“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”
ดราม่า,ชาย-หญิง,ไทย,ยุคปัจจุบัน,รัก,ไสยศาสตร์,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
สาปไสยเวท“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”
หลังสูญเสียแฟนหนุ่มที่กำลังจะแต่งงานกัน อันวาดถึงกับเสียศูนย์จนเลือกเดินทางผิดจนจิตใจถูกครอบงำ ศิลา เขากลับยื่นมือเข้าช่วยฉุดรั้งให้กลับตัว ความแค้นที่ยังฝังใจจะพาให้คนทั้งคู่ที่อยู่กันเหมือนเส้นคู่ขนานให้มาบรรจบกันได้ยังไง
ทุกอย่างเป็นไปตามการคาดเดานั่นคืออันวาดตั้งครรภ์ อายุครรภ์ตอนนี้ได้สี่สัปดาห์แล้ว นั่นแปลว่าติดตั้งแต่ครั้งแรก ในช่วงเวลานี้ทุกคนต่างไม่รู้ว่าจะยินดีกับเรื่องที่เกิดดีไหม
ทั้งศิลาและพ่อแม่ของอันวาดต่างก็หลากอารมณ์ เรื่องกังวลที่เพิ่มขึ้นอีกอย่างคือเป็นเวลาเดือนกว่าแล้วที่อันวาไม่ได้ติดต่อกลับมาเลย พอโทรไปถามเจ้าหน้าที่ที่ประสานงานเกี่ยวข้องกับการค้นหาทางนั้นก็แจ้งว่าขาดการติดต่อเช่นกัน ไม่ว่าจะเรื่องลูกสาวหรือลูกชายก็ทำเอาเป็นห่วงจนพ่อแม่ผมหงอกมากขึ้นหลายเส้น
ถึงจะเกิดบรรยากาศอึมครึมมาคุระหว่างฤหัสและศิลา ก็ยังมีข่าวดีที่ไม่อาจดีใจได้เต็มที่แต่ไม่ทำให้เสียใจอย่างเรื่องของหลานตัวน้อยที่กำลังมาเกิดบรรเทาให้ฤหัสใจเย็นลงได้ไม่ระเบิดอารมณ์ใส่ลูกเขย
ขั้นตอนการฝากครรภ์ของอันวาดถูกจัดการและดูแลโดยทีมแพทย์เฉพาะทาง ต่อหน้าทุกคนศิลายังคงท่าทีสงบอยู่บ้างแต่พออยู่ตามลำพังก็กลับมาห่วงกังวลและวิตกกับอาการของภรรยาที่กำลังจะเป็นว่าที่คุณแม่
“อันครับ เรากำลังจะมีลูกแล้วนะ ตื่นได้แล้ว” เสียงที่สั่นพร่าของศิลาเอ่ยขึ้นกับร่างที่หลับแน่นิ่งตลอดเข้าเดือนที่สองแล้ว
“วันนี้พี่ประกาศข่าวการแต่งงานของเราแล้ว ถึงจะยังไม่ได้จัดพิธีแต่ทุกคนก็รู้กันแล้วนะว่าอันเป็นภรรยาพี่”
หลังตรวจและรู้แน่ชัดว่าอันวาดท้องศิลาก็ประกาศแจ้งข่าวให้สื่อตีพิมพ์และเขียนข่าวว่าตนได้แต่งงานกับอันวาดแล้ว หนึ่งคือเพื่อรักษาชื่อเสียงของอันวาด สองคือเพื่อประกาศไม่ให้ใครมาเข้าใกล้เขาจนสร้างข่าวเท็จขึ้นได้อีก
“อันตื่นมาแต่งงานกับพี่นะ หรือจะแต่งตอนคลอดเจ้าตัวเล็กแล้วก็ได้ มีลูกเป็นสักขีพยานในวันแต่งก็ดีไปอีกอย่าง ดีไหมครับ”
