“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”
ดราม่า,ชาย-หญิง,ไทย,ยุคปัจจุบัน,รัก,ไสยศาสตร์,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
สาปไสยเวท“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”
หลังสูญเสียแฟนหนุ่มที่กำลังจะแต่งงานกัน อันวาดถึงกับเสียศูนย์จนเลือกเดินทางผิดจนจิตใจถูกครอบงำ ศิลา เขากลับยื่นมือเข้าช่วยฉุดรั้งให้กลับตัว ความแค้นที่ยังฝังใจจะพาให้คนทั้งคู่ที่อยู่กันเหมือนเส้นคู่ขนานให้มาบรรจบกันได้ยังไง
อันวาดที่ออกมาจากร้านอาหารขับรถกลับโรงพยาบาลด้วยอาการเหม่อลอย ในหัวลองย้อนนึกถึงชาญและเรื่องครอบครัวแต่ในความทรงจำกลับไม่มีอะไรนอกจากช่วงเรียนที่ตนแก้ของและเคยข่มขู่ไว้ว่าอย่าได้ยุ่งกับพี่สายลมอีกเท่านั้น
ขณะจอดติดไฟแดงคิดอย่างไรก็ไม่ออกว่าจะมีสาเหตุอะไรมากไปกว่านี้ได้ ยิ่งเรื่องแม่ของพี่สายลมยิ่งไม่เคยมีอยู่ในความทรงจำเลยสักนิด เธอมั่นใจว่าเคยเจอตาหล่อกับน้าบัวครั้งแรกที่วัดครั้งเดียว
แต่เรื่องที่ทำให้อันวาดฉุกคิดขึ้นได้คือท่าทางหวาดกลัวที่น้าบัวมีต่อเธอ ตอนนั้นคิดว่าเป็นอาการปกติหรือเธอจะมีส่วนเกี่ยวกับเรื่องน้าบัวจริงๆ
ปี้น…ปี้น ปี้น
เสียงแตรดังบีบไล่ให้ออกตัวเพราะไฟส่งสัญญาณสีเขียวแล้ว อันวาดจึงมีสติขับรถต่อแล้วเร่งกลับไปเฝ้าพ่อกับแม่ แม้จะอยากหาคำตอบคาใจขนาดไหนแต่เรื่องที่สำคัญในตอนนี้คือพ่อกับแม่
ตอนกลับมาถึงโรงพยาบาลก็เป็นเวลาช่วงเย็นแล้ว ไม่นานก็มีพยาบาลยกอาหารเข้ามาให้ พอถามก็ได้ความว่าเป็นอาหารที่โรงพยาบาลจัดเตรียมให้กับญาติที่มาเฝ้าผู้ป่วย เพิ่งรู้เหมือนกันว่าโรงพยาบาลสมัยนี้มีบริการดีขนาดนี้ หน้าตาดีรสชาติอาหารอร่อยสมกับเป็นโรงพยาบาลเอกชนหรูหราค่ารักษาแพง
เข้าช่วงหัวค่ำอันวาดอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าออกมานอนโซฟา พอมีเวลาว่างก็เริ่มเรียบเรียงเรื่องราวหลายอย่างเข้าด้วยกัน อีกอย่างตอนนี้ที่สงสัยเป็นอย่างมากคือ โหงพรายของเธอหายไปไหน มันจะเกี่ยวกับศิลาหรือเปล่า มือที่เอื้อมหยิบมือถือวางอยู่บนหน้าอก ชั่งใจว่าจะโทรถามดีไหม
อันวาดยันตัวนั่งอีกครั้งเธอตัดสินใจโทร ปลายสายไม่ใช่ศิลาแต่เป็นอีกคน……หลังรอสายชั่วครู่ก็ได้ยินเสียงตอบรับ
