“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”

สาปไสยเวท - สาปไสยเวท บทที่ ๑๖ โดย หยกลายกุหลาบ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ดราม่า,ชาย-หญิง,ไทย,ยุคปัจจุบัน,รัก,ไสยศาสตร์,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

สาปไสยเวท

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ดราม่า,ชาย-หญิง,ไทย,ยุคปัจจุบัน,รัก

แท็คที่เกี่ยวข้อง

ไสยศาสตร์,ดราม่า

รายละเอียด

สาปไสยเวท โดย หยกลายกุหลาบ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”

ผู้แต่ง

หยกลายกุหลาบ

เรื่องย่อ

หลังสูญเสียแฟนหนุ่มที่กำลังจะแต่งงานกัน อันวาดถึงกับเสียศูนย์จนเลือกเดินทางผิดจนจิตใจถูกครอบงำ ศิลา เขากลับยื่นมือเข้าช่วยฉุดรั้งให้กลับตัว ความแค้นที่ยังฝังใจจะพาให้คนทั้งคู่ที่อยู่กันเหมือนเส้นคู่ขนานให้มาบรรจบกันได้ยังไง

สารบัญ

สาปไสยเวท-# คำเตือน,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทนำ,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๕,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๖,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๗,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๘,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๙,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๐,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๑,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๒,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๓,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๔,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๕,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๖,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๗,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๘,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๙,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๐,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๑,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๒,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๓,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๔,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๕,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๖,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๗,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๘,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๙,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๐,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๑,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๒,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๓,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๔,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๕,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๖,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๗,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๘,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๙,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๐,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๑,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๒,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๓,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๔,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๕,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๖,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๗,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท ตอนพิเศษ ,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท ธีม การแสดง,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท ธีม โชคชะตา,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท ธีม อธิษฐาน,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท ธีม หลอกหลอน,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท ธีม ช็อกโกแลต

เนื้อหา

สาปไสยเวท บทที่ ๑๖

สาปไสยเวท : บทที่ ๑๖

ความอบอุ่นที่หนุนนอนและอุณหภูมิที่แนบใบหน้าอยู่ขณะนี้ แม้จะยังไม่ได้ลืมตาก็รู้สึกได้ว่าสัมผัสนี้เป็นผิวพรรณเนื้อหนังไม่ใช่ผ้าหรือหมอน สมองยังไม่ตื่นทำงานเต็มที่ดวงตากลมปรือลืมขึ้นช้าๆ 

ปรากฏภาพผิวขาวของใบหน้าคมสันได้รูป เปลือกตาหลับสนิท คิ้วดำหนาขนตายาวเป็นแพ ปลายจมูกพ่นลมหายใจอุ่นยาวเรียบเรื่อยรดหน้าตนเอง พอสมองเริ่มกระจ่างดวงตาก็สว่างวาบในใจตื่นตระหนกแต่ระงับเสียงโวยวายตัวเองได้ทัน 

อันวาดกลอกตามองแขนยาวๆ ที่ตนหนุนยังมีมือใหญ่ที่ตัวเองยึดกุมเอาไว้แนบแก้มตนเอง ค่อยๆ เบิกตากว้างขึ้นเม้มปากแน่นไม่กล้าส่งเสียง อิริยาบถการหลับของอีกฝ่ายคือนั่งอยู่บนเก้าอี้ โน้มตัวพาดเตียงยืดแขนให้เธอหนุน

ความกระอักกระอ่วนใจบังเกิดเมื่อนึกย้อนเรื่องราว และภาพเหตุการณ์เมื่อวานก็ฉายแจ่มชัดขึ้น เป็นเธอร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ในอกเขาแถมยังกอดเขาไว้ด้วย พอคิดแล้วก็ได้แต่หลับตาอับอายแทบอยากเอาหน้ามุดดินหายไปเสียตอนนี้

“อืม” อันวาดสะดุ้งใจเมื่อได้ยินเสียงในลำคอดังลอดเบาๆ จึงไม่กล้าลืมตาขึ้น แล้วคงท่าทางเหมือนหลับไว้อย่างเดิม ในใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ ทั้งอายทั้งกลัวว่าถ้าลืมตาแล้วต้องเผชิญกันในตอนนี้จะวางหน้าอย่างไร 

