“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”
ดราม่า,ชาย-หญิง,ไทย,ยุคปัจจุบัน,รัก,ไสยศาสตร์,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
สาปไสยเวท“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”
หลังสูญเสียแฟนหนุ่มที่กำลังจะแต่งงานกัน อันวาดถึงกับเสียศูนย์จนเลือกเดินทางผิดจนจิตใจถูกครอบงำ ศิลา เขากลับยื่นมือเข้าช่วยฉุดรั้งให้กลับตัว ความแค้นที่ยังฝังใจจะพาให้คนทั้งคู่ที่อยู่กันเหมือนเส้นคู่ขนานให้มาบรรจบกันได้ยังไง
ผ่านวันเกิดเรื่องมาก็มีสื่อออกข่าวเกี่ยวกับเรื่องสำนักหมอผีชาญ หัวข้อข่าวพาดว่าเป็นพวกลวงโลกหลอกต้มตุ๋นเงิน จึงได้ถูกแก้แค้นจนเสียชีวิต สาเหตุที่ระบุถึงการตายคือหัวใจวายเฉียบพลัน ส่วนลูกศิษย์ชื่อสมัยที่หายตัวกลายเป็นผู้ต้องสงสัยที่ถูกออกหมายเรียกตัว
ทางครอบครัวของอันวาดที่ได้ฟังลูกสาวยื่นคำขาดบวกขู่เป็นนัยในวันนั้นก็ไม่ได้มาเซ้าซี้อะไรอีก เพียงแต่คอยโทรมาถามไถ่ถึงสุขภาพเรื่องจิปาถะ
ไม่กล้าเอ่ยถึงเรื่องอื่นเพราะทันทีที่แม่พูดปรามเธอก็จะวางสายและไม่ยอมติดต่อคนทางบ้านอีก แม้แต่อันวามาโวยวายใส่อันวาดก็ไม่สนใจ ยังบอกไปอีกว่าหากยังเข้ามายุ่ง เธอจะย้ายที่อยู่ใหม่จะไม่ติดต่อทุกคนอีก
อันวาจึงได้ยอมอ่อนให้แต่ยังคอยแอบมาดูพี่สาวจากหน้าคอนโดอยู่ อันวาดเองก็ทำเหมือนไม่รู้ไม่เห็นว่าน้องชายแอบมาสังเกตตัวเอง เธอยังเห็นแม้กระทั่งพ่อกับแม่ที่แอบมาด้อมมองเธอจากฝั่งตรงข้ามของคอนโดด้วย
อันวาดพยายามค้นหาเกี่ยวกับคนที่ชื่อศิลา กลับไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร ลองไปดูตรงสถานที่เดิมที่เคยเห็นคฤหาสน์รวมถึงร้านอาหารที่เคยเจอเขาก็ไม่ได้พบเลย
ในยามค่ำคืนก็ยังเฝ้ารอว่าเขาจะโผล่มาแต่ก็ไม่…จนวันเวลาล่วงเลยผ่านไปเกือบหนึ่งเดือนเต็ม หลังเฝ้าค้นหาเหมือนงมเข็มในทะเลอยู่นาน ไม่รู้ว่าความบังเอิญหรือเป็นความตั้งใจของอีกฝ่าย อันวาดก็ได้เจอเขาเสียที แต่สถานที่กับคนที่เขาอยู่ด้วยกลับเป็นสิ่งเกินกว่าอันวาดจะคาดถึง
“สวัสดีครับคุณอันวาด” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยทักขึ้นก่อน หลังจากเตวิชเป็นคนเริ่มแนะนำคนสำคัญที่มาร่วมงานนิทรรศการในคืนนี้ให้ได้รู้จักกัน แต่ด้วยอันวาดยังตกใจจึงเสียมารยาทไม่ได้ทักทายผู้หลักผู้ใหญ่ก่อน