(สวัสดีครับคุณอัน)
“สวัสดีค่ะคุณคราม อันโทรรบกวนหรือเปล่าคะ”
(ไม่รบกวนเลยครับ คุณอันเป็นยังไงบ้างดีขึ้นแล้วใช่ไหมครับ)
“ดีขึ้นแล้วค่ะ อันขอบคุณคุณครามมากนะคะที่ช่วยเหลือ”
(ไม่เป็นไรครับ ความจริงผมก็ไม่ได้ช่วยอะไรคุณเลย คนที่ช่วยคือศิลาต่างหาก)
“อ่อ…คืออันมีเรื่องอยากถามคุณครามน่ะค่ะ”
(ครับ ถามมาได้เลยครับ)
“อันอยากรู้ว่าทำไมคุณพ่อถึงให้คุณครามเป็นคนกลางเรื่องรักษากับคุณศิลาล่ะคะ”
(คงเพราะผมเป็นเพื่อนกับศิลาน่ะครับ)
“แค่นั้นเหรอคะ”
(ความจริงก็ไม่แค่นั้นหรอกครับ)
ครามที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงไม้ใหญ่ด้านข้างยังมีชายชรานั่งอยู่อีกคนมองเพื่อนที่นอนหลับอยู่บนเตียงแล้วเอียงคอพูดเสียงเบาลง
(มีอะไรนอกเหนือจากนี้เหรอคะ)
“เอิ่ม…คือ ความจริงหลังรับงานแล้วศิลาจะถอนของที่ตัวเองทำไม่ได้ มันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติน่ะครับไม่งั้น…”
(ไม่งั้นทำไมเหรอคะ)
“ของจะย้อนกลับเข้าตัวครับ อีกอย่างสายวิชาที่ศิลารับมาถูกส่งต่อรุ่นต่อรุ่นในตระกูล หากทำผิดข้อห้ามถือเป็นการทำผิดครูจะยิ่งส่งผลสะท้อนกับร่างกายและวิชาในตัวครับ”
(ร้ายแรงขนาดไหนคะ ละ…แล้วตอนนี้เขาเป็นยังไงบ้างคะ)
“อาการทรุดลงครับ ตอนนี้เลยต้องมาพักรักษาตัวอยู่ที่วังตากอากาศของคุณปู่”
(...)
“คุณอันจะมาเยี่ยมศิลาหน่อยไหมครับ”
(คะ ไม่ค่ะ อันต้องอยู่ดูแลคุณพ่อคุณแม่ค่ะ)
“ครับ ผมเข้าใจ ยังไงไว้ผมจะเข้าไปเยี่ยมนะครับ คุณอันยังมีเรื่องอื่นอยากถามไหมครับ”
(ไม่มีแล้วค่ะ ขอบคุณคุณครามอีกครั้งนะคะ อันวางแล้วสวัสดีค่ะ)
“ครับ สวัสดีครับ”
“แม่หนูของศิลาใช่ไหม” เสียงชายชราด้านข้างถามครามที่กดวางสายด้วยใบหน้ายิ้มๆ
“ใช่ครับปู่”
“หึ แม่หนูของหลานชายฉัน ทำไมแกยิ้มหน้าบานเชียว” หม่อมหลวงรังสิมันต์เอ่ยด้วยสายตาจับผิด
“ถ้าคุณปู่ได้เห็นคุณอันก็จะยิ้มแบบผมครับ”
“ไม่ใช่ว่าแกคิดจะตีท้ายครัวหลานฉันหรอกนะ”
“ปู่ครับ ศิลากับคุณอันยังไม่ได้เป็นแฟนกันเลยนะครับ จะหาว่าผมตีท้ายครัวได้ยังไง” ครามตอบยิ้มๆ
