“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”
ดราม่า,ชาย-หญิง,ไทย,ยุคปัจจุบัน,รัก,ไสยศาสตร์,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
สาปไสยเวท“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”
หลังสูญเสียแฟนหนุ่มที่กำลังจะแต่งงานกัน อันวาดถึงกับเสียศูนย์จนเลือกเดินทางผิดจนจิตใจถูกครอบงำ ศิลา เขากลับยื่นมือเข้าช่วยฉุดรั้งให้กลับตัว ความแค้นที่ยังฝังใจจะพาให้คนทั้งคู่ที่อยู่กันเหมือนเส้นคู่ขนานให้มาบรรจบกันได้ยังไง
“ที่เคยบอกว่าพี่ลมถูกทำของใส่แล้วสงสัยว่าเป็นคุณลุงคือเรื่องจริงรึเปล่า” หลังสั่งอาหารและเครื่องดื่มเมื่อบริกรน้ำมาเสิร์ฟเรียบร้อยอันวาดเลยเงยหน้าถามน้ำหวาน
“ฉันแค่สงสัย แต่ไม่มั่นใจ” น้ำหวานหลุบตาเอ่ยเสียงแผ่ว
“หึ…ถึงฉันไม่ใช่คนใจร้าย แต่ก็ไม่ได้ใจดีหรอกนะ เพราะงั้นอย่าคิดโกหก” อันวาดแค่นเสียงเหลือบสายตาเพ่งน้ำหวาน
“ก็ฉันสงสัยช่วงนั้นลมกับคุณพ่อมีปากเสียงกันอยู่บ่อยๆ จากนั้นลมก็เริ่มอารมณ์ฉุนเฉียวและมีอาการแปลกไป”
“อาการแปลกไปยังไง” อันวาดถาม
“ช่วงนั้นลมก็เริ่มดื่มหนักบางครั้งก็เริ่มพูดคนเดียว แล้วถอนเงินที่เราฝากร่วมกันบอกว่าจะต้องนำไปใช้คืนคุณพ่อด่วน ครั้งแรกหนึ่งล้าน ครั้งหลังอีกห้าล้าน ฉันก็เลยคิดว่าอาจเป็นเพราะเรื่องเงินทองจึงได้มีปัญหากันแล้วลมก็มาเกิดเรื่องอีกเลยทำให้ยิ่งสงสัย”
น้ำหวานเล่าเสียงอ่อยลงเรื่อยๆ ยิ่งเห็นสีหน้าแววตาของอันวาดยิ่งมีเหงื่อผุดเพิ่มขึ้นอย่างหวาดหวั่น
“แล้วหลักฐานที่จะให้ฉันดูล่ะ ถ้ากล้าโกหก ฉันก็กล้าทำลายเธอกับลูกเธอ” อันวาดขู่สำทับ สองมือกำเข้าหากันแน่น
“เธอไม่เชื่อใช่ไหม ถ้าเธอไม่เชื่อก็ลองถามเพื่อนคนอื่นๆ ดูได้ทุกคนรู้กันหมดว่าฉันกับลมเราเป็นแฟนกัน อยู่ด้วยกันตอนที่เรียนอยู่เยอรมัน แม้แต่คุณพ่อเองก็รู้ รู้ด้วยว่าฉันจดทะเบียนสมรสกับลมแล้ว”
น้ำหวานบอกเสียงแข็งขันพร้อมกันนั้นยังหยิบมือถือตัวเองออกมาเลื่อนสองสามครั้งก่อนยื่นส่งมาตรงหน้าอันวาด
สิ่งที่น้ำหวานส่งให้ดูคือภาพถ่ายคู่ของสายลมและน้ำหวาน ไม่ต้องบอกหรือพูดอะไรแค่เห็นก็รู้ว่าคนทั้งคู่ไม่ใช่แค่เพื่อน ไม่ว่าจะรอยยิ้มบนใบหน้า ท่าทางการจับมือ อริยาบถของคนทั้งคู่ที่สนิทชิดเชื้อกันเป็นอย่างมาก
