“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”

สาปไสยเวท - สาปไสยเวท บทที่ ๑๐ โดย หยกลายกุหลาบ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ดราม่า,ชาย-หญิง,ไทย,ยุคปัจจุบัน,รัก,ไสยศาสตร์,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

สาปไสยเวท

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ดราม่า,ชาย-หญิง,ไทย,ยุคปัจจุบัน,รัก

แท็คที่เกี่ยวข้อง

ไสยศาสตร์,ดราม่า

รายละเอียด

สาปไสยเวท โดย หยกลายกุหลาบ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”

ผู้แต่ง

หยกลายกุหลาบ

เรื่องย่อ

หลังสูญเสียแฟนหนุ่มที่กำลังจะแต่งงานกัน อันวาดถึงกับเสียศูนย์จนเลือกเดินทางผิดจนจิตใจถูกครอบงำ ศิลา เขากลับยื่นมือเข้าช่วยฉุดรั้งให้กลับตัว ความแค้นที่ยังฝังใจจะพาให้คนทั้งคู่ที่อยู่กันเหมือนเส้นคู่ขนานให้มาบรรจบกันได้ยังไง

สารบัญ

สาปไสยเวท-# คำเตือน,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทนำ,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๕,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๖,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๗,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๘,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๙,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๐,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๑,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๒,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๓,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๔,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๕,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๖,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๗,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๘,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๙,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๐,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๑,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๒,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๓,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๔,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๕,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๖,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๗,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๘,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๙,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๐,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๑,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๒,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๓,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๔,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๕,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๖,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๗,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๘,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๙,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๐,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๑,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๒,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๓,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๔,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๕,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๖,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๗,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท ตอนพิเศษ ,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท ธีม การแสดง,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท ธีม โชคชะตา,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท ธีม อธิษฐาน,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท ธีม หลอกหลอน,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท ธีม ช็อกโกแลต

เนื้อหา

สาปไสยเวท บทที่ ๑๐

สาปไสยเวท : บทที่ ๑๐

เข็มไมล์บนหน้าปัดชี้ถึงระดับความเร็วที่กำลังเพิ่มขึ้นของรถ พวงมาลัยถูกจับด้วยมือเดียว สายตาเข้มกวาดมองจอแสดงเส้นทางสลับกับถนนที่กำลังขับมุ่งไป

จะเชื่อได้มากน้อยแค่ไหนไม่รู้ แต่ด้วยความห่วงลูกสาวฤหัสก็ยอมมาหาคนตามที่อยู่ที่ถูกแนะนำ พอพ้นตัวเมืองเข้าเขตฤหัสจึงรับรู้แล้วว่าคนที่ตนมาหาฝีมือเก่งกาจมาก เจ้าถิ่นคุมอยู่หมัดแม้กระทั่งสัมภเวสียังหลบลี้หนีห่างจากแถวนี้ 

ในทีแรกยังคิดว่ามาผิดที่เพราะเป็นเส้นทางเดียวกันกับที่ไปตำหนักอาจารย์ชาญ แต่เมื่อเข้ามาในซอยเห็นลานโล่งเตียนกว้างสุดลูกตา ต้นกร่างใหญ่ตระหง่านอยู่หน้าคฤหาสน์หลังโอ่อ่าที่วันนั้นเขามองไม่เห็นก็รู้ว่าตนมาถูกแล้ว ใต้ต้นไม้ยังเห็นรถมินิคูเปอร์สีขาวคุ้นตา ไม่ต้องดูป้ายทะเบียนก็รู้ว่าเป็นของลูกสาวตนเอง 

ฟังจากคำบอกเล่าของคนที่แนะนำมา คนคนนี้เป็นเศรษฐีหนุ่มมีชื่อเสียง แม้แต่เขาเองที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงสังคมยังเคยได้ยินชื่อ ศิลา รัตนวงศ์สกุล เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ นักธุรกิจหนุ่มฉกรรจ์ไม่คิดมาก่อนว่าจะมีงานอดิเรกสายนี้ 

‘ขับเข้ามาเถอะครับ’ เสียงกังวานทุ้มดังขึ้นในโสตให้ฤหัสได้ยิน เขาเองก็ไม่อิดออดเลี้ยวผ่านซุ้มรั้วสูงแล้วจอดรถที่ลานกว้าง 

