“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”
ดราม่า,ชาย-หญิง,ไทย,ยุคปัจจุบัน,รัก,ไสยศาสตร์,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
สาปไสยเวท“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”
หลังสูญเสียแฟนหนุ่มที่กำลังจะแต่งงานกัน อันวาดถึงกับเสียศูนย์จนเลือกเดินทางผิดจนจิตใจถูกครอบงำ ศิลา เขากลับยื่นมือเข้าช่วยฉุดรั้งให้กลับตัว ความแค้นที่ยังฝังใจจะพาให้คนทั้งคู่ที่อยู่กันเหมือนเส้นคู่ขนานให้มาบรรจบกันได้ยังไง
ความกลัดกลุ้มบนใบหน้าของคนทั้งสี่ในห้องที่ยืนห้อมล้อมเตียงใหญ่ที่มีร่างเล็กนอนหลับนิ่งอยู่สร้างความสงัดส่งให้ทั่วห้องอึมครึมไปด้วยความอึดอัด
เป็นเวลากว่าหนึ่งอาทิตย์แล้วที่อันวาดสลบโดยไม่ตื่น หลังพาไปหาหมอในวันแรกที่หมอวินิจฉัยว่าพักผ่อนน้อย แต่พอเข้าวันที่สองสามและสี่หมอต่างหาสาเหตุไม่พบและลงความเห็นว่าไม่มีโรคภัยอะไรจึงได้พากลับมาพักยังบ้านของศิลา
“เป็นความผิดผมเองครับ ที่ปล่อยให้อันอยู่คนเดียว” เสียงพร่าเอ่ยขึ้นดวงตาแดงก่ำจ้องใบหน้าคนที่หลับตานอนอยู่บนเตียง มือใหญ่กุมมือเรียวไว้แน่น
ความรู้สึกนึกคิดตอนนี้ของศิลามีเพียงการโทษตัวเองที่ปล่อยให้อันวาดอยู่คนเดียวในวันนั้น ใบหน้าหมองหม่นเพ่งเพียงร่างอันวาดไม่ละสายตา
“อย่าโทษตัวเองเลยค่ะ มันไม่เกี่ยวกับคุณศิลาเลย” ปภัสสรที่ยืนเคียงข้างสามีเอ่ยปลอบ รู้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของศิลาเลย เช้านั้นเธอยังได้คุยกับลูกสาวทุกอย่างยังปกติ
“อืม…” ฤหัสเองถึงจะเป็นห่วงและขุ่นเคืองที่ลูกสาวเป็นแบบนี้แต่ก็รู้ดีว่าจะเอาความโกรธไปลงกับศิลาไม่ได้จึงตอบเพียงสั้นๆ ในลำคอ
ตอนนี้ทั้งฤหัส ปภัสสร และปู่ต่างก็มารวมตัวกันอยู่ที่นี่และเห็นตรงกันว่าที่เป็นเช่นนี้เกิดมาจากของที่สายลมทำไว้ เพราะอาการของอันวาดในตอนนี้เหมือนอาการของหม่อมย่าของศิลาที่ล่วงลับไป
ทุกคนต่างหาวิธีต่างๆ เพื่อจะแก้ของไม่ว่าจะลองทำลายภาพและหุ่นปั้นด้วยวิชาหรืออวิชาของคุณไสยในแขนงอื่นก็ไม่อาจทำลายมันได้ พึ่งทั้งพระและอาจารย์สำหนักอื่นก็ไม่มีใครช่วยได้
