“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”

สาปไสยเวท - สาปไสยเวท บทที่ ๒๓ โดย หยกลายกุหลาบ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ดราม่า,ชาย-หญิง,ไทย,ยุคปัจจุบัน,รัก,ไสยศาสตร์,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

สาปไสยเวท

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ดราม่า,ชาย-หญิง,ไทย,ยุคปัจจุบัน,รัก

แท็คที่เกี่ยวข้อง

ไสยศาสตร์,ดราม่า

รายละเอียด

สาปไสยเวท โดย หยกลายกุหลาบ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”

ผู้แต่ง

หยกลายกุหลาบ

เรื่องย่อ

หลังสูญเสียแฟนหนุ่มที่กำลังจะแต่งงานกัน อันวาดถึงกับเสียศูนย์จนเลือกเดินทางผิดจนจิตใจถูกครอบงำ ศิลา เขากลับยื่นมือเข้าช่วยฉุดรั้งให้กลับตัว ความแค้นที่ยังฝังใจจะพาให้คนทั้งคู่ที่อยู่กันเหมือนเส้นคู่ขนานให้มาบรรจบกันได้ยังไง

สารบัญ

สาปไสยเวท-# คำเตือน,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทนำ,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๕,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๖,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๗,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๘,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๙,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๐,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๑,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๒,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๓,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๔,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๕,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๖,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๗,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๘,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๙,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๐,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๑,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๒,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๓,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๔,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๕,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๖,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๗,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๘,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๙,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๐,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๑,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๒,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๓,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๔,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๕,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๖,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๗,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๘,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๙,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๐,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๑,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๒,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๓,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๔,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๕,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๖,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๗,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท ตอนพิเศษ ,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท ธีม การแสดง,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท ธีม โชคชะตา,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท ธีม อธิษฐาน,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท ธีม หลอกหลอน,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท ธีม ช็อกโกแลต

เนื้อหา

สาปไสยเวท บทที่ ๒๓

สาปไสยเวท : บทที่ ๒๓

อันวาดที่ออกมาจากร้านอาหารขับรถกลับโรงพยาบาลด้วยอาการเหม่อลอย ในหัวลองย้อนนึกถึงชาญและเรื่องครอบครัวแต่ในความทรงจำกลับไม่มีอะไรนอกจากช่วงเรียนที่ตนแก้ของและเคยข่มขู่ไว้ว่าอย่าได้ยุ่งกับพี่สายลมอีกเท่านั้น 

ขณะจอดติดไฟแดงคิดอย่างไรก็ไม่ออกว่าจะมีสาเหตุอะไรมากไปกว่านี้ได้ ยิ่งเรื่องแม่ของพี่สายลมยิ่งไม่เคยมีอยู่ในความทรงจำเลยสักนิด เธอมั่นใจว่าเคยเจอตาหล่อกับน้าบัวครั้งแรกที่วัดครั้งเดียว 

แต่เรื่องที่ทำให้อันวาดฉุกคิดขึ้นได้คือท่าทางหวาดกลัวที่น้าบัวมีต่อเธอ ตอนนั้นคิดว่าเป็นอาการปกติหรือเธอจะมีส่วนเกี่ยวกับเรื่องน้าบัวจริงๆ

ปี้น…ปี้น ปี้น

เสียงแตรดังบีบไล่ให้ออกตัวเพราะไฟส่งสัญญาณสีเขียวแล้ว อันวาดจึงมีสติขับรถต่อแล้วเร่งกลับไปเฝ้าพ่อกับแม่ แม้จะอยากหาคำตอบคาใจขนาดไหนแต่เรื่องที่สำคัญในตอนนี้คือพ่อกับแม่

ตอนกลับมาถึงโรงพยาบาลก็เป็นเวลาช่วงเย็นแล้ว ไม่นานก็มีพยาบาลยกอาหารเข้ามาให้ พอถามก็ได้ความว่าเป็นอาหารที่โรงพยาบาลจัดเตรียมให้กับญาติที่มาเฝ้าผู้ป่วย เพิ่งรู้เหมือนกันว่าโรงพยาบาลสมัยนี้มีบริการดีขนาดนี้ หน้าตาดีรสชาติอาหารอร่อยสมกับเป็นโรงพยาบาลเอกชนหรูหราค่ารักษาแพง