แม้จะทำใจมาบ้างแล้วแต่เมื่อได้เห็นหลักฐานคาตาตรงๆ แบบนี้อันวาดเองก็แทบไปไม่เป็น ไร้ซึ่งคำพูดตอบโต้มีเพียงสมองว่างเปล่าขาวโพลน นิ้วเรียวสั่นน้อยๆ เลื่อนภาพต่อไป และถัดไปอีกหลายภาพก็ยังเป็นภาพคู่ของน้ำหวานและสายลม
ที่ปักใจเชื่อได้โดยไม่ต้องสงสัยว่าจะเป็นภาพตัดต่อคือ ใบหน้ายิ้มแย้มแววตารักใคร่ที่เป็นประกายของชายในภาพ มันมีความสุขที่ล้นปรี่เสียยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ที่อันวาดได้เคยเห็น
ไม่สิ…เรียกได้ว่าตลอดที่รู้จักคบหาหรือกระทั่งถึงวันที่สายลมและอันวาดตกลงจะแต่งงานกันแล้วก็ยังไม่เคยเห็นรอยยิ้มที่สุขใจเท่านี้มาก่อน
ขอบตาร้อนผ่าวปลายจมูกคัดแสบน้ำใสเอ่อคลอเบ้าทั้งที่พยายามสะกดกลั้นอย่างสุดความสามารถแล้วก็ยังไหลหยดลงมาช้าๆ มีคำถามผุดขึ้นมามากมายในใจเพราะอะไรกัน มันมีเรื่องอะไรถึงทำให้พี่สายลมต้องทำอย่างนี้กับเธอ ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาเป็นพี่สายลมที่แสนดีมาตลอด แล้วมันมีอะไรเกิดขึ้นถึงทำให้กลายเป็นอย่างนี้ได้
ความคิดสับสนหมุนวนรวมไปถึงหัวใจที่รักและเชื่อปักใจกับพี่สายลม มาบัดนี้กลับกลายเป็นว่าคนที่เธอเคยตัดสินใจจะใช้ชีวิตร่วมกันแปรเปลี่ยนเป็นใครอีกคนที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อนไปได้อย่างไร
นิ้วของอันวาดหยุดอยู่คือภาพถ่ายของน้ำหวานและสายลมที่ยืนเคียงข้างจับมือกันท่ามกลางหิมะขาวโพลนทั่วบริเวณ ด้านหลังคือประสาทน็อยชวาชไตน์ ที่เยอรมนี (Neuschwanstein Castle)
ภาพความทรงจำในตอนนั้นก็กลับมา ครั้งนั้นพี่น้ำหวานได้ลงในโซเชียลภาพเงาของคนสองคนจับมือกันเป็นมุมเดียวกันกับที่พี่สายลมส่งรูปตัวเองมาให้เธอดู ตอนนี้ได้เห็นภาพเต็มชัดเจนที่ไม่ได้เป็นเพียงเงาร่างอีกแล้ว และไม่สามารถหลอกตัวเองหรือหาข้ออ้างอย่างอื่นได้อีก
มันกระจ่างแล้วถึงความสัมพันระหว่างน้ำหวานและสายลมภาพที่ทั้งคู่จดทะเบียนสมรสกัน แต่ที่มืดมัวคือเรื่องของสายลมและอันวาดซึ่งเธอไม่เข้าใจเลยว่าเพราะอะไรพี่สายลมถึงได้ทำกับเธอแบบนี้ มีเหตุผลอะไรกันถึงได้หลอกกัน
