“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”
ดราม่า,ชาย-หญิง,ไทย,ยุคปัจจุบัน,รัก,ไสยศาสตร์,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
สาปไสยเวท“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”
หลังสูญเสียแฟนหนุ่มที่กำลังจะแต่งงานกัน อันวาดถึงกับเสียศูนย์จนเลือกเดินทางผิดจนจิตใจถูกครอบงำ ศิลา เขากลับยื่นมือเข้าช่วยฉุดรั้งให้กลับตัว ความแค้นที่ยังฝังใจจะพาให้คนทั้งคู่ที่อยู่กันเหมือนเส้นคู่ขนานให้มาบรรจบกันได้ยังไง
ร่างบางที่นอนเหยียดตรงบนโซฟาตัวยาวมองเพดานห้องพยาบาลสีขาวนิ่งเงียบนับตั้งแต่กลับมาถึง ขอบตาแดงเรื่อดวงตาแดงก่ำเพราะร้องไห้และอดนอนจนตอนนี้ฟ้าสว่างแล้วก็ยังไม่มีนาทีไหนที่ปิดเปลือกตาแล้วจะหลับลงได้เลย
ในหัวยังคิดวนเวียนอยู่กับเรื่องของสายลมและพยายามหาเหตุผลว่ามีเรื่องอะไรที่ทำให้เขาเกลียดเธอขนาดนี้ เกลียดจนต้องหลอกกันมานานนับหลายปี ดวงตาเกิดอาการแสบจนต้องหลับตาลงอีกครั้งและเหมือนครั้งนี้จะหลับแต่กลับได้ยินเสียงเรียกเข้าดังขึ้นเสียก่อน
“เป็นยังไงบ้างวา เจออุ่นรึยัง”
(ยังไม่เจอเลย แล้วพ่อกับแม่เป็นยังไงบ้าง)
“เมื่อเช้าตอนหมอเข้ามาตรวจก็ตื่นขึ้นมาแล้ว ไม่ต้องห่วง”
(พี่ล่ะเป็นยังไงบ้าง ทำไมเสียงแหบ)
“หวัดลงคอน่ะ ไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วงทางนี้หรอก ตามหาอุ่นให้เต็มที่เถอะ”
(อืม…ผมจะโทรมาบอกว่าอาจจะขาดการติดต่อเพราะผมจะตามเจ้าหน้าที่เข้าไปในป่าด้วย มันไม่มีสัญญาณ)
“อืม เข้าใจแล้ว ดูแลตัวเองดีๆ ด้วย”
(อืม พี่ก็อย่าลืม ห้ามทำอะไรคนเดียวเด็ดขาดนะ)
“รู้แล้ว เข้าป่าเข้าดงต้องระวังตัวให้มากนะ”
(รู้แล้ว ผมวางแล้วนะ)
อันวาดฟังเสียงสัญญาณที่ถูกตัดไปแล้วลุกยืนไปที่เตียงของพ่อกับแม่ ถอนหายใจยาวขยับเก้าอี้นั่งแล้วฟุบหน้ากับเตียงกุมมือมารดาเอาไว้แล้วค่อยๆ หลับตาลงอย่างอ่อนเพลีย
รอบด้านมืดมิดไร้แสงสว่าง ในหูได้ยินเสียงพูดคุยหัวเราะของผู้คน เสียงของเด็กหญิงชาย สองเท้าเร่งก้าวย่างดวงตาที่พยายามปรับให้เข้ากับความมืดมองไม่เห็นสิ่งใดแต่ยังพยายามเดินไปข้างหน้าสองมือยื่นปัดไปข้างตัวอย่างสำรวจ
มือไม่สัมผัส เท้าไม่สะดุด ดวงตาก็ยังไม่เห็นสิ่งใดเช่นเดิม มีเสียงที่แว่วให้ได้ยินเท่านั้น จากที่ดังอยู่ใกล้ๆ กลับดังห่างออกไปเรื่อยๆ
“พ่อจ๋า แม่จ๋า อยู่ไหนหนูกลัว พ่อจ๋า แม่จ๋า” มือเล็กพยายามปัดป่ายไปรอบๆ พร้อมกับแผดเสียงเรียกหาพ่อแม่
“มาทางนี้ลูก แม่อยู่นี่”
“แม่จ๋า” เสียงเล็กร้องขึ้นอย่างดีใจหันไปตามต้นเสียงที่ได้ยิน
“มาทางนี้ลูก แม่อยู่นี่มาเร็ว”
เท้าเล็กรีบเร่งวิ่งเมื่อได้ยินเสียงของผู้เป็นแม่ดังใกล้ขึ้น แม้จะมองไม่เห็นสิ่งใดก็ยังมุ่งหน้าวิ่งอย่างเร็วไปข้างหน้า
หมับ!
