“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”
ดราม่า,ชาย-หญิง,ไทย,ยุคปัจจุบัน,รัก,ไสยศาสตร์,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
สาปไสยเวท“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”
หลังสูญเสียแฟนหนุ่มที่กำลังจะแต่งงานกัน อันวาดถึงกับเสียศูนย์จนเลือกเดินทางผิดจนจิตใจถูกครอบงำ ศิลา เขากลับยื่นมือเข้าช่วยฉุดรั้งให้กลับตัว ความแค้นที่ยังฝังใจจะพาให้คนทั้งคู่ที่อยู่กันเหมือนเส้นคู่ขนานให้มาบรรจบกันได้ยังไง
‘พ่อครับ แม่ครับ ตื่นๆ’
“ทอง เอะอะอะไรแต่เช้า” ศิลามุ่นหัวคิ้วลืมตาขึ้นเพราะเสียงรบกวนของกุมาร แต่เสียงนั้นยังลดต่ำด้วยกลัวคนในอ้อมอกจะตื่น
‘ตากับยายมาครับพ่อ’
“ตายายที่ไหน พูดให้มันรู้เรื่อง”
‘ตากับยาย ก็พ่อกับแม่ของแม่คนสวยไง มาอยู่หน้าบ้านแล้ว’
“แล้วยังไง หื้ม…” ศิลาพูดราวไม่ใส่ใจแต่พอตั้งสติคิดตามก็รู้แล้วว่าคนมาเยือนที่ก้อนทองพูดถึงคือพ่อตากับแม่ยายก็รีบขยับตัวฉับพลัน
“อื้อ…อย่ากวนสิพี่ลม อันง่วง” เสียงงึมงำของคนหลับข้างตัวทำให้ศิลาโอบแขนลูบหลังบางเบาๆ คล้ายกล่อมเด็กนอน ยิ้มฝืดเฝือนกับคำละเมอพูดของในอ้อมกอด เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายหลับสนิทเช่นเดิมแล้วจึงได้ก้มจูบหน้าผากมนแล้วขยับตัวลงจากเตียง
เมื่อจัดการล้างหน้าแปรงฟันเรียบร้อยจึงได้ลงมาจากชั้นสอง เท้าถึงชั้นล่างของบ้านก็เห็นสีหน้าทมึงทึงของพ่อตาที่จ้องมาราวจะกินเลือดกินเนื้อ ส่วนแม่ยายที่อยู่ข้างๆ สีหน้าราบเรียบทว่ายังมีเงาความกังวลอยู่บนใบหน้า
“อันล่ะคะคุณศิลา” เป็นปภัสสรถามขึ้น
“อันยังหลับอยู่ข้างบนครับคุณแม่” ศิลาตอบสังเกตสีหน้าผู้อาวุโสทั้งสองไปด้วย
“รบกวนคุณศิลาตามอันให้หน่อยค่ะ เรามีธุระด่วน”
“คือ ได้ครับ สักครู่นะครับ” ศิลาพยักหน้าตอบก่อนขึ้นไปตามอันวาดก็เชิญผู้ใหญ่ทั้งสองนั่งรอในห้องรับแขกก่อน
ตั้งแต่ต้นจนจบมีเพียงปภัสสรเท่านั้นที่เอ่ยพูดกับศิลาแต่ฤหัสนั้นเงียบตลอดมีเพียงสีหน้าที่แสดงว่าไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมากแต่อดกลั้นเพราะรับปากภรรยาไว้ก่อนมา
“พี่ฤกษ์เรื่องอันไว้เราค่อยคุยกับลูกตามลำพังนะจ๊ะ” ปภัสสรกุมมือของสามีที่กำแน่นลูบเบาๆ
“ครับ” ฤหัสตอบโดยไม่หันมองภรรยา สายตายังจับอยู่ที่ขั้นบันไดบ้านรอลูกสาวลงมา