“เพราะอะไร เพราะอะไรกัน” คืนมือถือให้น้ำหวานยกมือที่ไร้เรี่ยวแรงขึ้นปิดใบหน้าที่อาบน้ำตา ความสงสัยเต็มสมองและหัวใจไปหมด แต่ไร้ซึ่งคำตอบเพราะเจ้าตัวคนต้นเรื่องกลับไม่อยู่แล้ว
“น้องอัน เพราะลมไม่ใช่ลูกของคุณพ่อ” เสียงหนึ่งดังเข้ามาเตวิชก้าวยาวๆ มาหยุดยืนด้านข้างที่อันวาดนั่งอยู่ มองน้ำหวานแล้วเบนสายตาหันมองอันวาดที่เงยหน้าซีดเซียวมองมาอย่างไม่เข้าใจกับคำของเขา
“พี่เตหมายความว่ายังไงคะ” น้ำหวานกลับตกใจและสงสัยยิ่งกว่าอันวาดโพล่งถามขึ้น เพราะลมไม่เคยพูดเรื่องนี้มาก่อน
“ลมไม่ใช่ลูกของคุณพ่อ แต่เป็นลูกของน้าบัวกับสามีเก่าที่คุณพ่อรับมาดูแลเพราะน้าบัวมาขอความช่วยเหลือ พี่พอจำได้ว่าทั้งน้าบัวกับลมเหมือนจะถูกทำร้ายมาแล้วเหมือนลมจะมีอาการป่วยทางจิตด้วย”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกันคะ อันไม่เข้าใจ แล้วที่บอกพี่ลมป่วยทางจิตคือยังไงคะอันไม่เคยรู้เรื่องมาก่อนเลย”
อันวาดแม้จะตกใจกับสิ่งที่เตวิชบอกแต่มันก็ไม่เห็นเกี่ยวกับเรื่องที่พี่สายลมต้องหลอกเธอเลย สายตามองไปยังน้ำหวานเป็นเชิงถามว่ารู้เรื่องอาการป่วยของสายลมไหม
“ฉันก็ไม่รู้ แต่เคยเห็นลมมีนัดไปพบคุณหมอบ้างแต่ลมบอกว่าแค่ไปตรวจสุขภาพ” น้ำหวานเอ่ยตอบสีหน้าไม่รู้เรื่องมาก่อน
“พี่เองก็ไม่รู้รายละเอียดเรื่องอาการป่วยเพราะคุณพ่อปิดไม่ให้ยุ่ง แต่เท่าที่พี่รู้มาคือสามีของน้าบัวเป็นพวกชอบใช้ความรุนแรง” เตวิชเอ่ยตอบขณะนั่งที่เก้าอี้อีกตัวบอกเล่าสิ่งที่รู้ ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมสายลมต้องหลอกอันวาดนั้นตนก็ไม่ทราบเช่นกัน
“พี่เตพอจะทราบไหมคะว่าพ่อแท้ๆ ของพี่ลมคือใคร แล้วแม่ของพี่ลมตอนนี้อยู่ที่ไหน”
“พี่เคยได้ยินคุณพ่อพูดถึงอยู่ครั้งหนึ่งเหมือนจะชื่อชาญเป็นคนมาขอความช่วยเหลือกับคุรพ่อเอง ส่วนตอนนี้น้าบัวอยู่ที่ไหนทั้งคุณพ่อกับพี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน”
“ชาญ…” อันวาดทวนชื่อที่ได้ยินเบาๆ พลันสมองก็คิดถึงชื่อแม่ของพี่สายลมอีกครั้ง จึงปาดน้ำตาถามเตวิชเสียงเครือ “พี่เตบอกว่าแม่พี่ลมชื่ออะไรนะคะ”
“ชื่อบัว มีคุณตาชื่อหล่อ ลมเคยบอกฉันยังเคยพาฉันไปพบด้วยตอนที่เริ่มท้อง” ครั้งนี้เป็นน้ำหวานตอบแทน ก่อนจะมีสีหน้าที่สลดลงเล็กน้อยแล้วเอ่ยต่อ “แต่…คุณแม่ของลมท่านป่วย สติไม่ค่อยดี”
