“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”

สาปไสยเวท - สาปไสยเวท บทที่ ๑๗ โดย หยกลายกุหลาบ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ดราม่า,ชาย-หญิง,ไทย,ยุคปัจจุบัน,รัก,ไสยศาสตร์,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

สาปไสยเวท

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ดราม่า,ชาย-หญิง,ไทย,ยุคปัจจุบัน,รัก

แท็คที่เกี่ยวข้อง

ไสยศาสตร์,ดราม่า

รายละเอียด

สาปไสยเวท โดย หยกลายกุหลาบ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”

ผู้แต่ง

หยกลายกุหลาบ

เรื่องย่อ

หลังสูญเสียแฟนหนุ่มที่กำลังจะแต่งงานกัน อันวาดถึงกับเสียศูนย์จนเลือกเดินทางผิดจนจิตใจถูกครอบงำ ศิลา เขากลับยื่นมือเข้าช่วยฉุดรั้งให้กลับตัว ความแค้นที่ยังฝังใจจะพาให้คนทั้งคู่ที่อยู่กันเหมือนเส้นคู่ขนานให้มาบรรจบกันได้ยังไง

สารบัญ

สาปไสยเวท-# คำเตือน,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทนำ,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๕,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๖,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๗,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๘,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๙,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๐,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๑,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๒,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๓,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๔,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๕,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๖,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๗,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๘,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๙,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๐,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๑,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๒,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๓,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๔,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๕,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๖,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๗,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๘,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๙,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๐,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๑,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๒,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๓,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๔,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๕,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๖,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๗,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๘,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๙,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๐,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๑,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๒,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๓,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๔,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๕,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๖,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๗,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท ตอนพิเศษ ,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท ธีม การแสดง,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท ธีม โชคชะตา,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท ธีม อธิษฐาน,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท ธีม หลอกหลอน,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท ธีม ช็อกโกแลต

เนื้อหา

สาปไสยเวท บทที่ ๑๗

สาปไสยเวท : บทที่ ๑๗

อันวาดปิดประตูห้องนั่งเก้าอี้ไม้ใช้นิ้วเค้นเลือดกลางฝ่ามือตัวเองออกมาใส่ถ้วยแก้วบนโต๊ะเล็ก ก่อนเรียกวิญญาณโหงพรายออกมา “ชาญ”

วิญญาณที่ถูกสะกดโดยอันวาดให้เป็นโหงพรายเพื่ออยู่รับใช้ปรากฏตนออกมา ร่างชราภาพแม้ชิ้นส่วนจะครบสมบูรณ์แต่ทว่าดวงตาแดงโปนจากมนตร์ที่สะกดบังคับทรมานจิตวิญญาณเป็นอย่างมาก 

สิ เส นะ มะ โลหิตํ สิ เส นะ มะ อยฺย นะ มะ โลหิตํ นะมะ อยฺย นะมะ อตฺตา นะ มะ สัพพา นะ มะ วิชฺญาณ กูเลี้ยงกูเซ่นมึงด้วยเลือด กูเลี้ยงกูเซ่นมึงด้วยเนื้อ กูเลี้ยงกูเซ่นมึงด้วยจิตแห่งความเกลียดแค้น จากวันนี้จงอยู่ภายใต้คำสั่งกูไม่มีวันได้หลุดพ้น

สิ้นการบริกรรมคาถา โหงพรายชาญที่ยืนอยู่ด้านข้างสีหน้าไม่ยินยอม ยังคงยืนนิ่งกับที่ไม่รับของเลี้ยงเครื่องเซ่น

“หรือมึงอยากให้กูตามหาลูกชายมึง” อันวาดเหลือบสายตามองเลือดในถ้วยแล้วมองวิญญาณหมอผีเฒ่าด้วยสายตาเยือกเย็น 

เมื่อขัดขืนไม่ได้ก็ต้องยอมรับเลือดและเนื้อที่ถูกเซ่นให้โดยดี ทุกครั้งหลังได้รับเลือดและเนื้อจากการเลี้ยงของคนที่สะกดวิญญาณตัวเองไว้ ดวงตาของโหงพรายก็จะทวีความดำเข้มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อถูกหล่อเลี้ยงด้วยความแค้นของเจ้านายตัวมันเองก็ยิ่งมีฤทธิ์ที่แก่กล้าขึ้นแต่หมายถึงตัวมันเองก็ตกอยู่ใต้อาณัติยากที่จะขัดคำสั่งด้วยเช่นกัน 