หน้าทางเข้าบ้านมีชายหนุ่มร่างสูงใหญ่กำยำ หากเทียบกับฤหัสแล้วชายหนุ่มยังสูงกว่าหนึ่งช่วงศีรษะ แววตาฤหัสสำรวจชายเบื้องหน้าพลางสาวเท้าเข้าไปหา 

“สวัสดีครับ เชิญเข้ามานั่งด้านในก่อนครับ” ชายหนุ่มยิ้มบางแล้วผายมือให้ผู้มาเยือนเข้าบ้าน

บนโต๊ะกระจกใสหน้าโซฟาคู่ตัวใหญ่วางแก้วและเหยือกน้ำพร้อมรับรองแขก ฤหัสย่นคิ้วน้อยๆ เมื่อเห็นถึงท่าทีของอีกฝ่ายที่ดูสบายจนเกินไป แต่เขาก็ยอมนั่งโดยดี

สมแล้วที่เป็นหลานชายเพียงคนเดียวของ หม่อมหลวง รังสิมันต์ รัตนวงศ์สกุล ชายหนุ่มตรงหน้าทั้งท่าทางการเดินเหิน ขยับตัวดูก็รู้ว่าเป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว

ทั้งสองชายนั่งหันหน้าเข้าหากัน พินิจกันอยู่ชั่วอึดใจฝ่ายชายหนุ่มจึงเอ่ยกับผู้อาวุโสกว่าก่อน ยกขาขวาไขว้ทับขาซ้ายไขว่ห้าง     

“คนที่ว่าจ้างผมเขาจ่ายห้าล้านครับ” ขณะพูดสองมือผสานจรดนิ้วทั้งสิบเข้าหากัน น้ำเสียงทุ้มเนิบปล่อยอารมณ์

ฤหัสพยักหน้ารับรู้ แม้คิ้วจะมุ่นเพราะรู้สึกสงสารลูกสาว ยิ่งคิดว่าหากลูกสาวรู้ความจริงแล้วจะรับได้ไหม เขายิ่งทรมานใจ

“ต้องจ่ายเท่าไหร่ คุณศิลาถึงจะหยุด” 

“ผมรับงานมาแล้วไม่เคยทำไม่สำเร็จ อย่าเสียเวลาเลยครับ ผมมีวิธีทำงานของผม ทางสายนี้คุณน่าจะรู้ดีกว่าผม”

ฤหัสข่มอารมณ์ไว้ รู้ว่าชายหนุ่มคนนี้ไม่ได้พูดเล่น การรับงานมาแล้วแม้แต่เขาเองยังต้องทำให้สำเร็จตามที่รับปากไว้ แต่เขาเองอยู่เฉยไม่ไหวเช่นกัน ถ้าต้องทนดูลูกสาวก้าวเข้าสู่เส้นทางที่ต้องทุกข์ทรมานต่อไป

“ลูกคุณไม่ตายหรอกครับ เขาไม่ได้ต้องการชีวิตลูกคุณ” 

ได้ฟังแล้วฤหัสกำหมัดแน่นขึ้น ไม่ได้ต้องการชีวิต แต่สภาพลูกสาวเขาตอนนี้แย่เสียยิ่งกว่าตายเสียอีก

“งั้นเปลี่ยนเป็นผมจ้างคุณรักษาลูกสาวผม” ในเมื่อจ้างให้หยุดไม่ได้ ฤหัสก็จะจ้างให้รักษาลูกสาวเขาแทน วิชาอาคมของศิลาคงพอจะคุมสิ่งชั่วร้ายในตัวลูกสาวเขาได้ แบบนี้ก็ไม่ผิดกฎ

“ผมไม่รักษาครับ” ศิลายังยิ้มในหน้าตอบเสียงคุมโทนเดิม

“ทำไมครับ หรือแก้ของที่ทำไม่ได้” ฤหัสจงใจปรามาสฝีมืออีกฝ่าย

“คำพูดคุณกระตุ้นผมไม่ได้ผลหรอกครับ แล้วที่ไม่รักษาลูกสาวคุณเพราะจิตใจเธอดำมืดจากกิเลสแค้นที่เกิดขึ้นเอง คุณก็รู้ดีว่าที่ผมทำไม่ได้เป็นเหตุให้เธอเป็นแบบนั้นทั้งหมด” 

