“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”
ดราม่า,ชาย-หญิง,ไทย,ยุคปัจจุบัน,รัก,ไสยศาสตร์,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
สาปไสยเวท“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”
หลังสูญเสียแฟนหนุ่มที่กำลังจะแต่งงานกัน อันวาดถึงกับเสียศูนย์จนเลือกเดินทางผิดจนจิตใจถูกครอบงำ ศิลา เขากลับยื่นมือเข้าช่วยฉุดรั้งให้กลับตัว ความแค้นที่ยังฝังใจจะพาให้คนทั้งคู่ที่อยู่กันเหมือนเส้นคู่ขนานให้มาบรรจบกันได้ยังไง
“ไอศิลา ให้กูเข้าไป” เสียงตะโกนโวกเวกอยู่หน้าซุ้มทางเข้าคฤหาสน์ใหญ่ ชายหนุ่มในสูทสีเข้มกำลังพยุงตัวหญิงสาวตัวอ่อนปวกเปียกอยู่ด้วย
‘มึงกลับบ้านมึงไป อยากช่วยนักก็พากลับบ้านมึงไปโน่น อย่าเอามายุ่งกับกู’ เสียงก้องตอบสวนกลับมาทั้งที่เจ้าตัวยังอยู่ในบ้าน อารมณ์ขุ่นมัวเพราะถูกรบกวนในเวลานอน
“มึงติดค้างกูอยู่สองครั้งนะ มึงลืมไปรึเปล่า” คนถูกไล่ยังโต้กลับ ถ้าเขาช่วยเองได้เขาก็ไม่พามาหาคนใจหินสมชื่ออย่างศิลาหรอก
‘เปลี่ยนเป็นเรื่องอื่น จะเอาเงินกี่ล้าน หรือที่ดินก็ว่ามา’ ศิลายังปัด ให้เพื่อนเลือกสิ่งตอบแทนเป็นอย่างอื่น
“กูไม่เอาเงินเอาที่อะไรทั้งนั้น มึงเป็นคนหลอกใช้กูให้เอาของอัปรีย์นั่นให้ผู้หญิงคนนี้ มึงเป็นคนดึงกูเข้าไปยุ่งเรื่องนี้เองนะ มึงต้องรับผิดชอบ”
‘กูไม่ชอบอยู่ใกล้ผู้หญิง พากลับไป’ เสียงรำคาญของศิลาดังขึ้นกว่าเดิม
“ถ้ามึงไม่ช่วย มึงก็ไม่ต้องนอน กูจะอยู่ตรงนี้แหละ” รู้ดีว่าอีกฝ่ายถ้าติดค้างน้ำใจหรือเรื่องอะไรใครแล้วศิลาย่อมตอบแทน หากเขายังตะโกนโวยวายอย่างนี้อีกฝ่ายต้องทนไม่ได้แน่
‘ไอคราม กูจะเตือนมึงเป็นครั้งสุดท้าย’ น้ำเสียงคราวนี้บอกให้รู้ว่าอีกฝ่ายโมโหแล้ว เป็นเพื่อนกันมานานขนาดครามรู้ดีว่าศิลาหวงแหนเวลาพักส่วนตัวที่สุด
“ถ้ามึงไม่ช่วย กูจะพาผู้หญิงคนนี้ไปหาปู่มึง ขอให้คุณปู่ช่วยเอง” ครามเองเมื่อไม่มีทางเลือกจึงได้แต่ขู่คำขาดสุดท้ายออกไป
เป็นเวลานานที่ไร้เสียงตอบโต้ใดใดกลับมา ครามจึงประคองร่างอันวาดกลับไปยังรถ ไม่มีทางเลือกแล้วก็คงต้องพาไปหาคุณปู่ของศิลาที่วังตากอากาศแล้วล่ะ
“ใจหิน ใจดำจริงๆ” ครามบ่นอุบอิบวางตัวหญิงสาวใส่รถ
ครามหันไปดูซุ้มทางเข้าอีกครั้งก็เห็นว่าเปิดโล่งแล้ว จึงยกยิ้มขับรถเข้าไปพอมาถึงด้านในศิลาก็ยืนหน้าทมึงทึงอยู่หน้าบ้าน แววตาเพ่งมองมายังเพื่อนที่อุ้มร่างไร้สติไว้ในอ้อมแขน
