“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”
ดราม่า,ชาย-หญิง,ไทย,ยุคปัจจุบัน,รัก,ไสยศาสตร์,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
สาปไสยเวท“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”
หลังสูญเสียแฟนหนุ่มที่กำลังจะแต่งงานกัน อันวาดถึงกับเสียศูนย์จนเลือกเดินทางผิดจนจิตใจถูกครอบงำ ศิลา เขากลับยื่นมือเข้าช่วยฉุดรั้งให้กลับตัว ความแค้นที่ยังฝังใจจะพาให้คนทั้งคู่ที่อยู่กันเหมือนเส้นคู่ขนานให้มาบรรจบกันได้ยังไง
ศิลาก้าวผ่านห้องนอนไปยังห้องถัดไปที่กว้างใหญ่กว่า บานประตูทั้งสองมีอักขระสลักที่มีความหมายว่า ‘ปกป้องคุ้มภัย’
สำรวจมองรอบๆ ห้องแล้วตรวจองค์พระและเศียรครูที่ตั้งเรียงบนโต๊ะหมู่บูชาชุดใหญ่ ครั้นเห็นว่าทุกอย่างยังปกติก็มุ่นคิ้วอย่างสงสัย แม้จะจับสังเกตสิ่งผิดปกติไม่ได้ แต่ความรู้สึกของเขาบอกว่าห้องนี้ได้ถูกบุกรุกอย่างแน่นอน
แต่เมื่อจับไม่ได้ไล่ไม่ทันจึงทำได้แต่ปล่อยผ่าน ศิลาเอื้อมไปจุดเทียนขาวและธูปหอมบูชาแล้วนั่งบนเบาะรองเริ่มสวดมนต์นั่งสมาธิต่อ ผ่านไปเกือบชั่วโมงอาการเจ็บกลางอกยังไม่ลดทว่าก็ไม่มากขึ้นกว่าเดิม
ดวงตาดำขลับลืมขึ้นช้าๆ หลังผ่านการทำสมาธิ เพิ่งรู้สึกตัวว่าตอนนี้เหงื่อจากไรผมช่วงหน้าผากได้ไหลย้อยตามกรอบหน้าราววักน้ำล้าง มือที่ผสานกันสั่นเทิ้มเบาๆ กลิ่นคาวตีย้อนจากลำคอขึ้นถึงจมูก แต่ก็พยายามข่มอาการอยากอาเจียนเอาไว้
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“คุณศิลา คุณอยู่ข้างในรึเปล่า” เสียงเรียกของผู้อยู่ร่วมบ้านเพียงคนเดียวอย่างอันวาดดังขึ้นจากนอกห้อง ศิลามุ่นคิ้วเป็นปมข่มก้อนคาวเลือดไว้ ลุกยืนจนมั่นคงเป็นปกติแล้วเดินไปเปิดประตู
“มีอะไร” คำถามแม้จะห้วนแต่กลับให้อารมณ์อ่อนโยนกว่าปกติจนคนฟังแอบฉงน
“ฉันอยากยืมมือถือคุณหน่อย” ถึงปากจะตอบแต่สายตาอันวาดก็เหลือบสำรวจภายในห้องที่ระยะสายตาพอมองเห็น และสังเกตเห็นถึงเหงื่อเปียกชุ่มบนร่างของศิลา
มุมปากยกยิ้มบางกระทั่งดวงตายังเผยถึงความพึงพอใจ นัยน์สีนิลของทั้งสองสบสานกันอย่างไม่ลดละ เหมือนต่างฝ่ายต่างรู้ถึงความหมายและนัยยะที่แอบแฝงของเจตนาในใจ เพียงแต่ไม่ได้พูดออกมาให้ชัดเจนเท่านั้น
“ลงไปรอข้างล่างก่อน ฉันเสร็จธุระแล้วจะเอาลงไปให้” ศิลาเอ่ยบอกก่อนจะหลุบตามองมือของอันวาดชั่วแวบแล้วปิดประตูลงอีกครั้ง
