“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”

สาปไสยเวท - สาปไสยเวท บทที่ ๔๐ โดย หยกลายกุหลาบ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ดราม่า,ชาย-หญิง,ไทย,ยุคปัจจุบัน,รัก,ไสยศาสตร์,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

สาปไสยเวท

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ดราม่า,ชาย-หญิง,ไทย,ยุคปัจจุบัน,รัก

แท็คที่เกี่ยวข้อง

ไสยศาสตร์,ดราม่า

รายละเอียด

สาปไสยเวท โดย หยกลายกุหลาบ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”

ผู้แต่ง

หยกลายกุหลาบ

เรื่องย่อ

หลังสูญเสียแฟนหนุ่มที่กำลังจะแต่งงานกัน อันวาดถึงกับเสียศูนย์จนเลือกเดินทางผิดจนจิตใจถูกครอบงำ ศิลา เขากลับยื่นมือเข้าช่วยฉุดรั้งให้กลับตัว ความแค้นที่ยังฝังใจจะพาให้คนทั้งคู่ที่อยู่กันเหมือนเส้นคู่ขนานให้มาบรรจบกันได้ยังไง

สารบัญ

สาปไสยเวท-# คำเตือน,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทนำ,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๕,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๖,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๗,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๘,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๙,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๐,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๑,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๒,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๓,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๔,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๕,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๖,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๗,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๘,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๙,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๐,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๑,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๒,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๓,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๔,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๕,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๖,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๗,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๘,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๙,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๐,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๑,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๒,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๓,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๔,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๕,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๖,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๗,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๘,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๙,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๐,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๑,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๒,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๓,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๔,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๕,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๖,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๗,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท ตอนพิเศษ ,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท ธีม การแสดง,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท ธีม โชคชะตา,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท ธีม อธิษฐาน,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท ธีม หลอกหลอน,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท ธีม ช็อกโกแลต

เนื้อหา

สาปไสยเวท บทที่ ๔๐

สาปไสยเวท : บทที่ ๔๐

สิ่งที่น้องชายพูดคือเรื่องยืมเงิน และทุกอย่างทุกประโยคในวันวานก็ย้อนกลับมาเหมือนเดิมเป๊ะ แต่ที่แตกต่างออกไปคือในอาหารที่ตั้งอยู่ตรงหน้าครั้งนี้เธอมองเห็นว่ามันถูกใส่ยาเสน่ห์ แสดงว่าตอนนั้นเธอกินอาหารที่ใส่ยาเสน่ห์เข้าไปแต่ไม่รู้ตัว และอันวาดก็กินอาหารที่สายลมตักให้ 

ค่ำคืนสงบเงียบบนเตียงนอนมีอันวาดที่หลับอยู่แล้วประตูห้องก็ถูกเปิดเข้ามาอย่างเบามือ เงาร่างของสายลมยืนอยู่ด้านข้างมองคนที่หลับด้วยสายตานิ่งเรียบ

มือใหญ่เปิดลิ้นชักข้างหัวเตียงลื้อหาบางอย่างก่อนจะหยิบสร้อยคอแล้ววางอีกเส้นที่เหมือนกันลงไปแทน มือใหญ่เอื้อมจับลงบนลำคอบางออกแรงบีบหนักขึ้นเรื่อย ๆ 

“ฤทธิ์เยอะจริงนะมึง” มือของสายลมสั่นเทาขึ้นเหมือนถูกไฟร้อนลวกจึงสะบัดมือปล่อยสบถลอดไรฟันอย่างกรุ่นโทสะแล้วก้าวออกไปจากห้องนอน

อันวาดที่หลับตาสนิทก่อนหน้าลืมตาขึ้น นี่คงเป็นเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นคืนนั้นแต่เธอไม่รู้เรื่อง แล้วเมื่อไหร่เธอจะตื่นจากฝันหรือหลุดจากสิ่งที่ต้องมารับรู้เรื่องที่ผ่านมาเสียที