“ยังไม่เป็นแฟน แต่ข้ามขั้นจนถอดเครื่องถอดของให้เขาไปหมดแล้ว ไม่รู้แหละยังไงแกก็ต้องไปหาสาวคนอื่น จะมายิ้มกรุ้มกริ่มกับหลานสะไภ้ฉันไม่ได้” ชายชรามองหลานชายที่เตียงแล้วส่ายหัวก่อนจะตีหน้าขรึมมองครามอีกครั้ง
“เข้าใจแล้วครับคุณปู่ ว่าแต่เมื่อไหร่ศิลามันจะดีขึ้นครับ” หลังยิ้มเย้าแหย่แล้วครามก็ถามถึงอาการเพื่อน
“เห้อ…พรุ่งนี้ก็คงตื่นแล้ว” ชายชราถอนหายใจพลางตอบคราม
“หม่อม คุณคราม ละเอียดเอาซุปมาให้ค่ะ” ป้าละเอียดเดินนำแม่บ้านอายุน้อยกว่าที่ถือถาดใส่ชามซุปเข้ามา ก่อนจะยกส่งให้เจ้านายทั้งสอง
“อย่าลืมส่งไปให้หลานสะไภ้ฉันด้วยล่ะ” ชายชรารับถ้วยซุปก่อนจะตักเข้าปากยังหันไปกำชับกับละเอียดก่อน
“ค่ะหม่อม คุณหนูก็สั่งละเอียดไว้แล้วว่าต้องส่งอาหารครบทั้งสามมื้อให้คุณอัน ละเอียดไม่ลืมแน่นอนค่ะ” ละเอียดตอบกลับด้วยรอยยิ้มมองไปยังเตียงนอนที่คุณหนูของตนนอนอยู่
“ศิลาถึงกับสั่งป้าให้ส่งอาหารสามมื้อเลยเหรอครับ” ครามเลิกคิ้วถามป้าละเอียด
“ค่ะ สั่งไว้ตั้งแต่เมื่อวานเช้าก่อนคุณหนูจะมาที่วังแล้วค่ะ” ป้าละเอียดตอบแล้วขยับตัวไปยืนด้านข้างเจ้านาย
“ดูสิ เอาใจใส่หลานสะไภ้ขนาดนี้ แม่หนูนั่นทำไมใจแข็งจริง” ชายชราเอ่ยขึ้นเหมือนไม่พอใจแต่มือยังคงตักซุปในชาม
“ก็หลานปู่ทำอะไรอ้อมค้อมขนาดนี้ ผ่านไปอีกสิบปีคุณอันเขาจะรู้หรือเปล่ายังไม่รู้เลย” ครามอมยิ้มพูดขึ้น มองปู่ของเพื่อนที่ตนนับถือเป็นปู่ด้วยเช่นกัน
“นั่นสิ เราควรช่วยไหม” ชายชราหยุดมือที่ตักซุปหันมาทางครามด้วยแววตาวาวขึ้น
“ผมช่วยไปแล้วนะครับปู่ ที่เหลือให้ปู่กับศิลาจัดการเอง” ครามเอ่ยยิ้มๆ แล้ววางชามซุปลงรับแก้วน้ำที่ป้าละเอียดส่งให้ขึ้นดื่ม
“อืม…เดี่ยวที่เหลือปู่จัดการเอง” ชายชราพยักหน้าหงึกหงักแล้ววางชามซุปรับแก้วน้ำชาดื่มล้างปากเช่นเดียวกัน
ทุกคนแยกย้ายออกจากห้องกันหมด ร่างที่นอนสงบนิ่งของศิลาก่อนหน้านี้ขยับแขนช้าๆ แล้วลืมตาขึ้นในความมืด ยันตัวนั่งบนเตียงด้วยอาการข่มกลั้นความเจ็บกลางอก
“เงิน”
‘เจ้านาย’ วิญญาณโหงพรายปรากฏตนขึ้นหลังสิ้นเสียงเรียกของผู้เป็นเจ้านาย
“ไปหาให้เจอว่ามันอยู่ที่ไหน”
‘ค่ะเจ้านาย’ โหงพรายหายวับไปทันทีหลังรับคำสั่ง
“ก้อนทอง”
‘จ๋า…ครับพ่อ’ กุมารชื่อก้อนทองโผล่กายขึ้นข้างเตียง
“ไปเฝ้าแม่เอาไว้ อย่าให้อะไรเข้าใกล้ได้ แล้วอย่าเข้าใกล้จนถูกจับได้ล่ะ” ศิลาออกคำสั่งกับกุมารทองของตน