อันวาดพยักหน้ารับไม่พูดอะไรอีกเช่นกันหลังศิลาปิดประตูสนิทก็เร่งฝีเท้ากลับลงชั้นล่างมุ่งไปยังปีกซ้ายห้องทำพิธี บนตั่งไม้ปูผ้าพรมกำมะหยี่มีพานทองเหลืองวางอยู่ด้านในมีเศษดินและของเหลวสีเข้มคล้ายลิ่มเลือดที่ถูกเผาไหม้จนเกรียม ตามคาดแม้จะเกิดผลน้อยแต่ก็ส่งผลกระทบต่อศิลาแล้ว
ระยะเวลาหลายวันที่ผ่านไปเรื่อยๆ ศิลาแทบไม่ลงมาพบหน้าอันวาด แม้แต่มื้ออาหารก็มีป้าละเอียดที่มาถึงคฤหาสน์ในช่วงเช้าจัดเตรียมให้ทุกมื้อพอถึงช่วงเย็นก็กลับออกไป ส่วนอันวาดเองก็หมกตัวอยู่ในห้องเช่นกัน
จนถึงวันทำพิธีถอนของมาถึงศิลาถึงได้รออยู่ที่ห้องทำพิธีก่อนเตรียมของไว้เรียบร้อย เมื่ออันวาดมาถึงก่อนเริ่มทำพิธีสำรวจเห็นสีหน้าของศิลาค่อนข้างซีดขาวก็ยกมุมปากยิ้มน้อยๆ ก่อนจะนั่งลงบนพื้นตรงตำแหน่งด้านหน้าของศิลาที่นั่งอยู่บนตั่งไม้ในระดับสูงกว่าตัวเอง
อุปกรณ์และของหลายอย่างถูกวางเรียงรายอยู่ในพานข้างตัวศิลา ในคราวแรกอันวาดยังไม่ได้สังเกต แล้วนั่งหันหลังให้ศิลาเหยียดเท้าตรงออกไปข้างหน้า
มีพานทองเหลืองถูกวางใส่ในมือของตนพออันวาดก้มมองสิ่งของที่อยู่ด้านในพอเพ่งสายตาจับจ้องดีๆ ก็เห็นของบางอย่างที่เป็นสีดำคล้ายถูกเผาไหม้วางรวมอยู่กับด้ายสายสิญจน์ถัก ดอกบัวขาว มะลิซ้อน ดอกจำปี ใบทับทิม ใบมะยม ใบส้มป่อย หัวว่านอีกสามชนิด ได้แก่ หัวว่านพระตะบะ หัวว่านนางคุ้ม และหัวว่านกุมารทอง ของทุกอย่างถูกรองด้วยใบหนาด
หัวคิ้วเรียวสวยของอันวาดค่อยๆ ขมวดหยิบของสีดำคล้ำขึ้นมาดูและรู้ว่ามันเป็นแหวนและถึงแม้จะไหม้เกรียมก็ยังจำได้ดีว่ามันเป็นแหวนที่พี่ลมซื้อและมอบให้ก่อนที่พี่สายลมจะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ มันเป็นแหวนคู่ที่เราเลือกซื้อด้วยกันวงหนึ่งเธอยังสวมติดนิ้วจนถึงตอนนี้ ส่วนวงที่เป็นของพี่สายลมมันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร
ขณะตั้งใจจะหันไปถามก็ได้ยินเสียงแหบพร่าของศิลาพูดขึ้นเสียก่อน
“ยกพานขึ้นเหนือหน้าผากแล้วตั้งสมาธิให้มั่น”
อันวาดวางแหวนใส่พานคืนที่เดิมกดความสงสัยทำตามที่ศิลาว่า พยายามรวบรวมสติไม่คิดถึงเรื่องแหวนตั้งมั่นกับสิ่งที่จะทำตรงหน้าก่อน แต่ยังมีชั่วขณะที่หัวใจเริ่มสั่นไหวด้วยสมองที่คาดคิดถึงบางอย่างจนเริ่มกลัวส่งผลให้มือสั่นเทาขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
“อย่าคิดฟุ้งซ่าน ตั้งใจทำสมาธิ” ฝ่ามือใหญ่ประคองมือเรียวเป็นการประทับปลอบให้หญิงสาวนิ่งสงบพร้อมกับน้ำเสียงที่แหบต่ำทว่าอ่อนโยน