ไม่นานสายลมก็เดินกลับเข้าห้องมาอีกครั้ง ร่างสูงเบาฝีเท้าแล้วก้าวขึ้นบนเตียง มือใหญ่จับไหล่อันวาดที่ตะแคงตัวให้นอนหงาย เมื่อสายลมกำลังลงมือปลดกระดุมเสื้อนอนอันวาดจึงลืมตาขึ้นอย่างฉับพลัน

“พี่ลมจะทำอะไรคะ” เสียงตื่นตระหนกของเธอถามพลางยันตัวลุกนั่งจะลงจากเตียงแต่กลับถูกกระชากให้ล้มแล้วกดลงบนที่นอนอีกครั้ง 

“เราเป็นแฟนกัน จะมีะอะไรกันก็ไม่แปลก อีกอย่างพี่ก็บอกอันแล้วว่าอยากมีลูกไง” เสียงสายลมเข้มขึ้นส่วนมือก็ออกแรงกระชากเสื้อนอนของอันวาดจนกระดุมหลุดขาดไปสองสามเม็ด

“ปล่อย พี่ลม ปล่อยอัน” เสียงอันวาดกระท่อนกระแท่นเท้าถีบยันที่นอนมือจับแขนสายลมดวงตาไหวระริกหวาดกลัว 

“จะหวงเนื้อหวงตัวทำไมนักหนา เราเป็นแฟนกันมาตั้งหลายปีแล้ว” 

“ปล่อย อึก ปล่อย…” อันวาดที่พยายามดิ้นตะกายเห็นภาพทับซ้อนขึ้นมาอีกครั้ง   

“ไม่ปล่อย ยอมพี่ดี ๆ ถ้าไม่อยากเจ็บตัว” มือใหญ่ของสายลมกำไหล่มนไว้พยายามดึงทึ้งเสื้อให้ขาด “มึงมันสมควรแล้วที่ต้องเจอแบบนี้เหมือนที่แม่กูต้องเจอ มึงควรตายไปตั้งนานแล้วตายตามพี่กูไป”

“แค่ก แค่ก พี่ลม ปล่อย” ความทรงจำครั้งตัวเองตะเกียกตะกายเอาตัวรอดครั้งวัยเยาว์หวนขึ้นมา คาถาบทที่เคยท่องก็ผุดขึ้นมาในสมองให้เธอได้สวด ทว่าความกล้าที่จะเอ่ยบริกรรมคาถาของอันวาดกลับไม่มี 

“พี่ลม ปล่อย อย่า ทำ แบบ นี้ อันไม่ อยาก ทำร้าย พี่ อีกคน” เสียงขาดห้วงเริ่มแผ่วเพราะขาดอากาศหายใจแรงมือที่จับแขนสายลมเริ่มเบาลง

“มึงจำได้แล้วสินะ งั้นก็รีบ ๆ ชดใช้กรรมของมึงซะ” กำลังของการบีบรัดที่คอนั้นกลับทวีขึ้นเรื่อย ๆ จนอันวาดดวงตาแดงก่ำน้ำตาไหลอาบแก้ม

“ร้องไปก็ไม่มีประโยชน์” เสียงกลั้วหัวเราะแสนเย็นชาสะใจของสายลมบาดลึกลงกลางใจคนฟัง 

“ถ้ารู้ว่าแค่กำจัดสร้อยเส้นนั้นแล้วฆ่ามึงได้กูทำไปตั้งนานแล้ว” 

อันวาดหลับตาลงแรงฮึดสุดท้ายที่เคยเกิดขึ้นเหมือนเมื่อครั้งยังเด็กได้เกิดอีกครั้ง เธอจับแขนสายลมทั้งที่ใจก็ไม่อยากทำแต่พอถึงขีดสุดเสียงสั่น ๆ ของอันวาดก็เริ่มท่องเอง

สิ เส อะหฺริ… 

“โอ้ย…” ท่องไปเพียงสี่คำอันวาดก็ได้ยินเสียงร้องโอดโอยของสายลมดังขึ้น 

พอลืมตาก็เห็นเงาร่างของโหงพรายที่นุ่งสไบสีเงินยืนหน้าทมึงทึงมองสายลม พริบตาต่อมาเงาสูงใหญ่ที่มองไม่เห็นหน้าตาแต่เค้าโครงคุ้นตาปรากฏขึ้น