‘ได้ครับ ทองจะเฝ้าแม่คนสวยไม่ให้คลาดสายตาเลยครับ พ่อวางใจได้’
“อืม ไปได้แล้ว”
‘ครับ’ พอรับคำแล้วกุมารทองเด็กน้อยก็รีบไปทำตามคำสั่ง
หลังสั่งงานเรียบร้อยศิลาก็ยันตัวลุกยืนมองออกไปทางหน้าต่าง ด้านนอกมีแสงจันทร์ประดับยามค่ำคืนเงียบสงบ อากาศเย็นพัดโชยกลิ่นดินไอหญ้าและดอกไม้ยามราตรี
เรือนไม้หลังเล็กแยกห่างจากเรือนใหญ่ของผู้เป็นปู่ปลูกสร้างอยู่ด้านข้างใกล้ทางเข้า มีบุปผาอวลตลบแต่ไม่นานกลับคละเคล้ากลิ่นสาบสางจางๆ ลอยมาให้ได้กลิ่น ศิลาย่นคิ้วหันไปทางที่มาของกลิ่น เพียงชั่วขณะกลิ่นนั้นก็จางหายไปไร้ร่องรอย
ทรวงอกเจ็บหน่วงจนต้องยกมือกดพอกลับไปนั่งทำสมาธิบนเตียงชั่วครู่กลิ่นคาวเลือดปนสาบก็ปะทะจมูกอีกครั้ง คราวนี้รุนแรงขึ้นกว่าเดิม และเหมือนจะใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แต่พอลืมตาเดินไปมองนอกหน้าต่างก็ไม่เห็นที่มา มันหายไปเหมือนถูกกำจัดทิ้งในพริบตา
ดึกสงัดมีเพียงเสียงลมโกรกไกลๆ และแมลงกลางคืนร้องประปราย ศิลาพยายามเงี่ยหูฟังแต่ก็ไร้สำเนียงผิดแปลกดังแทรก นับแต่ตนถอนของและถอดเครื่องป้องกันให้กับอันวาด ก็เหมือนวิชาและความสามารถของตัวเองจะลดระดับลงเป็นไปตามที่คุณปู่บอกไว้
หากผิดครูผลที่ตามมาก็จะเป็นเช่นนี้ และเพราะแบบนี้เขายิ่งต้องรีบหาคนที่ส่งของมาทำร้ายอันวาดให้เจอรวมถึงโหงพรายที่อันวาดคุมไม่อยู่ตนนั้นด้วย ไม่เช่นนั้นจะเป็นอันตรายกับเจ้าของอย่างมาก
เงาร่างดำผลุบโผล่อยู่ไกลๆ นอกรั้วจากความสลัวลางของจันทร์ที่ส่องแสงเห็นอยู่รำไร ศิลาขมวดคิ้วเป็นปมแน่นแต่แล้วมุมปากกลับยกยิ้ม หางตาโค้งหยีขึ้นก่อนจะหันกลับไปล้มตัวนอนบนเตียง
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไหร่ท่ามกลางความมืด เสียงกุกกักดังลอดมาสองสามครั้งแล้วเงาร่างบางสายหนึ่งก็ผ่านประตูเข้ามา แม้ไร้แสงไฟแต่กลับสะท้อนให้เห็นชัด ก้าวเข้ามาข้างเตียงนอนที่มีร่างสูงใหญ่ของชายคนหนึ่งนอนอยู่
อันวาดยืนมองอยู่ชั่วอึดใจก่อนจะถอดสร้อยคอเส้นยาวออกยื่นไปวางข้างหมอน แต่ยังไม่ทันได้วางสร้อยมือกลับถูกจับเอาไว้เสียก่อน