ศิลายังยกยิ้มอย่างไม่ยี่หระกับคำสบประมาทของอีกฝ่าย เขาไม่สนใจและไม่มีความจำเป็นต้องช่วยแก้เรื่องยุ่งของคนอื่น

“แล้วที่คุณปฏิเสธ เพราะไม่มีฝีมือพอที่จะรักษาเหรอ” คำถามนี้ไม่ได้ต้องการดูหมิ่นศิลา แต่ฤหัสสงสัยจริงๆ ว่าทำไมอีกฝ่ายถึงไม่ยอมรักษา เพราะคนที่แนะนำเขามา บอกว่าหากเงินถึงยังไงศิลาก็ยอมรับงาน และเขาเองก็พร้อมจะจ่ายทำไมศิลาถึงปฏิเสธ

“ผมไม่ชอบอยู่ใกล้ผู้หญิงครับ” ศิลาใบหน้าราบเรียบตอบกลับไม่เร็วไม่ช้า 

ฤหัสเองพอได้ยินคำตอบก็ถึงกับนิ่งเงียบไป เขาคิดไว้มากมายหลายอย่างถึงเหตุผลที่อีกฝ่ายจะตอบ แต่คำตอบที่ได้ฟังจากปากว่า ‘ไม่ชอบอยู่ใกล้ผู้หญิง’ ข้อนี้เขาไม่ได้คิดไว้เลย 

“คุณศิลาคิดว่าผมมีเงินไม่พอจ่ายคุณสินะ” ฤหัสพ่นเสียงหึในลำคอถามชายหนุ่มไปตรงๆ เขาไม่เชื่อเหตุผลที่อีกฝ่ายพูด

“ผมไม่มีความจำเป็นต้องโกหกคุณครับ” ศิลายิ้มเนือยตอบเสียงราบเรียบ

“ก็ได้ ในเมื่อคุณไม่รับรักษา ผมก็ต้องขอตัวกลับแล้ว” ฤหัสเองก็ไม่เซ้าซี้ถามอีกฝ่ายต่อ ในเมื่อเขาไม่ยอมรักษาก็จะหาทางอื่นเอง

“ผมไปส่งครับ” ศิลาลุกยืนเต็มความสูงเดินออกมาส่งแขกถึงหน้าบ้าน ยังไม่ทันที่ฤหัสจะขึ้นรถก็รับสายจากภรรยาเสียก่อน

(พี่ฤกษ์ ลูก…ลูกหนี อันหายออกจากห้อง สรกับวากันหาทั่วก็ไม่เจอจ้ะ)

“พี่จะรีบกลับ สรรออยู่กับวานะ” 

(จ้ะ พี่ขับรถระวังนะจะมืดแล้ว) 

“ครับ” ฤหัสเก็บมือถือเข้ากระเป๋ากางเกงแล้วรีบขับรถออกไปทันที

ศิลามองตามหัวคิ้วกระตุกน้อยๆ แล้วสะบัดหน้าไล่ความคิดออกจากสมอง เมื่อไม่ใช่เรื่องของตัวเองก็อย่าไปใส่ใจ ก้าวขึ้นบันไดช้าๆ กลับเข้าห้องของตัวเอง

ห้องนอนกว้างตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์หรู แสงโคมไฟระย้าสว่างโทนซอฟท์ไลท์สบายตา ก้านนิ้วเรียวยาวแกะกระดุมเชิ้ตขาวทีละเม็ดพลางก้าวไปยังห้องน้ำ หยุดยืนถอดเสื้อและอาภรณ์ทุกชิ้นบนกายพาดราวไว้ 

เรือนกายกำยำเต็มด้วยกล้ามเนื้อทุกส่วนสัด แผ่นหลังกว้างเต็มขนัดไปด้วยรอยสักถึงเอว ปลายนิ้วแตะสัมผัสอุณหภูมิน้ำเป็นที่น่าพอใจจึงได้ขยับก้าวเข้าไปนั่งแช่ แผงอกถึงหน้าท้องลอนกล้ามนูนเป็นมัดมีเส้นสายเช่นเดียวกับด้านหลัง 

ภาพท้องฟ้าอาบฉายแสงตะวันยามรุ่งอรุณ นกโบยบินกลางอากาศมีทิวเขาเรียงรายเป็นทัศนียภาพอันสวยงามอบอุ่น ภาพร่างบุคคลยืนหันหลังผมยาวพลิ้วไสวบนอกซ้ายเพียงมองผ่านก็รู้ว่าเป็นผู้หญิง 