“สวัสดีค่ะ คุณศิลา ได้เจอกันสักทีนะคะ” อันวาดส่งมือไปประสานตอบฝ่ามือใหญ่ที่ยื่นมาเชคแฮนด์ให้ก่อน ดวงตาวาวโรจน์ผิดกับน้ำเสียงราบเรียบที่ตอบ
สถานะทางสังคมของชายคนนี้ถือได้ว่าเป็นที่นับหน้าถือตา ฐานะดีและทีี่ฟังจากคำบอกเล่าจากพี่เตวิชเขาเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนบริษัทของคุณพ่อพี่สายลม ยังมีตำแหน่งเป็นผู้บริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และมีชื่ออยู่ในอีกหลายบริษัทเล็กๆ
“ยินดีที่ได้พบเช่นกันครับ” ไอร้อนสองสายจากคนทั้งคู่ปะทะปั่นป่วนกันอยู่ระหว่างฝ่ามือที่จับกันนั้น มุมปากเจ้าของใบหน้าหล่อเหลายกโค้งส่งมาประสานกับอันวาดที่ยิ้มเพียงหน้าแต่ดวงตาไม่ยิ้ม
ความเย็นในอาคารจัดงานไม่ได้บรรเทาอุณหภูมิในเลือดของอันวาดที่กำลังร้อนระอุ รอยยิ้มของอีกฝ่ายทำให้เธอนึกถึงยามพี่สายลมแย้มยิ้ม หัวคิ้วอันวาดขมวดข่มอารมณ์ที่จะบันดาลโทสะสุดฤทธิ์ชักมือตัวเองกลับแล้วขอตัวออกจากตรงนั้น
หลบมาถึงห้องน้ำอันวาดรีบล้างมือที่ถูกสัมผัสเมื่อครู่ กลางฝ่ามือเธอเป็นวงแดงแสบร้อนแม้จะแช่ค้างกับน้ำปลายก๊อกก็ยังไม่ดีขึ้น
“สักวัน ไอหมอผี” อันวาดหลุดคำมาดร้ายออกมา มุ่งหมายว่าสักวันตัวเองจะต้องสนองคืนไอหมอผีศิลาเหมือนกับที่มันทำกับพี่ลมให้ได้
มองฝ่ามือตัวเองที่ตอนนี้เหมือนจะแดงเป็นปื้นคล้ายรอยไหม้จางๆ แล้วกำแน่น ถึงจะพยายามท่องคาถาบทไหนก็แก้ไม่ได้ ยิ่งเห็นยิ่งเจ็บใจในฝีมือตัวเองที่ยังเก่งสู้อีกฝ่ายไม่ได้
อาการแสบร้อนกลางมือไม่อันตรายเท่ากับความขุ่นเคืองที่ปะทุในใจ มันแผดให้เคืองแค้นจนแทบจะเผาทั้งจิตสำนึกและสติสัมปชัญญะของอันวาดจวนเจียนจะหมดสิ้นแล้ว
ความนึกคิดในตอนนี้ของอันวาดนอกเสียจากการแก้แค้นก็ไม่มีอะไรในหัวอีก เหมือนกับว่าต่อจากนี้เป้าหมายที่เหลือของชีวิตมีเพียงทำลายคนคนนั้น มีแค่นี้ที่สมองเธอวนเวียนคิดไปมา
“ใช่ ต้องทำลายมันให้ได้ ต้องให้มันชดใช้” อันวาดพึมพำเบาๆ กับเงาตัวเองหน้ากระจก
‘ยิ่งล้มล้างอาจารย์ได้มากเท่าไหร่ มึงจะยิ่งเก่งขึ้น อย่าหยุด ทำต่อไป’