ร่างเล็กถูกคว้าจับสวมกอดหมับ
“แม่จ๋า มะ ไม่ใช่…” ร่างเล็กที่ดีใจอยู่พอเงยหน้ามองกลับต้องหุบยิ้มเมื่อคนที่กอดตนไม่ใช่แม่ รอบด้านสว่างไสวเห็นชัดเจนทุกอย่าง
“ไปลูกเรากลับบ้านกันเถอะ” หญิงร่างผอมหน้าตาสะสวยกุมกระชับมือน้อยของเด็กหญิงเอาไว้
“ไม่ ไม่ใช่แม่ ปล่อย” เด็กหญิงตัวน้อยหยุดอยู่กับที่สะบัดมือตัวเองให้หลุดจากการจับของหญิงแปลกหน้า
“อย่าดื้อสิ มากับแม่ นี่แม่เองเรากลับบ้านกันเย็นแล้วพี่ชายยังรออยู่นะ”
“ปล่อยหนู ป้าไม่ใช่แม่ ปล่อย แม่จ๋า พ่อจ๋าช่วยด้วย” เด็กหญิงแผดเสียงร้องและดึงมือตัวเองอย่างแรงจนหลุดแล้วรีบวิ่งหนีไปอีกทาง
“มานี่นะ จะหนีไปไหน อย่าดื้อนะได้ยินไหม ไม่งั้นแม่จะตี” หญิงแปลกหน้าวิ่งเพียงสองสามก้าวก็ตามทันเด็กหญิง รอบด้านไร้ผู้คนมีเพียงเครื่องเล่นม้าหมุนเหล็กตัวเล็ก ชิงช้าว่างเปล่าไกลๆ แม้จะแผดเสียงร้องอย่างไรก็ยังไม่มีผู้คนโผล่ออกมาให้เห็น
‘เพี้ยะ’
“เงียบ อย่าร้อง แม่บอกให้เงียบได้ยินไหม”
‘เพี้ยะ’
“บอกว่าให้เงียบไง หรืออยากถูกเย็บปากห๊ะ”
“ฮึก” สิ้นเสียงตะคอกของหญิงแปลกหน้าเด็กหญิงรีบหุบปากเงียบไม่กล้าร้องเสียงดังอีก มีเพียงน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม
ดวงตาของหญิงแปลกหน้าจ้องถลึงใส่เด็กหญิงอีกชั่วครู่เมื่อเห็นว่าเด็กน้อยไม่ส่งเสียงร้องจึงได้ยกยิ้มขึ้นแล้วอุ้มตัวเด็กหญิงพาเดินออกไปจากบริเวณนั้น
เพียงไม่นานหญิงแปลกหน้าพาเด็กหญิงมายังบ้านหลังเล็กที่อยู่ท้ายตึกใหญ่ เมื่อเปิดประตูเข้ามาเด็กหญิงก็เห็นเด็กชายที่ตัวโตกว่าเธออีกสองคนที่นั่งอยู่ด้านใน เด็กชายตัวผอมมีรอยฟกช้ำบนแขนขาและใบหน้า
“แม่พาน้องสาวกลับมาแล้ว มาสิ มาดูน้องสาวเร็ว” เด็กหญิงถูกวางลงบนพื้นบ้านเด็กชายทั้งสองก็ขยับเข้ามาใกล้เด็กหญิง
“ไม่ใช่ หนูไม่ใช่น้องสาว หนูจะกลับบ้าน ปล่อยหนู” เด็กหญิงเบี่ยงตัวเลี่ยงไปอยู่อีกมุม สายตากวาดมองไปรอบๆ
‘เพี้ยะ’
“นี่พี่ชายของลูก เรียกพี่สิ เดี๋ยวพ่อก็กลับมาแล้วทำตัวน่ารักๆ จะได้ไม่ถูกตีอีกเข้าใจไหม” หญิงแปลกหน้าตบเด็กหญิงอีกครั้งแล้วเอ่ยเสียงหลอกล่ออยู่ข้างๆ
เด็กหญิงพยายามจะวิ่งหนีออกจากบ้านแต่ถูกหญิงแปลกหน้าดึงเอาไว้จากนั้นก็อุ้มกลับเข้าห้อง
“คิดจะหนีเหรอ เด็กดื้อจะต้องถูกสั่งสอนรู้ไหม” เสียงลอดไรฟันของหญิงแปลกหน้าเอ่ยพลางสองมือก็บีบลำคอเล็กของเด็กหญิง
“ปะ ปล่อย” เด็กหญิงใช้สองมือน้อยจับแขนหญิงแปลกหน้าสองขาตะเกียกตะกาย ดวงตาเริ่มพร่าน้ำตาเอ่อล้นรินไหลเหมือนกำลังจะขาดอากาศหายใจ ภาพตรงหน้ามัวขึ้นเรื่อยๆ
เฮือก!!!