“ปีกขวาห้องสอง” ศิลาเอ่ยบอกเพื่อนเสียงไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก
ครามสาวเท้าเดินไปยังเรือนฝั่งปีกขวาห้องที่สองตามที่เพื่อนบอก วางร่างอันวาดลงบนตั่งไม้สักเงางามหันมองศิลาที่กำลังหยิบสายสิญจน์โยงขึงรอบห้อง
“รับผิดชอบค่าตั่งไม้ด้วย เอาของอย่างกับศพมาวางให้เปื้อน” ศิลามองโครงกระดูกที่มีหนังหุ้มของอันวาดเสื้อสีครีมมอมแมมสกปรกบอกกับเพื่อน สายตาที่มองตั่งไม้นั้นเจ็บปวดใจเหลือเกินที่มันแปดเปื้อน
“เพราะใครล่ะ” ครามกลอกตาสวนคำพูดเพื่อน แล้วถามศิลาที่ตอนนี้ทำเพียงยืนนิ่ง “แล้วจะยืนดูแบบนี้เหรอ ไม่ลงมือช่วยล่ะ”
“นี่มันเวลานอนของฉัน”
“ไอศิลา คนจะตายแล้วมึงยังจะมาห่วงนอนอยู่อีก” ครามขมวดคิ้วแหวใส่เพื่อนที่ยืนทำหน้าตาย
“ไม่ตายหรอก มึงก็ใส่สร้อยคุ้มให้แล้วนี่”
ครั้นพอศิลาเห็นครามจะอ้าปากก็เสริมขึ้นอีกประโยคว่า… “อีกอย่างวันนี้ยังทำอะไรไม่ได้”
“เข้าใจแล้ว” ครามเห็นสีหน้าจริงจังที่เพื่อนบอกก็ไม่ได้พูดอะไรขึ้นอีก พยักหน้าเบาๆ แล้วมองหญิงสาวที่เคยสวยสดใสแต่ตอนนี้ไร้เค้าโครงเดิมไปหมดสิ้น
“ไสหัวกลับไปได้แล้ว กูจะขึ้นไปนอนแล้ว” ศิลาว่าพลางเดินออกไปจากห้องทันที
ไม่รอคำตอบเพื่อนไม่ดูด้วยว่าเพื่อนจะกลับออกไปไหมหรือยังอยู่ต่อนานเท่าไหร่ ใช้นิ้วกดหว่างคิ้วตนเองแล้วคลึงขมับก้าวยาวกลับขึ้นห้องตัวเอง เปิดประตูเข้ามาแล้วก็จับเสื้อตัวเองดมทำหน้าแขยงถอดชุดนอนออก
ต้องอาบน้ำล้างตัวเองอีกครั้ง เปลี่ยนชุดใหม่สะอาดแล้วถึงพอใจ มองนาฬิกาเป็นเวลาเกือบจะตีหนึ่งก็ย่นคิ้วแทบชนกัน ล้มตัวลงนอนบนเตียงนุ่มใหญ่ แต่แทนที่จะหลับเพราะเลยเวลานอนมานานแล้วกลับไม่ง่วงเลยแม้แต่น้อย
พลิกตัวไปมาหันซ้ายมองผนังห้อง ขยับขวามองกำแพง หงายแล้วมองเพดานสลับไปมาอยู่เป็นนาน ก็ไม่มีทีท่าจะหลับจึงยันตัวลุกจากเตียง เดินไปเปิดกระจกบานเลื่อนออกไปยังระเบียงห้อง มองไปยังลานจอดรถก็ยังเห็นรถของครามจอดอยู่ยังไม่กลับ
“ไอคราม มึงไม่กลับบ้านกลับช่องรึไง” ศิลาไม่ได้เดินลงไปแต่กลับมานั่งบนเตียงแล้วโทรหาเพื่อนแทน
(กูจะอยู่เฝ้าน้องเขาเอง เผื่อกลางดึกน้องตื่นมาอาละวาด จะได้ไม่กวนเวลามึงนอน)
พอได้ยินคำตอบเพื่อนหัวคิ้วศิลายิ่งขมวดแน่นขึ้นกว่าเดิม พ่นลมหายใจยาวออกมา
“ไม่ตื่นหรอก มึงกลับไปได้แล้ว คนอยู่ในบ้านกูนอนไม่หลับ” ศิลาพูดจบก็วางสายแล้วล้มตัวนอนทันที
ทางฝั่งครามที่ถูกเสียงของเพื่อนพูดกระแทกใส่หูทั้งยังวางสายไปดื้อๆ ก็ได้แต่ถอนหายใจยาวออกมา ชินชากับอาการไม่ปกติของเพื่อนแล้ว
