“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”
ดราม่า,ชาย-หญิง,ไทย,ยุคปัจจุบัน,รัก,ไสยศาสตร์,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
สาปไสยเวท“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”
หลังสูญเสียแฟนหนุ่มที่กำลังจะแต่งงานกัน อันวาดถึงกับเสียศูนย์จนเลือกเดินทางผิดจนจิตใจถูกครอบงำ ศิลา เขากลับยื่นมือเข้าช่วยฉุดรั้งให้กลับตัว ความแค้นที่ยังฝังใจจะพาให้คนทั้งคู่ที่อยู่กันเหมือนเส้นคู่ขนานให้มาบรรจบกันได้ยังไง
ดวงตาขุ่นขวางที่มีใต้ตาคล้ำของอันวาดปรือมองคนที่นอนยิ้มเบิกบานอยู่ด้านข้างเธอพ่นเสียงหึเบา ๆ อย่างไม่พอใจ ทว่ากลับไร้เสียงจะเอ่ยเพราะเจ็บคอแม้กระทั่งริมฝีปากยังแห้งแตก
“หิวรึยังครับ” เสียงทุ้มถามด้วยสีหน้าสดใส
“...” ไร้คำตอบจากคนถูกถาม อันวาดเม้มปากไม่กล้าตอบเพราะคำถามนี้เธอถูกถามก่อนหน้าสองครั้งแล้วตอนหลังจากตอบว่าหิวในตอนหกโมงเช้าก็ถูกป้อนเติมเต็มอย่างทรมานจากคนหื่นหน้าเป็น
แปดโมงถูกถามอีกครั้งเธอตอบว่าหิวก็ยังถูกแกล้งเคี่ยวกรำต่อโดยไม่ได้พัก และตอนนี้สิบโมงแล้วอย่าว่าแต่กินข้าวแม้กระทั่งนอนยังไม่ได้หลับดี ๆ เลยตั้งแต่เมื่อคืน
เปลือกตา แขน ขา แม้แต่เสียงอันวาดก็ไม่อยากจะเอ่ยออกมาสักแอะ เรี่ยวแรงถูกสูบกลืนกินรีดเค้นระเหยออกไปกับน้ำและเหงื่อจนหมดแล้ว ไม่อยากจะเห็นคนตรงหน้าจึงหลับตานอนนิ่งไม่ส่งเสียงและไม่สนใจเขาอีก
“หืม งั้นหนูนอนพักก่อน พี่ลงไปทำข้าวต้ม เสร็จเดี๋ยวพี่ยกมาให้นะครับ” ศิลาเอ่ยเสียงเบาข้างหูก้มจูบหน้าผากกับสองแก้มเห็นใบหน้างามระเรื่อสีแดงพยักรับเบา ๆ แต่ไม่ได้ลืมตาขึ้นมาเขาก็ยกยิ้มแล้วลงจากเตียง ดึงผ้าขึ้นห่มร่างเล็กเปลือยเรียบร้อยแล้วตัวเองที่ไร้อาภรณ์จึงเดินไปเข้าห้องน้ำ
ศิลาอาบน้ำแต่งตัวแล้วทั่วร่างกระปรี้กระเปร่ากว่าปกติ เดินมาดูคนบนเตียงที่หลับสนิทลมหายใจสม่ำเสมอแล้วเผยยิ้มกว้างออกมา พอห่างจากเตียงไปสองสามก้าวก็เดินกลับมาหอมแก้มทั้งสองข้างของคนหลับอีกครั้ง
พอยืดหลังตรงทำท่าจะเดินออกห่างจากเตียงแต่ก็เปลี่ยนใจโน้มลงจูบบนใบหน้าของอันวาดนิ่งมองอยู่อีกหลายอึดใจ เหมือนคนตัดใจไม่ลงยังหอมและจูบซ้ำ ๆ อยู่อีกหลายครั้งจนมีเสียงงึมงำคล้ายหงุดหงิดจากการถูกรบกวน ศิลาถึงตัดใจลงไปเตรียมข้าวให้หญิงสาวได้ในที่สุด
ข้าวมื้อแรกของวันอันวาดได้กินในเวลาเกือบเที่ยง แถมยังถูกป้อนโดยที่เธอยังง่วงงุนตื่นไม่เต็มตาด้วยซ้ำ ทุกขั้นตอนหลังถูกปลุกให้ตื่นเป็นศิลาที่อุ้มพาไปล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำ แต่งตัวเสร็จสรรพ