ในห้องนอนใหญ่ดวงตาที่หลับสนิทปรือขึ้นอย่างงัวเงียคิ้วขมวดที่ถูกกวนเวลานอน มือยังปัดคนที่มาปลุกอย่างไม่พอใจ งึมงำในลำคออย่างรำคาญใจ
“ลุกก่อนครับ พ่อกับแม่มาหาบอกมีธุระด่วน”
“มีธุระก็ไปสิ ปลุกอันทำไมจะนอน…” มือเล็กพยายามยื้อผ้าห่มขึ้นมาคลุมหัว
“พ่อฤหัสกับแม่ปภัสสรให้มาปลุกนะครับ” เสียงทุ้มเอ่ยบอกพลางดึงผ้าห่มลงอีกครั้ง ใบหน้าคมคร้ามอมยิ้มกับความขี้เซาของหญิงสาว
“ช่างสิ อันจะ…ห๊ะ พ่อกับแม่มาเหรอ” ร่างเล็กที่ก่อนหน้ายังสะลึมสะลือลุกพรวดขึ้นมานั่ง ดวงตาหันมองรอบห้องแล้วนึกถึงที่ชายหนุ่มบอกว่าพ่อกับแม่มาสีหน้าก็เผือดสีลง ยิ่งสำรวจมองเนื้อตัวพอเห็นร่องรอยตามผิวก็ยิ่งชะงักงันไปอย่างทำอะไรไม่ถูก
“ไปล้างหน้าเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน เรื่องอื่นไม่ต้องคิดมากยังมีพี่อยู่” ศิลาประคองแขนอันวาดจากเตียง “เดินไหวไหม”
“ไหวค่ะ” อันวาดหน้าเห่อร้อนพยักหน้าหงึกหงักแม้เนื้อตัวจะปวดเมื่อย ต้นขาอ่อนแรงราวคนง่อยเปลี้ยก็ฝืนเดินเอง
“พี่ช่วย” ศิลาส่ายหน้าช่วยประคองอันวาดเดินไปนั่งในห้องน้ำ บีบยาสีฟันส่งแปรงให้ส่งแก้วน้ำยืนรออยู่ด้านข้างคอยช่วยเหลือบริการอย่างดี
“อ๊ะ…จะทำอะไรคะ” ขณะอันวาดนั่งแปรงฟันศิลาก็ยอบตัวนวดต้นขาให้เบาๆ
“จะได้ดีขึ้น เดี๋ยวต้องลงไปข้างล่างนะ”
“อ่อ ค่ะ” อันวาดหยักหน้ารับ คิดได้ว่าหากเดินเหมือนคนขาเปลี้ยต่อหน้าพ่อกับแม่คงไม่ดีนัก ถึงจะหันไปแปรงฟันแต่ความสนใจของเธอยังถูกแบ่งมายังฝ่ามือใหญ่ที่กำลังบีบนวดด้วยน้ำหนักพอเหมาะของศิลา แววตาในกระจกเงาของอันวาดฉายความลังเลพาดผ่านชั่วแวบก่อนจะกลับมานิ่งสงบดังเดิม
หลังจัดการธุระหลังตื่นนอนรวมถึงเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยหนุ่มสาวก็เดินลงมายังชั้นล่าง อันวาดกวาดตามองในห้องรับแขกตอนนี้เห็นเพียงมารดาไร้เงาบิดา
“แม่ พ่อล่ะคะ”
“รออยู่ที่รถแล้วจ้ะ อันมาแล้วงั้นเราขอตัวกลับก่อนนะคะคุณศิลา ไปลูก” ปภัสสรตอบลูกสาวแล้วเอ่ยขอตัวกับเจ้าของบ้าน
“คุณแม่ครับ คือผมอยากคุยเรื่องอันกับผมก่อน”
“เอาไว้เรากลับไปจัดการธุระต่างจังหวัดเรียบร้อยแล้วค่อยมาคุยเถอะค่ะ” ปภัสสรตัดบทคำของศิลาอย่างอ่อนโยนราบเรียบ
“ครับ ถ้าเกิดมีอะไรให้ช่วยก็บอกผมได้นะครับ”
“ขอบคุณค่ะ ขอตัวนะคะ” อันวาดเงียบฟังมารดาคุยกับศิลา ยังสังเกตมองเป็นระยะถึงท่าทีแปลกของแม่ก่อนจะหันไปมองหน้าชายหนุ่มอีกแวบ ก่อนเดินตามแรงจูงของแม่โดยมีเจ้าของบ้านเดินออกมาส่งถึงลานจอดรถ