ร่างสูงใหญ่ท่องบางอย่างขมุบขมิบ อันวาดพยายามเบิกดวงตาที่พร่าเลือนเพราะก่อนหน้าเกือบขาดอากาศใกล้ตายจ้องร่างนั้น แล้วพยายามเอ่ยเรียกทว่ากลับไร้เสียงใดลอดออกจากลำคอ 

“คุณ…” เมื่อรวบรวมแรงเรียกกลับดังเพียงคำเดียวแล้วเปลือกตาก็เริ่มหนักขึ้น เมื่อร่างนั้นบริกรรมคาถาจบแล้วเป่ามาทางคนทั้งสองบนเตียง ดวงตาของอันวาดก็ปิดสนิทลง

‘ตื่นได้แล้วครับ’

‘สายแล้วลุกมากินข้าวก่อนครับ’

‘กรี๊ดดด’ เสียงคุ้นหูดังขึ้นอีกครั้งและดังใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ จนชิดใบหูทำให้คนที่หลับสะดุ้งกรีดร้องลุกพรวดขึ้นมา “พี่ลม ปล่อยอัน ปล่อย ฮือ…”

“อัน เป็นอะไรครับ ฝันร้ายเหรอ” แขนแข็งแรงรวบตัวอันวาดที่พรวดพราดลุกกรีดร้องเสียงหลงเข้ามากอดไว้แนบอก

“ปล่อย ปล่อยอัน พี่ลมปล่อย” 

“ชู่ว คนดี อันลืมตานี่พี่เองครับ” ศิลากอดแล้วลูบแผ่นหลังบางปลอบเสียงทุ้ม แล้วใช้สองฝ่ามือกุมแก้มอันวาดตรึงให้อยู่ตรงหน้ากล่อมคนที่ยังหลับตาร้องโวยวายมือไม้ผลักตัวเขาพัลวัน

“พี่เองครับ ลืมตาก่อนคนดี”

“คุณ ฮึก…” อันวาดลืมตามองคนที่อยู่ตรงหน้าดวงตาแดงเรื่อผ่าวร้อนแล้วน้ำตาที่เอ่อก็รินร้องไห้ออกมา

“ฝันร้ายใช่ไหม ไม่เป็นไรแค่ฝันนะครับ ไม่เป็นไรแล้ว” ศิลาเห็นดวงตาหวาดผวาของอันวาดก็รีบปลอบใจแล้วซับเหงื่อที่เปียกซึมทั่วหน้าให้อย่างเอาใจใส่

“คุณ คุณใช่ไหม” อันวาดเอ่ยเสียงเครือสั่นสองมือที่จับแขนศิลากระชับแน่นขึ้น 

“พี่เอง แค่ฝันร้ายไม่เป็น…”

“คืนนั้น คือคุณ ใช่ไหม” อันวาดถามอีกครั้งแต่คราวนี้เสียงเริ่มสงบลงเธอปล่อยมือที่จับศิลาช้า ๆ แล้วขยับตัวให้ห่างจากเขาออกมาอีกนิด

“อันครับ” 

“ยังมีอะไรที่ฉันต้องรู้อีกไหม” อันวาดนั่งนิ่งชักมือที่ศิลาดึงไปกุมกลับมาทันทีจ้องใบหน้าของเขาที่มองเธออยู่ด้วยแววตาเฝ้ารอและคาดคั้นคำตอบ 

“พี่ขอโทษครับ พี่แค่…แค่ไม่อยากให้หนูมีความทรงจำไม่ดี” 

“ขอบคุณค่ะ ฉันอยากกลับบ้านแล้ว” อันวาดเอ่ยเสียงราบเรียบเสมองไปทางบานกระจกใหญ่ที่เห็นวิวของตะวันกำลังลาใกล้ลับขอบฟ้า

“โกรธพี่เหรอ พี่ขอโทษครับ” 

“ไม่ได้โกรธค่ะ คุณหวังดีช่วยฉันขนาดนี้ ฉันมีสิทธิ์อะไรไปโกรธคุณ” อันวาดตอบแล้วนวดขมับตัวเองที่เริ่มปวดตุบขึ้นมาอีกครั้ง