“เสร็จแล้วก็ไปจัดการมันซะ” น้ำเสียงเย็นชาเอ่ยสั่งโหงพรายของตัวเอง

“ห้องข้างบนนั่นกูเข้าไปไม่ได้” โหงพรายชาญเอ่ยบอกเจ้านาย

“ไปเถอะ ตอนนี้มึงอาจจะเข้าได้แล้ว” อันวาดเอ่ยบอกพลางจิ้มนิ้วลงบนถ้วยเลือดวนเล่นช้าๆ ดวงตาเพ่งจ้องสีแดงก้นถ้วยนิ่ง 

กลางอกที่เคยเจ็บแปลบเวลาเซ่นเลือดเลี้ยงโหงพรายตอนนี้อาการไม่ได้หนักอย่างเคยเป็นแล้ว ตัวเธอไม่สามารถส่งโหงพรายออกไปนอกเขตรั้วบ้านหลังนี้ได้เพราะมีอาคมสะกด แต่จากที่ลองพยายามฝึกฝนก็เหมือนจะส่งผลสะท้อนกลับไปยังศิลาได้ไม่มากก็น้อยแล้ว 

เชื่อว่าถ้าฝึกต่อไปเรื่อยๆ ก็จะสามารถลงมือกับเขาได้แน่ หลังลองส่งโหงพรายขึ้นไปชั้นสองของบ้านหลายครั้งเพราะอยากรู้ว่าด้านบนมีอะไร ศิลามักจะเก็บตัวอยู่ด้านบน จากความคิดมันต้องมีอะไรสำคัญแน่ 

อันวาดลุกเดินไปยังตู้เสื้อผ้า หยิบของบางอย่างออกมาจากมุมด้านในตู้ มุมปากยกโค้งระบายยิ้มก่อนจะหลับตาเพ่งสมาธิบริกรรมคาถาไปเรื่อยๆ 

โลหิตํ มางสะ วิชฺช อาจริย ขอคาถาอาคมจงสถิตย์อยู่กับตัวกู

เส อตฺตา เน อตฺตา เม อตฺตา กูขออุทิศร่างกาย จิตใจ และวิญญาณจนกว่าจะสำเร็จอวิชา

โลหิตํ มางสะ วิชฺช อาจริย ขอคาถาอาคมจงสถิตย์อยู่กับตัวกู

เส อตฺตา เน อตฺตา เม อตฺตา กูขออุทิศร่างกาย จิตใจ และวิญญาณจนกว่าจะสำเร็จอวิชา” 

โลหิตํ มางสะ วิชฺช อาจริย ขอคาถาอาคมจงสถิตย์อยู่กับตัวกู

เส อตฺตา เน อตฺตา เม อตฺตา กูขออุทิศร่างกาย จิตใจ และวิญญาณจนกว่าจะสำเร็จอวิชา” 

อันวาดลืมตาขึ้นช้าๆ หลังจากบริกรรมคาถาครบสามจบ มองหุ่นปั้นในมือจากการใช้มวลสารทั้งเจ็ดที่พยายามหาและรวบรวมจนครบ รอยยิ้มและแววตาปรากฏเพียงความอาฆาตอยู่เต็มเปี่ยม   

– ** – ** –

ในห้องพักผู้ป่วยหลังหมอและพยาบาลตรวจอาการเสร็จแล้วเดินออกไป ในห้องเหลือเพียงผู้ป่วยที่นอนอยู่บนเตียงกับคนเฝ้าและผู้มาเยี่ยมเยือน ศิลาเดินกลับไปนั่งโซฟาส่วนอันวากำลังดึงผ้าขึ้นห่มให้แม่แล้วทำเช่นเดียวกันให้พ่อที่ยังหลับตาสนิททั้งคู่

สีหน้าอันวาตอนนี้ดูอย่างไรก็รู้ว่าพักผ่อนไม่เพียงพอขอบตาคล้ำ เส้นเลือดในตาแดงใบหน้าซูบตอบลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ยังไม่วายเป็นห่วงพี่สาว