“กลับคันเดียวกับพ่อแม่เลย ส่วนรถอันค่อยให้คนมาขับกลับทีหลัง” ปภัสสรดันตัวลูกสาวเข้าไปนั่งด้านหลังแล้วตัวเองก็เดินไปนั่งข้างสารถีผู้เป็นสามี
หลังรถออกจากตัวคฤหาสน์หลังใหญ่มาสักระยะแล้วอันวาดจึงได้เอ่ยเสียงเบากับบุพการี
“อันขอโทษนะคะ คุณพ่อคุณแม่”
“ทั้งที่ลูกไม่ได้รักเขา แล้วจะทำไปทำไม” ปภัสสรเอ่ยเสียงเนิบหันมองลูกสาวที่นั่งเบาะหลังด้วยสีหน้าจนใจ
“ไปจัดการเรื่องวาก่อน เรื่องอื่นค่อยกลับมาว่ากัน” ฤหัสที่นิ่งเงียบมาตลอดเอ่ยเสียงเรียบขึ้น
“วาเป็นอะไรคะ” อันวาดยืดหลังตรงถามอย่างตระหนก
“เพื่อนเจ้าวาโทรมาบอกว่า น้องหมดสติไปตั้งแต่เมื่อวานตอนค่ำแล้วยังไม่ตื่น ส่งโรงพยาบาลแล้วก็ยังหาสาเหตุไม่ได้” ปภัสสรสีหน้าเป็นกังวลเสียงเครือบอกลูกสาว
“เมื่อวานเหรอคะ” อันวาดขมวดคิ้วทวนคำเริ่มวิตกถึงต้นเหตุว่าน้องชายจะเป็นอันตรายจากของที่พี่ลมทำไว้ในภาพด้วยรึเปล่า
ระยะเวลาในการร่วมทางของสามคนพ่อแม่ลูกมีเพียงมารดากับลูกสาวที่พูดคุยกันบ้างเป็นระยะ แต่บิดาเงียบตลอดทางทำเพียงตั้งใจขับรถหันถามและปลุกภรรยาขณะแวะปั้มบ้างเท่านั้น
หลังจากแม่เข้าห้องน้ำอันวาดหาโอกาสคุยกับพ่อที่ตั้งแต่เช้าพบหน้าแต่ยังไม่ได้คุยกันสักคำ
“พ่อโกรธหนูเหรอคะ หนูขอโทษ” อันวาดก้มหน้ามองมือเอ่ยเสียงเครือกับบิดา
“พ่อไม่ได้โกรธ พ่อแค่เป็นห่วงว่าลูกอาจจะเสียใจอีก” ฤหัสถอนหายใจยาวเอ่ยเสียงเบาที่แฝงความเศร้าอยู่ด้วย
“คงไม่หรอกค่ะ” อันวาดเอื้อมมือไปจับมือพ่อไว้แต่กลับถูกมือใหญ่อบอุ่นพลิกกุมมือเธอกลับ
“ถามใจตัวเองดีๆ แล้วลองคิดดู ถ้าลูกไม่ได้ชอบเขาหรือหวั่นไหวกับเขา ลูกจะทำแบบนี้ไหม” ฤหัสตบหลังมือลูกสาวเบาๆ ส่งร้อยยิ้มปลอบโยนให้ลูก ถึงมีความไม่สบอารมณ์บนใบหน้าแต่ดวงตาฉายชัดถึงความห่วงใย
อันวาดเงียบไม่ตอบคำใดเพียงแต่นิ่งคิดตามคำพูดของพ่อ แล้วแม่ก็เปิดประตูรถกลับเข้ามาแล้วออกเดินทางต่อ
กว่าจะมาถึงโรงพยาบาลที่อันวาอยู่ก็เกือบหกโมงเย็น พยาบาลบอกหมายเลขห้องพักแล้วแต่เมื่อทั้งสามเปิดประตูห้องเข้ามาเห็นม่านผ้าถูกรูดปิดครึ่งเตียงจึงได้เดินเลี่ยงไปทางฝั่งที่ม่านคลุมไม่ถึงแล้วนิ่งงันไปเพราะภาพเด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มคนหนึ่งกำลังเช็ดตัวให้อันวา