คำพรรณนาที่เอ่ยสั่นพร่าขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งนานวันศิลายิ่งอ่อนแอความรู้สึกก็ยิ่งอ่อนไหวขึ้นในทุกวันที่เห็นใบหน้านิ่งดวงตาหลับสนิทของอันวาด มันทำให้นึกย้อนไปถึงหม่อมย่า และห้วงเวลาของพ่อแม่ที่ตนใด้เห็นในช่วงสุดท้ายก่อนพวกท่านจะจากเขาไป
“อันครับ ตื่นมาได้แล้วแค่อันตื่นให้พี่แลกด้วยอะไรก็ได้”
หลังมือเรียวที่ถูกซบมีหยดน้ำใสอาบมันไหลมาจากดวงตาคู่คมของศิลาที่กำลังแดงก่ำ เอื้อมมือผ่านใต้ผ้าห่มวางอุ้งมือลงบนหน้าท้องที่ด้านในกำลังมีอีกหนึ่งชีวิตกำลังเติบโต
“ลูกครับ ช่วยพ่อปลุกแม่หน่อย” หลังจบประโยคเขาเลิกผ้าห่มและเสื้อจูบหน้าท้องของอันวาดเบาๆ น้ำตายังคงหยดแม้จะหักห้ามแต่ยังไหล
นับวันเขายิ่งบ่อน้ำตาตื้นไม่สามารถฝืนให้ตัวเองเข้มแข็งได้อีก จรดจูบทั้งหลังมือ ท้อง และเคลื่อนไปยังใบหน้าและริมฝีปากกระจับของอันวาดเวียนซ้ำอย่างไม่เบื่อหน่าย
“เดี๋ยวพี่อ่านนิทานให้อันกับลูกฟังนะครับ” ศิลาหยิบหนังสือเล่มหนาที่รวบรวมนิทานต่างประเทศเอาไว้เปิดหน้าที่คั้นเอาไว้ขึ้นมาอ่าน
ฤหัสที่ยืนมองเงียบๆ กำลังจะเดินกลับก็เห็นภรรยาที่กำลังยืนมองตนอยู่ เขาเข้าไปกุมมือปภัสสรแล้วพากลับไปยังห้องเพื่อพักผ่อน รู้ดีว่าถึงจะพยายามวางตัวนิ่งแต่กลางคืนภรรยาก็นอนไม่หลับห่วงทั้งลูกสาวและลูกชาย ตอนนี้ยังมีหลานเพิ่มมาอีกคน
“พี่ฤกษ์จ๊ะ สรฝันถึงวาพาเด็กสองคนกลับมาด้วย” ในห้องนอนบนเตียงใหญ่ปภัสสรบอกเล่าถึงสิ่งที่ฝันเมื่อคืนให้สามีฟัง
“หมายความว่ายัง” ฤหัสมองหน้าภรรยากะพริบตาแล้วถามคงไม่ใช่อย่างที่เขาคิดหรอกนะ
ก็ในช่วงเช้าก่อนวันที่ศิลามีอาการแพ้ท้องภรรยาเล่าถึงฝันว่าลูกสาวพาเด็กกลับมาด้วยคนหนึ่งพอตกบ่ายก็รู้เรื่องอันวาดท้อง
แล้วนี่ฝันว่าลูกชายพาเด็กมาด้วยสองคนคงไม่ใช่ว่าพออันวากลับมาก็จะมีข่าวเรื่องหลานเพิ่มมาด้วยหรอกนะ สองสามีภรรยาต่างนิ่งเงียบมองหน้ากันแล้วถอนหายใจยาวต่างไม่พูดอะไรกันสักคำ
ตอนนี้เอาเป็นว่าขอแค่ติดต่อลูกชายหรืออันวากลับมาให้ได้เห็นก็เป็นพอสำหรับคนเป็นพ่อแม่ ส่วนเรื่องอื่นเอาไว้ค่อยคิดทีหลัง
ในค่ำคืนที่ผู้คนต่างหลับใหลแต่คนในคฤหาสน์หลังใหญ่นอกจากอันวาดก็ไม่มีใครหลับสนิทแม้จะฝืนข่มตากันอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม ร่างสูงใหญ่พลิกตัวจากนอนกอดอันวาดตอนนี้ขยับตัวลงมาให้ระดับใบหน้าอยู่ตรงช่วงท้องของเธอ