“ทำต่อ เข้าใจแล้ว จะได้เก่งขึ้น” อันวาดจับสร้อยที่สวมอยู่แล้วหลับตาฟังเสียงที่ดังขึ้นในหู พร้อมกับตอบรับคำของมันไปด้วย สิ่งที่เธอมองไม่เห็นขณะนี้คือไอหมอกดำทะมึนที่ครอบงำอยู่รอบตัวเอง
‘ยิ่งล้มล้างอาจารย์ได้มากเท่าไหร่ ก็จะไม่มีใครมาทำอะไรคนที่มึงรักได้อีก’
“อืม ต้องทำลายพวกมัน พวกมันต้องฟังคำสั่งกู” เปลือกตาที่ถูกแต่งแต้มด้วยสีพีชลืมขึ้นช้าๆ อย่างเหม่อลอย นัยน์เนตรดำสนิทไร้ประกาย
แต่แล้วอยู่ๆ กลางฝ่ามือที่ก่อนหน้านี้แสบร้อนก็เจ็บอย่างฉับพลัน สติกระเจิดกระเจิงกลับถูกเรียกคืนมาด้วยความเจ็บแปลบกะทันหันที่เกิดขึ้น
อันวาดสะบัดมือขมวดคิ้วมุ่น แล้วส่ายหัวไปมาเพ่งมองกระจกสลับก้มมองรอยแดงที่อุ้งมือตนเอง ริมฝีปากกระจับเม้มเข้าหากันแน่น ไม่ได้เกิดจากความเจ็บแต่เพราะความหงุดหงิดที่ร้อนปุดปุดในใจต่างหาก
หลังเรียกสมาธิตัวเองกลับเข้าร่างได้อันวาดก็กลับเข้าไปในงาน ตอนนี้แขกเหรื่อเดินชมภาพ บ้างพูดคุยกับตัวศิลปิน มีบางส่วนที่สนใจภาพแล้วต้องการจับจองเป็นเจ้าของเพื่อไว้เป็นของประดับและเก็บสะสมก็ติดต่อกับทางเจ้าหน้าที่
เมื่อกวาดสายตาไปรอบๆ งานก็เห็นร่างสูงที่ยืนตระหง่านในมุมข้าง มือสอดล้วงกระเป๋ากางเกง ปลายคางยกเชิดสายตาจับนิ่งอยู่กับภาพวาดเบื้องหน้า
เหมือนเขารู้สึกถึงสายตาอีกคู่ที่จับจ้องจึงหันมองมายังทิศที่อันวาดยืนอยู่ สายตาทั้งคู่ผสานสบกันเหมือนคืนนั้น ถึงแม้จะอยู่ห่างกันแต่ก็เหมือนระยะของทั้งสองคนถูกดึงเข้าหากันจนชิด
“คุณอันครับ” เสียงเรียกหนึ่งดังขึ้นมาพร้อมกับร่างสูงที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า เป็นคุณครามที่ก่อนหน้านี้คุณเรืองเดชบอกว่ายังคุยงานอยู่ต่างประเทศ แต่ตอนนี้กลับโผล่มางานได้
หัวคิ้วอันวาดกระตุกน้อยๆ ที่อีกฝ่ายเรียกเธออย่างสนิทสนม เพราะนี่เป็นครั้งที่สองเท่านั้นที่ได้เจอกัน ครั้งแรกก็วันทำบุญร้อยวันพี่สายลม
“สวัสดีค่ะคุณคราม ได้ยินคุณเรืองเดชบอกว่าคุณครามไปคุยงานอยู่ต่างประเทศเสร็จธุระแล้วเหรอคะ” อันวาดกล่าวทักทายพลางถอยเท้าห่างจากคุณครามเพราะอีกฝ่ายโผล่เข้ามายืนชิดเธอเพียงสองคืบเท่านั้น
“ใช่ครับ ปิดดีลกันได้ง่ายไม่เสียเวลามาก เลยกลับมาร่วมงานทางนี้ทันครับ” ครามพยักหน้ายิ้มตอบ คราวนี้เขาดูจะให้ความเป็นกันเองมากกว่าครั้งแรกที่เจอกัน