การเช็ดตัวนั้นไม่แปลกแต่ท่าทางของเด็กสาวที่ขาข้างหนึ่งชันเข่าอยู่บนเตียงข้างตัวอันวาส่วนขาอีกข้างเหยียบยืนบนเก้าอี้นี่สิดูออกจะแปลกไปหน่อย แต่พอเข้าใจได้ว่าเพื่อความถนัดเพราะเด็กสาวนั้นตัวค่อนข้างเล็กกะทัดรัด ผ่าห่มที่คลุมตัวอันวาก็หมิ่นเหม่อยู่ช่วงเอวไม่ต้องบอกก็รู้ว่าท่อนล่างเปลือยเช่นเดียวกับท่อนบน
“สวัสดีจ้ะ ญาติคุณหน้าขาวใช่ไหมจ๊ะ” เด็กสาวมองคนมาใหม่ตาปริบๆ แล้วเอ่ยถามขึ้นส่วนมือยังคงใช้ผ้าเช็ดตัวและตอนนี้กำลังเลื่อนเข้าใต้ผ้าห่มเพื่อเช็ดลำตัวท่อนล่างจากเอวลงไปหน้าตาเฉย
“ใช่ค่ะ แล้วคุณเป็นใครคะ” อันวาด ปภัสสร ฤหัสสามคนมองหน้ากันแล้วอันวาดก็หันไปถามส่วนสายตาเหลือบสังเกตมือของเด็กสาวที่เช็ดตัวให้น้องชายอย่างคล่องแคล่วไม่มีแววเคอะเขินเลยแม้แต่น้อย
“เป็นเพื่อนคุณหน้าขาวจ้ะ” เด็กสาวตอบพลางมือไม้ยังขยับไม่หยุดเปลี่ยนจากเช็ดตัวมาเป็นหยิบเสื้อชุดใหม่ที่วางอยู่ข้างๆ ใส่ให้อันวาโดยจับร่างพลิกตะแคงไปมาสองสามครั้งแล้วสวมกางเกงให้ในลำดับสุดท้ายจนเรียบร้อย
“อ่ะเรียบร้อยแล้ว พวกคุณตามสบายเลยนะจ๊ะ พวกคุณมาแล้วงั้นฉันขอตัวกลับบ้านก่อน สวัสดีจ้ะ” เด็กสาวดึงผ้าห่มขึ้นคลุมถึงอกอันวาแล้วรูดม่านเก็บก่อนถือกะละมังน้ำออกไปก็ลาคนทั้งสาม ทิ้งให้สายตาสามคู่จ้องตามหลังโดยที่ไม่เปิดโอกาสให้ปริปากถามอะไรเพิ่มได้อีก
ความสงสัยที่มีถึงตัวเด็กสาวยังคงค้างคาเพราะฝีเท้านั้นก้าวออกไปเร็วราวลมกรด ทั้งสามกะพริบตาปริบๆ ไร้คำพูดไปชั่วครู่ หลังเรียกสติที่กระเจิงกลับมาได้ทั้งสามจึงหันกลับมาสนใจลูกชายที่หลับสนิทอยู่บนเตียง
สิ่งที่อันวาดคาดเดานั้นไม่ผิดน้องชายตัวเองมีอาการเช่นเดียวกับพ่อแม่หลังเกิดอุบัติเหตุ ฤหัสไม่สามารถช่วยได้แต่อันวาดช่วยได้ ทว่ายังต้องโทรถามคุณปู่ก่อนถึงวิธีและบทคาถา
คุณปู่เองก็ให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ หลังทำทุกอย่างตามคำแนะนำของปู่แล้ว เพื่อนของอันวาที่มาผลัดเปลี่ยนเพื่อนอนเฝ้าในตอนกลางคืนก็มา ครอบครัวอันวาจึงได้รู้ว่าเด็กสาวที่พวกเขาเจอก่อนหน้าคือหลานสาวของพรานที่จะนำทางเข้าป่าเพื่อค้นหาคณะคนที่ถูกน้ำป่าซัดชื่อว่า ‘ข้าวหอม’
ส่วนความสัมพันระหว่างทั้งสองนั้นไม่มีอะไรนี่คือฟังจากปากเพื่อนของอันวา แต่ผู้เป็นพ่อแม่และพี่สาวกลับตะหงิดใจกับความสนิทของเด็กสาวที่มีกับลูกชายแต่ไว้อันวาตื่นแล้วค่อยซักถามอีกที