ชื่อที่อันวาดได้ยิน ชาญ บัว หล่อ เหมือนว่าเธอจะเคยได้ยินได้พบมาแล้วทั้งนั้น มันเป็นไปได้ยังไง เหมือนจะไขข้อข้องใจได้แต่ก็มีบางอย่างที่ยังไม่เข้าใจและไม่สมเหตุสมผล
“มีรูปคุณแม่ของพี่สายลมไหมคะ”
“ฉันมี ฉันเคยถ่ายรูปคู่ไว้” น้ำหวานรีบตอบพร้อมกับก้มหน้าปัดๆ เลื่อนจอมือถืออีกครั้ง ไม่นานก็เลื่อนหาภาพที่ต้องการพบแล้วให้อันวาดดู แล้วบอกถึงสถานที่ที่สายลมเคยพาตนไปหาตาหล่อและแม่
อันวาดมองภาพถ่ายชายสองหญิงสอง บุรุษชราที่สายลมยืนเคียงคือคุณตาหล่อที่เธอเคยพบที่วัด หญิงวัยกลางคนที่ยืนติดกับน้ำหวานคือบัว คนในภาพทั้งสี่ยิ้มแย้มเหมือนดั่งภาพถ่ายของครอบครัวแสนสุขสันต์
ในใจอันวาดตอนนี้มีเพียงความเจ็บปวดขมขื่นที่ยากจะอธิบายเป็นคำพูดออกมาได้ บอกไม่ถูกว่ารู้สึกเช่นไรมีเพียงความเสียใจจุกกลางอก คำพูดและการแสดงในอดีตของสายลมผุดขึ้นไม่ขาดสาย ยิ่งคิดยิ่งปวดร้าว
ยิ่งนึกถึงยิ่งทรมานก่อนหน้านั้นความเสียใจที่เกิดขึ้นมันมีต้นเหตุจากความอาวรณ์คิดถึงเพราะรักแล้วต้องสูญเสีย แต่ตอนนี้หัวใจทั้งดวงมันเหมือนถูกบดขยี้จากความจริงที่ได้รู้ว่าตัวเองไม่เคยเป็นที่รักของคนที่เธอยกใจทั้งดวงให้เลยสักนิด
แม้กระทั่งเรื่องของแม่แท้ๆ พี่สายลมก็ไม่เคยบอกความจริงกับเธอเลยสักครั้ง แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่เข้าใจอยู่ดีถ้าไม่ได้รักหรือชอบเธอแล้วจะหลอกทำไม ทำไปเพื่ออะไร
“แล้ว…แล้วทำไมต้องหลอกว่ารักอันด้วยล่ะคะ อันไปทำอะไรให้ เพราะหมอผีชาญเหรอ” อันวาดพึมพำขึ้นราวกับละเมอ พยายามคิดแต่คิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจอยู่ดี หรือโกรธที่เธอเคยทำร้ายจนชาญต้องหนีจากที่อยู่อาศัยเดิม แต่ที่เธอทำแบบนั้นก็เพราะช่วยเขา ยังมีอีกอย่างลูกชายของหมอผีชาญตอนนั้นไม่ใช่พี่สายลม
“เรื่องอื่นพี่เองก็ไม่รู้” เตวิชมองอันวาดด้วยสายตาสงสารเห็นใจ เขาเองก่อนหน้าเคยระแคะระคายเรื่องสายลมกับน้ำหวานแต่ก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่าย อีกอย่างก็เห็นว่าทั้งอันวาดและสายลมรักกันดีจึงไม่ได้ติดตามสาวความอะไรต่อ