หลังหลับตานิ่งอยู่อึดใจเธอก็รู้สึกถึงการขยับแขนของอีกฝ่าย เหมือนว่าเขาจะค่อยๆ ดึงแขนตัวเองออกแล้วคลายมือเธอที่ยังจับมือเขาออก เหมือนจะพยายามเบามือเพื่อไม่ให้เธอรู้สึกตัวตื่นเช่นกัน เมื่อสำเร็จก็ได้ยินเสียงเขาพรูลมหายใจยาวออกมา 

บนตัวเธอถูกผ้าห่มดึงคลุมถึงปลายคาง ยังมีใบหูที่สัมผัสถูกปลายนิ้วของเขาที่เกลี่ยผมทัดหูให้ จากนั้นเสียงฝีเท้าเบาก็เดินห่างออกไป เสียงประตูเปิดและปิดลงอีกครั้ง เมื่อมั่นใจว่าเขาออกไปจากห้องแล้ว อันวาดจึงได้เปิดเปลือกตาขึ้นทีละนิดจนลืมขึ้นเต็มตา

“เฮ้อ…” อันวาดถอนหายใจที่กลั้นไว้ก่อนหน้าออกมา ไหล่ยวบร่างอ่อนเหมือนพลังถูกสูบไปจนหมด เหมือนกับว่าเหตุการณ์เมื่อครู่คือเรื่องระทึกขวัญอย่างไรอย่างนั้น

มองโคมไฟที่มีระย้าดวงเล็กรอบด้านบนเพดานห้องอย่างเหม่อลอย ความคิดสับสนหลายเรื่องไม่ปะติดปะต่อ ความลังเลและความมุ่งมั่นในเป้าหมายเดิมอย่างละครึ่งกำลังตีกันปั่นป่วนอยู่ในสมอง

หลังสรุปกับตัวเองที่ลังเลอยู่ได้ อันวาดก็ลุกไปล้างหน้าอาบน้ำจัดการตัวเองเรียบร้อย แม้เลยเวลาประจำของการสวดมนต์เช้าเธอก็ยังคงไปสวดมนต์เช่นเดิม เพื่อเป้าหมายที่ต้องทำให้สำเร็จจะต้องทำอะไรก็ยอม 

เมื่อออกมาจากห้องหลังสวดมนต์อันวาดเห็นป้าละเอียดในห้องครัวเตรียมอาหารเช้าอยู่ พอสอบถามก็รู้ว่าวันเจ้าของบ้านออกไปทำธุระให้ป้าละเอียดมาอยู่เป็นเพื่อน ได้ยินอย่างนั้นแล้วอันวาดก็หายใจได้ปลอดโปร่งขึ้นมาหน่อย อย่างน้อยก็ไม่ต้องเผชิญหน้ากันให้ประดักประเดิดในตอนนี้

มื้อเช้าป้าละเอียดเตรียมเป็นข้าวต้มเครื่องง่ายๆ ซึ่งอันวาดเองก็ไม่ได้เรื่องมาก กินอยู่ฟรีมีคนคอยดูแลและโดยปกติก็กินง่ายอยู่แล้วจึงไม่มีปัญหาอะไร 

“คุณอันวาดถ้าอยากได้อะไรก็เรียกละเอียดได้เลยนะคะ ละเอียดจะไปที่สวนหลังบ้าน” ป้าละเอียดที่ถือตะกร้าสานหนึ่งใบเดินมาบอกอันวาดที่กำลังรวบช้อนเก็บจะชามพอดี

“ค่ะ คุณป้าจะไหนเหรอคะ” 

“ป้าจะไปเก็บใบยาสูบให้หม่อมค่ะ” ป้าละเอียดตอบด้วยรอยยิ้ม

“ใบยาสูบเหรอคะ” อันวาดทวนคำ

“ใช่ค่ะ ด้านหลังมีแปลงปลูกต้นยาสูบ กับพวกสมุนไพรอยู่ ที่วังใบยาสูบของหม่อมใกล้หมดแล้วเลยต้องเก็บกลับไปตากแห้งไว้ค่ะ

“อันไปด้วยได้ไหมคะ” อันวาดที่อยู่ที่นี่มาเกือบอาทิตย์ยังไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีพื้นที่ปลูกสมุนไพรอยู่ด้วยจึงอยากลองไปดู