ในช่วงกลางดึกอันวาก็ตื่นขึ้นมาโดยมีเสียงกระแอมไอนำออกมาก่อน ครั้นพ่อแม่พี่สาวได้ยินก็รีบเดินไปข้างเตียงทันที
“ทำไมหน้าแดงขนาดนี้ล่ะ มีไข้รึเปล่า” ปภัสสรแตะหน้าผากลูกชายเอ่ยอย่างเป็นกังวล
“เป็นยังไงบ้าง” ฤหัสยืนข้างภรรยาถามลูกชายที่กำลังมองรอบเตียง
“วาเป็นยังไงบ้าง มีอาการเจ็บตรงไหนไหม” อันวาดยืนอีกฝั่งของเตียงถามน้องชาย
“ไม่เป็นอะไร สบายดีทุกอย่าง” อันวาตอบครอบครัวพร้อมส่งรอยยิ้มให้ทุกคนให้วางใจ
เห็นว่าเป็นปกติดีทุกอย่างทั้งสี่จึงได้นั่งพูดคุยกัน ทั้งเรื่องความคืบหน้าในการค้นหาไออุ่นว่าพบร่องรอยแล้วแต่เหมือนจะเดินลึกหลงเข้าป่า จึงต้องจัดกำลังค้นหากันต่อไปโดยต้องมีพรานนำทางแต่อันวาดันเกิดเรื่องซะก่อนจึงชะงักชั่วคราว
ทางอันวาดเองก็เล่าถึงเรื่องของสายลมอย่างละเอียด รวมถึงต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดและเรื่องที่ตนลืมไปตอนนั้นเกิดจากอะไรให้พ่อแม่และน้องชายฟังทุกอย่าง
“พี่ห้ามแต่งงานกับเขานะ” เสียงอันวาดังขึ้นเมื่อรู้ว่าศิลาเป็นหมอทำคุณไสยใส่พี่สาว
“ไม่ทันแล้ว” อันวาดตอบเสียงเรียบ
“หมายความว่ายัง หรือว่ามันฉวยโอกาสกับพี่” อันวาเอ็ดตะโรถลึงตาใส่พี่สาวแล้วหันไปมองบิดากับมารดา “พ่อกับแม่เห็นด้วยเหรอ”
“พูดให้ดีๆ” อันวาดตวัดตาใส่น้องชายแต่หลบสายตาของบิดามารดา
“ไม่ให้แต่ง เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นานยังไงก็แต่งไม่ได้” อันวาเสียงแข็งไม่ยอมเห็นด้วยเด็ดขาด
“เรื่องฉันเอาไว้ก่อน เรามาคุยกันเรื่องผู้หญิงที่ชื่อข้าวหอมดีกว่า” อันวาดเอ่ยพร้อมกับหรี่ตาใส่น้องชายอย่างจับผิด
“คุยทำไม มีอะไรให้คุย” อันวาเสียงเย็นชาเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ
“เด็กคนนั้นอายุแค่สิบแปดเองนะ” อันวาดเย้าน้องชายยิ้มๆ
“แล้วยังไง ไม่เกี่ยวอะไรกับผมสักหน่อย” อันวาตอบหน้าตาเฉย
“ให้มันจริงเถอะ” อันวาดพูดพร้อมกับตบไหล่น้อง
ทุกคนรู้ว่าเด็กสาวคนนั้นไม่ใช่สเปคอันวาทั้งเรื่องอายุและนิสัย แค่เห็นได้คุยกันไม่กี่ประโยคก็รู้ว่าเด็กสาวที่ชื่อข้าวหอมนิสัยเถรตรง ไม่ใช่สาวเรียบร้อยอ่อนโยนอย่างไออุ่น ออกจะห้าวตรงไปตรงมาคล้ายผู้ชายมากว่า
จากนั้นทั้งครอบครัวต่างก็อยู่คุยถึงเรื่องที่อันวาจะเข้าป่าค้นหาไออุ่นต่อ ส่วนสองสามีภรรยาก็จะเดินทางกลับพร้อมกับลูกสาว เพื่อจัดการเรื่องที่ยังค้างอยู่ให้เรียบร้อยแล้วค่อยกลับบ้านต่างจังหวัด