จนได้รู้ความจริงอย่างบังเอิญจากปากคุณพ่อที่หลุดพูดตอนถกเถียงกับสายลมในห้องทำงานเรื่องงานแต่งของสายลมกับอันวาด ความจริงแล้วคุณพ่อไม่เห็นด้วยที่สายลมจะแต่งงานกับอันวาดทั้งที่จดทะเบียนกับน้ำหวานแล้ว
“ฉันเคยได้ยินลมเล่าว่า ที่แม่เขาเสียสติเพราะถูกทำคุณของใส่ เธอลองคิด…” น้ำหวานพูดไม่เต็มเสียงนักสายตามองอันวาดที่เบนสบมาทางเธอจึงต้องหยุดคำพูดที่เหลือลงคอกลับไป
“คุณน้าบัวเสียสติแล้วเกี่ยวอะไรกับน้องอันด้วย” เตวิชเอ่ยแทรกขึ้น นี่เป็นอีกครั้งที่เตวิชได้ยินเรื่องที่น้ำหวานพูดเกี่ยวกับเรื่องทำของ เขาไม่คิดว่าคนเรียนจบนอกอย่างน้ำหวานจะมีความเชื่อที่ไร้สาระแบบนี้
“พี่เตคะ พี่ลมมีปากเสียงกับคุณลุงเรื่องเงินทองรึเปล่าคะ” อันวาดถามเตวิช
“ไม่มีนะ ลมเถียงกับคุณพ่อก็เรื่องที่ลมจะแต่งงานกับน้องอัน ไม่มีเรื่องอื่น”
“แต่ลมเคยบอกหวานว่าทะเลาะกับคุณพ่อแล้วช่วงก่อนเกิดเรื่องกับลมก็เพิ่งถอนเงินออกไปห้าล้าน บอกว่าต้องเอาไปคืนคุณพ่อ” น้ำหวานเอ่ยค้านขึ้น
“ไม่มีเรื่องที่หวานพูด สองครั้งที่ลมกับคุณพ่อมีปากเสียงครั้งแรกคือเรื่องที่ลมจะรับคุณน้าบัวมาอยู่ในบ้าน ครั้งสองคือคุณพ่อไม่เห็นด้วยที่ลมจะหลอกแต่งงานกับน้องอัน” เตวิชมีสีหน้าอึดอัดเมื่อพูดถึงเรื่องนี้เพราะสงสารอันวาด
“เข้าใจแล้วค่ะ” อันวาดพยักหน้าตอบเสียงเบาไม่ได้สนใจคนทั้งสองในใจกลับคิดหาต้นเหตุของเรื่อง จำได้ว่าตาหล่อก็เคยพูดเหมือนกับน้ำหวานว่าบัวถูกทำของใส่ หรือมันจะเกี่ยวกับตัวเธอในเมื่ออยากรู้ความจริงก็ต้องไปถามกับเจ้าตัว ตอนนี้สายลมไม่อยู่แล้วก็ต้องไปหาคำตอบจากคนที่ยังอยู่
“อันขอตัวก่อนนะคะ” อันวาดลุกยืนขอตัวกลับ
“พี่ไปส่งไหมน้องอัน”
“ไม่เป็นไรค่ะ อันกลับเองได้” อันวาดตอบเตวิชที่ถามพลางยืนขึ้นสาวเท้าออกจากร้านทิ้งเตวิชกับน้ำหวานไว้เพื่อจะไปหาคำตอบที่ตัวเองต้องการ
คล้อยหลังอันวาดออกจากร้านไป หนึ่งชายหนึ่งหญิงที่ยังอยู่ในร้านก็นั่งประจันหน้าหันเข้าหากัน
“พี่บอกความจริงกับอันทำไม แล้วเรื่องที่บอกว่าลมไม่ใช่ลูกของคุณพ่อเป็นเรื่องจริงรึเปล่า” น้ำหวานถามเตวิชสีหน้าไม่พอใจนัก
“เป็นเรื่องจริง ถ้ายังอยากอยู่อย่างสุขสบายต่อไปก็อย่าคิดจะหาเรื่องน้องอันอีก” เตวิชเอ่ยเสียงเย็นชากับน้ำหวานดวงตาไม่มีแววอ่อนโยนเหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้ว