เข้าช่วงหัวค่ำอันวาดอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าออกมานอนโซฟา พอมีเวลาว่างก็เริ่มเรียบเรียงเรื่องราวหลายอย่างเข้าด้วยกัน อีกอย่างตอนนี้ที่สงสัยเป็นอย่างมากคือ โหงพรายของเธอหายไปไหน มันจะเกี่ยวกับศิลาหรือเปล่า มือที่เอื้อมหยิบมือถือวางอยู่บนหน้าอก ชั่งใจว่าจะโทรถามดีไหม

อันวาดยันตัวนั่งอีกครั้งเธอตัดสินใจโทร ปลายสายไม่ใช่ศิลาแต่เป็นอีกคน……หลังรอสายชั่วครู่ก็ได้ยินเสียงตอบรับ

(สวัสดีครับคุณอัน)

“สวัสดีค่ะคุณคราม อันโทรรบกวนหรือเปล่าคะ”

(ไม่รบกวนเลยครับ คุณอันเป็นยังไงบ้างดีขึ้นแล้วใช่ไหมครับ)

“ดีขึ้นแล้วค่ะ อันขอบคุณคุณครามมากนะคะที่ช่วยเหลือ”

(ไม่เป็นไรครับ ความจริงผมก็ไม่ได้ช่วยอะไรคุณเลย คนที่ช่วยคือศิลาต่างหาก)

“อ่อ…คืออันมีเรื่องอยากถามคุณครามน่ะค่ะ”

(ครับ ถามมาได้เลยครับ)

“อันอยากรู้ว่าทำไมคุณพ่อถึงให้คุณครามเป็นคนกลางเรื่องรักษากับคุณศิลาล่ะคะ” 

(คงเพราะผมเป็นเพื่อนกับศิลาน่ะครับ)

“แค่นั้นเหรอคะ” 

(ความจริงก็ไม่แค่นั้นหรอกครับ)

ครามที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงไม้ใหญ่ด้านข้างยังมีชายชรานั่งอยู่อีกคนมองเพื่อนที่นอนหลับอยู่บนเตียงแล้วเอียงคอพูดเสียงเบาลง

(มีอะไรนอกเหนือจากนี้เหรอคะ)

“เอิ่ม…คือ ความจริงหลังรับงานแล้วศิลาจะถอนของที่ตัวเองทำไม่ได้ มันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติน่ะครับไม่งั้น…”

(ไม่งั้นทำไมเหรอคะ)

“ของจะย้อนกลับเข้าตัวครับ อีกอย่างสายวิชาที่ศิลารับมาถูกส่งต่อรุ่นต่อรุ่นในตระกูล หากทำผิดข้อห้ามถือเป็นการทำผิดครูจะยิ่งส่งผลสะท้อนกับร่างกายและวิชาในตัวครับ”

(ร้ายแรงขนาดไหนคะ ละ…แล้วตอนนี้เขาเป็นยังไงบ้างคะ)

“อาการทรุดลงครับ ตอนนี้เลยต้องมาพักรักษาตัวอยู่ที่วังตากอากาศของคุณปู่” 

(...)

“คุณอันจะมาเยี่ยมศิลาหน่อยไหมครับ” 

(คะ ไม่ค่ะ อันต้องอยู่ดูแลคุณพ่อคุณแม่ค่ะ)

“ครับ ผมเข้าใจ ยังไงไว้ผมจะเข้าไปเยี่ยมนะครับ คุณอันยังมีเรื่องอื่นอยากถามไหมครับ”

(ไม่มีแล้วค่ะ ขอบคุณคุณครามอีกครั้งนะคะ อันวางแล้วสวัสดีค่ะ)

“ครับ สวัสดีครับ” 

“แม่หนูของศิลาใช่ไหม” เสียงชายชราด้านข้างถามครามที่กดวางสายด้วยใบหน้ายิ้มๆ 

“ใช่ครับปู่” 