“คุณกับฉันอีกแล้ว แบบนี้เหมือนเหินห่างกันมาก พี่กับหนูฟังเพราะหูกว่าครับ”

อันวาดมองหน้าคนที่เอ่ยเสียงร่าเริงกลบเกลื่อนพูดคุยกับเธอแล้วได้แต่เงียบไม่รู้จะต่อคำพูดอะไรกับเขา ในใจมีทั้งความสับสนปนหงุดหงิดและขุ่นเคืองรวมอยู่ด้วย   

“หนูยังไม่สบาย ค้างอีกคืนค่อยกลับเถอะ พี่ทำโจ๊กซุปกุ้งให้ กินก่อนจะได้กินยานะครับ” ศิลาว่าพลางเอื้อมหยิบชามโจ๊กกุ้งที่ส่งกลิ่นหอมของข้าวหอมมะลิ

อันวาดมองในชามเห็นหมูสับปั้นเป็นก้อนและกุ้งเป็นตัววางเรียงสวยงาม กลิ่นซุปกุ้งลอยโชยแตะจมูกหอมชวนกิน โรยต้นหอมผักชีซอยละเอียดไม่ใส่ขิง แล้วเธอก็เงยมองหน้าศิลาที่กำลังก้มเป่าข้าวในช้อนก่อนจะส่งมาป้อนให้ถึงปาก

“อ้าปากครับ ไม่ร้อนแล้ว แค่อุ่น ๆ” ศิลาเอ่ยบอกเหมือนกล่อมเด็กเมื่อเห็นว่าอันวาดยังไม่ยอมเปิดปากกินข้าว

“คุณ…” อันวาดกำลังจะพูดแต่ก็เงียบลงไม่เอ่ยอะไรต่อทำเพียงเผยอปากกินข้าวในช้อนที่ศิลาป้อน

“ครับ อะไรเหรอ” ศิลาที่เป่าข้าวคำต่อไปถามขึ้นแววตามองนัยน์สีดำของอันวาด 

“เปล่าค่ะ” อันวาดส่ายหน้าแล้วนิ่งรอโจ๊กคำต่อไป

เธอหยุดความคิดไว้ ไม่ถามว่าทำไมเขาถึงรู้ว่าเวลาเธอไม่สบายชอบกินโจ๊กน้ำซุปที่ต้มจากหัวกุ้งและไม่ชอบขิงซอย  ไม่ถามว่าเขามีเหตุผลอะไรถึงช่วยเธอ และไม่ถามว่าทำไมเขาถึงคอยช่วยแล้วไม่เคยบอก

ดวงตาที่เป็นประกายของศิลาหม่นลงเมื่ออันวาดนิ่งเงียบ แต่มุมปากยังยกยิ้มส่งให้อีกฝ่ายแล้วทำหน้าที่ป้อนข้าวต่อ

“ชอบหรือเปล่า อร่อยไหม” ยังคงเป็นศิลาที่คอยถามและพูดไม่ให้บรรยากาศของทั้งสองเกิดความเงียบจนเกินไป 

อันวาดเคยคิดว่าตัวเองเป็นคนคุยเก่งแต่ตอนนี้พอเห็นคนไม่ค่อยพูดจาอย่างศิลาที่อายุเข้าเลขสามปลายแก่กว่าเธอถึงสิบสองปีมาคอยชวนคุยเอาใจก็นึกขำอยู่ในใจและเอ็นดูเขาขึ้นมา

“ไม่ชอบเหรอ” เมื่อไม่มีการตอบโต้จากอันวาด รอยยิ้มที่มุมปากศิลาก็ยิ่งฝืดเฝือนแต่ก็ยังฝืนยกโค้งไว้

ดวงตาดำขลับที่ก่อนหน้ายังมองชามโจ๊กสลับกับใบหน้าของศิลาตอนนี้ได้หันเหไปยังด้านนอก ในหัวกำลังคิดประมวลถึงเรื่องราว และทุกอย่างที่เขาทำให้ เพียงไม่นานที่ได้อยู่ด้วยกันความรู้สึกในใจที่เคยถูกแช่จนเยือกแข็งกลับอบอุ่นขึ้นเรื่อย ๆ จากการกระทำดูแลเอาใจใส่ของเขา