ต่างคนต่างร้อนใจฤหัสเองยังลองติดต่อถามเพื่อนรวมไปถึงเดินทางไปหากับตัวเองก็ไร้วิธี กินเวลาล่วงเข้าเกือบเดือนที่ต่างพาอันวาดไปตามที่ต่างๆ หาอาจารย์ที่หลายคนต่างพูดถึงว่าอาจสามารถช่วยได้
แต่ยิ่งนานยิ่งหมดหวัง เพราะไม่ว่าคนไหนก็ส่ายหัวเมื่อเห็นอาการและพอลองแก้ของก็รีบปฏิเสธให้พาตัวกลับไปทันที ไม่เพียงแก้ไม่ได้แต่ของนั้นกลับสะท้อนย้อนเข้าตัวอาจารย์คนที่พยายามแก้ของอีกด้วย
“คุณศิลาไปนอนพักก่อนเถอะ เดี๋ยวแม่ดูอันให้เอง” ปภัสสรเดินเข้าห้องมาเห็นร่างสูงที่ชันศอกกับเตียงลูบใบหน้าลูกสาวที่หลับสนิทเอ่ยขึ้น
“ไม่เป็นไรครับคุณแม่ ผมอยากอยู่ดูแลอันเอง” ใบหน้าซูบตอบขาวซีดเอ่ยเสียงแหบแห้ง นับจากครั้งสุดท้ายที่พาอันวาดกลับมาจากเหนือก็เป็นเวลากว่าสิบวันเต็มที่ศิลานั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่าง
จะกินนอนก็ยังอยู่แค่ในห้องนี้ตลอดไม่กล้าผละห่างจากอันวาดอีก เป็นเพราะวันนั้นเขาตื่นแล้วลุกไปโดยไม่อยู่กับเธอจึงได้เกิดเรื่องขึ้น
ปภัสสรถอนหายใจมองลูกสาวแล้วมองศิลาที่เฝ้าอยู่ไม่ห่าง ระยะเวลาที่ผ่านไม่ว่าจะพาอันวาดไปหาหมอผีหมอธรรมตำหนักไหนจังหวัดอะไร หรือพาไปหาพระวัดใดศิลาจะไม่ยอมอยู่ห่างไม่ว่าใครจะบอกอย่างไรก็ตาม
ปภัสสรได้ยินศิลาพร่ำพูดว่าเป็นความผิดตัวเองที่ทิ้งให้อันวาดอยู่คนเดียวจนเกิดเรื่องตลอด วันทั้งวันคืนทั้งคืนแทบไม่กล้าหลับตานอน ทั้งงานและเรื่องอื่นๆ ที่เร่งด่วนก็ไม่เข้าไปจัดการปล่อยให้เลขาและครามเข้าไปจัดการแทนส่วนตัวเองอยู่เฝ้าไม่ห่างไม่กล้าวางตาจากอันวาดเลย
หน้าห้องฤหัสมองชายหนุ่มที่นั่งกุมมือลูกสาวตัวเองแล้วถอนหายใจออกมาไม่ต่างจากภรรยา เหมือนเขาจะเข้าใจความรู้สึกนี้เพราะเขาเองก็เคยกลัวและกระวนกระวายใจมากตอนภรรยาคลอดลูกแล้วหลับไปไม่ยอมตื่น
ในตอนนั้นเหมือนทั้งสมองและหัวใจหยุดนิ่งไม่สามารถคิดและเหมือนจะหายใจไม่ออกคล้ายจะหยุดหายใจตามภรรยาไปเช่นกัน ทว่าที่ฝืนตัวเองให้พยายามเข้มแข็งได้เพราะลูกสาวตัวน้อยที่เพิ่งคลอดเป็นแรงผลักดันเขาอยู่
ความห่วงกังวลที่ทุกคนมีต่างไม่น้อยไปกว่ากัน กระทั่งคุณปู่เองยังลงทุนค้นหาตำรับตำราเก่าเผื่อจะมีวิธีไหนช่วยหลานสะไภ้ได้ ระหว่างที่คนอื่นพาอันวาดไปตะเวนหาที่รักษาแต่ก็ยังไม่เจออะไรเพิ่มเติมเลย