“หึ แม่หนูของหลานชายฉัน ทำไมแกยิ้มหน้าบานเชียว” หม่อมหลวงรังสิมันต์เอ่ยด้วยสายตาจับผิด

“ถ้าคุณปู่ได้เห็นคุณอันก็จะยิ้มแบบผมครับ” 

“ไม่ใช่ว่าแกคิดจะตีท้ายครัวหลานฉันหรอกนะ”

“ปู่ครับ ศิลากับคุณอันยังไม่ได้เป็นแฟนกันเลยนะครับ จะหาว่าผมตีท้ายครัวได้ยังไง” ครามตอบยิ้มๆ 

“ยังไม่เป็นแฟน แต่ข้ามขั้นจนถอดเครื่องถอดของให้เขาไปหมดแล้ว ไม่รู้แหละยังไงแกก็ต้องไปหาสาวคนอื่น จะมายิ้มกรุ้มกริ่มกับหลานสะไภ้ฉันไม่ได้” ชายชรามองหลานชายที่เตียงแล้วส่ายหัวก่อนจะตีหน้าขรึมมองครามอีกครั้ง

“เข้าใจแล้วครับคุณปู่ ว่าแต่เมื่อไหร่ศิลามันจะดีขึ้นครับ” หลังยิ้มเย้าแหย่แล้วครามก็ถามถึงอาการเพื่อน

“เห้อ…พรุ่งนี้ก็คงตื่นแล้ว” ชายชราถอนหายใจพลางตอบคราม

“หม่อม คุณคราม ละเอียดเอาซุปมาให้ค่ะ” ป้าละเอียดเดินนำแม่บ้านอายุน้อยกว่าที่ถือถาดใส่ชามซุปเข้ามา ก่อนจะยกส่งให้เจ้านายทั้งสอง

“อย่าลืมส่งไปให้หลานสะไภ้ฉันด้วยล่ะ” ชายชรารับถ้วยซุปก่อนจะตักเข้าปากยังหันไปกำชับกับละเอียดก่อน

“ค่ะหม่อม คุณหนูก็สั่งละเอียดไว้แล้วว่าต้องส่งอาหารครบทั้งสามมื้อให้คุณอัน ละเอียดไม่ลืมแน่นอนค่ะ” ละเอียดตอบกลับด้วยรอยยิ้มมองไปยังเตียงนอนที่คุณหนูของตนนอนอยู่

“ศิลาถึงกับสั่งป้าให้ส่งอาหารสามมื้อเลยเหรอครับ” ครามเลิกคิ้วถามป้าละเอียด

“ค่ะ สั่งไว้ตั้งแต่เมื่อวานเช้าก่อนคุณหนูจะมาที่วังแล้วค่ะ” ป้าละเอียดตอบแล้วขยับตัวไปยืนด้านข้างเจ้านาย 

“ดูสิ เอาใจใส่หลานสะไภ้ขนาดนี้ แม่หนูนั่นทำไมใจแข็งจริง” ชายชราเอ่ยขึ้นเหมือนไม่พอใจแต่มือยังคงตักซุปในชาม

“ก็หลานปู่ทำอะไรอ้อมค้อมขนาดนี้ ผ่านไปอีกสิบปีคุณอันเขาจะรู้หรือเปล่ายังไม่รู้เลย” ครามอมยิ้มพูดขึ้น มองปู่ของเพื่อนที่ตนนับถือเป็นปู่ด้วยเช่นกัน

“นั่นสิ เราควรช่วยไหม” ชายชราหยุดมือที่ตักซุปหันมาทางครามด้วยแววตาวาวขึ้น

“ผมช่วยไปแล้วนะครับปู่ ที่เหลือให้ปู่กับศิลาจัดการเอง” ครามเอ่ยยิ้มๆ แล้ววางชามซุปลงรับแก้วน้ำที่ป้าละเอียดส่งให้ขึ้นดื่ม

“อืม…เดี่ยวที่เหลือปู่จัดการเอง” ชายชราพยักหน้าหงึกหงักแล้ววางชามซุปรับแก้วน้ำชาดื่มล้างปากเช่นเดียวกัน