อันวาดสะดุ้งตื่นเหงื่อผุดเต็มใบหน้าและตามตัว ดวงตากวาดไปรอบตัวก็เห็นเพียงเตียงที่พ่อกับแม่นอนอยู่ อกสะท้อนขึ้นลงอย่างคนเหนื่อยหอบ นิ่งคิดถึงความฝันอีกครั้งแต่กลับจดจำทุกอย่างได้เพียงเลือนลาง แม้แต่ใบหน้าของคนในฝันก็จำไม่ได้ สถานที่ก็นึกไม่ออก
ลุกไปล้างหน้าล้างตาเรียบร้อยไล่ความอ่อนเพลีย มองเวลาก็เกือบเที่ยงตั้งใจจะออกไปหาอะไรกินเพราะเมื่อเช้าตอนพยาบาลยกอาหารมาให้เธอยังไม่หิว แต่ยังไม่ทันได้ก้าวออกจากห้องก็มีพยาบาลยกอาหารเข้ามาให้เสียก่อน
เข้าช่วงบ่ายอันวาดไปคุยกับหมอเจ้าของไข้ระหว่างกลับก็ได้พบคนที่ไม่อยากเจอกำลังพยุงชายสูงอายุยืนอยู่หน้าห้องพักของพ่อกับแม่
ครั้นชายชราที่ศิลาพยุงเห็นอันวาดดวงตาก็เป็นประกายขึ้นรีบดันมือศิลาออกยืดหลังให้ตรงทิ้งคราบคนแก่ไปโดยพลัน
“แม่หนู หลานสะไภ้ของปู่ มาหาปู่เร็ว”
“...คะ” อันวาดนิ่งงันอยู่กับที่แล้วหันไปมองด้านหลังตัวเอง พอรู้ว่าคนที่ชายชราเอ่ยพูดด้วยคือตนเองก็เริ่มกระอักกระอ่วน อะไรคือหลานสะไภ้ พอมองไปยังศิลาที่ยืนมองมายังเธอยิ้มๆ ก็มุ่นคิ้วอย่างไม่พอใจ แต่ก็เดินเข้าไปใกล้คนทั้งคู่อีกหน่อย
“ไม่ต้องอาย มานี่มา ปู่อยากเจอหนูตั้งนานแล้วบอกเจ้าศิลาให้พาหนูมาหาปู่ก็ไม่ยอมพามาสักที จนปู่ต้องบังคับให้พาปู่มาหาหนูเองนี่แหละ”
ชายชราขยับเข้าประชิดตัวอันวาดมองสำรวจแล้วยกยิ้มหันไปส่งสายตากับหลานชายอย่างพอใจ แล้วหันมายิ้มแย้มให้กับอันวาดวางตัวเสมือนคนรู้จักสนิทราวกับเป็นปู่หลานกันอย่างไรอย่างนั้น
“สวัสดีค่ะหม่อม สวัสดีค่ะคุณศิลา” อันวาดยกมื้อไหว้ยิ้มเจื่อนๆ อย่างวางตัวไม่ถูก เริ่มรู้สึกว่าใบหน้าตัวเองจะร้อนผ่าวขึ้นมาสายตาชำเลืองมองศิลาแวบหนึ่ง
“หม่อมอะไรกันเรียกปู่สิ จะมาเป็นหลานสะไภ้ของปู่อยู่แล้ว อืม…หน้าตาน่ารัก สะสวยอย่างที่เจ้าศิลาบอกจริงๆ” ชายชรายิ้มพลางแตะแขนหลานชายเย้าแหย่
“ปู่ครับ…” ศิลามองปู่ที่ยิ้มหน้าบานแล้วส่ายหน้าไร้คำพูด
“อะไรของแกฉันพูดความจริง แกอายเหรอ”
“ปู่อยากมาเยี่ยมพ่อกับแม่ของคุณ” ศิลาไม่ต่อคำกับปู่แต่หันพูดกับอันวาดที่ตอนนี้ใบหน้าเริ่มแดงลามไปถึงใบหูแล้ว
“อ่อค่ะ เชิญด้านในค่ะ” อันวาดพยักหน้าหงึกหงักแล้วรีบเปิดประตูเชิญคนทั้งสองเข้าไปด้านในห้อง