“ลูกครับ หลับอยู่หรือเปล่า ขี้เซาเหมือนแม่ใช่ไหม” เสียงทุ้มพูดพลางลูบมือไปบนหน้าท้อง มองผิวเนียนเรียบของอันวาดแล้วนึกขึ้นได้ว่าคนท้องอาจผิวแตกลายได้ สิ่งที่เขาต้องซื้อเพิ่มเพื่อดูแลแม่ของลูกคือครีมทาเพื่อกันผิวแตกลายอีกอย่าง
นอกจากการหาวิธีมาแก้ของให้อันวาดก็มีเรื่องการดูแลบำรุงสองแม่ลูกเป็นอีกเรื่องที่ศิลาทำเป็นกิจวัตรทุกวัน ตั้งแต่ล้างหน้าแปรงฟัน เช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้า ทาครีม นวดแขนขา ป้อนอาหารผ่านสายยางโดยมีนักโภชนาการจัดตารางให้ ไปถึงตัดแต่งดูแลเล็บอย่างพิถีพิถันทุกขั้นตอนเป็นเขาลงมือเองทุกอย่าง
ในตอนนี้สิ่งจรรโลงใจที่ช่วยให้ศิลาไม่เสียสติคือทุ่มเทความคิดและจิตใจทั้งหมดมาดูแลอันวาดกับลูกในท้องที่เติบโตขึ้นในทุกๆ วัน ลูกเป็นเหมือนยาบรรเทาให้เขา ส่วนอันวาดเป็นเหมือนน้ำเย็นคอยชะโลมใจให้ชุ่มชื้นมีกำลังใจอยู่ต่อไปอย่างมีความหวัง
แต่เมื่อหวังแล้วไม่เป็นดังหวังความท้อแท้ก็เกิดขึ้นในบางเวลายิ่งในตอนโดดเดี่ยวนั่งมองร่างที่ซูบลงมีเพียงช่วงท้องที่นูนชัดขึ้น บางทีน้ำตาของลูกผู้ชายที่กำลังจะเป็นพ่อคนก็ไหลอย่างห้ามไม่อยู่
เมื่อนึกย้อนไปถึงคืนที่เห็นอันวาดนอนละเมอร้องไห้ถึงสายลมและเลือกเส้นทางแก้แค้นหลังสูญเสียคนรัก คงเพราะหวังมากพอผิดหวังแล้วจึงมีอาการอย่างนั้น ความทรมานที่เขาเผชิญมันคงไม่ต่างจากอันวาดในตอนนั้นเช่นกัน
“ตื่นเถอะ ให้พี่ทรมานกว่านี้ก็ได้ ขอแค่อันตื่นก็พอ นะครับ” วงแขนรวบกอดร่างเล็กใบหน้าแนบอยู่ข้างเอวของอันวาด ผิวเนียนเกลี้ยงเกลาช่วงท้องมีน้ำตาเปียกชื้นอยู่ด้วย
เช้าตรู่ที่แสนสงบเงียบม่านผืนหนาของบานกระจกใหญ่ถูกรูดเก็บให้แสงสว่างส่องผ่านกระจายทั่วห้อง อากาศธรรมชาติพัดโชยพาลมเย็นแผ่ไปทั่ว ร่างใหญ่กำลังก้าวออกจากห้องหลังล้างหน้าแปรงฟันตัวเองเรียบร้อย
ในมือถือกะละมังน้ำและผ้าผืนนุ่มสำหรับสำหรับเช็ดหน้า ยังมีอุปกรณ์ทำความสะอาดช่องปากมาถึงข้างเตียงจึงวางของบนเก้าอี้แล้วเริ่มดูแลอันวาด ถัดจากการทำความสะอาดช่องปากและใบหน้าเป็นการเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้า
ขั้นตอนทุกอย่างก้เสร็จสิ้นภายในเวลาหนึ่งชั่วโมง เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยจึงได้ปลดล็อกประตูห้อง เมื่อเปิดออกก็เห็นกุมารก้อนทองและโหงพรายสไบเงินยืนอยู่หน้าห้อง