ใบหน้าแย้มยิ้มอย่างคนอัธยาศัยดี จากนั้นก็หันไปรอบๆ เห็นสายตาหนึ่งที่มองมายังทั้งคู่ก็ยิ้มกว้างขึ้น ก่อนจะแตะแขนอันวาดชวนเดินดูภาพวาดอีกด้าน
“เราไปเดินดูภาพกันดีกว่าครับ คุณอันจะได้ศึกษางานศิลเพิ่มด้วย”
“ค่ะ” เมื่ออีกฝ่ายเอ่ยขึ้นและเธอก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธได้ จึงเดินเคียงไปกับคุณคราม
อีกฝ่ายคอยอธิบายถึงหลักการคัดกรองงาน ว่าต้องพิจารณาจากอะไรบ้าง ซึ่งต้องเข้าใจถึงชิ้นงานว่าศิลปินต้องการสื่อสารอะไร และทางเราต้องสื่อต่อให้กับแกลลอรีและผู้ชมอย่างไรบ้าง
ถึงหูจะฟังตามองตามที่อีกฝ่ายชี้บอก อันวาดกลับไม่มีสมาธิเลย รู้สึกปั่นป่วนมวนท้องเหมือนมีคลื่นลมบางอย่างตีรวนอยู่ข้างใน ทั้งอยากอาเจียนและตาก็เริ่มพร่ามัวอย่างพิกล
เท้าขยับเซเหมือนจะล้มแต่มีมือใหญ่เข้ามาประคองจับแขนเธอไว้มั่นเสียงทุ้มดังขึ้นเหนือศีรษะตนเอง
“คุณอันเป็นอะไรรึเปล่าครับ หน้าดูซีดมาก ไปนั่งพักก่อนครับ” ครามก้มมองคนที่เงยหน้ามองตนดวงตากลมแป๋ว พยุงให้หญิงสาวเดินไปยังห้องพักหลังห้องจัดแสดงงาน
“ขอบคุณค่ะ ไม่เป็นไรแล้วค่ะ คงแค่นอนน้อย” อันวาดนั่งลงบนเก้าอี้พัก มองคนตรงหน้าที่โน้มตัวลงมาทั้งยังใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อบนหน้าผากให้ตน
แววตาอ่อนโยนเขาเหมือนเวลาที่ได้มองตาพี่สายลมความรู้สึกนี้แวบขึ้นมา ทำหัวใจเธอเหมือนจะเต้นเปลี่ยนไปจากเดิม
“ดีขึ้นไหมครับ ถ้ายังไงคุณอันกลับไปพักก่อนก็ได้นะครับ” ทุกประโยคการวางตัวยิ่งเหมือนพี่สายลมขึ้นทุกที อันวาดกะพริบตาเพ่งมองคนตรงหน้าที่ยื่นหน้าเข้ามาใกล้กว่าเดิม
“ค่ะ งั้นขอตัวกลับก่อนนะคะ” อันวาดขยับเอนไปด้านหลังเล็กน้อย ให้พ้นระยะลมหายใจของอีกฝ่ายที่รดใบหน้า
“ให้ผมขับไปส่งไหมครับ” ครามยืดตัวตรงมองหน้าท่ี่ยังซีดถามอย่างห่วงใย
“ไม่เป็นไรค่ะ อันขับเองไหว” อันวาดเผลอแทนตัวอย่างเป็นกันเองกับครามก็มุ่นคิ้วกับตัวเองอย่างไม่เข้าใจกับนิสัยที่เปลี่ยนแปลกไปจากเดิมอย่างงุนงงในใจ
“ครับ งั้นขับกลับดีๆ นะครับ ถึงแล้วก็พักผ่อน” ครามไม่ได้รบเร้าต่อ เพียงหยักหน้าเข้าใจแล้วเดินออกไปส่งหญิงสาวถึงลานจอดรถ