อันวาดรินน้ำต้อนรับให้แขกทั้งสอง คุณปู่เดินไปข้างเตียงฤหัสท่องคาถาบางอย่างชั่วอึดใจแล้วเปลี่ยนมาทางปภัสสรทำเช่นเดียวกัน แล้วหันมากวักมือเรียกอันวาดเข้าไปใกล้ๆ
“แม่หนูมานี่มา”
อันวาดที่ยืนอยู่ห่างๆ หันมองหน้าศิลาเห็นว่าอีกฝ่ายพยักหน้าให้จึงเดินเข้าไปหาชายชรา จากนั้นคุณปู่ก็เริ่มท่องคาถามุบมิบคล้ายจะเป็นภาษาบาลีพอจบก็ใช้มือแตะลงบนหน้าผากอันวาด
“เดี๋ยวไม่นานอาการก็จะดีขึ้นแล้ว ส่วนหนูต่อจากนี้ห้ามผิดครูเด็ดขาด มีข้อห้ามอะไรบ้างเดี๋ยวศิลาจะบอกหนูเอง”
คุณปู่เอ่ยจบก็มีท่าทางเหนื่อยจึงกลับไปนั่งพักที่โซฟาโดยมีศิลาพยุงไว้ อันวาดที่ยังไม่ค่อยเข้าใจอะไรมากนักก็ทำเพียงพยักหน้ารับส่งๆ
เมื่อนั่งพักจนหายเหนื่อยแล้วคุณปู่ก็ขอตัวกลับก่อนโดยมีคนขับรถและป้าละเอียดที่เตรียมอาหารมาให้อันวาดพากลับ ส่วนศิลายังคงอยู่ต่อเพื่อพูดคุยกับอันวาด
“เอาไว้พ่อกับแม่หนูตื่นแล้วปู่จะคุยเรื่องสินสอดทองหมั้นอีกที หนูไม่ต้องห่วงนะ”
“คะ…เอิ่ม…” อันวาดกะพริบตาปริบๆ งุนงงว่าทำไมอยู่ๆ ถึงจะมาพูดเรื่องสินสอด เธอกับหลานคุณปู่ไม่ได้เป็นอะไรกันเสียหน่อย
“หนูกับศิลาคุยกันไปเถอะ ปู่ไม่อยู่เป็นก้างแล้ว”
“ค่ะ…หนูขอบคุณที่มาเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่นะคะ สวัสดีค่ะคุณปู่เดินทางปลอดภัยนะคะ” อันวาดได้แต่ยิ้มเออออไปกับชายชรา เริ่มรู้แล้วว่าป้าละเอียดเหมือนใคร ก็เหมือนกับคุณปู่ที่เป็นเจ้านายนี่ไง
พอคุณปู่กลับไปแล้วทั้งห้องก็เงียบลงอีกครั้ง อันวาดนั่งนิ่งอยู่นานเมื่อไม่ได้ยินศิลาเอ่ยอะไรจึงได้เป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน
“ที่คุณปู่พูดหมายความว่ายังไงคะ”
“เรื่องไหน เรื่องสินสอดหรือ…”
“เรื่องผิดครูค่ะ หมายความว่ายังไง” อันวาดรีบเอ่ยขึ้น
“มีข้อห้ามหลักๆ คือห้ามผิดสามีหรือภรรยาคนอื่น ทำของแล้วห้ามถอนของเองจะต้องมีครูยินยอมอยู่ด้วยไม่งั้นของจะย้อนเข้าตัวและถือว่าผิดครูจะส่งผลกับตัวเธอ ห้ามถอดสร้อยออกโดยพลการนอกจากลูกทางสายเลือดแล้วห้ามใครรับครูต่อจากเธอ”
“ทำไม” อันวาดขมวดคิ้วถามสีหน้าตึง
“มันจะเป็นเครื่องป้องกันตัวเธอจากของอื่นๆ ได้” ศิลาเอนหลังพิงโซฟาตอบเหมือนไม่ใส่ใจทว่าสีหน้าจริงจัง