ยัดมือถือใส่กระเป๋ากางเกงตัวเอง ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดใบหน้าและแขนให้อันวาด แค่พอให้ลดความสกปรกลงไปบ้าง โน้มตัวดึงผ้าขึ้นห่มให้อันวาดที่ยังหลับใหลอย่างสนิทจนถึงปลายคาง
จับสองแขนเข้าใต้ผ้าห่มเรียบร้อยจึงค่อยเดินออกจากห้อง ก่อนออกจากคฤหาสน์ของศิลายังไปหิ้วกระเป๋าบรรจุเงินใบหนึ่งจากรถมาวางไว้ในบ้านเพื่อน
เมื่อเสร็จธุระแล้วจึงได้ออกไป จากนั้นครามก็โทรหาน้องชายของอันวาดเพื่อแจ้งข่าวคืบหน้า
– ** – ** –
ความรู้สึกเย็นบนใบหน้าและหน้าผาก ทำให้เปลือกตาหนักอึ้งพยายามลืมขึ้น ดวงตาหรี่เปิดกึ่งหนึ่งก่อนต้องหลับลงอีกครั้งเพราะแสงสว่างแยงตา ใต้เปลือกตาขยับชั่วครู่จากนั้นจึงลืมตาขึ้นอีกครั้ง
เพดานห้องสีขาวมีโคมระย้าห้อย เอียงหน้าไปทางซ้ายเห็นบานกระจกยาวม่านถูกรวบไว้ด้านข้าง วิวข้างนอกเป็นโต๊ะเก้าอี้เคียงกับต้นโอลีฟ
อันวาดค่อยๆ ยันตัวลุกนั่งผ้าห่มบนตัวรูดไหลลงพร้อมผ้าที่วางอยู่บนหน้าผากก็ตกลงเช่นกัน พอก้มมองตัวเองก็อยู่ในชุดนอนผ้าซาตินสีขาวตัวโคร่ง ข้อมือสองข้างมีสายสิญจน์ผูกอยู่ สำรวจรอบๆ อีกครั้งก็เห็นสายสิญจน์โยงทั่วห้อง
หัวคิ้วขมวดยกสองมือกุมหัว พยายามนึกว่าเกิดอะไรขึ้น เท้าแตะพื้นลงจากเตียงก็ทรุดฮวบลงกับพื้น เพิ่งรู้ตัวว่าทั้งแขนขาไร้เรี่ยวแรงไปหมด
พยายามใช้มือยันพื้นพยุงตัวกับเตียงขึ้นอีกครั้ง เหมือนการขยับตัวจะยังผลให้หน้ามืดจนต้องนั่งลงบนเตียงอีกครั้งแล้วหลับตาลงบรรเทาอาการเวียนหัวของตัวเอง
ประตูถูกเปิดเสียงฝีเท้าเดินใกล้เข้ามา เมื่อลืมตาขึ้นก็เห็นร่างสูงใหญ่ยืนอยู่ตรงหน้า ระดับสายตาของอันวาดอยู่เพียงช่วงหน้าท้อง เห็นเชิ้ตขาวกลัดกระดุมเรียบเนี๊ยบ เงยหน้าเพื่อมองว่าเป็นใครอันวาดก็เบิกตากว้าง
“คุณ!” อันวาดเสียงแข็งคิ้วขมวดขึ้นมาทันที
“...” ศิลาส่งชามข้าวไปตรงหน้าอันวาด ไม่สนสีหน้าบึ้งตึงของอีกฝ่าย
“ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” อันวาดจ้องเขม็งถามศิลาที่ยังมีสีหน้าเรียบเฉยอยู่ ไม่สนใจมองชามในมือเขา เอาแต่จ้องหน้าคนที่ยืนอยู่อย่างงุนงง
“ถูกหิ้วมา กินข้าวก่อนสิ” ศิลาตอบเสียงเรียบเรื่อย ขยับโต๊ะคร่อมเตียงวางชามข้าวเลื่อนให้ตรงหน้าหญิงสาว
“ฉันจะกลับบ้าน” อันวาดยื่นมือขยับโต๊ะออกตั้งท่าจะลงจากเตียงอีกครั้ง
“นั่ง จำได้รึเปล่าว่าก่อนหน้านี้ ทำอะไรลงไปบ้าง” ศิลามุ่นคิ้วน้อยๆ แตะไหล่อันวาดไม่ให้หญิงสาวขยับแล้วถามเสียงขรึม