ทุกคนแยกย้ายออกจากห้องกันหมด ร่างที่นอนสงบนิ่งของศิลาก่อนหน้านี้ขยับแขนช้าๆ แล้วลืมตาขึ้นในความมืด ยันตัวนั่งบนเตียงด้วยอาการข่มกลั้นความเจ็บกลางอก 

“เงิน” 

‘เจ้านาย’ วิญญาณโหงพรายปรากฏตนขึ้นหลังสิ้นเสียงเรียกของผู้เป็นเจ้านาย

“ไปหาให้เจอว่ามันอยู่ที่ไหน”

‘ค่ะเจ้านาย’ โหงพรายหายวับไปทันทีหลังรับคำสั่ง

“ก้อนทอง” 

‘จ๋า…ครับพ่อ’ กุมารชื่อก้อนทองโผล่กายขึ้นข้างเตียง

“ไปเฝ้าแม่เอาไว้ อย่าให้อะไรเข้าใกล้ได้ แล้วอย่าเข้าใกล้จนถูกจับได้ล่ะ” ศิลาออกคำสั่งกับกุมารทองของตน

‘ได้ครับ ทองจะเฝ้าแม่คนสวยไม่ให้คลาดสายตาเลยครับ พ่อวางใจได้’

“อืม ไปได้แล้ว” 

‘ครับ’ พอรับคำแล้วกุมารทองเด็กน้อยก็รีบไปทำตามคำสั่ง

หลังสั่งงานเรียบร้อยศิลาก็ยันตัวลุกยืนมองออกไปทางหน้าต่าง ด้านนอกมีแสงจันทร์ประดับยามค่ำคืนเงียบสงบ อากาศเย็นพัดโชยกลิ่นดินไอหญ้าและดอกไม้ยามราตรี 

เรือนไม้หลังเล็กแยกห่างจากเรือนใหญ่ของผู้เป็นปู่ปลูกสร้างอยู่ด้านข้างใกล้ทางเข้า มีบุปผาอวลตลบแต่ไม่นานกลับคละเคล้ากลิ่นสาบสางจางๆ ลอยมาให้ได้กลิ่น ศิลาย่นคิ้วหันไปทางที่มาของกลิ่น เพียงชั่วขณะกลิ่นนั้นก็จางหายไปไร้ร่องรอย

ทรวงอกเจ็บหน่วงจนต้องยกมือกดพอกลับไปนั่งทำสมาธิบนเตียงชั่วครู่กลิ่นคาวเลือดปนสาบก็ปะทะจมูกอีกครั้ง คราวนี้รุนแรงขึ้นกว่าเดิม และเหมือนจะใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แต่พอลืมตาเดินไปมองนอกหน้าต่างก็ไม่เห็นที่มา มันหายไปเหมือนถูกกำจัดทิ้งในพริบตา 

ดึกสงัดมีเพียงเสียงลมโกรกไกลๆ และแมลงกลางคืนร้องประปราย ศิลาพยายามเงี่ยหูฟังแต่ก็ไร้สำเนียงผิดแปลกดังแทรก นับแต่ตนถอนของและถอดเครื่องป้องกันให้กับอันวาด ก็เหมือนวิชาและความสามารถของตัวเองจะลดระดับลงเป็นไปตามที่คุณปู่บอกไว้

หากผิดครูผลที่ตามมาก็จะเป็นเช่นนี้ และเพราะแบบนี้เขายิ่งต้องรีบหาคนที่ส่งของมาทำร้ายอันวาดให้เจอรวมถึงโหงพรายที่อันวาดคุมไม่อยู่ตนนั้นด้วย ไม่เช่นนั้นจะเป็นอันตรายกับเจ้าของอย่างมาก

เงาร่างดำผลุบโผล่อยู่ไกลๆ นอกรั้วจากความสลัวลางของจันทร์ที่ส่องแสงเห็นอยู่รำไร ศิลาขมวดคิ้วเป็นปมแน่นแต่แล้วมุมปากกลับยกยิ้ม หางตาโค้งหยีขึ้นก่อนจะหันกลับไปล้มตัวนอนบนเตียง

ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไหร่ท่ามกลางความมืด เสียงกุกกักดังลอดมาสองสามครั้งแล้วเงาร่างบางสายหนึ่งก็ผ่านประตูเข้ามา แม้ไร้แสงไฟแต่กลับสะท้อนให้เห็นชัด ก้าวเข้ามาข้างเตียงนอนที่มีร่างสูงใหญ่ของชายคนหนึ่งนอนอยู่

อันวาดยืนมองอยู่ชั่วอึดใจก่อนจะถอดสร้อยคอเส้นยาวออกยื่นไปวางข้างหมอน แต่ยังไม่ทันได้วางสร้อยมือกลับถูกจับเอาไว้เสียก่อน

“เป็นสาวเป็นนางทำไมถึงกล้าเข้าห้องผู้ชายตอนกลางคืน” ศิลากระชับมือจับมืออันวาดไว้แน่นพลางเอ่ยเสียงทุ้มแหบก่อนจะค่อยๆ ยันตัวนั่งบนเตียง

“คุณ! ปล่อย คุณยังไม่หลับเหรอ” อันวาดรีบชักมือตัวเองแต่กลับถูกกุมแน่นกว่าเก่า พูดเสียงตะกุกตะกักท่ามกลางความมืดที่มีเพียงแสงจันทร์ส่องผ่านเข้ามาทางหน้าต่างเท่านั้น

“ถ้าหลับแล้วจะจับขโมยได้ยังไง” 

“ขะ ขโมยอะไร ฉันเอาของมาคืนให้ต่างหาก” อันวาดเสียงสูงขึ้นพร้อมกับขยับมือทำท่าส่งสร้อยในมือให้ศิลา

“มันไม่ใช่ของฉันแล้ว ใส่ไว้ต่อไปห้ามถอดออกมาอีก” ศิลาใช้มือขวาหยิบสร้อย ส่วนมือซ้ายรั้งร่างอันวาดให้ขยับเข้าใกล้ตัวแล้วคล้องสร้อยใส่กลับให้อันวาดอีกครั้ง

ระยะที่ใกล้กันเพียงคีบทำให้ใบหน้าอันวาดที่อยู่ระดับเดียวกับแผงอกของศิลาได้กลิ่นกายหอมเย็นของเขา ใบหน้าที่ก่อนหน้ายังเย็นเพราะอากาศกลับร้อนผ่าวขึ้นลามไปถึงใบหูอย่างห้ามไม่อยู่

“มันเป็นสร้อยของคุณ ฉันไม่อยากได้” อันวาดตั้งสติสูดหายใจลึกพูดเสียงขาดห้วง

“มันเป็นของเธอแล้ว ทุกอย่างเป็นของเธอหมด” เสียงทุ้มแหบดังเหนือศีรษะ มือใหญ่ทั้งสองตอนนี้วางอยู่บนไหล่บางของอันวาด 

การกระทำฉับพลันของศิลาทำให้อันวาดยืนตัวแข็ง เกร็งไหล่ทั้งสองรวมถึงสองมือกำชายเสื้อตัวเองแน่นด้วยอาการประหม่า

“ฉันไม่อยากได้ คุณ คุณจะทำอะไร” อันวาดปัดมือศิลาที่วางบนไหล่ออกแล้วถอยห่างแต่กลับถูกแขนยาวแข็งแรงรวบเอวไว้ ร่างบางจึงถูกรั้งชิดกายสูงใหญ่ของศิลาแนบแน่น

“ต่อไปห้ามถอดสร้อยออกเด็ดขาด” แขนซ้ายรัดเอวบางแน่นขึ้น ปลายนิ้วมือขวาเชยคางให้อันวาดเงยเพื่อสบสายตา

“ฉันไม่…อื้อ…” ประโยคยาวกลับเปล่งได้เพียงสองคำที่เหลือต้องกลืนกลับลงคอเพราะริมฝีปากอุ่นหนาประทับปิดเสียงปฏิเสธ ทั้งมือใหญ่ยังกดท้ายทอยไม่ให้หลบหลีกได้ 

ดวงตาเบิกโพลงเป็นปฏิกิริยาของอันวาดที่ตอบสนองจุมพิตกะทันหันของศิลา สองมือที่กำชายเสื้อตอนนี้ยกจิกเข้าเนื้อบนท่อนแขนใหญ่ของชายหนุ่ม