“พี่อันเป็นยังไงบ้างครับ” หลังจับแขนข้างไม่มีสายน้ำเกลือของบิดาเข้าใต้ผ้าห่มแล้วอันวาก็เดินกลับมานั่งโซฟาตัวด้านข้างศิลาพลางถามขึ้น

“อาทิตย์หน้าจะเริ่มทำพิธีถอนของครั้งแรกให้” ศิลาละสายตาจากเตียงของสองสามีภรรยาที่ยังไม่ฟื้นค่อยๆ เบนกลับมายังคู่สนทนา

“พอถอนของแล้วพี่ผมจะกลับมาปกติเลยไหมครับ” อันวาดวงตาเป็นประกายความหวังขึ้น หวังว่าอย่างน้อยก็จะได้ยินข่าวดีบ้าง

“ฉันรับรองได้แค่พี่เธอจะไม่มีอาการเจ็บปวดทางกายอีก แต่เรื่องอื่นฉันไม่รับรองเพราะตอนนี้พี่เธอเลี้ยงโหงพรายเองแถมยังใช้เลือดตัวเองเซ่นมัน ถ้าฉันเดาไม่ผิดพี่เธอน่าจะล้างครูมาด้วย ต่อไปถ้าพี่เธอคุมมันไม่ได้ฉันคงไม่ต้องบอกต่อนะ” 

“แล้วมีทางไหนจะช่วยพี่อันได้ไหมครับ” อันวาพยักหน้าเข้าใจแล้วถามขึ้นอย่างกังวล 

“ใครก็ช่วยไม่ได้ เรื่องสำคัญคือพี่เธอยังมีความคิดแค้น ต้องพยายามคุมจิตใจตัวเองให้ได้” ศิลาเอ่ยตอบก่อนจะเอียงหน้าหลบเล็กน้อยไปย่นคิ้วเพราะอาการเจ็บกลางอกเกิดขึ้นอีกระลอก

“เฮ้อ…เพราะพี่อันกับพี่ลมรักกันมาก ถ้าเรื่องเกิดกับผมก็คงจะเป็นบ้าเหมือนกัน แต่ยังไงผมอยากให้อาจารย์ช่วยพี่อันให้ถึงที่สุดด้วยนะครับ” อันวาถอนหายใจยาวเข้าใจความรู้สึกพี่สาว ก่อนจะหันไปฝากฝังพี่สาวกับศิลา

“ฉันจะทำสุดความสามารถ อีกอย่างไม่ต้องเรียกฉันว่าอาจารย์” 

“ครับ เอ่อ…ผมมีเรื่องอยากถามคุณศิลาครับ” อันวาลังเลก่อนจะถามออกไป “คุณพอจะรู้ไหมครับว่าเป็นหมอผีคนไหนที่เป็นคนทำของใส่พี่สาวผม” 

“ถามทำไม” ศิลาหันมองหน้าอันวาที่ตอนนี้ดวงตามีแววโกรธแค้น

“ผมอยากรู้ครับว่าใครเป็นคนจ้างมันให้ทำของใส่พี่สาวผม ผมอยากรู้ว่าพี่สาวผมไปทำอะไรให้” อันวาขบเขี้ยวเอ่ยขึ้น สองมือผสานกำเข้าหากันแน่น

“...” ศิลานิ่งเงียบยังไม่ได้ตอบคำถามก็ได้ยินอันวาพูดขึ้นอีก

“เป็นไปได้ไหมถ้าจะให้คุณทำของส่งย้อนกลับไปยังหมอผีที่ทำของใส่พี่ผม” สายตาอันวาจับนิ่งยังศิลารอคอยคำตอบ

“แค่ฉันถอนของให้พี่เธอ ของก็ต้องย้อนเข้าตัวคนทำอยู่แล้ว” ศิลาเบนสายตาไปทางอื่นตอบเหมือนไม่ใส่ใจ

“แค่นั้นมันไม่พอหรอก มันทำพี่ผมขนาดนี้มันต้องได้รับหนักกว่าที่ทำกับพี่สาวผม”

“เรื่องที่สำคัญตอนนี้คือให้พี่สาวกับพ่อแม่เธอกลับมาเป็นปกติ อย่าเพิ่งใส่ใจเรื่องอื่นเลย” ศิลาบอกอันวาทั้งใบหน้าและดวงตามีความกรุ่นโกรธไม่น้อย