“ฉันไม่ได้ทำ…อะไร” อันวาดเอ่ยโต้แต่แล้วท้ายประโยคก็เบาลง เพราะเหมือนจะจำบางอย่างขึ้นมาได้ เธอเริ่มสำรวจตัวเองใหม่อีกครั้ง แขนขาซูบผอมทั้งยังมีรอยแผลถลอกเต็มมือ มองปลายเท้าเห็นผ้าก๊อซปิดอยู่หลายจุด
“กินข้าวซะ เสร็จแล้วจะได้ไปทำพิธี” ศิลาเอ่ยบอกหญิงสาวที่นิ่งเงียบไป
“พิธีอะไร ฉันไม่ทำ ฉันจะกลับบ้านไปหาพ่อแม่” อันวาดปฏิเสธจ้องศิลาอย่างไม่ยินยอม
“ฟังนะ ฉันเองก็ไม่ได้อยากยุ่งกับเธอนักหรอก แต่ครอบครัวเธอเป็นคนจ้างฉันให้ช่วยเธอ เพราะงั้นทำตัวว่าง่ายๆ หน่อย” ศิลาพ่นลมหายใจหนักออกมาครั้งหนึ่งก่อนจะพูดอย่างไม่สบอารมณ์นัก
“งั้นคุณก็ไม่ต้องยุ่ง ฉันจะพูดกับพ่อแม่เอง ยังไงฉันก็ไม่มีวันรับความช่วยเหลือจากศัตรู”
“หึ ศัตรูเหรอ วิชาแมวสามขาแบบเธอ ลำพังคุมตัวเองยังไม่ได้” ศิลาพูดเสียงหยันทว่าใบหน้ายังเฉยเมยดุจเดิม
“คุณ!”
“ทำตัวดีๆ ซะ” ศิลาโน้มตัวแตะปลายนิ้วลงกลางหน้าผากอันวาดแล้วเอ่ยกำกับเสียงขรึมลง เห็นดวงตาของอีกฝ่ายนิ่งจึงดึงมือกลับยืดตัวตรง หลุบตามองหญิงสาวที่ตอนนี้สงบลงแล้วเริ่มตักข้าวในชามกินอย่างว่าง่าย
หลังอันวาดกินข้าวต้มหมดชาม ก็ถูกสั่งให้ไปบ้วนปาก ล้างมือ ทุกการกระทำของหญิงสาวตกอยู่ภายใต้มนตร์สะกดของศิลา จากนั้นถึงได้เดินตามไปยังปีกซ้ายของบ้านเป็นห้องทำพิธี โต๊ะหมู่กว้างเรียงรายด้วยของบูชาต่างๆ
“วันนี้ทำพิธีปัดรังควานก่อน นั่งตรงนี้”
หลังสิ้นคำสั่งอันวาดก็กลับมามีสติเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง เมื่อเป็นดังนั้นเธอจึงได้ยืนนิ่งไม่ยอมทำตามคำสั่งของศิลาอีก ดวงตามองไปยังของบูชาบนโต๊ะด้วยดวงตาแวววาว
‘ยิ่งล้มล้างอาจารย์ได้มากเท่าไหร่ มึงจะยิ่งเก่งขึ้น อย่าหยุด ทำต่อไป’
เสียงกระซิบหนึ่งดังขึ้นในหู สมองเริ่มผุดภาพที่ตนลงมือกับหลวงอาอาทิตย์ นัยน์ที่เคยกระจ่างเริ่มมัวหม่น ช่วงเวลาที่ตนขุดหลุมศพเปิดโลงเริ่มเวียนวนกลับมาให้เห็น
‘ยิ่งล้มล้างอาจารย์ได้มากเท่าไหร่ ก็จะไม่มีใครมาทำอะไรคนที่มึงรักได้อีก’
ยังเป็นเสียงเดิมที่ก้องอยู่ในโสตประสาท ใบหน้าขาวหญิงสาวจากเรียบเฉยเริ่มแสยะยิ้ม จ้องศิลาที่นั่งอยู่บนตั่ง ดวงตาสีนิลของอีกฝ่ายเข้มขึ้นเรื่อยๆ จ้องผสานมาอย่างไม่หลบเลี่ยง
“ถ้ายังจิตอ่อนบังคับตัวเองไม่ได้ มันจะเป็นฝ่ายครอบงำจนเธอไม่เหลือจิตสำนึกตัวตนอีก” ศิลาเอ่ยขึ้นประสานสายตากับหญิงสาว น้ำเสียงมีความหนักใจอยู่ไม่น้อย