กลุ่มผมที่มัดรวบเป็นหางม้าถูกฝ่ามือและก้านนิ้วสอดแทรกกดให้เงยในองศารับกับใบหน้าและปากหยักที่ก้มประทับจูบเนิ่นนานจนลืมเวลาและลืมหายใจ

“อื้อ…อื้อ…เฮือก…” เมื่อถูกสูบออกซิเจนจนใกล้หมดอันวาดเริ่มดิ้นใช้มือทุบอีกฝ่ายอย่างแรงและเป็นอิสระในที่สุด

“ต่อไปห้ามถอดสร้อยออกเด็ดขาดเข้าใจไหม”  

“คุณ!”

“ถ้าดื้อ จะต้องถูก…”

“ระ…รู้แล้ว ไม่ถอด ฉันจะใส่ไว้ตลอด” อันวาดละล่ำละลักตอบ เงยมองคนที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าก่อนจะเบนสายตาไปทางอื่นไม่กล้ามองตาอีกฝ่าย 

“ดี เป็นเด็กต้องว่านอนสอนง่าย”

อันวาดตวัดสายตาใส่ร่างสูงที่พูดเจือยิ้ม ก้าวเท้าถอยห่างจากศิลาสามก้าวก่อนจะสงบใจถามเรื่องที่ข้องใจ

“พี่ลมใช่ไหม ที่จ้างคุณทำของใส่ฉัน” 

“เรื่องมันผ่านไปแล้ว จะอยากรู้ไปทำไม” 

“ใช่ไหม” เสียงถามครั้งแรกแม้สั่นแต่ยังไม่เครือเท่าครั้งที่สอง ขณะรอคำตอบจากปากศิลาในหัวใจอันวาดกลับบีบรัดกลัวสิ่งที่จะได้ยินแต่เพื่อไม่ให้ค้างคาเธอก็ยังอยากฟัง

ในความมืดสลัวศิลาเห็นร่างบางสองมือสั่นเทา ไหล่งุ้มเกร็ง ดวงตาที่มองมายังคาดหวังคำตอบนั้นเริ่มเอ่อน้ำ เขาก้าวเข้าไปประชิดร่างเล็กยังไม่เอ่ยคำใดออกมา เมื่อรั้งร่างเล็กเข้าแนบอกแล้วถึงได้ตอบออกไป

“ใช่”

“ฮึก…ฮึก” ไม่มีเสียงร่ำไห้คร่ำครวญ แต่เสียงกลั้นสะอื้นที่เล็ดลอดออกมาจากลำคอกับหยาดน้ำอุ่นร้อนของน้ำตาที่เปียกชื้นซึมผ้ากลับอธิบายความเจ็บปวดที่เก็บกดอยู่ด้านในเสียยิ่งกว่าการแผดเสียง

“มันผ่านไปแล้วนะ มันผ่านไปแล้ว” ฝ่ามือใหญ่ลูบแผ่นหลังบางที่สั่นสะท้านเบาๆ การปลอบโยนที่เรียบง่ายกลับแตะเข้ากับก้นบึ้งของความรู้สึกดึงเอาความเจ็บที่พยายามกดไว้ให้ลึกได้ถูกระบายออกมา

“อันทำอะไรผิด พี่ลมอันทำอะไรให้พี่ ฮึก…ฮือ…” ในที่สุดความอัดอั้นที่สะสม ความเจ็บปวดที่ทน ความทรมานที่เคยเก็บก็ไม่สามารถกักไว้ในใจได้อีก จนต้องปล่อยโฮเป็นเสียงร้องและน้ำตาที่ไหลทะลักเป็นสาย

ร่างเล็กสะอึกสะอื้นในอ้อมกอดของคนที่ยืนนิ่งเพื่อปลอบโยนอย่างไร้เสียง มีเพียงฝ่ามือที่ตบแผ่นหลังเบาๆ อีกมือกดศีรษะให้แนบอกเอาไว้ ก้มหน้าหลุบตามองร่างในอ้อมแขน