เรียกได้ว่าหากภาพนี้ถูกจัดแสดงในงานคงมีมูลค่าสูงลิบลิ่ว ก็เฉพาะเรือนร่างของภาพที่ประทับสักอยู่บนเนื้อหนังชายคนนี้ก็ไม่สามารถประเมินราคาได้แล้ว ทั้งหน้าตา ฐานะ ชาติตระกูลหลายคนก็ไม่สามารถเทียบติด ศิลาหลุบเปลือกตาปิดนัยน์คมเข้ม เอนหลังวางศีรษะบนหมอนเบาะขอบอ่างอย่างสบายอารมณ์

ได้ดื่มด่ำเวลาส่วนตัวอันเงียบสงบ ทำให้ใบหน้านิ่งขึงอยู่เป็นนิตย์ผ่อนคลายลงมาก คิ้วดกดำปลายชี้เชิดรับหางตาเรียว จมูกโด่งเข้ารูปกับปากหยักสีสุขภาพดี กรอบหน้าเข้าคู่สันคางคม องคาพยพทุกส่วนสมบูรณ์แบบ เส้นผมชื้นไอน้ำปรกหน้าผากพราวระยับ เสียงน้ำวนอุ่นนวดชะโลมร่างกายพาจิตใจให้สุนทรี

‘พ่อ! พ่อจ๋า! พ่อ!’       

“เอะอะอะไรก้อนทอง แล้วบอกกี่ครั้งแล้วให้พูด ‘ครับ’ เลิกพูดจ๊ะ จ๋า” ศิลามุ่นคิ้วดุกุมารทองพร้อมกับถามเสียงเข้มหากแต่ยังไม่ลืมตาขึ้น

‘ทองเจอแล้ว! ทองหาเจอแล้ว!’ 

กุมารชื่อก้อนทองตอบด้วยเสียงตื่นเต้นดีใจอยู่นอกห้องน้ำ 

“พูดให้รู้เรื่องซิ” ศิลาเอ่ยขึ้นเจือความหงุดหงิดที่ถูกรบกวนเวลาส่วนตัว

‘ทองเจอแม่แล้ว ทองหาแม่คนสวยเจอแล้วครับ’

เปลือกตาที่หลับเปิดโพลงขึ้นมองไปยังหน้าห้องน้ำ ก่อนลุกยืนก็เอ่ยเสียงไล่กุมารออกไปรอข้างนอกก่อน

“ไปรอที่ห้องตัวเองก่อน แล้วจะตามไป” 

‘จ้ะ เอ้ย! ครับ’ 

ศิลาส่ายหน้าน้อยๆ อย่างระอากับกุมารน้อยจอมซนที่ไม่ค่อยได้เรื่องอย่างก้อนทอง ก้าวออกจากอ่างซับน้ำบนตัวเปลี่ยนใส่ชุดคลุมยาวเรียบร้อยแล้วค่อยเดินไปยังห้องของก้อนทอง ถึงท่าทางดูจะเรียบเรื่อยแต่ทว่าฝ่ามือใหญ่ที่กำเป็นหมัดในกระเป๋าชุดคลุมนั้นบอกให้รู้ว่าเขาตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย 

แต่จะดีใจเก้อเหมือนเมื่อสองปีที่แล้วรึเปล่าต้องดูอีกที ครั้งที่แล้วก้อนทองก็กลับมาบอกตนเช่นนี้ แต่สุดท้ายคนที่ก้อนทองเจอก็ไม่ใช่คนที่เขาตามหา ความจริงเขาไม่ได้ใส่ใจเรื่องคนคนนั้นแล้ว 

แต่ก้อนทองเซ้าซี้จะทำงานเพราะเป็นเด็กซน แต่ด้วยอิทธิฤทธิ์น้อยนิดที่ไม่เข้าเกณฑ์ทำงานใหญ่ได้ เขาเลยให้งานก้อนทองแบบส่งๆ คือให้ตามหาคนคนหนึ่ง เจ้ากุมารซนก็ดีใจคุยโวว่าได้งานสำคัญที่บริวารตนอื่นๆ ไม่ได้ทำ ทึกทักเรียกคนที่เขาให้ตามหาว่าแม่ไปแล้วด้วย

‘พ่อมาซะที ทองเจอแม่แล้ว ทองเจอเหมือนบนตัวพ่อเลย’ 