จากที่เห็นอีกเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้นหญิงสาวตรงหน้าจะกู่ไม่กลับ ของที่ติดตัวมากลับแข็งแกร่งขึ้นเพราะของที่เขาทำใส่ พอคิดแล้วยิ่งหงุดหงิดหากรู้ว่าจะมีเรื่องวุ่นวายตามมาทีหลังแบบนี้ เขาไม่มีวันรับงานนี้ตั้งแต่แรกแน่
“นึกถึง พ่อแม่ คนในครอบครัวเอาไว้ ถ้าเธอคุมตัวเองไม่ได้ เธอจะเสียคนในครอบครัวไปทั้งหมด” ศิลานั่งขัดสมาธิหลับตาลงแล้วเอ่ยกับหญิงสาว
อันวาดดวงตาไหวระริก สมองเริ่มสับสนระหว่างเสียงกระซิบก้องหูกับเสียงเรียกของพ่อแม่ และคำเตือนของศิลา ภาพที่ต้นเองฝึกอาคม ปนเปไปกับภาพของพ่อแม่น้องชายร้องไห้ ในหัวปั่นป่วนจนปวดร้าวเหมือนใครเอาค้อนมาทุบต้องหลับตาแน่น ทั้งร่างทรุดคุกเข่ากับพื้นดังตึง เลือดสีเข้มจากจมูกหยดลงบนพื้น
‘ต้องแก้แค้น อย่าลืมสิ ต้องฆ่ามัน’
เสียงกรอกหูซ้ำแล้วซ้ำเล่าดังไม่หยุด ตอนนี้มีฝ่ามือใหญ่วางทาบลงบนศีรษะหญิงสาวที่ทุรนทุรายจากเสียงและจิตใต้สำนึก ศิลาปากเริ่มบริกรรมคาถามือซ้ายตรึงคางอันวาดไว้มั่น
“มุญฺเจ สติ อารกฺขา มุตตะ ชัญญะ อารกฺขา จกฺกเภท มุญฺเจ อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ อารกฺขา ชัญญะ”
หลังท่องคาถาจบลดมือขวาจากศีรษะหญิงสาว แตะนิ้วกับไพลฝนละเอียดผสมน้ำมันกลับมาจรดลงบนหน้าผากของอันวาดที่พยายามเบี่ยงหนี แต่อุ้งมือซ้ายแข็งแกร่งบีบคางให้อยู่กับที่ วาดน้ำมันไพลเสร็จ หยิบยอดใบหนาดใบทับทิมและใบหว้าที่มัดรวมเป็นช่อทัดหูให้หญิงสาว รอจนร่างเล็กหยุดดิ้นรนจึงได้ปล่อยมือ
“อุ๊บ…อุ๊บ” อันวาดมวนท้องยกมือปิดปาก เห็นศิลาเลือนขันทองเหลืองใบใหญ่ให้ตรงหน้า สิ่งที่สำรอกออกมามีทั้งข้าวและน้ำเมือกสีดำปนเศษซากอย่างอื่นออกมาด้วย กลิ่นเหม็นคลุ้งไปทั่ว
กว่าจะหยุดอาเจียนอันวาดก็หมดเรี่ยวแรงแม้แต่จะนั่งตัวตรงก็ไม่ไหวต้องพิงตั่งไม้ แผ่นหลังมีฝ่ามือใหญ่ลูบให้ ครั้นหมดไส้หมดพุงรวมถึงน้ำย่อยในกระเพาะศิลาก็ส่งแก้วน้ำให้หญิงสาวบ้วนปาก
“วันนี้พอแค่นี้ก่อน เธอไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อได้แล้ว เสร็จก็มาทำความสะอาดข้าวของนี่ด้วย” ศิลาเอ่ยสั่ง อันวาดเงยหน้าค้อนใส่ศิลา พอเห็นสีหน้าเขาเองก็ไม่สู้ดีเท่าไหร่จึงได้เงียบไม่พูดอะไรแต่ยังคงตาขวางใส่
“ใช้คนรับใช้สิ ฉันไม่ทำ”
อันวาดเดินกลับไปยังห้องตัวเองโดยไม่สนใจคนที่นั่งสีหน้าทมึงทึงอยู่บนตั่งในห้องพิธี ศิลาขมวดคิ้วมองของสกปรกในขันแล้วหลับตาลงถอนหายใจยาวออกมา
“ฉันไม่มีคนใช้” ศิลาพึมพำเสียงเบากับตัวเองแล้วเม้มปากแน่น ฝืนใจยื่นมือไปยกขันขึ้นมา