“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”
ดราม่า,ชาย-หญิง,ไทย,ยุคปัจจุบัน,รัก,ไสยศาสตร์,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
สาปไสยเวท“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”
หลังสูญเสียแฟนหนุ่มที่กำลังจะแต่งงานกัน อันวาดถึงกับเสียศูนย์จนเลือกเดินทางผิดจนจิตใจถูกครอบงำ ศิลา เขากลับยื่นมือเข้าช่วยฉุดรั้งให้กลับตัว ความแค้นที่ยังฝังใจจะพาให้คนทั้งคู่ที่อยู่กันเหมือนเส้นคู่ขนานให้มาบรรจบกันได้ยังไง
วันต่อมาในช่วงบ่ายหลังคุณหมอเข้ามาตรวจอาการฤหัสกับปภัสสรไม่นานทั้งคู่ก็ได้สติตื่นขึ้น เมื่อได้พูดคุยรู้แล้วว่าลูกสาวไม่เป็นอะไรปลอดภัยดีสองสามีภรรยาก็โล่งใจขึ้นมาก
ใช้เวลาถามไถ่นานพอสมควรรู้เรื่องที่อันวาเข้าป่าตามหาตัวไออุ่น แล้วอันวาดเล่าถึงเรื่องสายลมที่ตนรู้มาให้พ่อกับแม่ฟัง ก่อนจะหลับพักผ่อนต่อทุกคนลงความเห็นกัน ไว้อาการของบิดามารดาดีขึ้นแล้วค่อยว่ากันต่อส่วนเรื่องของศิลาอันวาดกลับไม่เอ่ยถึงเลย
หลังแพทย์ลงความเห็นว่าอาการของฤหัสกับปภัสสรฟื้นตัวได้ดี อีกสามวันสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ พออันวาดไปเคลียร์เรื่องค่าใช้จ่ายจึงรู้ว่าศิลาจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว
อันวาดจึงต้องโทรหาศิลาเพื่อจะจ่ายเงินคืนให้และขอบคุณ เพราะหลังจากวันนั้นศิลาก็ไม่ได้มาที่โรงพยาบาลอีกมีเพียงป้าละเอียดที่นำอาหารมาส่ง ถึงได้รู้ว่าอาหารก่อนหน้าเป็นคำสั่งของศิลาที่สั่งให้คนมาส่งให้เธอทุกมื้อ
เกือบอาทิตย์ที่ผ่านมาร่างกายและสุขภาพของฤหัสกับปภัสสรฟื้นตัวดีขึ้นเกือบจะแข็งแรงกลับมาเป็นปกติทุกอย่าง ออกจากโรงพยาบาลสองสามีภรรยาก็พักอยู่กับอันวาดในบ้านที่ศิลาจัดหาให้ โดยเหตุผลที่ศิลาบอกกับอันวาดคือดีต่อการพักฟื้น และอีกอย่างคอนโดนั้นไม่ปลอดภัยกับตัวเธอและครอบครัว
ถึงจะรู้สึกขอบคุณแต่ก็ทำให้อันวาดรู้สึกอึดอัดมากเช่นกันที่อีกฝ่ายทำดีกับเธอและครอบครัวแบบนี้ ยังผลให้เธอลำบากใจยิ่งขึ้นเมื่อได้รับคำเชิญจากคุณปู่ให้ไปพบท่านที่วังตากอากาศพร้อมกับพ่อแม่
พอมาถึงวังตากอากาศแล้วหลังแม่บ้านนำน้ำและขนมวางเรียบร้อย ป้าละเอียดที่เดินออกเป็นคนสุดท้ายปิดประตูให้ ในห้องใหญ่เหลือเพียงคุณปู่ ศิลา และแขกทั้งสามคือฤหัส ปภัสสร และอันวาด สองสามีภรรยามองหน้ากันแล้วฤหัสก็เอ่ยขึ้นกับผู้อาวุโสที่สุดในห้อง
“ขอบคุณหม่อมมากครับที่ช่วยผมกับภรรยาไว้ แล้วผมก็ขอบคุณคุณศิลาด้วยที่ช่วยลูกสาวผม” อันวาดมองพ่ออย่างไม่เข้าใจเหตุการณ์ เรื่องที่ศิลาช่วยตนไว้นั้นเธอรู้แล้วแต่เรื่องที่คุณปู่ช่วยพ่อกับแม่หมายความว่าอย่างไร
“ขอบคุณค่ะหม่อม ขอบคุณคุณศิลาด้วยค่ะ” ปภัสสรก็เอ่ยขอบคุณด้วยเช่นกัน
“เอาล่ะๆ ไม่ต้องขอบคุณอะไรหรอก ยังไงก็จะเป็นทองแผ่นเดียวกันอยู่แล้ว ก็ถือว่าช่วยเหลือคนในครอบเดียวกัน” คุณปู่เอ่ยขึ้นยิ้มๆ มองสองสามีภรรยาแล้วหันไปมองอันวาดสีหน้าเบิกบาน
“คุณลุงคุณป้าไม่ต้องขอบคุณหรอกครับ ผมยินดี” ศิลาเอ่ยขึ้น
“เอาล่ะ ไม่ต้องพูดขอบคุณกันแล้ววันนี้ที่ฉันเรียกมาเพราะอยากจะคุยเรื่องสินสอดทองหมั้นเพื่อสู่ขอแม่หนูให้หลานชายฉัน แล้วจะได้ตบแต่งกันให้ถูกต้องตามธรรมเนียม”
“...” สองสามีภรรยาสีหน้าตกใจมองหน้าชายชราแล้วหันมองหน้าลูกสาวตัวเอง
อันวาดเองก็ตื่นตะลึงไม่ต่างกัน มองหน้าคุณปู่กับศิลาที่นิ่งเงียบอยู่ ไม่นึกว่าคุณปู่จะพูดเรื่องนี้กับพ่อแม่จริงๆ
“คือ…คุณปู่คะหนูกับ…”
“คุณปู่ครับ ผมขอคุยกับอันสักครู่นะครับผมขออนุญาตนะครับคุณลุงคุณป้า” ศิลาเอ่ยขึ้นแล้วจากนั้นก็พยักหน้าเรียกอันวาดออกไปนอกห้อง
“จะคุยอะไร เราไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อยจะแต่งงานกันได้ยังไงทำไมคุณไม่บอกคุณปู่ล่ะ” พออันวาดเดินตามศิลาห่างออกมาจากห้องเมื่อมองแล้วไม่เห็นใครอยู่ใกล้จึงเอ่ยขึ้น
“คุณตกลงไปก่อน ไม่งั้นคุณปู่ไม่ยอมให้ผมถอดของป้องกันส่งให้คุณแน่ ยิ่งไม่ยอมช่วยพ่อกับแม่คุณด้วย”
“ก็แล้วคุณจะให้ของป้องกันกับฉันทำไม แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องช่วยพ่อแม่ฉันด้วย” อันวาดหงุดหงิดใจเสียงที่เอ่ยก็สูงขึ้นด้วย
“...เอาเป็นว่าคุณรับปากคุณปู่ไปก่อน ส่วนเรื่องแต่งงานผมจะถ่วงเวลาออกไปเองเรื่องอื่นผมจะเล่าให้คุณฟังทีหลัง เรากลับเข้าไปข้างในเถอะ” ศิลามองหน้าอันวาดแล้วเอ่ยบอกเพียงเท่านี้
อันวาดถอนหายใจยาวอย่างจนใจแล้วเดินตามหลังศิลากลับเข้าไปในห้อง พอเข้ามาก็เห็นสีหน้าของผู้ใหญ่ทั้งสามคนยิ้มแย้มเป็นปกติ คุณปู่จึงกวักมือเรียกอันวาดเข้าไปหา
“แม่หนู เข้ามาใกล้ๆ ปู่หน่อย”
“ค่ะ” อันวาดเดินเข้าไปแล้วย่อตัวลงด้านข้าง คุณปู่ยื่นกล่องใบเล็กส่งให้ อันวาดมองหน้าพ่อแม่ก็เห็นว่าทั้งคู่พยักหน้าให้จึงรับมาแต่ยังไม่ได้เปิดดูคุณปู่ก็เอ่ยบอกว่ามีอะไรอยู่ด้านใน
“นี่เป็นกลัดทองที่ต้องให้สะไภ้ของบ้าน แต่พ่อแม่เจ้าศิลาไม่อยู่แล้วปู่เลยเป็นตัวแทนให้หนูไว้”
“ขอบคุณค่ะคุณปู่” อันวาดจำต้องกล่าวขอบคุณทำตามอย่างที่ศิลาบอกไว้
ในช่วงเที่ยงครอบครัวอันวาดก็อยู่ทานอาหารร่วมกันที่วังตกบ่ายถึงได้กลับ ส่วนศิลายังตามมาส่งอันวาดถึงบ้านพัก เพื่อให้ลูกสาวได้มีเวลาคุยกับศิลาปภัสสรจึงพาสามีเข้าบ้านพักผ่อน
เมื่ออยู่กันตามลำพังสองคน อันวาดที่พยายามรักษาสีหน้าให้ปกติมาตลอดตอนนี้ได้เปลี่ยนเป็นทมึงทึงขึ้น แต่ไม่เอ่ยอะไรรอให้ศิลาเป็นฝ่ายพูดก่อน
“คุณยังไม่รู้ใช่ไหม ว่าพ่อแม่คุณก็ถูกทำของใส่ ที่พวกท่านไม่ฟื้นหลังเกิดอุบัติเหตุก็เพราะถูกของ มันไม่เอาชีวิตแต่ก็ไม่สามารถตื่นขึ้นมาได้”
“จะเป็นไปได้ยังไง คุณพ่อเอง…”
“คุณพ่อคุณมีวิชาก็จริง แต่ถ้าอีกฝ่ายมีวิชาแก่กล้ากว่ายังไงก็ต้องเพลี่ยงพล้ำเข้าสักวัน อีกอย่างเพื่อสะกดของที่ติดตัวคุณมาจนคุณอายุเท่านี้แล้ว คุณคิดว่าเวลายี่สิบกว่าปีมันน้อยหรือไง”
“...” อันวาดนิ่งเงียบดวงตาจับจ้องศิลาในใจตื่นตระหนกกับคำที่ได้ฟัง
“คุณไสยมันมีแต่กัดกินเจ้าของยิ่งเป็นมนตร์ดำยิ่งไม่มีทางจบได้สวย แล้ววิชาที่คุณชิงมามันเกิดจากมนตร์ดำที่คล่าชีวิตสะสมทั้งวิญญาณและความแค้นไว้มากมาย คุณคิดว่าทำไมคนที่รับมาถึงต้องไปบวชเป็นพระ ตอนนี้เข้าใจรึยังทำไมพ่อแม่คุณถึงให้คุณคอยปฏิบัติธรรมถือศีล”
ดวงตาที่หลุบมองมือตัวเองเริ่มคลอหยาดน้ำ เพราะความเศร้า โกรธ และแค้นที่เกิดขึ้น ได้ทำให้เธอกระทำเรื่องผิดครั้งใหญ่ พอจะจำได้แล้วว่าตาของเธอเองก็เพราะสูญเสียภรรยาจึงได้โกรธแค้นแล้วเลือกเดินทางผิดจนมีจดจบไม่ดี ก่อนหน้านี้ทั้งน้องและพ่อแม่ต่างก็ยับยั้งเธอแต่ไม่เป็นผล เธอเลือกก้าวลงบนเส้นทางผิดบาปไม่ต่างจากตาเหมือนครั้งในอดีต
“เพราะงั้นผมถึงให้ของป้องกันคุณไว้ แค่ใส่สร้อยไว้คุณจะปลอดภัย ส่วนพ่อแม่คุณคุณปู่ผมช่วยดูแลแล้วไม่ต้องห่วง”
“เข้าใจแล้ว แล้ว…แล้วเรื่องแต่งงานเราจะบอกคุณปู่ยังไง ทำไมคุณปู่ถึงอยากให้เราแต่งงานกัน” ดวงตาที่เอ่อคลอน้ำเงยขึ้นถามศิลา
“วิชาของผมถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นให้เฉพาะคนในครอบครัว บรรพบุรุษเป็นหมอพราหมณ์ทำพิธีให้เจ้านายในวัง เป็นศาสตร์ขั้นสูงของหมอพราหมณ์ที่ไม่ถ่ายทอดให้คนนอกเด็ดขาด”
“งั้นพิธีที่คุณทำตอนนั้นคือ…”
“ใช่ เป็นการถ่ายทอดวิชาแต่แค่บางส่วน และเป็นพิธีถอดของในตัวผมให้คุณ”
“คุณ…ทำแบบนั้นทำไม เราไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย คุณจะช่วยฉันทำไม” อันวาดถามพลางมองดวงตาของศิลาที่จ้องมายังเธอเงียบๆ ความนิ่งของเขากลับทำให้เธอเริ่มกระวนกระวายใจ
“ก็คุณคือว่าที่ภรรยาของผมไง”
“ขะ…คุณ ไหนคุณบอกว่าจะถ่วงเวลาเรื่องงานแต่งไง” อันวาดสะดุดลมหายใจรีบเอ่ยพร้อมทั้งเบนหน้าหลบไม่กล้าสบตาศิลาอีก
“ใช่ ผมจะถ่วงเวลาออกไปจนกว่าคุณจะพร้อม”