“ครับ” อันวาตอบรับสั้นๆ สายตามองไปยังเตียงของพ่อและแม่ที่ยังไม่ฟื้นทั้งที่หมอต่างลงความเห็นแล้วว่าอาการไม่ได้สาหัส  

“งั้นฉันกลับก่อนยังมีธุระต้องไปทำอีก” สองฝ่ามือใหญ่ศิลาวางลงบนหน้าขาตัวเองก่อนจะลุกยืนเอ่ยด้วยสีหน้าราบเรียบ

“ขอบคุณมากครับที่มาเยี่ยม ฝากพี่อันด้วยนะครับ” อันวาตามมาส่งถึงหน้าประตูห้องส่งยิ้มให้ศิลาอย่างเป็นมิตรและนับถือ

“อืม กลับไปดูแลพ่อกับแม่เถอะไม่ต้องออกมาส่งแล้ว” มองอันวาที่เดินมาส่งถึงหน้าห้อง ศิลาจึงพยักหน้าให้แล้วหันหลังออกไป

เสร็จธุระจากเข้าเยี่ยมคนป่วยศิลาได้ไปคุยกับหมอเจ้าของไข้แล้วจึงได้กลับออกจากโรงพยาบาล เพื่อกลับบ้านตัวเองระหว่างทางอาการเจ็บกลางอกก็ยังคงกำเริบและหนักขึ้นเรื่อยๆ

เสียงคาถาหนึ่งดังเป็นระยะในหู และทุกครั้งที่บทสวดนั้นดังขึ้นอาการเจ็บกลางอกก็ยิ่งทวีความเจ็บยิ่งขึ้น คิ้วเข้มขมวดเป็นปมความปวดแล่นปราดไปทั่วศีรษะ จนมือที่บังคับพวงมาลัยเริ่มสั่นเทา

หิ มุตตะ หิ ตานัง หิ เลนัง อารกฺขา อตฺตา” ศิลาสวดคาถาป้องกันตนเองแต่ไม่ได้ส่งกลับไป กระแสอุ่นร้อนสายหนึ่งในลำคอกำลังตีขึ้นทำให้เขาต้องสำลักออกมา ผ้าเช็ดหน้าสีขาวถูกย้อมด้วยโลหิตสีแดงเปื้อนเป็นแถบ

ผิวขาวหลังมือเห็นเส้นเลือดเขียวนูนชัด ขมับเกร็งมีเหงื่อซึมศิลาสะบัดหน้าไล่ความพร่าในดวงตา เร่งความเร็วรถกระทั่งเข็มบนหน้าปัดชี้ถึงเลขร้อยแปดสิบเกือบสองร้อย ยังดีที่ถนนค่อนข้างโล่งและเข้าเขตชานเมืองอีกไม่ไกลจะถึงบ้านแล้ว

เลี้ยวเข้าเขตรั้วสูงของบ้านตนเองยังตัวรถดับเครื่องสนิททั้งที่ยังไม่ไม่ถึงตำแหน่งจอด ร่างสูงใหญ่ก้าวออกจากรถปรี่เข้าบ้านขึ้นไปยังชั้นสองของบ้าน แผ่นหลังมีเหงื่อซึมเปียกเชิ้ตสีขาวที่ใส่ทั่วลำตัวเห็นได้ชัด

คิ้วเข้มขมวดยุ่งเมื่อเห็นกระถางดอกไม้วางอยู่หัวบันไดซึ่งเป็นที่ที่ไม่ควรอยู่ แต่ด้วยไม่มีเวลามาซักถามจึงได้ปล่อยแล้วเร่งกลับห้อง 

อันวาดที่ยืนอยู่ตรงมุมชั้นล่างมองช่วงก้าวย่างด้วยความเร็วของศิลาเลิกคิ้วน้อยๆ มุมปากเม้มเป็นเส้นเมื่อเห็นอาการเร่งรีบและท่าทางผิดปกติของอีกฝ่ายก็คลี่ยิ้มบาง ดวงตาทั้งสองมองอย่างเย็นชา

“หึ ความเจ็บแค่นี้มันยังไม่ถึงเศษเสี้ยวความทรมานที่กูต้องเจอ” อันวาดเอ่ยเบาๆ ก่อนจะละสายตาจากชั้นบนมองกระถางดอกไม้ที่ตนย้ายมาวางหัวบันไดแล้วหันหลังกลับเข้าไปยังห้องนอนตัวเอง