“แล้ว…แล้วคุณมาให้ฉันทำไม อีกอย่างคุณยังไม่ถามความยินยอมจากฉันก็ทำพิธีแล้ว” อันวาดเสียงขุ่นขึ้นมา
“วันนั้นถ้าไม่ให้เธอรับครู เธออาจจะไม่ตื่นขึ้นมาอีกแล้วน่ะสิ” ศิลาสบสายตากับอันวาดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ท้ายเสียงถึงจะเข้มแต่แฝงความสั่นพร่า
“ฉัน…ฉัน…คือฉันหาโหงพรายที่เลี้ยงไว้ไม่เจอ” อันวาดรีบหลบสายตาศิลาแล้วพูดตะกุกตะกักเปลี่ยนเรื่อง
“ผมกำลังตามหาอยู่ คุณคุมมันไม่อยู่ก่อนหน้ายังเลี้ยงมันด้วยเลือดตัวเองอีก ฤทธิ์มันจะมากขึ้นแบบนี้จะยิ่งเป็นอันตรายกับตัวคุณ เพราะงั้นอย่าถอดสร้อยออกเด็ดขาด”
ศิลาเว้นช่วงแล้วพูดขึ้นอีกครั้ง “อีกอย่างภาพวาดที่เก็บไว้ภาพนั้นต้องกำจัดทิ้งด้วย”
“เข้าใจแล้ว” อันวาดหลุบตารับคำเสียงเบา
“เอามาให้ผม ผมจะจัดการเอง”
“ไม่เป็นไร ฉันทำเอง” อันวาดรีบปฏิเสธ
“ผมจะให้คุณปู่ดูเผื่อจะเจอต้นตอของคนที่ทำของไว้”
“ไม่ต้อง ฉันจะจัดการเอง คุณไม่ต้องยุ่ง” อันวาดน้ำเสียงเข้มขึ้น อยากทำทุกอย่างเองและไม่ต้องการให้ใครมายุ่งกับเรื่องของเธอกับสายลม
“ตอนนี้ที่คุณต้องให้ความสำคัญคือดูแลพ่อกับแม่ ส่วนเรื่องอื่นให้ผมจัดการเอง”
“ฉันไม่อยากให้คนอื่นมายุ่งเรื่องของฉันกับพี่ลม พ่อฉันจ้างให้คุณถอนของให้ฉัน ตอนนี้คุณหมดหน้าที่แล้วก็อย่ามายุ่งเรื่องของฉันอีก” อันวาดผสานสายตากับศิลาดวงตาแน่วแน่แต่มีความเศร้าเคล้าปนอยู่ด้วย
“เข้าใจแล้ว งั้นอย่าลืมที่ผมบอก ห้ามถอดสร้อยเด็ดขาด” ศิลาตอบกลับเสียงราบเรียบ
อันวาดเม้มปากรู้สึกไม่ดีนักที่ใช้คำพูดแบบนั้นกับอีกฝ่าย ทั้งที่เขาช่วยเธอไว้แต่ด้วยความดื้อรั้นที่มีอยู่ในตัวจึงไม่อยากให้ใครเข้ามาก้าวก่ายเรื่องของตัวเองไปมากกว่านี้
“งั้นผมกลับก่อน” ศิลาเอ่ยพลางลุกยืน
“ค่ะ” อันวาดลุกมาส่งศิลาพออีกฝ่ายจะก้าวออกจากห้องจึงเอ่ยเรียกไว้
“คุณศิลา…ขอบคุณที่ช่วยฉันไว้นะคะ”
“ไม่ต้องขอบคุณหรอก เป็นหน้าที่ของผมที่ต้องช่วย” ศิลาโน้มลงขยับหน้าเข้าไปใกล้ข้างแก้มก่อนจะลดเสียงพูดข้างหูอันวาด “ช่วย...ว่าที่ภรรยาอยู่แล้ว”
“คุณ!” อันวาดหดคอมองหน้าอมยิ้มของศิลาแล้วรีบถอยห่าง ส่วนศิลากลับยืดตัวตรงแล้วหันหลังเดินออกไปทิ้งให้อันวาดยืนหน้าแดงหูแดงอยู่ตรงหน้าประตู