“หึ…พี่ยังชอบอันใช่ไหม” น้ำหวานผลิยิ้มเหมือนรู้ทันความคิดของอีกฝ่าย
“ไม่ใช่เรื่องของเธอ”
“ค่ะ แต่ถึงจะไม่มีลมอันก็ไม่ตกถึงมือพี่เตหรอก รู้ไหมคะว่าอันหายไปอยู่ที่ไหนมา” น้ำหวานพูดเสียงเยาะหยัน “ไปอยู่กับคุณศิลาค่ะ ไปกินนอนอยู่กับผู้ชายถึงบ้านเขาป่านนี้คง…”
“ปึง…ทางที่ดีเธอก็ทำตัวสงบเสงี่ยมไว้ ไม่อย่างนั้นคุณพ่ออาจจะไม่ดูแลเธอกับลูกอีก” เตวิชกระแทกแก้วลงบนโต๊ะก่อนเอนหลังพิงโซฟา นัยน์แวววาวเศร้าหมองลง
“หึ…แต่หวานขอเตือนพี่ว่าอันวาดไม่ใช่คนที่พี่คิดจะทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องพูดถึงคนอื่นแค่คุณศิลา หวานก็มองออกว่าชอบอันวาดและคอยปกป้องตลอด” น้ำหวานเอ่ยเสียงค่อยอย่างระมัดระวังกับเตวิช
“ฉันไม่ได้จะทำอะไรแค่เตือนเธอไว้” เตวิชยังคงสีหน้าเรียบเฉยอย่างไม่แยแส มีเพียงมุมปากที่กระตุกยิ้มใส่น้ำหวานเท่านั้นแล้วใช้สายตาสำรวจมองน้ำหวานอีกครั้งพูดเสียงเข้มขึ้น “อย่าหาเรื่องน้องอันอีก”
“เข้าใจแล้วค่ะ” น้ำหวานรับคำหากแต่สีหน้ามีความไม่ยินยอมอยู่บ้าง
บทสนทนาทั้งหมดตกอยู่ในสายตาบุรุษสองคนได้ยินและได้เห็น สีหน้าเรียบนิ่งของครามจ้องไปยังเตวิชและน้ำหวานก่อนจะหันมองเลขาของตัวเองที่สีหน้าเริ่มซีดลงเรื่อยๆ
“เจ้านาย เจ้านายรู้แล้วใช่ไหมครับ” เรืองเดชถามขึ้นท้ายประโยคสั่นเครือ
“รู้หรือไม่รู้ต่างกันยังไง” ครามเอ่ยขึ้นท่าทียังนิ่งเฉยเหมือนเดิม
เรืองเดชก้มหน้ามองมือตนเองไม่ตอบคำถามเจ้านาย คำตอบของครามถึงจะไม่พูดออกมาตรงๆ แต่เพียงแค่นี้เขาก็รู้ได้ว่าเจ้านายรู้เรื่องทุกอย่างที่เขาทำ เขาเป็นคนบอกและรายงานเรื่องเกี่ยวกับอันวาดให้น้ำหวานรู้
“ผมเข้าใจแล้วครับ” เรืองเดชรับคำสีหน้าเผือดสีเมื่อเห็นแววตาเย็นชาของเจ้านาย แต่รู้ตัวดีว่าหากเขายังไม่เชื่อฟังแค่ครามก็สามารถจัดการเขาได้ไม่ต้องถึงมือคุณศิลาที่เคยชุบชีวิตให้เขา
“เข้าใจก็ดี การมีชีวิตอยู่มันดีกว่ากลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนจริงไหม” ครามเอ่ยประโยคทิ้งเป็นนัยแล้วลุกยืนเต็มความสูงจัดเสื้อผ้าตัวเองกระชับให้เป็นระเบียบแล้วก้าวยาวๆ ออกไป ทิ้งเรืองเดชให้นั่งหลั่งเหงื่อเต็มแผ่นหลังไว้คนเดียว