“อันครับ ตื่นได้แล้ว” ศิลาจับมืออันวาดมาแนบแก้มตัวเองไว้เสียงที่ดังนั้นแหบพร่าสั่นเครือ
ความกลัวที่เกิดขึ้นสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในทุกวันที่ล่วงเลยและค่ำคืนที่ผันผ่าน อันวาดหลับนานขึ้นหนึ่งวันก็บั่นทอนใจของคนเฝ้ารออย่างศิลาให้ทรมานยิ่งขึ้นอีกหนึ่งวันเช่นกัน
“เลยวันหมั้นของเราไปหลายวันแล้วนะ เพราะงั้นถ้าอันตื่นมาต้องแต่งงานเลยนะ ห้ามยืดเวลาหรือบ่ายเบี่ยงอีกนะครับ” เสียงพึมพำของศิลาขาดห้วงคล้ายคนสะอื้นปนอยู่ในประโยคที่พูด
“ไม่ ขอแค่อันตื่น อันอยากทำอะไรก็ได้พี่จะตามใจทุกอย่าง”
ตลอดการอยู่ในห้องกันตามลำพังศิลาจะเอ่ยพูดคุยกับอันวาดเป็นระยะไม่ให้เงียบจนเกินไป บางครั้งยังอ่านหนังสือหรือเปิดเพลงให้ฟัง
ตอนนี้หน้าห้องมีบุคคลเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคือคุณปู่ที่มองหลานชายด้วยสายตาเห็นใจ พอมองหลานสะไภ้ที่หลับตานอนนิ่งสายตาก็ยิ่งฉายความเจ็บปวด เหมือนกับวันเวลาที่แสนทรมานในอดีตกลับมาจ้วงแทงให้เจ็บปวดอีกครั้ง
ปลายแหลมคมของภาพอดีตที่ภรรยาต้องนอนแน่นิ่งนานนับปีแล้วหลับไปโดยไม่มีวันตื่นไร้ลมหายใจให้ฟื้นคืน ราวกับจะทิ่มให้หัวใจชราหยุดเต้นตามผู้ล่วงลับไปด้วยอีกครั้ง
ป้าละเอียดที่กำลังยกถาดอาหารขึ้นมาให้ศิลาตอนนี้นิ่งมองคนทั้งสามที่ยืนออกันอยู่หน้าห้อง กำลังจะเดินเข้าไปก็เห็นครามกำลังก้าวขึ้นมาในมือถือแฟ้มบางอย่างมาด้วย
“สวัสดีค่ะ คุณคราม” ป้าละเอียดเอ่ยทักทายแขก
“สวัสดีครับ เป็นยังไงกันบ้าง” ครามพยักหน้าให้ป้าละเอียดแล้วเอ่ยถามเสียงค่อย
“เห้อ…เหมือนเดิมค่ะ เอาเอกสารมาให้คุณหนูเซ็นเหรอคะ” ป้าละเอียดถอนหายใจออกมาพลางตอบ
“ครับ” ทั้งสองพูดคุยพลางเดินมายังห้องของศิลา เห็นชายชราและพ่อแม่ของอันวาดยืนอยู่หน้าห้อง ครามก็เอ่ยทักทายแล้วมองเข้าไปในห้องเห็นเพื่อนก้มหน้าฝังอยู่ข้างเตียงระดับเดียวกับใบหน้าของอันวาด
“ผมเอาเข้าไปให้ครับ” ครามรับถาดอาหารจากมือของป้าละเอียดอาสาถือเข้าไปให้เพื่อนเอง
“ขอบคุณค่ะ ช่วยพูดให้คุณหนูทานอาหารเยอะๆ หน่อยนะคะคุณคราม” ป้าละเอียดย้ำไหว้วานให้ช่วยกล่อมศิลาเพราะยิ่งนานวันอาหารที่ทำมาให้ปริมาณกลับไม่ค่อยลดบางทีก็ไม่ถูกแตะเลยแม้แต่น้อย
