะวงหลังทั้งเรื่องพ่อแม่และพี่ เล่นงานจนตอนนี้เขาหัวหมุนน้ำตารื้นขึ้นมาเต็มเบ้า

ก่อนหน้าอันวาแยกกับพ่อแม่ตามหาพี่สาว ขับไปยังจุดสุดท้ายที่สัญญาณจีพีเอสรถพี่สาวหยุด ทีแรกเจอแค่รถแต่พอนึกได้ว่าถัดเข้าไปเป็นตำหนักอาจารย์ชาญที่พี่สาวเคยไปอันวาเลยตามเข้าไปแล้วเจอตัว 

สภาพที่เห็นตอนนั้นหากไม่รู้จักกันมาก่อน เขาก็คิดว่าอันวาดเป็นผีสางตนหนึ่ง ดวงตาโบ๋ลึกร่างผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก นอนเกลือกเคียงอยู่กับสิ่งอัปมงคลหนอนชอนไชเศษซากเน่าเปือยนั้นอยู่กับพื้น

พอโทรบอกพ่อแม่แล้ว อันวาดที่พยายามหนีไม่ว่าเขาจะพยายามสกัดยังไงก็เอาไม่อยู่ ขณะเขากำลังจะมัดพี่สาวก็มีชายคนหนึ่งโผล่มาถอดสร้อยคอสวมให้ถึงทำให้พี่สาวสงบลงได้ ยังไม่ทันได้คุยรายละเอียดความเป็นมาของอีกฝ่าย รู้แค่ว่าเป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งที่แกลลอรี ทางโรงพยาบาลก็โทรมาแจ้งเหตุเสียก่อน จึงต้องทิ้งให้พี่อยู่กับคนแปลกหน้าอย่างไร้ทางเลือก