“ได้ค่ะ” ละเอียดพยักหน้าตอบรับ ยิ้มจนผิวหนังบนใบหน้าขึ้นเป็นริ้วรอยตามวัย

“งั้นอันเก็บชามแปปนึงนะคะ” อันวาดรีบเก็บชามบนโต๊ะเข้าครัว เมื่อได้คำตอบจากป้าละเอียด

ไม่นานหนึ่งหญิงสาวและหนึ่งคุณป้าก็พากันเดินไปยังด้านหลังของคฤหาสน์ อันวาดเห็นแนวต้นไม้อยู่ไกลๆ และลานโล่งกว้างที่มีต้นและกอพุ่มเป็นแนวสุดลูกตาคงเป็นแปลงยาสูบและสมุนไพรที่อยู่ถัดไป

– ** – ** –

“คุณปู่เรียกผมมามีอะไรเหรอครับ” ศาลาไม้ริมสระบัวทรงจั่วสองข้างทางเข้าประดับประดาด้วยกระถางต้นไม้ดอกไม้นานาชนิดอย่างสวยงาม ศิลานั่งอยู่ด้านข้างของชายชราผมขาวโพลน ยื่นสองมือรับถ้วยชาที่ผู้เป็นปู่ส่งมาให้ประคองไว้ในอุ้งมือ ครั้นเมื่อปู่จิบชาก่อนตัวเขาเองถึงยกจิบตามทีหลัง

“ได้ยินมาว่า แกพาผู้หญิงเข้าไปอยู่ในบ้าน” เสียงชราแหบต่ำถามขึ้นหลังจิบชาไปหนึ่งอึก เหลือบตาจากถ้วยชาขึ้นมองหน้าหลานชาย

“เป็นแขกครับ” 

“หื้ม เป็นแขกจริงเหรอ” หม่อมหลวง รังสิมันต์  รัตนวงศ์สกุล ถามย้ำสายตาจ้องนิ่งอยู่บนใบหน้าหลานชายอย่างพินิจ

“ครับ” ศิลาตอบสั้นๆ แล้วยกถ้วยชาขึ้นจิบอีกครั้งเพื่อบดบังใบหน้าตนจากแววตาสืบเสาะของปู่

“อืม ธุระที่ปู่จะพูดกับแกก็เรื่องหลานคุณวิมล เขาอยากฝากหลานสาวเข้าไปทำงานในบริษัทแก”

“ให้เข้าไปที่บริษัทได้เลยครับ เดี๋ยวผมบอกเลขาให้หาตำแหน่งว่างให้” ศิลาสบสายตาปู่แล้วพยักหน้าน้อยๆ รู้ว่าเมื่อปู่เอ่ยปากแปลว่าได้ตอบรับอีกฝ่ายไปแล้ว ส่วนเขาเองก็ช่วยได้เพราะไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงอะไรนัก

 “หลานคุณวิมลอยากทำตำแหน่งเลขาของแก”

“ผมมีเลขาอยู่แล้วไม่รับเพิ่มครับ” ศิลาสีหน้าเฉยเมยตอบปู่ รู้ถึงประสงค์ของผู้หญิงพวกนั้นที่พยายามเข้าใกล้ก็นึกหงุดหงิดในใจ

“หนูขวัญคนนี้ หน้าตา การศึกษา ฐานะ ชาติตระกูลทุกอย่างดี แกลองให้ทำงานอยู่ด้วยแล้วอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้”    

“ผมไม่สนใจ” ศิลาตอบกลับทันควันเมื่อรู้จุดประสงค์แฝงนัยของปู่ที่พยายามหาผู้หญิงให้ อยากให้เขาแต่งงานเสียที

“อ่อ…”  คิ้วสีขาวของหม่อมหลวงรังสิมันต์เลิกสูงขึ้น ร้องอ่อออกมาเพียงคำเดียวแล้วจ้องหน้าหลานชายอีกครั้งอย่างไม่ยอมละ

“คุณปู่ ผมไม่เด็กๆ แล้วนะครับ” ศิลาตอบทำหน้าหน่ายใจยกชาขึ้นจิบอีกอึกแล้วสานสายตากับปู่ไม่หลบเลี่ยง