ความหวาดหวั่นในใจกับสิ่งที่คาดเดาก่อนหน้าค่อยๆ จางลงอันวาดตั้งสติได้ ความอบอุ่นของฝ่ามือใหญ่ผละออกจากมืออันวาดแล้วย้ายมาประทับอยู่บนกลุ่มผมแทน เพียงไม่กี่อึดใจก็ได้ยินเสียงบริกรรมคาถาของศิลาที่ดังอยู่เหนือศีรษะ
“ฆะเฏสิ สุขคะโต มุญเจ โสปัตติ ฆะเฏสิ ปะโรคะตา อารกฺขา สะเพ นะโมเม ชัญญะ สัมภะวา ปัตโต เอหิ จลึสุ วิตฺตํ นะมามิหัง จกฺกเภท อตฺตา ชายะ โหติ”
ความร้อนเริ่มระอุจากภายในกระแสลมตีจากกระเพาะขึ้นมายังกลางอกย้อนถึงลำคอเจ็บจุกเหมือนอยากอาเจียนออกแต่ก็ไม่สามารถอ้วกออกมาได้ เสียงคาถาบทเดิมเริ่มร่ายซ้ำอีกครั้ง
ผิวหน้าขาวนวลของอันวาดเปลี่ยนเป็นแดงก่ำคาถาถูกท่องวนเป็นรอบที่สาม ทั้งร่างของหญิงสาวสั่นเทิ้มสองมือกำพานแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว ขมับมีเส้นเลือดนูนเต้นตุบๆ กรอบหน้าอาบเหงื่อชื้นไม่ต่างจากศิลาที่ร่ายคาถาเพื่อถอนของอีกรอบ
“ฆะเฏสิ สุขคะโต มุญเจ โสปัตติ ฆะเฏสิ ปะโรคะตา อารกฺขา สะเพ นะโมเม ชัญญะ สัมภะวา ปัตโต เอหิ จลึสุ วิตฺตํ นะมามิหัง จกฺกเภท อตฺตา ชายะ โหติ”
ศิลาบริกรรมคาถาซ้ำเวียนมาถึงรอบที่ห้าก็สังเกตถึงความผิดปกติของอันวาดที่เหมือนจะทนต่อการทำพิธีไม่ไหวเพราะเห็นนิ้วทั้งสิบจิกฐานของพานแน่นขึ้นเรื่อยๆ ลำคอแดงเถือกมีเส้นเดือดโปนอย่างเห็นได้ชัด แต่จะหยุดกลางคันก็ไม่ได้จำต้องดำเนินต่อ
ปากท่องคาถาจบที่หกมือขวาประทับกลางศีรษะอันวาดมือซ้ายประคองไหล่ที่สั่นสะท้าน ขยับตัวมาเบื้องหน้าของหญิงสาวเห็นเลือดสีสดปนดำคล้ำไหลซึมอยู่มุมปากทั้งที่เจ้าตัวเม้มเหมือนกลั้นความเจ็บสุดกำลัง ดวงตาที่หลับแน่นมีน้ำตาไหลเป็นทางอาบแก้มคิ้วขมวดแน่น
ศิลายื่นมือซ้ายปาดเช็ดน้ำตาสองข้างแก้ม พรูลมหายใจออกมาเฮือกหนึ่งแล้วท่องคาถาบทสุดท้าย
“ฆะเฏสิ สุขคะโต มุญเจ โสปัตติ ฆะเฏสิ ปะโรคะตา อารกฺขา สัพเพ นะโมเม ชัญญะ สัมภะวา ปัตโต เอหิ จลึสุ วิตฺตํ นะมามิหัง จกฺกเภท อตฺตา ชายะ โหติ”
สิ้นเสียงบริกรรมคาถาจบที่เจ็ดร่างของอันวาดก็โงนเงน ยังดีที่ศิลารับพานในมือหญิงสาวไว้ทันไม่ได้ตกหล่นถึงพื้นไปวางบนตั่ง ยังพยุงไหล่ไม่ให้อันวาดเอียงล้มลงกับพื้น
“เป็นยังไงบ้าง” น้ำเสียงของศิลาแหบแห้งกว่าเดิมมองใบหน้าอันวาดที่ปรือตาลืมขึ้นช้าๆ นัยน์แดงก่ำไม่ต่างจากผิวของหญิงสาวทำให้ศิลานึกเป็นห่วง