“เป็นสาวเป็นนางทำไมถึงกล้าเข้าห้องผู้ชายตอนกลางคืน” ศิลากระชับมือจับมืออันวาดไว้แน่นพลางเอ่ยเสียงทุ้มแหบก่อนจะค่อยๆ ยันตัวนั่งบนเตียง
“คุณ! ปล่อย คุณยังไม่หลับเหรอ” อันวาดรีบชักมือตัวเองแต่กลับถูกกุมแน่นกว่าเก่า พูดเสียงตะกุกตะกักท่ามกลางความมืดที่มีเพียงแสงจันทร์ส่องผ่านเข้ามาทางหน้าต่างเท่านั้น
“ถ้าหลับแล้วจะจับขโมยได้ยังไง”
“ขะ ขโมยอะไร ฉันเอาของมาคืนให้ต่างหาก” อันวาดเสียงสูงขึ้นพร้อมกับขยับมือทำท่าส่งสร้อยในมือให้ศิลา
“มันไม่ใช่ของฉันแล้ว ใส่ไว้ต่อไปห้ามถอดออกมาอีก” ศิลาใช้มือขวาหยิบสร้อย ส่วนมือซ้ายรั้งร่างอันวาดให้ขยับเข้าใกล้ตัวแล้วคล้องสร้อยใส่กลับให้อันวาดอีกครั้ง
ระยะที่ใกล้กันเพียงคีบทำให้ใบหน้าอันวาดที่อยู่ระดับเดียวกับแผงอกของศิลาได้กลิ่นกายหอมเย็นของเขา ใบหน้าที่ก่อนหน้ายังเย็นเพราะอากาศกลับร้อนผ่าวขึ้นลามไปถึงใบหูอย่างห้ามไม่อยู่
“มันเป็นสร้อยของคุณ ฉันไม่อยากได้” อันวาดตั้งสติสูดหายใจลึกพูดเสียงขาดห้วง
“มันเป็นของเธอแล้ว ทุกอย่างเป็นของเธอหมด” เสียงทุ้มแหบดังเหนือศีรษะ มือใหญ่ทั้งสองตอนนี้วางอยู่บนไหล่บางของอันวาด
การกระทำฉับพลันของศิลาทำให้อันวาดยืนตัวแข็ง เกร็งไหล่ทั้งสองรวมถึงสองมือกำชายเสื้อตัวเองแน่นด้วยอาการประหม่า
“ฉันไม่อยากได้ คุณ คุณจะทำอะไร” อันวาดปัดมือศิลาที่วางบนไหล่ออกแล้วถอยห่างแต่กลับถูกแขนยาวแข็งแรงรวบเอวไว้ ร่างบางจึงถูกรั้งชิดกายสูงใหญ่ของศิลาแนบแน่น
“ต่อไปห้ามถอดสร้อยออกเด็ดขาด” แขนซ้ายรัดเอวบางแน่นขึ้น ปลายนิ้วมือขวาเชยคางให้อันวาดเงยเพื่อสบสายตา
“ฉันไม่…อื้อ…” ประโยคยาวกลับเปล่งได้เพียงสองคำที่เหลือต้องกลืนกลับลงคอเพราะริมฝีปากอุ่นหนาประทับปิดเสียงปฏิเสธ ทั้งมือใหญ่ยังกดท้ายทอยไม่ให้หลบหลีกได้
ดวงตาเบิกโพลงเป็นปฏิกิริยาของอันวาดที่ตอบสนองจุมพิตกะทันหันของศิลา สองมือที่กำชายเสื้อตอนนี้ยกจิกเข้าเนื้อบนท่อนแขนใหญ่ของชายหนุ่ม
กลุ่มผมที่มัดรวบเป็นหางม้าถูกฝ่ามือและก้านนิ้วสอดแทรกกดให้เงยในองศารับกับใบหน้าและปากหยักที่ก้มประทับจูบเนิ่นนานจนลืมเวลาและลืมหายใจ
“อื้อ…อื้อ…เฮือก…” เมื่อถูกสูบออกซิเจนจนใกล้หมดอันวาดเริ่มดิ้นใช้มือทุบอีกฝ่ายอย่างแรงและเป็นอิสระในที่สุด
“ต่อไปห้ามถอดสร้อยออกเด็ดขาดเข้าใจไหม”
“คุณ!”