“กินอีกคำครับ หนูตัวอุ่น ๆ เดี๋ยวจะได้กินยาลดไข้ไว้ก่อน” ศิลาใช้เสียงคล้ายผู้ใหญ่กำลังหลอกล่อเด็กเล็กมองแก้มที่แดงซ่านขึ้นเรื่อย ๆ เพราะกำลังจะจับไข้ของอันวาดอย่างเห็นใจ
“อิ่มแล้ว” อันวาดตอบคำห้วน ๆ ไม่มีหางเสียงพร้อมส่งสายตาค้อนใส่อีกฝ่ายอย่างขุ่นเคือง
ที่เธอไม่สบายเป็นเพราะใครกันล่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะเขาที่ปกติก็ดูเป็นผู้เป็นคน สุภาพ สุขุม แต่ผ่านเมื่อคืนและเมื่อเช้าถึงได้รู้ว่าเขาเป็นสุภาพบุรุษจอมปลอม ความจริงเขาเป็นหมาป่าตะกละตะกลามเท่านั้น
“ไม่โกรธนะครับ วันนี้พี่จะให้คนดีพักผ่อนทั้งวันเลยพี่สัญญา” แม้จะเป็นคำพูดเหมือนคนรู้สึกผิดแต่ศิลากลับยิ้มเต็มใบหน้าอย่างคนร่าเริงที่ปิดไม่มิดแม้แต่แววตาก็ฉายความสุขเต็มเปี่ยมออกมาด้วยเช่นกัน
อันวาดเบี่ยงหน้าหลบไม่ตอบ แต่พอมือใหญ่ยื่นแก้วน้ำให้ก็เปิดปากดื่มน้ำลงคอ พิงหัวเตียงมีหมอนหนุนหลังอยู่อีกสักพักพอได้ย่อยอาหารในกระเพาะ
ศิลานั่งอยู่ข้าง ๆ คอยบีบนวดเรียวขาให้ ส่งยิ้มให้เป็นระยะอันวาดหลับตาพักเพราะยังง่วงแต่ก็รู้สึกได้ว่าถูกมองอยู่ตลอดและเป็นอย่างคาดเพราะเธอลืมตาขึ้นก็เห็นสายตาของเขาคอยมองมาที่เธอ
“เมื่อยตรงไหนอีกไหมครับ พี่นวดให้”
อันวาดมองเขาแล้วถอนหายใจก่อนจะชี้นิ้วตรงขมับตัวเอง “ปวดหัวค่ะ เหมือนหัวจะระเบิดเลย”
“งั้นกินยาก่อน เดี๋ยวพี่นวดขมับให้” ศิลาส่งยาเม็ดสีขาวให้สองเม็ดแล้วยื่นแก้วน้ำให้ เสร็จแล้วประคองให้อันวาดนอนลง
สองมือใหญ่วางข้างหัวแล้วปลายนิ้วคลึงเบา ๆ บนศีรษะและขมับของอันวาด เธอมองปลายคางศิลาสักพักพอเขาก้มถามว่าดีขึ้นไหมจึงพยักหน้าตอบ น้ำหนักมือและอุณหภูมิของมือเขากำลังดีทำให้รู้สึกสบายขึ้น
ด้วยฤทธิ์ของความอ่อนเพลียและกำลังจับไข้ ดวงตาอันวาดปรือหรี่ลงเรื่อย ๆ ในช่วงสติใกล้เข้าห้วงนิทราเธอยังจับมือศิลาที่คลึงอยู่บนหัวมาวางที่เอวตัวเองพึมพำพูดเสียงงัวเงีย
“ตรงนี้ด้วย ปวดเหมือนเอวจะหักเลยค่ะ”
“ครับ เดี๋ยวพี่นวดให้” เสียงที่ดังเข้าโสตอันวาดก่อนจะหลับใหลเป็นประโยคตอบรับของศิลาแล้วเธอก็ไม่รู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นต่อหลังจากนั้น
‘อัน ตื่นได้แล้วครับ’
‘หิวหรือยังครับอัน ลุกมากินข้าวกันครับ’
เสียงเรียกดังแว่วขึ้นมา เสียงคุ้นหูที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เปลือกตาที่หลับสนิทเริ่มขยับเปิดขึ้นช้า ๆ ภาพแรกที่ปรากฏในสายตาคือใบหน้าคุ้นเคย รอยยิ้มเคยคุ้น
“พี่ลม” อันวาดมุ่นคิ้วเอ่ยเสียงแหบแห้งพอมองไปรอบห้องที่นี่กลับเป็นห้องนอนที่คอนโดของเธอ