มองดูรถของหญิงสาวที่ห่างออกไปจนลับสายตา เห็นเพียงไฟหลังริบหรี่จึงหันกลับเข้างานยกยิ้มมุมปากอย่างบางเบา
บนถนนที่คลาคล่ำไปด้วยรถลาเต็มเลน ทิศทางของมินิคูเปอร์คันขาวไม่ได้กลับยังคอนโดตัวเองแต่กลับมุ่งออกไปทางชานเมือง มือที่บังคับพวงมาลัยรถสั่นเทาขึ้นเรื่อยๆ
อาการคลื่นเหียนโจมตีระลอกแล้วระลอกเล่า มวนท้องจนต้องหยุดอาเจียนข้างทางหลายหน พยายามดึงสติให้เบนทิศกลับคอนโดตัวเอง แต่จนแล้วจนรอดก็ต้านทานสิ่งที่สั่งอยู่ในหัวไม่ได้
ยิ่งแข็งขืนเท่าไหร่หัวก็ยิ่งปวดแทบจะระเบิด ตาที่พยายามลืมมองทางกลับพร่าเลือน วิสัยทัศที่เห็นขุ่นมัวดำอึมครึมไปหมด รถมาจอดดับเครื่องท้ายวัดแห่งหนึ่ง ร่างเล็กเดินเท้าเข้าไปยังป่าช้า
‘ไปต่อสิ เดี๋ยวก็ถึงแล้ว จะได้เก่งขึ้น’
“ทำต่อ เข้าใจแล้ว จะได้เก่งขึ้น” เสียงงึมงำดังลอดจากลำคอ อันวาดเดินดุ่มๆ ลึกเข้าไปยังจุดที่ฝังศพวนเวียนกวาดสายตาไปทั่ว มองเห็นเนินดินที่ยังดูเหมือนเพิ่งจะถูกขุดพรวนได้ไม่นานก็ปรี่ตรงเข้าไป
‘ยิ่งล้มล้างอาจารย์ได้มากเท่าไหร่ มึงจะยิ่งเก่งขึ้น อย่าหยุด ทำต่อไป’
“ใช่ทำต่อ ต้องทำต่อ” อันวาดพยักหน้าหงึกหงักรับคำเสียงที่ลอยหวิวข้างหู มือเริ่มขุดดินบนหลุมเร่งตะกุยราวคนเสียสติ
ไอควันคลุมเครือลอยปกคลุมทั่วหลุมศพและรอบกายอันวาด กิ่งไม้ไหวเสียดสีดังกรอบแกรบ อันวาดเงยหน้าสูดกลิ่นสางในอากาศพลางขุดดินอย่างขมักเขม้น
สัมปชัญญะเลื่อนลอยดวงตาไหวตื่นเต้นเมื่อเห็นแผ่นไม้ของฝาโลง นิ้วมือที่เคยขาวสะอาดเต็มไปด้วยดินเลอะสกปรก ร่องเล็บถูกดินอัดขัดขูดจนผิวถลอกเล็บฉีกเลือดซิบ
ตอนนี้บนผิวอันวาดไร้ความรู้สึกเจ็บใดใด มีเพียงความยินดีกับสิ่งที่ตนเองขุดอยู่ เมื่อใช้มือเปล่าทุบฝาโลงไม่สำเร็จจึงได้หาเศษท่อนไม้ใกล้ๆ เห็นจอบเก่าสนิมเขรอะตั้งพิงต้นไม้จึงหยิบมาทุบโลง
เสียงแมลงผสานนกเค้ากู่เสียงยาว ลมกระพือโหมพัดฝุ่นปลิ้วว่อน ศัพท์สำเนียงของสัตว์และแมลงต่างหวีดหวือสะท้อนไปทั่วป่าช้า
รอยยิ้มแสยะเมื่อเห็นร่างที่บรรจุอยู่ด้านในโลง อันวาดสูดกลิ่นเหม็นคละคลุ้งลอยอวลเข้าปอดอย่างเปรมปรี หนอนชอนไชยั้วเยี้ยเต็มเนื้อหนังที่กำลังเน่าเปื่อย อันวาดโยนจอบในมือทิ้งยอบตัวลงนั่งข้างๆ ลงมือล้วงไปด้านในโลงด้วยดวงตาแวววาว