“ชะ…ช่วย ด้วย หายใจ ไม่ออก” เห็นสีหน้าเหมือนคนกำลังจะขาดอากาศหายใจเพราะเผยอปากเอ่ยแต่เสียงกลับแผ่วขาดห้วง มือเรียวอันวาดข้างหนึ่งคว้าอกเสื้อศิลาไว้แน่น มืออีกข้างกุมลำคอตนเองขยับตัวเหมือนทรมานแสนสาหัส
“เธอเป็นอะไร” ศิลาเร่งถามพลางกวาดตาสำรวจอันวาดแต่ไม่เห็นสิ่งใดผิดปกติ มองริมฝีปากที่เผยอไล่ลงมายังลำคอของอันวาดแล้วย่นคิ้วเป็นปม
“หายใจ ไม่ออก” ดวงตาอันวาดแดงก่ำขึ้นเรื่อยๆ และเหมือนจะถลนออกนอกเบ้าสำลักเลือดแดงสดคำโตออกมา อันวาดปล่อยมือจากลำคอตัวเองไปสัมผัสผิวแก้มคนเบื้องหน้าเค้นรอยยิ้มบางออกมาพึมพำเบาๆ “พี่ ลม”
“เธอ! เธอ! โธ่เอ้ย!” ศิลาสบถเสียงเข้มออกมารีบช้อนร่างที่สลบนิ่งงันขึ้นอุ้มแล้วสาวเท้าเร็วๆ ขึ้นไปยังชั้นสองของบ้าน หยุดยืนหน้าห้องใหญ่ชั่วอึดใจแล้วเดินเข้าไป
ศิลาวางอันวาดลงบนตั่งไม้จ้องนิ่งบนใบหน้าที่หลับตาสนิทคล้ายกำลังตัดสินใจบางอย่าง ชั่วครู่ก็ถอนหายใจยาวแล้วเดินไปหยิบสายสิญจน์ม้วนที่ตั้งอยู่บนโต๊ะหมู่หน้าเศียรครู นำแผ่นป้ายกระดานดำเล็กพร้อมดินสอเขียนบางอย่างลงแล้ววางกลับที่เดิม
สายสิญจน์ม้วนใหญ่ที่ถูกชะโลมด้วยทองคำเปลวมีร่องรอยหลุดลอกบ้างจากอายุการใช้งานมานาน ศิลานำมาโยงรอบศีรษะอันวาดแล้วหยิบกำไลข้อมือใส่ให้อันวาด ลำดับถัดมาเป็นกำไลข้อเท้า ตอนนี้สองข้อมือข้อเท้าของอันวาดถูกสวมด้วยกำไลครบ
ดวงตาของศิลามองแหวนที่เหลืออยู่ในพานและเหลือบมองแหวนที่นิ้วนางของอันวาด นั่งยองข้างตั่งก่อนจะค่อยๆ ถอดแหวนที่นิ้วของหญิงสาวแล้วหยิบแหวนที่เข้าชุดกับกำไลมาสวมให้อันวาดแทน
ศิลากุมมืออันวาดเอาไว้นิ้วเรียวยาวไล้หลังมือบอบบางถึงนิ้วเรียวเล็กอย่างเบามือก่อนจะก้มหน้าจรดจุมพิตประทับลงบนนิ้วนางที่สวมแหวนให้ ดวงตาสีนิลแม้หม่นแสงแต่ยังคงประกายแน่วแน่จัดวางแขนของหญิงสาวข้างลำตัวแล้วลุกยืนเต็มความสูง
ขยับตัวขึ้นไปนั่งบนตั่งหน้าโต๊ะหมู่จุดธูปเทียนบูชาจากนั้นหันหน้ามาทางร่างอันวาดที่นอนราบอยู่ บดหัวว่านเติมของเหลวคล้ายน้ำมันลงผสมให้เข้ากันวางไว้ด้านข้าง เตรียมสิ่งที่สองต่อโดยการนำกรรไกรตัดเส้นผมตัวเองใส่พาน กรีดนิ้วด้วยกริชเล่มเล็กที่ดึงออกจากฝักที่ประดับพลอยนพเก้า รีดเค้นโลหิตลงบนปอยผมในพานนำแหวนที่ถอดจากนิ้วของอันวาดใส่รวมลงไป และขันใส่น้ำสะอาดเป็นสิ่งสุดท้ายที่ศิลาเตรียมวางไว้
หลังเตรียมทุกอย่างครบจึงได้เริ่มทำพิธี เปลือกตาปิดลงก่อนเริ่มบริกรรมพุทธมนต์ เริ่มจากตั้งนะโม ๓ จบ ต่อด้วยบทสวดคาถาโพธิบาท ลำดับถัดมาเป็นคาถามงคลจักรวาฬแปดทิศ