ครามพยักหน้าแล้วเดินเข้าไปด้านในห้องวางถาดอาหารกับแฟ้มบนโต๊ะก่อนจะเดินไปตบไหล่ศิลาเพื่อเรียกให้ลุกมาทานอาหาร
“ศิลา กินข้าว”
“ฉันไม่หิว”
“ไม่หิวก็ต้องกิน ลุก” ครามเสียงเข้มดึงไหล่เพื่อนให้ลุก
“อย่ามายุ่งกับกู ปล่อย กูไม่หิวออกไปให้หมด” ศิลาสะบัดมือครามที่จับไหล่ตัวเองออก เสียงขรึมขึ้น
“มึงดูสภาพตัวเองด้วย ย่ำแย่ขนาดนี้จะดูแลอันยังไง” ครามลากคอเสื้อศิลาให้ลุกห่างจากเตียงก่อนจะปล่อยมือจากเพื่อนจนร่างสูงใหญ่นั้นตัวเซเพราะวิงเวียนจนต้องโค้งตัวยันมือกับเข่าทั้งสองข้างเอาไว้
“...” ศิลานิ่งเงียบอยู่พักใหญ่จึงยืดหลังตรงเมื่ออาการวูบคล้ายหน้ามืดดีขึ้น พอเงยหน้าจึงเห็นสายตาของเพื่อนและคนอื่นๆ ที่ยืนอยู่หน้าห้องมองมาอย่างเป็นห่วง เขาก็ถอนหายใจยาวออกมา
จัดผ้าห่มที่คลุมร่างอันวาดให้เรียบร้อยเสร็จสรรพก่อน ศิลาถึงเดินมานั่งโต๊ะที่วางถาดอาหาร ตอนนี้ทุกคนที่ยืนกันอยู่หน้าห้องได้เข้ามานั่งอยู่ด้านในแล้ว
พอจะตักอาหารเข้าปากก็ย่นจมูกเหม็นกลิ่นผักขึ้นฉ่ายที่อยู่ในต้มจืด จึงวางช้อนกลับที่เดิมแล้วเปลี่ยนไปตักทอดมันปลาใส่จาน พอตัดเป็นชิ้นพอดีคำราดน้ำจิ้มเอาเข้าปากก็ได้กลิ่นคาวปลาแตะจมูกจนกินไม่ได้จึงคายทิ้งแล้วผลักถาดอาหารออกห่างตัว
“เป็นอะไร” ครามถามเมื่อเห็นสีหน้าซีดๆ และคิ้วที่ขมวดของเพื่อนแล้วมองถาดอาหาร
“เหม็น”
“เห้อ…ป้าละเอียดครับ ทำอาหารใหม่มาให้คุณหนูของป้าหน่อยครับ” ครามพูดพลางยกถาดไปส่งให้ป้าละเอียด คิดว่าคงเป็นเพราะไม่ค่อยได้กินอะไรกระเพาะของเพื่อนผู้ดีจึงมากเรื่อง เลือกอาหารตามนิสัยเรื่องมากของเจ้าตัว
“ค่ะ สักครู่นะคะ คุณหนูอยากทานอะไรเป็นพิเศษไหมคะ” ป้าละเอียดเอียงคอถาม
“ยำ เผ็ดๆ เปรี้ยวๆ รสจัดๆ หน่อยครับ” ศิลาเอ่ยแล้วสายตาก็หันไปมองทางเตียงนอนเป็นระยะ
“ยำ ยำอะไรดีคะ วุ้นเส้น หรือเส้นแก้วใส่เฉพาะทะเลหรือรวมดีคะ” ป้าละเอียดซักเพื่อจะได้ทำเมนูให้ถูกใจเจ้านาย
“ยำมะม่วง เปรี้ยว เผ็ดแบบจัดๆ เลยครับ”
“ค่ะ ได้…เอ๊ะ…ปกติคุณหนูไม่ทานของเปรี้ยวนี่คะ” พอเสียงเอ๊ะของป้าละเอียดดังขึ้นไม่ใช่แค่ป้าละเอียดที่จ้องหน้าศิลาแต่คนอื่นๆ รวมถึงปู่ก็มองหน้าเขาเช่นกัน