“หรืออยากกินอย่างอื่นไหม” ช้อนที่กำลังจะยื่นส่งมาป้อนค้างกลางอากาศเมื่อไร้ปฏิกิริยาจากหญิงสาว 

อันวาดหันกลับมามองหน้าคมสันรอยยิ้มของเขาที่เค้นออกมาเศร้าสลด เมื่ออันวาดมองเข้าไปในดวงตาที่สะท้อนเพียงเงาของเธออยู่ จึงเห็นใบหน้าตัวเองนั้นราบเรียบมองเขาโดยนัยน์เธอเป็นแววตาไร้ความรู้สึก

อาจเพราะคาดหวังและวาดฝันสวยงามมากเกินไปเมื่อผิดหวังจากเรื่องพี่สายลมจึงทำให้เธอเจ็บปวดจนหวาดกลัว และตอนนี้ถึงรู้ใจตัวเองก็ยังระแวงไม่กล้ายอมรับความรู้สึก 

“เดี๋ยวพี่ทำอย่างอื่นให้ครับ บอกมาว่าอยากกินอะไร”    

แต่…ความเอาใจใส่ของศิลากำลังละลายไอเย็นของหัวใจ เขากำลังเยียวยาบาดแผลที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้าให้ตกสะเก็ด และรักษาจนใกล้จะไร้ร่องรอยที่ถูกสร้างขึ้นจากคนที่เธอรักให้ใจทั้งดวงไป

“ชอบค่ะ”

อันวาดเอ่ยตอบคำถามแรก

“อร่อยมากค่ะ”

เธอตอบคำถามที่สองมองสานนัยน์ตาเขา 

“ไม่อยากกินอะไรแล้วค่ะ”

แล้วตอบคำถามที่สามพร้อมกับส่งยิ้มให้ศิลาโดยมีรอยยิ้มเบิกบานของเขาเจิดจ้าตอบรับกลับมา

อ้อมแขนแกร่งรวบตัวร่างบางเข้าไปกอดแนบอกโดยไม่รู้ว่าเขาเอาเวลาไหนวางชามโจ๊ก ส่วนสองแขนเรียวเองก็โอบกอดเอวฝังหน้าเข้ากับอกอุ่นแข็งแรงของศิลาเช่นกัน

“พี่รักอันนะครับ” เสียงทุ้มดังเหนือกระหม่อมพร้อมประทับจูบย้ำอยู่นาน “พี่แค่อยากบอกให้รู้ไว้ว่าพี่รักอัน”

อ้อมกอดอุ่น เสียงทุ้มนุ่มนวล สัมผัสกอดไล้อ่อนโยน กิริยาทะนุถนอม ทุกการกระทำของเขากำลังนำพาทั้งร่างกายและหัวใจของเธออบอุ่น สองแขนกอดกระชับเข้าหากันและกัน 

“อัน…” 

“ตอนนี้อันยังไม่ต้องรักพี่ก็ได้ แค่ยอมเปิดใจรับพี่ไว้ และวันหนึ่งที่พี่พยายามทำได้ดีพอแล้ว อันจะรักพี่เอง” ริมฝีปากที่พรมบนใบหน้าเอ่ยเสียงต่ำอย่างอ่อนโยน

“คือ…” อันวาดถอนกอดแล้วเอนตัวไปด้านหลังเล็กน้อยแล้วเงยหน้ามองเขา หลังลากเสียงคำว่าคือ…อยู่นานเธอเม้มปากแล้วเอ่ยเสียงออกไปว่า 

“ตอนนี้…หนูว่าหนูก็ชอบพี่แล้ว”

ในน้ำเสียงที่ประหม่ากลับนุ่มนวลหวานหูสำหรับคนได้ฟังเป็นอย่างมาก ศิลาก้มมองใบหน้าที่แดงเรื่อขึ้นของอันวาดอย่างปลื้มตื้นตันใจ ก่อนจะจรดปากทาบสนิทลงบนริมฝีปากกระจับอิ่มของร่างเล็กที่ถูกรวบกอดอีกครั้ง

“พี่ก็รักอันครับ”