หลังปรับสายตาดึงสติอยู่ชั่วครู่อันวาดยันตัวขึ้นนั่งบนเตียง พยายามมองสำรวจไปในห้องเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง ขยี้ตาแล้วทั่วห้องก็ยังเป็นเครื่องนอนของใช้ในคอนโดเธอ มองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็ยิ่งชัดเจนขึ้นว่าคนที่ยืนอยู่คือพี่สายลม
“พี่ลม”
“ครับ อันลุกมากินข้าวกันเร็วพี่ซื้อกับข้าวของโปรดมาให้หลายอย่างเลย” สัมผัสอบอุ่นของฝ่ามือที่เข้ามาพยุงแขนทำให้อันวาดยิ่งรู้สึกได้ว่านี่คือเนื้อหนังที่มีเลือดเนื้อ
“พี่ลมมาอยู่นี่ได้ยังไงคะ พี่ลมไม่ใช่ว่า…”
อันวาดหยุดประโยคที่จะพูดแล้วเริ่มงุนงงสับสนขึ้นมาว่าตนเองกำลังฝันหรือเกิดอะไรขึ้น เธอตบแก้มตัวเองจากเบา ๆ สองครั้งแล้วค่อย ๆ เพิ่มน้ำหนักขึ้นในครั้งที่สาม ตบเพื่อปลุกตัวเองให้ตื่นจากฝันแต่มันรู้สึกเจ็บ
ใช่…เธอรู้สึกเจ็บ งั้นนี่ไม่ใช่ความฝันงั้นเหรอ
“อันเป็นอะไรครับ ตบหน้าตัวเองทำไม” สายลมเดินเข้ามาจับมืออันวาดเอาไว้แล้วโน้มตัวมองแก้มเธอแล้วลูบ “แดงเลย น้องอันเป็นอะไรครับ”
“ไม่เป็นอะไรค่ะ พี่ลม พี่ลมจริง ๆ เหรอคะ” อันวาดดวงตาเหม่อมองหน้าสายลมที่นั่งหันประจันหน้ามาทางเธอ
“ครับพี่เอง อันร้องไห้ทำไมครับ” สายลมถามเสียงตื่นเช็ดน้ำตาให้อันวาด
“...” อันวาดยังคงเหม่อนิ่งไม่ตอบรู้สึกถึงอ้อมกอดของสายลมและมือที่ลูบแผ่นหลังปลอบขึ้นลง
“อันเป็นอะไรครับ พี่ทำอะไรผิดให้อันโกรธ ตอบพี่หน่อยเถอะนะ อย่าเงียบแบบนี้เลยพี่รู้สึกใจไม่ดีเลย”
แรงกระชับกอดเสียงสั่นเครือของสายลมยิ่งทำให้ความรู้สึกและหัวใจอันวาดสับสนยิ่งขึ้น สมองวุ่นวายไปหมดสองมือกำเป็นหมัดจนเล็บจิกเข้ากลางฝ่ามือตัวเอง มันเจ็บ
…เจ็บ ฝ่ามือเจ็บรวมไปถึงหัวใจเธอด้วย ซึ่งความเจ็บนี้ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไรกันแน่น หัวใจคล้ายบีบรัดหรือถูกทุบจนปวดหนึบ คางที่เกยอยู่บนไหล่ของสายลมกำลังสั่นกลั้นเสียงร้อง
น้ำตาเริ่มไหลและพรั่งพรูอาบแก้มโดยหาสาเหตุไม่ได้ ความคิดแปรปรวนสับสนแล้วเริ่มส่ายหัวไปมาแล้วเอ่ยงึมงำขึ้น
“ไม่จริง ทุกอย่างไม่จริง พี่ลมไม่อยู่แล้ว”
“อันเป็นอะไรครับ” สายลมมองอันวาดสายตาห่วงใยและเริ่มตระหนกเมื่อเห็นน้ำตาและเธอเริ่มพึมพำพูดไม่รู้เรื่อง
“ไม่จริง พี่ลมไม่ได้รักอัน พี่ลมรักพี่น้ำหวาน”
“อันพูดว่าอะไรนะ เป็นเพราะน้ำหวานใช่ไหมครับ อันไม่ต้องคิดมากนะพี่เรียนจบกลับมาอยู่ไทยก็จะอยู่ห่างเขาไม่ต้องเจอกันอีก พี่จะไม่ทำให้อันไม่สบายใจอีกนะครับ”
“ปล่อยอันก่อนค่ะ ปล่อย” อันวาดดันร่างสายลมออกแล้วผุดลุกจากเตียง เดินออกไปนอกห้องเห็นกระเป๋าเดินทางของสายลมที่วางอยู่ในห้องรับแขก
กระเป๋าใบนี้ถ้าจำไม่ผิดมันคือใบเดียวสีเดียวกันกับในวันที่สายลมกลับมาจากเยอรมันก่อนเรียนจบและครั้งนั้นเราก็ตกลงไปคุยเรื่องขอหมั้นที่บ้านต่างจังหวัดเป็นครั้งที่แวะรับไออุ่นไปที่บ้านด้วย