ก้อนทองขยับตัวบิดไปมามือไขว้ไว้ด้านหลัง ทำท่ากระบิดกระบวนแต่พอเห็นสายตาดุๆ ของศิลาจึงได้เอาของที่ซ่อนไว้ด้านหลังออกมายื่นให้ ศิลาขมวดคิ้วมองม้วนกระดาษในมือของก้อนทองและรอยไหม้แดงเถือกตามมือและแขนของกุมารตัวเอง

“ขโมยของมาเหรอ เคยบอกแล้วใช่ไหมว่าถ้าทำนิสัยไม่ดี ฉันจะจับใส่ไหไม่ให้เห็นแสงอีก”

‘พ่อ! พ่อผิดประเด็นหรือเปล่า ทองให้ดูภาพ ทำไมพ่อมาเรื่องจับใส่ไหล่ะ’

ก้อนทองลนลานพูดแล้วรีบคลี่ม้วนกระดาษสีขาวเผยให้เห็นภาพด้านใน มันเป็นภาพเหมือนกับลายสักบนตัวเขาอย่างที่ก้อนทองว่าจริงๆ ตำแหน่งทิวทัศน์ แม้กระทั่งเส้นผมสยายและนกบินกลางนภาก็ใช่

“ไปขโมยมาจากที่ไหน” แม้จะมีความดีใจอยู่ไม่น้อย แต่พอนึกขึ้นได้ว่ากุมารตนขโมยของคนอื่นมาก็ตีหน้าตึงถาม อีกอย่างนี่ก็เป็นเพียงภาพวาดอาจจะมีใครที่บังเอิญชมวิวในตอนนั้นแล้ววาดขึ้นก็ได้

‘พ่ออย่าดุทองสิครับ ทองเห็นรถที่จอดอยู่หน้าทางเข้าบ้าน ไม่รู้ว่าเป็นรถขโมยขโจรหรือเปล่า ทองเลยเข้าไปดูพอรื้อๆ ค้นๆ ก็เห็นรูปนี้พอดี เดี๋ยวทองจะเอาไปคืนแต่พ่ออย่าขังทองใส่ไหเลยนะ ทองสำนึกผิดแล้ว’

ก้อนทองหดคอยิ้มแหยทำท่าจะม้วนกระดาษเก็บ

“เดี๋ยวก่อน” ศิลายื่นมือมาตรงหน้าก้อนทอง เป็นสัญญาณให้วางของให้บนมือตน รับเอาภาพขึ้นมาดูปลายนิ้วแตะเบาๆ ตามลายเส้น ลวดลายของลายเส้นนี้เขาเคยเห็นมันมาก่อน กลิ่นอายของคนทั้งสองที่ติดอยู่ก็เช่นกัน 

“เอาไปคืน” แววตาจ้องภาพลุ่มลึกลงเรื่อยๆ เขาม้วนกระดาษส่งคืนให้ก้อนทองนำไปคืน ส่วนตัวเองก็เดินกลับห้อง        

‘หว๊า ไม่ใช่แม่อีกแล้วเหรอ เดี๋ยวพรุ่งนี้ทองจะไปหาใหม่ ทองต้องหาแม่เจอแน่’

ก้อนทองร้องออกมาอย่างเสียดายผิดหวัง รับม้วนภาพแล้วผลุบหายออกไป

ศิลาเดินกลับเข้าห้องตัวเองเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดเข้านอน ล้มตัวลงเตียงหลับตาพักแต่สมองกลับผุดภาพที่ตนเองดูเมื่อครู่ พยายามไม่สนใจเพราะไม่ต้องการเข้าไปยุ่งกับเรื่องคนอื่น 

โดยเฉพาะสองคนนั้นที่ชีวิตค่อนข้างจะวุ่นวายสับสน เขาไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว งานที่รับทำก็แก้เบื่อหน่ายเท่านั้น ถ้ารู้ว่าเคสนี้จะมีคนมาวุ่นวายกับชีวิตส่วนตัวแบบนี้เขาก็ไม่ทำหรอก วันนี้ยังเสียเวลาพักมารับแขกแบบเสียเวลาเปล่าๆ ด้วย

“ไม่คุ้มค่าเลย” บ่นเสียงเบาออกมาแล้วเปิดเปลือกตามองเพดานก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง