“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”
ดราม่า,ชาย-หญิง,ไทย,ยุคปัจจุบัน,รัก,ไสยศาสตร์,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
สาปไสยเวท“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”
หลังสูญเสียแฟนหนุ่มที่กำลังจะแต่งงานกัน อันวาดถึงกับเสียศูนย์จนเลือกเดินทางผิดจนจิตใจถูกครอบงำ ศิลา เขากลับยื่นมือเข้าช่วยฉุดรั้งให้กลับตัว ความแค้นที่ยังฝังใจจะพาให้คนทั้งคู่ที่อยู่กันเหมือนเส้นคู่ขนานให้มาบรรจบกันได้ยังไง
ระหว่างเดินทางกลับอันวาดก็ได้คุยกับพ่อแม่ในเรื่องของตนเองกับศิลา โดยบอกถึงความต้องการว่าอยากทำความรู้จักกับศิลาต่อไปอีกสักพัก สองสามีภรรยาไม่ได้กะเกณฑ์กับลูกสาวเพียงแค่เตือนให้ลูกตัดสินใจดีๆ เท่านั้น
แต่เมื่อกลับมาถึงในเวลาค่ำหน้าบ้านกลับมีแขกมารออยู่ก่อนแล้ว ซึ่งครั้งนี้เป็นสองปู่หลานที่มาเยือนโดยไม่ได้บอกล่วงหน้า ใบหน้าผู้ชรายิ้มแย้มส่วนคนที่พยุงปู่อยู่ข้างๆ ก็ฉีกยิ้มให้คนทั้งสามด้วยเช่นกัน
หลังเชื้อเชิญแขกเข้ามาด้านในแล้ว ผู้อาวุโสสุดในห้องรับแขกอย่างหม่อมหลวงรังสิมันต์จึงเอ่ยถึงจุดประสงค์ในการมาครั้งนี้ขึ้นก่อน
“ผมมาวันนี้ก็เพื่อจะมาคุยเรื่องสินสอดทองหมั้นกับพวกคุณ หลานชายไม่รู้ความของผมละเลยข้ามขั้นธรรมเนียมไป ผมต้องขอโทษคุณทั้งสองด้วยครับ” ครั้งนี้คุณปู่เอ่ยอย่างเป็นทางการและสีหน้าจริงจังแสดงถึงความจริงใจเป็นอย่างมาก
สองสามีภรรยาต่างมองหน้ากันรู้ดีว่าไม่ใช่ความผิดของฝ่ายชายอย่างเดียว ในฐานะพ่อแม่พวกเขาย่อมรู้ดีว่าหากลูกสาวไม่ตั้งใจเรื่องคงไม่เกิด
“ผมมากราบขอขมาคุณพ่อคุณแม่ด้วยครับ” ศิลาที่นั่งอยู่ด้านข้างปู่ยอบตัวคุกเข่าลงเบื้องหน้าฤหัสและปภัสสรโดยที่ทุกคนยังไม่ทันได้ตั้งตัวก็พนมมือก้มกราบขอขมาพ่อแม่ของอันวาดแล้ว
“คุณ!/คุณ!” สองผู้ใหญ่อุทานตกใจรวมถึงอันวาดเองก็ตกใจไม่ต่างกันรีบขยับเข้าไปพยุงศิลาขึ้น
“คุณศิลา ลุกก่อนเถอะค่ะ” ศิลาเงยหน้ามองอันวาดที่จับแขนตนเองแล้วยกยิ้มบางให้ แววตาฉายความอบอุ่นจริงใจกุมมือหญิงสาวเอาไว้
“ผมอยากขอให้คุณพ่อคุณแม่อนุญาตให้อันแต่งงานกับผมด้วยครับ” มือใหญ่กระชับมืออันวาดไว้แล้วหันไปเอ่ยกับฤหัสและปภัสสร
ทั้งสองมองหน้าศิลาต่างก็มองเห็นว่าสายตาชายหนุ่มตรงหน้าคาดหวังและจริงจัง แต่พอเหลือบมองลูกสาวแล้วก็ได้แต่ทอดถอนอยู่ในใจอย่างไม่รู้จะตอบอย่างไรดี
“เรื่องแต่งงาน เราสองคนไม่ขัดข้องแต่คงต้องรอน้องชายของอันจัดการธุระเรียบร้อยกลับมาก่อน ซึ่งยังกำหนดเวลาไม่ได้” ฤหัสเอ่ยขึ้น
“ได้ครับ ถ้าอย่างงั้นก็จัดงานหมั้นกันไว้ก่อน เพื่อชื่อเสียงของอัน” ศิลาพยักหน้าตัดสินใจรวดเร็วก่อนที่อันวาดจะค้านก็กดกุมมือเธอเอาไว้แน่นไม่ยอมให้ชักกลับ
“งั้นก็เอาตามนี้แล้วกัน หมั้นไว้ก่อน พอดีเลยผมเองก็ดูฤกษ์ยามงามดีมาไว้บ้างแล้ว เรามาปรึกษาเรื่องวันกันดีกว่า” สองปู่หลานต่างรับส่งพูดเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยจนครอบครัวฝ่ายหญิงหาโอกาสพูดแทรกไม่ได้
หลังการพูดคุยกันซึ่งใช้เวลานานนับชั่วโมงและที่เสียเวลามากก็เพราะเรื่องวันมันกระชั้นชิดที่นานสุดคือปลายเดือนหน้า ทางครอบครัวอันวาดจึงได้เลือกวันนั้น
ขณะออกมาส่งแขกหลังคุณปู่เข้ารถอันวาดจึงได้พูดเสียงเบากับศิลาถึงเรื่องงานหมั้น
“ไหนบอกจะถ่วงเวลาออกไปไงคะ”
“นั่นมันก่อนหน้า แต่ตอนนี้หนูกับพี่ไม่เหมือนเดิมแล้ว หรือคิดจะฟันพี่แล้วทิ้ง” ศิลาก้มหน้าเอ่ยเสียงเบาเลียนแบบอันวาด
“คุณ กลับไปเลย” อันวาดค้อนใส่คนที่ทำหน้านิ่งแต่คำพูดกลับสวนทางผลักอกศิลาให้ถอยห่าง
“ครับภรรยา” ศิลาก้มหน้าต่ำอยู่ข้างใบหูแล้วเอ่ยกลั้วหัวเราะ
“...” อันวาดเม้มปากไม่ตอบโต้มีเพียงใบหน้าที่รู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมา
“พรุ่งนี้พี่จะมารับนะครับ”
“รับไปไหนคะ” อันวาดเงยหน้าถาม
“ความลับครับ”
“แล้วเรื่องภาพล่ะคะ” อันวาดมองรอยยิ้มกรุ้มกริ่มศิลาที่ไม่ยอมบอกว่าจะรับไปไหนจึงเปลี่ยนเรื่องถาม
“คุณปู่ยังไม่มีวิธีจัดการภาพ ไว้จัดการหลังงานหมั้นเราดีกว่าครับ”
“ค่ะ คุณปู่ยังรออยู่ คุณกลับก่อนเถอะค่ะ” อันวาดพยักหน้าตอบรับไม่ชวนคุยอีกก่อนจะมองไปยังคุณปู่ที่รออยู่ในรถ
“ครับ” ศิลาตอบใบหน้าเผยยิ้มกว้าง
หลังสองปู่หลานกลับทางครอบครัวอันวาดเองก็พูดคุยกันอีกครั้งสรุปความเห็นให้ลูกสาวหมั้นไปก่อน ส่วนเรื่องแต่งไม่แต่งให้ลูกเป็นคนตัดสินใจเอง
ในวันต่อมาความลับที่ศิลาว่าไว้เมื่อวานคือ พาอันวาดไปวัดตัวเพื่อตัดชุดที่จะใช้ในวันงานหมั้น เสร็จแล้วจึงพาไปทานอาหาร ในช่วงบ่ายก็พาไปพบคุณปู่ที่บ้านของคุณศิลา
นั่งพูดคุยกันอยู่พักใหญ่จึงได้ทราบว่าวันนี้คุณปู่จะให้อันวาดทำพิธีรับขันธ์ครูโดยรอฤกษ์ถึงเวลาคือหนึ่งทุ่มสิบเก้านาทีจึงจะเริ่ม
“นี่เป็นพิธีรับขันธ์ครูอย่างถูกต้องสมบูรณ์” ศิลาเอ่ยบอกแล้วพยักหน้าให้อันวาดเข้าไปนั่งด้านหน้าคุณปู่
“ปู่เคยบอกเรื่องนี้กับพ่อแม่หนูไปแล้ว พวกท่านเห็นด้วย” คุณปู่แจงให้อันวาดฟังเพราะเห็นความลังเลของหญิงสาว
“ค่ะ คุณปู่” อันวาดพยักหน้ารับสบายใจขึ้น ระหว่างทางที่มาศิลาก็ได้บอกถึงข้อดีในการรับขันธ์ครูครั้งนี้แล้ว และสบายใจยิ่งขึ้นเมื่อทราบว่าพ่อแม่เห็นด้วย
ขั้นตอนก่อนเริ่มทำพิธี อันวาดต้องเปลี่ยนมานุ่งชุดขาวเกล้าผมเป็นมวย ถอดเครื่องประดับทั้งหมดบนตัวโดยมีศิลาคอยแนะนำและหวีผมจัดทรงให้เองกับมือ เมื่อแต่งองค์ทรงเครื่องเสร็จอันวาดถึงได้กลับเข้าห้องทำพิธีใหญ่อีกครั้ง
ในห้องพิธีใหญ่บนตั่งคุณปู่นุ่งขาวอยู่ในชุดเตรียมทำพิธี ข้างตัวมีพานหมากดิบ ใบพลู ส่วนอีกพานก็มีกำไลเข้าคู่สี่วง และแหวน
คุณปู่นั่งบนตั่งไม้ตัวอันวาดนั่งอยู่บนพื้นพรมด้านล่างส่วนศิลาอยู่ด้านข้างหญิงสาวเพื่อคอยเป็นลูกมือหยิบจับของให้กับปู่
ลำดับแรกของการเริ่มทำพิธีอันวาดพนมมือก้มกราบคุณปู่สามครั้ง จากนั้นหน้าผากถูกเจิมด้วยแป้งขาวและแป้งแดงสามจุด ต่อด้วยการรับประคำที่ทำจากไม้จันทน์ส่วนเม็ดยอดเป็นทองคำสีอร่ามเงา
ศิลาส่งเทียนและธูปให้อันวาดจุดแล้วปักไว้ที่เชิงแล้วกลับมานั่งตรงหน้าคุณปู่อีกครั้ง พานหมากพลูถูกยื่นให้หญิงสาวโดยศิลาคอยบอกถึงวิธีการในลำดับถัดไปคือยกพานขึ้นเหนือหัวแล้วส่งให้คุณปู่รับ
“ตั้งจิตให้มั่น แล้วว่าตามปู่” ศิลาเอี้ยวตัวบอกอันวาดเสียงค่อย บนศีรษะหญิงสาวถูกมือชราวางทาบไว้
“เอสาหัง อัชชะตัคเค ปาณุเปตัง ครุ ปาเจ วิชชา สะระณัง คะตัง ปฏิ ข้าพเจ้าขออัญเชิญครูบาอาจารย์ในสายวิชาให้ยอมรับการเป็นศิษย์เพื่อเรียนและจะฝึกปฏิบัติตาม”
คำกล่าวถูกว่านำโดยคุณปู่และมีอันวาดคอยว่าตามจนจบ ฝ่ามือใหญ่ถอนกลับจากนั้นคุณปู่พยักหน้าเป็นสัญญาณให้ศิลา หญิงสาวยังทำเพียงนิ่งเพื่อรอดูว่าต้องทำอะไรต่อ
ศิลาหยิบกำไลสองวงมาสวมให้ที่ข้อมือเสร็จก็สวมที่ข้อเท้าจากนั้นจึงได้หยิบแหวนมาสวมให้อันวาดในลำดับสุดท้าย ครั้งนี้้มีสติรู้ตัวและเห็นทุกการขยับเคลื่อนไหวของคนตรงหน้าชัดเจนรวมถึงสัมผัสอุ่นของริมฝีปากที่ประทับจูงลงบนนิ้วนางซ้ายที่เขาสวมแหวนให้เธอ
รอยยิ้มและใบหน้าศิลาฉายความยินดีประกายตาเจิดจ้ามองผสานสายตาของอันวาดที่จ้องมองทุกการกระทำของเขา หัวใจที่เคยเยียบเย็นคล้ายมีกระแสบางอย่างมากระทบผ่านทำให้อบอุ่นขึ้นทีละน้อย
“ขยับเข้ามาหาปู่” ชายชราเอ่ยบอกทั้งสองจากนั้นคุณปู่ก็จุ่มปลายนิ้วลงบนน้ำมันหอมวาดอักขระบางอย่างให้ศิลาแล้วทำแบบเดียวกันให้อันวาด แล้วก้มกราบคุณปู่ตามที่ศิลาทำ
“เรื่องของและอาถรรพ์ในภาพไว้ปู่จะลองหาวิธีจัดการเองหลังจัดพิธีหมั้นเรียบร้อย” ผ่านไปหลายอึดใจคุณปู่จึงเอ่ยขึ้น
“ครับ” ศิลาตอบก่อนจะหันมองอันวาดเป็นเชิงให้เธอคล้อยตามคำของเขา
ใช้เวลาในการทำพิธีกว่าหนึ่งชั่วโมงเศษ พอเสร็จพิธีจึงล่วงเข้าเกือบสามทุ่ม คุณปู่กลับวังตากอากาศของตัวเอง ทิ้งให้หนุ่มสาวทั้งสองอยู่กันตามลำพัง อันวาดจึงเข้าห้องน้ำไปเปลี่ยนชุดเพื่อจะได้กลับบ้านเพราะรถเธอเองก็ยังอยู่ที่บ้านของศิลา
แต่พอออกจากห้องน้ำร่างสูงใหญ่ในเชิ้ตขาวของศิลายืนขวางหน้าอยู่ ดวงตาเปล่งประกายจับจ้องอยู่บนใบหน้าและเรือนร่างของอันวาด มุมปากยกยิ้มบางเมื่อเห็นข้อมือและข้อเท้าทั้งสองของหญิงสาวยังประดับด้วยกำไลเพราะเขากำชับว่าอย่าเพิ่งถอดเธอจึงทำตาม
“มายืนทำอะไรตรงนี้คะ” อันวาดมองหน้าคนที่ยืนยิ้มจ้องตัวเองแล้วถามขึ้น เห็นสายตาเขาที่กวาดมองตามร่างเธอแล้วเริ่มรู้สึกหน้าร้อนผ่าวขึ้นอย่างประหลาดอีกทั้งหัวใจก็เริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ
“มารอภรรยาครับ” คำตอบที่เอ่ยนั้นทุ้มต่ำสุขุมทว่าตัดกับใบหน้าและรอยยิ้มกริ่มที่ดูออกจะขี้เล่นยียวน
“ดึกแล้วฉันขอตัวกลับบ้านก่อนเดี๋ยวคุณพ่อคุณแม่จะเป็นห่วง” อันวาดเสหลบไม่ผสานสายตากับศิลา เอ่ยเปลี่ยนเรื่องไม่ต่อความคำของเขา
“พี่โทรบอกคุณแม่ให้แล้วว่าคืนนี้อันจะค้างบ้านพี่” ศิลาเอ่ยบอกพร้อมทั้งขยับตัวบังไม่ให้อันวาดเบี่ยงตัวเดินหนีตนได้
“ใครบอกว่าฉันจะนอนที่นี่ ฉันจะกลับบ้าน” อันวาดตวัดดวงตามองคนเผด็จการที่ยิ้มยั่วเย้าโน้มหน้าใกล้เธอเข้ามาอย่างจงใจ
“ก็พี่บอกนี่ไงครับ มาเดี๋ยวพี่ถอดให้” ว่าแล้วศิลาก็ก้มลงช้อนตัวอุ้มอันวาดขึ้นโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว
“ถอดอะไร คิดจะทำอะไร” อารามตกใจอันวาดจึงต้องยกแขนโอบรอบคอศิลาเพื่อไม่ให้ตัวเองตก แล้วละล่ำละลักถามชายหนุ่มดวงตากลมจ้องหน้าเขาแววไหวระริก
“พี่จะถอด…กำไลให้ครับ” ศิลาหยุดอยู่ข้างเตียงขณะยังอุ้มอันวาดนั้นก็ลากเสียงเว้นระยะพูดกับหญิงสาวพร้อมมองแก้มสีระเรื่อของเธออย่างอารมณ์ดีจากนั้นค่อยวางร่างเธอลงนั่งบนเตียงอย่างเบามือ
“ฉันถอดเองก็ได้” อันวาดเอ่ยขึ้นเสียงคล้ายขัดเขินอยู่บ้าง
“ไม่ได้ครับ พี่ต้องเป็นคนถอดให้” ศิลายอบตัวลงถอดกำไลที่ข้อมือวางบนเตียงแล้วค่อยบรรจงถอดจากข้อเท้าทั้งสองข้างเธอแล้วนำทั้งหมดไปวางไว้ที่โต๊ะข้างหัวเตียง
“แหวนไม่ต้องถอดด้วยเหรอคะ” อันวาดถามทำท่าจะจะดึงแหวนออกจากนิ้วแต่ศิลากดห้ามไว้
“ไม่ต้องครับ มันไม่เกะกะ”
“ไม่เกะกะอะไร” อันวาดงุนงงถามกลับไม่มีคำตอบจากคนถูกถามมีเพียงแต่แขนยาวแข็งแรงที่เอื้อมมาโอบกอดร่างเธอเอาไว้พร้อมริมฝีปากอุ่นที่ประทับมาอย่างไม่ทันตั้งตัวอีกครั้ง
“อื้อ…อุน อำ อะ ไอ” (คุณทำอะไร) เสียงอู้อี้เล็ดลอดจากลำคอไม่ต้องได้ยินคำได้ฟังคำตอบเป็นคำพูดเพราะการกระทำของชายหนุ่มเป็นการบอกอย่างชัดเจนว่าเขาจะทำอะไร
ฝ่ามือหนาและปลายนิ้วทั้งกอบกุมและนวดคลึงไปตามเอวและทรวงอก สลับเปลี่ยนที่ทั่วแผ่นหลังและสะโพก ฝีปากยังไม่ถอดถอนจูบเร่าร้อนที่ตะโบมใส่หญิงสาวไม่ยั้ง ทว่าถึงเร้าอารมณ์แต่ทุกอย่างก็ยังอยู่ในกรอบของความทะนุถนอมเหมือนเดิม