“พะ…พร้อม พร้อมอะไร ฉันไม่พร้อม ไม่มีวันพร้อม” อันวาดเอ่ยเสียงละล่ำละลักออกมา ตวัดสายตามองศิลาที่ยิ้มอยู่อย่างทำอะไรไม่ถูก ตอนนี้ไม่ว่าลมหายใจหรือหัวใจก็ผิดจังหวะไปหมดจนสำลักอากาศต้องกระแอมไอออกมาคราหนึ่ง
“ให้ผมช่วยเตรียมความพร้อมไหม”
“มะ…ไม่ต้อง ขยับออกไปเลย” อันวาดเอนหลังหลบใบหน้าศิลาที่ยื่นใกล้เข้ามาอย่างจงใจ
“คุณรู้ได้ยังไงว่าผมทำพิธี”
“ก็ฉัน ฉันเดา” อันวาดตอบเสียงสั่นเม้มปากหลุบตาลง สองมือกำชายเสื้อตัวเองใบหน้าเริ่มร้อนผ่าวหายใจติดขัดอย่างขัดเขินขึ้นมา
“อ่อ…เดาแม่นจริง” ศิลาพูดเจือยิ้มดวงตาที่มองใบหน้าแดงเรื่อของอันวาดเป็นประกายแวววาว
“ถ้าหมดธุระแล้วคุณก็กลับไปได้แล้ว” อันวาดลุกพรวดขึ้นเพื่อเดินหนีศิลาที่ยังยิ้มจ้องเธออยู่
“ธุระยังไม่หมด คุณต้องไปที่หนึ่งกับผมก่อน”
“ไปไหน ฉันไม่ไปไหนกับคุณทั้งนั้น”
“คอนโดของคุณ ต้องเอาภาพนั้นไปกำจัดทิ้งให้เร็วที่สุด”
“แต่ฉัน…ฉันอยากจัดการด้วยตัวเอง”
“ได้…แต่ผมอยากเอาไปให้คุณปู่ดูก่อน คุณพร้อมแล้วค่อยทำพิธีกัน” ศิลาพยักหน้าไม่ขัดอันวาดอีก
ก่อนออกไปอันวาดก็ไปบอกพ่อกับแม่ไว้ว่าจะออกไปทำธุระข้างนอกกับศิลา ช่วงเย็นที่มาถึงคอนโดนิติก็เดินเข้ามาหาอันวาดสีหน้าเป็นกังวลแล้วเริ่มบ่นเกี่ยวกับห้องที่เธอพัก ว่าก่อนหน้ามีกลิ่นเหม็นและได้ยินเสียงแปลกๆ เลยได้รู้ว่าอันวาเคยพาศิลามาที่คอนโดเธอเพื่อช่วยสะกดของที่อยู่กับภาพวาดนั้นเอาไว้
พอเปิดห้องเข้าไปด้านในมีกลิ่นคาวสาบคลุ้งทั่วห้อง เหม็นชวนอาเจียนเป็นอย่างมาก พออันวาดเดินเข้าไปในห้องที่เก็บภาพวาดเห็นบนพื้นหน้าภาพมีคราบเปรอะเปื้อนไปด้วยสีแดงคล้ำ พอมองดีๆ มีหนอนชอนไชยั้วเยี้ยเต็มพื้น
“อย่าจับมัน ของมันแรงขึ้นกว่าเดิม” ศิลารั้งมืออันวาดไว้เมื่อเห็นว่าเธอจะแตะภาพ เขาจึงหยิบบางอย่างจากอกเสื้อเหมือนจะเป็นผ้าสีขาวผืนใหญ่กว่าฝ่ามือเล็กน้อย เป็นการรองเพื่อไม่ให้มือสัมผัสโดยตรงกับภาพวาดนั้น บนผ้ามีอักขระอยู่ด้วย
“ทุกคนที่เคยจับภาพนี้จะถูกของ ผมไม่แน่ใจว่ามันเป็นวิชาของทางไหน เลยจะเอาไปให้คุณปู่ดูก่อน”
อันวาดพยักหน้ารับช้าๆ แล้วเริ่มนึกถึงว่าภาพนี้พ่อกับแม่ก็เคยจับ อันวาก็ด้วย แล้วยังไม่รู้ว่าคนที่บ้านของพี่สายลมเคยมีใครจับรึเปล่า ก็เริ่มเป็นกังวลขึ้น
“พ่อแม่กับน้องชายฉัน…”
“คนในครอบครัวคุณจะปลอดภัย” ศิลาเอ่ยพลางทั้งคู่ก็เดินกลับออกจากห้องและศิลาก็นำภาพนั้นกลับไปยังวังตากอากาศของปู่โดยแวะส่งอันวาดก่อน
“ถ้าผมรู้อะไรแล้วจะโทรบอกคุณ”
“ขอบคุณค่ะ” อันวาดยืนส่งศิลาอยู่หน้าบ้านพอรถออกตัวก็กลับเข้าบ้าน