“ก็เพราะแกไม่เด็กแล้วยังไงล่ะ ปู่ถึงอยากให้แกแต่งงานสักที อีกไม่กี่ปีแกก็จะสี่สิบแล้วนะ” ชายชราสีหน้าจริงจังผิดกับหลานชายโดยสิ้นเชิง

“ผมไม่ชอบผู้หญิงครับ” 

“แกหมายความว่ายังไง หรือแกไม่ชอบผู้หญิงแต่ชอบผู้ชาย” คิ้วขาวของหม่อมหลวงรังสิมันต์กระตุกเมื่อได้ยินคำตอบหลานชาย

“คุณปู่ ผมไม่ชอบหลานของคุณหญิงวิมลครับ” ศิลาถอนหายใจลากเสียงก่อนตอบผู้เป็นปู่อย่างอ่อนใจ

“ก็แกไม่พูดให้ชัดเจน แกรีบหาหลานสะไภ้มาให้ปู่เลย ถ้าไม่อย่างนั้นปู่ก็จะหาเมียให้แกเอง” ดวงตาที่ยังแจ่มชัดแม้จะอายุถึงแปดสิบกว่าแล้ว มองหน้าหลานชายแล้วยื่นถ้วยชาตัวเองให้หลานเทชาให้

ศิลาขยับมือเรียบเรื่อยเทชาให้ปู่แล้วเอ่ยตอบด้วยท่าทางไม่ยี่หระ “ผมไม่รีบครับ” 

“แกไม่รีบแต่ปู่รีบ ปู่อยากจะอุ้มเหลนก่อนตายนะ” เสียงสูงที่บอกถึงความไม่พอใจสายตาเพ่งนิ่งอย่างไม่ยินยอมให้หลานชายบอกปัด “ยังไงแกก็ต้องทำความรู้จักกับหนูขวัญ”

“...” ศิลาไม่ตอบทำเพียงยกถ้วยชาตัวเองคลึงเล่นในมือ สายตามองน้ำในถ้วยชาที่วนรอบเป็นวงคลื่น

“แกอย่าคิดทำอะไรหนูขวัญด้วย ถ้าปู่รู้ ปู่จะจับแกแต่งงานกับหนูขวัญให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย” ชายชรารีบสำทับเตือนหลานไม่ให้ทำอย่างเมื่อก่อนอีก 

“ปู่ ผมมีคนที่ชอบอยู่แล้วครับ” เสียงจริงจังของปู่ที่เอ่ยทำให้ศิลารู้ว่าตนเองเล่นลูกไม้อย่างเมื่อก่อนไม่ได้ จึงได้เอ่ยอ้างเพื่อหาทางรอดให้ตัวเอง 

“ใคร พ่อแม่เป็นใคร ฐานะเป็นยังไง พามาให้ปู่ดูหน้าตาหน่อย” ใบหน้าชรายิ้มร่าขึ้นอย่างตื่นเต้น ถามหลานชายอย่างสนอกสนใจ

“ยังพามาหาปู่ไม่ได้ครับ” ศิลาเม้มปากเรียบตอบอย่างเหนื่อยใจกับอาการออกนอกหน้าของปู่

“ทำไม ไม่ใช่ว่าแกหลอกปู่นะ” ชายชราหรี่ตาลงจ้องหน้าหลานอย่างคาดคั้น

“ผมไม่ได้หลอกปู่ครับ แต่เขายังไม่ชอบผม” ศิลารินชาเติมให้ปู่ตามด้วยของตัวเอง

“หื้ม…เป็นไปได้ยังไง หลานปู่ออกจะเพียบพร้อมทุกอย่าง ยังมีใครที่ไม่ชอบหลานปู่อีก เขารู้จักชื่อนามสกุลจริงของแกรึเปล่า” 

“ปู่ครับ…” ศิลากลอกตาใส่ปู่ที่พูดสัพยอก ชอบเอาเรื่องหน้าตากับชื่อสกุลตัวเองมาอวดอ้างว่าหากใครรู้ก็ต้องชอบ ต้องอยากแต่งมาเป็นหลานสะใภ้ทั้งนั้น