แม้จะพยายามเรียกสติหรือดึงตัวเองออกจากสิ่งที่ตัวเองคิดว่าเป็นฝันเท่าไหร่กลับไม่ได้ผล มืออบอุ่นของสายลมเข้ามาโอบกอดจากด้านหลังแรงกระชับไม่อาจทำให้อันวาดสลัดหลุด
“พี่ทำให้อันไม่สบายใจอีกแล้วเหรอครับ งั้นพี่ไม่กลับไปเรียนต่อแล้วดีไหม อยู่กับอันที่นี่เลยแต่งงานมีลูกกันดีไหมครับ”
“แต่งงานมีลูก” อันวาดทวนคำที่ได้ฟังเบา ๆ เสียงซ้อนทับดังก้องขึ้นมาอีกสายหนึ่ง
‘เราแต่งงานกันเลยดีไหมครับอัน’
‘เรามีลูกสาวสักคน แล้วมีลูกชายอีกสักคน ดีไหมครับ อันคิดว่ายังไง’
คำพูดที่ดังให้ได้ยินเป็นเสียงของสายลมแต่ทำไมมันเหมือนเลือนลางคลับคล้ายคลับคลาเหมือนเขาเคยพูดแต่ก็เหมือนไม่เคยเอ่ย อันวาดเริ่มปวดหัวจนต้องกุมศีรษะตัวเอง
ดวงตาพร่าก้มมองพื้นตรงปลายเท้า พออันวาดเลื่อนสายตาก็เห็นเงาสะท้อนของโต๊ะกระจกกลางห้องนั่งเล่น แววตาอันวาดจากที่หรี่เพราะปวดหัวอย่างหนักเริ่มเบิกกว้างและเพ่งนิ่งแต่ยังคงกุมหัวก้มโค้งตัวงออยู่
แววตาของสายลมที่สะท้อนผ่านเงากระจกเขาเพ่งมองอันวาดนัยน์คู่นั้นไร้แววอ่อนโยนห่วงใยแต่มันฉายเพียงความเยียบเย็นเฉยชา ความเกลียดชังส่องประกายเคียดแค้นอย่างไม่ปิดบัง
ขณะที่อันวาดจะเงยหน้าเพื่อมองสายลมก็ต้องชะงักค้างคงท่าเดิมไว้ เห็นมือของสายลมล้วงกระเป๋ากางเกงมีขวดใบเล็กก่อนจะเปิดจุกดีดน้ำมันนั้นใส่เธอแล้วขยับเข้ามาใกล้แตะที่แขนเธอเหมือนพยุงร่างและความจริงคือป้ายน้ำมันพรายนั่นใส่เธอ
“พี่รักอัน รักอันมาก รักอันคนเดียวนะครับ” พร้อมกันนั้นเสียงทุ้มก็เอ่ยบอกข้างหูอันวาด เรี่ยวแรงของสายลมสามารถดึงเธอเข้าสู่อ้อมกอด และแม้จะพยายามขืนตัวเองแต่ก็ไม่สำเร็จ
คล้ายต้องมนตร์สะกดอันวาดไร้แรงต้านนิ่งฟังคำพร่ำบอกของสายลม แต่จิตใต้สำนึกของอันวาดในตอนนี้รับรู้ถึงแรงต่อต้านกระจ่างชัดว่ารู้เรื่องแต่ร่างกายจำต้องยอมตามเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นไม่สามารถขัดขืน
“กินข้าวกันครับอัน เดี๋ยวกับข้าวจะเย็นหมด” สายลมประคองร่างอันวาดไปนั่งที่โต๊ะซึ่งมีอาหารหลายจานวางเรียง มันเป็นกับข้าวที่เธอชอบ เหตุการณ์นี้ช่างคุ้นเคย มันเป็นเหมือนภาพเดจาวูที่เธอเคยประสบแล้วกลับมาเจออีกครั้งในตอนนี้
ไม่ว่าขณะนี้อันวาดจะสงสัยว่าทุกอย่างเป็นเรื่องฝันหรือเรื่องจริงแต่มีอย่างหนึ่งที่มั่นใจได้ว่า เรื่องที่เกิดตอนนี้คือเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นแล้ว นี่เป็นค่ำวันที่สองที่สายลมบินกลับมาจากเยอรมัน และที่ทำให้แน่ใจยิ่งขึ้นเมื่อสายลมกำลังตักกับข้าวให้เธอแล้วมือถือเธอก็ดังเป็นสายเรียกเข้าจากอันวา