“มีอะไร” ศิลาเอ่ยถาม
‘น้าสไบเงินบอกพ่อสิ’
‘ไอทองเอ็งนั่นแหละบอกเจ้านายเอง’
“ถ้าไม่มีอะไรก็ออกไป อย่ามาวุ่นวาย” กุมารทองตัวอวบอ้วนกับโหงพรายต่างเกี่ยงกันไปมาจนศิลาเริ่มหงุดหงิด
‘ไอทองมันรู้ว่าต้องทำยังไงนายหญิงถึงจะตื่นค่ะเจ้านาย’
โหงพรายรีบเอ่ยขึ้นแล้วมองไปทางกุมารทอง
‘อ่าว น้าสไบเงิน ไหงมาโยนภาระให้ฉันล่ะ’
กุมารทองสีหน้าเลิกลั่กเกาหัวที่มีผมจุกแกร็กๆ
“ทอง! รีบพูดมา” ดวงตาศิลาสว่างวาบคล้ายมีหวังและเจือไอโกรธอยู่ในที
‘คือ…คือว่า ทองเคยคุยกับหม่อมย่า ถ้า…ถ้าจะแก้ของ ต้อง…ต้องเสียสละชีวิตคนที่รักที่สุด ไม่งั้น…ไม่งั้นก็ต้องตายเอง’
“หมายความว่าตอนนั้นถ้าฉันตาย รัมภา ก็จะไม่เป็นไรใช่ไหม” เสียงชราสั่นพร่าดังขึ้นพอศิลาเงยหน้าก็เห็นคุณปู่ใช้มือยันโต๊ะวางแจกันพยุงตัวเองเอาไว้ ถัดไปคือฤหัสและปภัสสร
“คุณปู่” ศิลาเข้าไปประคองร่างชราที่มือและทั่วร่างกำลังสั่นเทา
“ทอง เข้ามาคุยให้รู้เรื่อง” ชายชราที่ก่อนหน้ายังเดินเหินได้คล่องตัวตอนนี้กลับเหมือนผู้เฒ่าไร้เรี่ยวแรงเสียงเหมือนเหน็ดเหนื่อยเหลือแสนเอ่ยเรียกกุมารทองเข้ามาด้านในห้อง
ทุกคนมานั่งรวมกันอยู่ในห้องเพื่อรอฟังสิ่งที่กุมารก้อนทองจะเล่า เมื่อได้รู้ว่าตอนนั้นสิ่งที่ก้อนทองรู้มาคือหม่อมย่ารู้วิธีที่จะแก้ของเพราะตาหล่อได้บอกวิธีไว้ นั่นคือ…
…ขอแค่หม่อมย่ายอมลงมือกับคุณปู่เท่านั้น ของที่ถูกทำใส่ก็จะแก้ได้ แต่หม่อมย่าไม่ยอมทำแล้วยอมทนรับผลของของที่ตาหล่อทำใส่เอาไว้เอง
‘แล้ววันนั้น วันที่แม่ไปจัดการผีแฟนเก่า มันพูดว่า…’
“กูไม่อโหสิ พวกมึงมันควรตาย ถึงกูทำให้มึงตายไม่ได้ กูก็จะทำให้มึงทรมานอยู่ไม่สู้ตาย ต้องเลือกระหว่างชีวิตตัวเองกับชีวิตผู้ชายที่มึงรัก มึงต้องทรมานกว่ากูคอยดู”
พอได้ฟังทุกคนต่างก็นิ่งเงียบกันไป ต่างคนต่างความคิด แต่สิ่งหนึ่งที่ผุดขึ้นในสมองของทุกคนคือ อันวาดรู้ว่าเรื่องจะเป็นอย่างนี้แต่ก็ยังเลือกที่จะไม่ทำร้ายศิลา
“ขอแค่อันตื่นก็พอ ผมยอมทำทุกอย่าง” ศิลาเอ่ยขึ้น
“ใจเย็นๆ ก่อน อย่าเพิ่งใจร้อน” ครั้งนี้เป็นฤหัสที่แทรกขึ้นมองลูกสาวที่นอนหลับอยู่บนเตียงแล้วมองศิลาที่กำลังตัดสินใจอย่างไร้การไตร่ตรอง
“แต่คุณพ่อครับ…”
“ฉันรู้จักนิสัยลูกสาวฉันดี ถ้าลูกสาวฉันเลือกจะทำอย่างนี้ คิดว่าถ้านายยอมตายไปแล้วลูกสาวฉันตื่นมาจะทำยังไง” ฤหัสเสียงเข้มขรึมปรามไม่ให้ศิลาหุนหันพลันแล่น