เมื่อเสร็จสิ้นก็จรดนิ้วแตะน้ำมันหัวว่านลงบนหน้าผากอันวาด เขียนเป็นอักขระยันต์คุ้มภัยให้ ทำซ้ำเช่นเดิมโดยการเขียนยันต์สรรพคุณคุ้มภัยลงตำแหน่งต่อไปคือกลางฝ่ามือทั้งสองข้าง
“หิ จ ปน อารกฺขา กลียุค หิ จ ปน อารกฺขา กาย จงปกป้องจากผีพรายและคุ้มภัยกันของชั่วร้ายกลับเข้าตัว”
ศิลาถอดสร้อยจากคอตนเองพนมยกขึ้นเหนือหัวบริกรรมคาถาจบบทแล้วคล้องสร้อยใส่ให้อันวาดอย่างเบามือ เสร็จจากพิธีลงของคุ้มภัยแล้วจึงดำเนินในขั้นต่อไป
เทียนขาวเล่มเล็กถูกจุดขึ้นเบื้องหน้ามีขันใส่หยดน้ำตาเทียนลงพร้อมบริกรรมคาถาไปด้วย
“จิตฺตํ รัตตะนัง ชัญญะ รัตตะนัง อตฺตา รัตตะนัง จิตฺตํ สัพเพ ชัญญะ เสเนโท อตฺตา สะเนทา จิตฺตํ พุทธัง ชัญญะ ธัมมัง อตฺตา สังฆัง”
สิ้นเสียงสวดคาถาเทียนเล่มเล็กที่เหลือความยาวเพียงสองเซนก็ถูกจุมลงน้ำจนดับ ศิลามองน้ำตาเทียนในขันแล้วยกมุมปากน้อยๆ แสดงความพึงพอใจจากนั้นจึงวักน้ำในขันรดลงบนเส้นผมของอันวาด แล้วลูบใบหน้าหญิงสาวที่ยังหลับสนิท
จบจากพิธีกรรมที่สองแล้วศิลาจึงเริ่มทำพิธีในลำดับสาม เขาหยิบเทียนเล่มใหม่จุดจากนั้นเริ่มบริกรรมคาถาและหยดน้ำตาเทียนใส่พานที่มีเส้นผมและเลือดตนเองที่มีแหวนของอันวาดอยู่ด้วย
“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ อตฺตา จิตฺตํ อตฺตา วิชฺญาณ อตฺตา เภทภัย ความเจ็บ ความทุกข์ จากร่างกายหรือดวงจิต จากผู้คนหรือวิญญาน ทั้งหมดทั้งสิ้นที่จะเกิดกับอันวาดนับจากวันนี้ผมขอเป็นคนรับแทน”
มือใหญ่ที่ถือเทียนสั่นเทิ้มแผ่นหลังที่เคยหยัดตรงงองุ้มเพราะอาการเจ็บปวดภายในที่เหมือนมีบางอย่างวิ่งพล่านอยู่ข้างใน ก้อนคาวกลุ่มหนึ่งจุกอยู่กลางลำคอแม้พยายามจะอาเจียนออกแต่มันกลับฝืนค้ำอยู่ที่เดิม
ศิลาเผยอปากหอบหายใจสูดลมเข้าปอดลึกๆ หลับตาแน่นแล้วเริ่มท่องคาถาในใจ สะกดอาการเจ็บที่เกิดขึ้นแม้ไม่หายดีแต่พอบรรเทาลงได้บ้าง ทั่วร่างมีเหงื่อท่วมเปียกชื้น กรามแกร่งขบกันแน่นหันมาเก็บสายสิญจน์ ถอดกำไลและแหวนออกให้อันวาดนำกลับไปวางบนพานชั้นล่างสุดของลำดับโต๊ะหมู่
ฝืนข่มความเจ็บในอกประคองร่างอันวาดให้นั่งพิงแผงอกตัวเองเอาไว้ จากนั้นหยิบขันน้ำมนต์ราดรดศีรษะละถึงไหล่ ลำตัว แขนขา เรื่อยถึงสองขาเรียวถึงปลายเท้าจนหมดขัน แล้วช้อนอุ้มร่างปวกเปียกของอันวาดพากลับลงไปยังห้องพักของเธอ