ปภัสสรและฤหัสมองหน้ากันแล้วหันไปทางเตียงลูกสาว คุณปู่ที่นั่งเงียบมาตลอดดวงตาก็ลุกวาวขึ้นจ้องหลานชายสลับกับร่างแน่นิ่งของอันวาดบนเตียง
ศิลาที่ยังไม่รู้สึกถึงความผิดปกติของสายตาคนอื่นๆ ก็บอกกับป้าละเอียดที่ยังยืนเอียงคอมองเขาอยู่
“ครับแต่ช่วงนี้อยากกินของเปรี้ยวๆ ป้าทำมาให้ผมหน่อย แล้วฝานมะนาวกับเกลือมาด้วยนะครับ”
“มะนาวกับเกลือ อย่าบอกนะว่ามะนาวที่ให้ป้าเอามาให้ทุกวันคุณหนูเอามาจิ้มเกลือกิน”
“อืม ครับ” ศิลายังพยักหน้าตอบสีหน้าราบเรียบโดยไม่ได้มองสีหน้าคนอื่นที่ตอนนี้เบิกตามองเขา ส่วนฤหัสหน้าตาทมึงทึงดำเป็นก้นหม้อนานแล้ว
“อาการแกแบบนี้ ฉันว่าแกควรเรียกหมอมาตรวจอันไม่ก็พาไปโรงพยาบาล” ครามที่เห็นหน้าของฤหัสก็รีบข่มรอยยิ้มเอ่ยบอกเพื่อนที่ยังไม่เข้าใจสถานการณ์
“อาการฉัน มันเกี่ยวอะไรกับให้หมอตรวจอัน”
“ก็อาการคุณหนูเหมือนคนแพ้ท้องแทนเมียไงคะ” เป็นป้าละเอียดที่โพล่งขึ้นก่อนจะรีบเอามือตะครุบปากตัวเองแล้วปลีกตัวเดินออกไปอย่างรู้สถานการณ์ “อุ้ย…ป้าไปทำยำก่อนนะคะ”
“...” ใบหน้าศิลาขณะนี้ซีดสลับขาวแล้วขาวสลับแดงเปลี่ยนไปมาหลากสีจนครามต้องเบนสายตาหนี ไม่มองเพื่อนที่มีอาการเหวอ
ส่วนคนอื่นๆ ในห้องต่างก็สีหน้าแปรเปลี่ยนไม่ต่างกัน ถ้าเป็นไปอย่างที่ทุกคนคาดเดามันก็เป็นเรื่องน่ายินดีและจะน่ายินดียิ่งกว่านี้ถ้าอันวาดไม่ได้นอนแน่นิ่งเป็นผักอย่างนี้
“งั้นเราพาอันไปโรงพยาบาลเถอะครับ” พอได้สติศิลาก็ลุกพรวดพราดไปทางเตียง
“เรียกให้หมอมาตรวจเบื้องต้นก่อนก็พอค่ะ อาจไม่ใช่อย่างที่เดากันก็ได้” ปภัสสรเอ่ยปรามศิลาไว้แล้วมองหน้าสามีที่บูดบึ้งอยู่ข้างๆ
“อ่อ ได้ครับ ทำตามที่คุณแม่บอก” ศิลาพยักหน้าคล้อยตามอย่างว่าง่าย พอสบสายตาของพ่อตาก็ทำเพียงฝืนยิ้มส่งให้อีกฝ่าย
“อืม หลังเรียกหมอเข้าตรวจแล้ว ก็จัดการประกาศข่าวเรื่องการแต่งงานของแกซะเลย” คุณปู่สั่งหลานชายเสียงพร่า
“ครับคุณปู่” ศิลารับคำ
“ครามออกมาคุยกับปู่หน่อย” คุณปู่หันไปกวักมือเรียกครามให้ตามตัวเองออกจากห้องไปด้วย
“ครับปู่” ครามลุกยืนพลางเดินเข้าไปพยุงคุณปู่เดินออกไปจากห้อง ทิ้งเพื่อนให้รับมือกับพ่อตาและแม่ยายไว้เบื้องหลัง