ในฐานะพ่อไม่ใช่ว่าไม่ห่วงลูกสาวแต่ถ้าทำตามที่ศิลาคิด ด้วยนิสัยของลูกคนนี้ถ้าตื่นมาแล้วรู้ว่าศิลาทำอะไรลงไปอันวาดคงจะทนรับความรู้สึกสูญเสียอีกครั้งไม่ได้แน่ ถึงตอนนั้นเขาเองก็ไม่รู้แล้วว่าจะมีวิธีไหนมาฉุดรั้งไม่ให้ลูกสาวเดินกลับไปในเส้นทางดำมืดนั้นอีก
“ใช่ ใจเย็นๆ ก่อนเถอะค่ะ” ปภัสสรเองก็สำทับขึ้นมาอีกคนเกิดความหนักใจไม่ต่างจากสามี
คิดถึงเมื่อครั้งลูกสาวแทบกลายเป็นร่างไร้วิญญาณตอนนั้นคนเป็นแม่อย่างเธอก็อยากหลั่งน้ำตาทุกครา หากคราวนี้ต้องเสียคนรักที่ตัวเองเลือกปกป้องไปอีกครั้งก็ไม่รู้ว่าลูกสาวจะมีสภาพเป็นอย่างไรต่อจากนี้
“แต่…แต่ให้ผมทนดูอันต้องเป็นแบบนี้ ผมก็ทนไม่ได้” เสียงพร่าขาดห้วงของศิลาเอ่ยพร้อมกันนั้นก็ยอบตัวลงตรงหน้าฤหัสกับปภัสสร “คุณพ่อ คุณแม่ ให้ผมทำเถอะครับ”
ก่อนหน้าหากยังไม่รู้วิธีเขายังพอทนอยู่อย่างมีความหวังต่อไปได้ แต่ในตอนนี้รู้ว่าจะช่วยอันวาดให้ฟื้นได้ยังไงก็ทนนิ่งเฉยต่อไปไม่ได้อีกแล้ว เขายอม
“ขอแค่ให้อันตื่น ตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตตามปกติก็พอ ให้ผม…ทำเถอะครับ”
ทุกคนต่างนิ่งเงียบ ฤหัสและปภัสสรทอดถอนใจขอบตาร้อนผ่าวไม่ว่าจะลูกสาวหรือศิลาต่างก็น่าเห็นใจด้วยกันทั้งคู่
“ยังมีหลานอีกคนนะครับ ที่ยังรอเวลาลืมตาดูโลก” ศิลาหาเหตุผลโน้มน้าวคนทั้งสองแล้วสลับไปมองปู่ตัวเอง รู้ว่าปู่ยอมเห็นด้วยกับเขาจึงอยากให้ช่วยพูด
“เอาไว้เราค่อยมาคุยกันอีกครั้งเถอะ” ฤหัสขยับตัวอย่างอึดอัดในมือกุมมือภรรยาไว้แน่น
“ใช่ค่ะ วันนี้คุณหมอจะเข้ามาตรวจอัน เรามารอดูกันไปก่อนแล้วกัน อย่าเพิ่งตัดสินใจอะไรตอนนี้เลย” ปภัสสรพยักหน้าเห็นด้วยกับสามีมือที่ถูกกุมสั่นน้อยๆ เบิกดวงตาไม่ให้น้ำตาไหล
“ครับ” ศิลาตอบเสียงค่อยยืดตัวขึ้นแล้วลุกไปนั่งข้างเตียง เขายื่นมือทัดเส้นผมให้อันวาดไล้นิ้วตามแก้มที่ขาวซูบเล็กน้อยอย่างแผ่วเบา
ดวงตาเหม่อมองใบหน้างามได้สติกลับมาตอนมือถือสั่นครืดคราดบนโต๊ะข้างเตียง ไม่ใช่ของตัวเองแต่เป็นมือถือของอันวาดที่ขึ้นโชว์ว่าเป็นเบอร์ของอันวาโทรเข้ามาจึงกดรับสาย
เมื่อได้ยินปลายสายพูดดวงตาที่เคยหม่นหมองก็สว่างฉายประกายความหวังขึ้น มุมปากที่เม้มเป็นเส้นตรงก็ยกโค้งรวมไปถึงคิ้วที่ขมวดก็คลายออก ทั่วใบหน้าเปลี่ยนจากอมทุกข์เป็นสดใสขึ้นกว่าเดิม