“ถ้าดื้อ จะต้องถูก…”
“ระ…รู้แล้ว ไม่ถอด ฉันจะใส่ไว้ตลอด” อันวาดละล่ำละลักตอบ เงยมองคนที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าก่อนจะเบนสายตาไปทางอื่นไม่กล้ามองตาอีกฝ่าย
“ดี เป็นเด็กต้องว่านอนสอนง่าย”
อันวาดตวัดสายตาใส่ร่างสูงที่พูดเจือยิ้ม ก้าวเท้าถอยห่างจากศิลาสามก้าวก่อนจะสงบใจถามเรื่องที่ข้องใจ
“พี่ลมใช่ไหม ที่จ้างคุณทำของใส่ฉัน”
“เรื่องมันผ่านไปแล้ว จะอยากรู้ไปทำไม”
“ใช่ไหม” เสียงถามครั้งแรกแม้สั่นแต่ยังไม่เครือเท่าครั้งที่สอง ขณะรอคำตอบจากปากศิลาในหัวใจอันวาดกลับบีบรัดกลัวสิ่งที่จะได้ยินแต่เพื่อไม่ให้ค้างคาเธอก็ยังอยากฟัง
ในความมืดสลัวศิลาเห็นร่างบางสองมือสั่นเทา ไหล่งุ้มเกร็ง ดวงตาที่มองมายังคาดหวังคำตอบนั้นเริ่มเอ่อน้ำ เขาก้าวเข้าไปประชิดร่างเล็กยังไม่เอ่ยคำใดออกมา เมื่อรั้งร่างเล็กเข้าแนบอกแล้วถึงได้ตอบออกไป
“ใช่”
“ฮึก…ฮึก” ไม่มีเสียงร่ำไห้คร่ำครวญ แต่เสียงกลั้นสะอื้นที่เล็ดลอดออกมาจากลำคอกับหยาดน้ำอุ่นร้อนของน้ำตาที่เปียกชื้นซึมผ้ากลับอธิบายความเจ็บปวดที่เก็บกดอยู่ด้านในเสียยิ่งกว่าการแผดเสียง
“มันผ่านไปแล้วนะ มันผ่านไปแล้ว” ฝ่ามือใหญ่ลูบแผ่นหลังบางที่สั่นสะท้านเบาๆ การปลอบโยนที่เรียบง่ายกลับแตะเข้ากับก้นบึ้งของความรู้สึกดึงเอาความเจ็บที่พยายามกดไว้ให้ลึกได้ถูกระบายออกมา
“อันทำอะไรผิด พี่ลมอันทำอะไรให้พี่ ฮึก…ฮือ…” ในที่สุดความอัดอั้นที่สะสม ความเจ็บปวดที่ทน ความทรมานที่เคยเก็บก็ไม่สามารถกักไว้ในใจได้อีก จนต้องปล่อยโฮเป็นเสียงร้องและน้ำตาที่ไหลทะลักเป็นสาย
ร่างเล็กสะอึกสะอื้นในอ้อมกอดของคนที่ยืนนิ่งเพื่อปลอบโยนอย่างไร้เสียง มีเพียงฝ่ามือที่ตบแผ่นหลังเบาๆ อีกมือกดศีรษะให้แนบอกเอาไว้ ก้มหน้าหลุบตามองร่างในอ้อมแขน