“พามาหาปู่สิ เดี๋ยวปู่จัดการให้เอง” ดวงตาของหม่อมหลวงรังสิมันต์จรัสแสงขึ้นอย่างวาดหวัง 

“ยังไม่ได้ครับปู่” ศิลาส่ายหัวช้าๆ ให้ปู่เป็นการปรามไม่ให้ทำอะไรก็ตามที่ปู่คิดเอาไว้

“ทำไม” คิ้วหนาทุกเส้นขาวโพลนขมวดเข้าหากันจนย่นถามหลานชายอย่างไม่พอใจ 

“รอให้ถึงเวลาก่อนครับ” ศิลาตอบเสียงเรียบแต่คิ้วกลับมุ่นน้อยๆ

“ก็ได้ แต่เรื่องหนูขวัญยังไงก็ให้เขาทำงานไปก่อน แล้วแกก็ปฏิเสธไปทีหลังแล้วกัน” 

“ปู่ครับ…”

“เอาน่า ก็ปู่รับปากคุณวิมลไปแล้ว” มือเหี่ยวย่นมีฝ้ากระตามวัยทว่าผิวยังสุขภาพดีอย่างคนที่ไม่ต้องลงมือทำงานหนักตบไหล่หลานชาย ส่งยิ้มให้ด้วยใบหน้าสบายอารมณ์ไม่สนใจสีหน้ารำคาญใจของหลานแม้สักนิด

“ครับ” ศิลาตอบรับปู่แล้วยกชาดื่มอีกอึกแล้ววาง “งั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับ” 

“ทำไมรีบกลับ ไม่อยู่กินมื้อเที่ยงกับปู่สักมื้อ” ชายชราวางถ้วยชาพลางถามหลานชาย

“ผมยังมีธุระ ลาครับคุณปู่” ศิลายกมือพนมไหว้ลาปู่แล้วลุกยืน ขายาวก้าวย่างห่างออกจากศาลาริมน้ำ

หม่อมหลวงรังสิมันต์พยักหน้าส่งยิ้มให้หลานชาย มือคลึงถ้วยชาเบาๆ มองหลานชายเห็นเพียงแผ่นหลังที่ขยับห่างออกไป รอยยิ้มบนใบหน้าจางลงช้าๆ ก่อนจะใช้ผ้าเช็ดหน้าป้องปากไอออกมาสองสามครั้งติดกัน

ศิลาย่ำเกือบถึงรถก็หยุดฝีเท้าลง อาการเจ็บแปลบสายหนึ่งปะทุกลางอกเหมือนถูกเข็มทิ่มแล้วกำเดาอุ่นก็ไหลจากโพรงจมูก ศิลารีบสาวเท้าไปถึงรถจึงได้หยิบทิชชู่ซับเลือดที่หยดไม่ให้เปื้อนเสื้อผ้าตัวเองได้

“เงิน” 

‘เจ้านาย’ โหงพรายที่เจ้านายเรียกปรากฏตนยืนอยู่นอกรถในสภาพค่อนข้างย่ำแย่

“มันแกร่งขึ้นเร็วขนาดนี้เลยเหรอ” 

‘ใช่ค่ะเจ้านายเพราะมันได้เลือดของคนเลี้ยงเซ่น’ โหงพรายก้มหน้าตอบไม่กล้าสู้หน้าเจ้านายนัก

“ไม่เป็นไร” ศิลาเอ่ยเสียงเนือยก่อนจะสะบัดหนึ่งครั้งให้โหงพรายกลับไป ดวงตาสีนิลหลุบมองสีแดงสดบนทิชชู่ในมือ เมื่อเลือดหยุดศิลาจึงได้ออกรถจากลานจอดของวังตากอากาศของปู่

ตัวรถหรูเคลื่อนด้วยระดับความเร็วคงที่มาสักระยะ อาการเจ็บเสียดในอกเริ่มรุนแรงคันเร่งจึงถูกเหยียบลงน้ำหนักเพิ่มขึ้นในเวลาถัดมา 

ศิลาข่มอาการสั่นของมือและความเจ็บภายในอกลงให้สงบ ตอนนี้ตัวรถมาจอดยังลานจอดหน้าโรงพยาบาลเอกชน หลังดับเครื่องสนิทจึงได้ลงแล้วเดินเข้าไปด้านในอาคาร