“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”
ดราม่า,ชาย-หญิง,ไทย,ยุคปัจจุบัน,รัก,ไสยศาสตร์,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
สาปไสยเวท“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”
หลังสูญเสียแฟนหนุ่มที่กำลังจะแต่งงานกัน อันวาดถึงกับเสียศูนย์จนเลือกเดินทางผิดจนจิตใจถูกครอบงำ ศิลา เขากลับยื่นมือเข้าช่วยฉุดรั้งให้กลับตัว ความแค้นที่ยังฝังใจจะพาให้คนทั้งคู่ที่อยู่กันเหมือนเส้นคู่ขนานให้มาบรรจบกันได้ยังไง
“นี่ แม่บ้านอยู่ไหนเหรอ ฉันหิวแล้วจะให้ทำกับข้าวให้หน่อย” อันวาดที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเดินออกมาจากห้อง เห็นเจ้าของบ้านเพิ่งจะกลับออกมาจากห้องทำพิธีด้วยสีหน้าตึงๆ จึงถามขึ้น
“เรียกชื่อฉันให้ดี เป็นเด็กอย่าทำตัวไม่มีมารยาท” ศิลาเอ่ยสอนหญิงสาวที่อายุน้อยกว่าตน
“ฉันจะมีมารยาทกับคนที่คู่ควรเท่านั้น” อันวาดเถียงกลับอย่างไม่ยอม
“ตอนพ่อเธอมาคุยกับฉันก็เป็นคนมีเหตุผลมีมารยาท เธอก็อย่าทำตัวเสื่อมเสียจนถูกว่าลามไปถึงสกุลรุนชาติ อีกอย่างที่นี่ไม่มีแม่บ้าน ต้องช่วยเหลือตัวเอง” ศิลาเทศนายาวมองหญิงสาวตรงหน้าที่เถียงคอเป็นเอ็นด้วยสายตาเรียบเฉย
“นี่! หึ…บ้านหลังใหญ่โต ไม่มีแม่บ้านเหรอ” อันวาดจะยกนิ้วชี้ใส่อีกฝ่ายที่ว่าตนแต่ก็ต้องระงับไว้ แล้วมองไปรอบๆ บ้านหลังใหญ่แต่ไม่เห็นแม่บ้านสักคน
“ฉันชอบความเป็นส่วนตัว จะมีคนมาทำความสะอาดบ้าน และซักเสื้อผ้าให้อาทิตย์ละสองครั้ง ถ้าหิวก็เข้าครัวไปทำเอง”
ศิลาตอบแล้วผละเดินขึ้นไปชั้นสองไม่สนหญิงสาวก้าวยาวๆ กลับห้องเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า รู้สึกเหม็นตัวเองไปทั้งตัวแล้ว
อันวาดเหลียวซ้ายแลขวามองไปรอบบ้านเพื่อสำรวจว่าบ้านหลังนี้ไม่มีแม่บ้านจริงหรือเปล่า จึงลองเดินไปตามห้องอื่นชั้นล่างและนอกบ้าน ไม่เห็นใครจริงๆ รอบบ้านเงียบสงบมาก
เมื่อมั่นใจว่าเจ้าของบ้านพูดความจริงจึงเดินไปยังห้องครัวใหญ่ อุปกรณ์ครบครัน ทุกอย่างสะอาดเป็นระเบียบเหมือนไม่เคยถูกจับหรือเคลื่อนย้ายมาก่อน พอเดินมาตรงซิงค์ล้างจานเห็นแค่ชามข้าวต้มของตัวเองที่ยังไม่ได้ล้างวางอยู่ใบเดียวเท่านั้น
อันวาดขมวดคิ้วคิดงั้นข้าวต้มก่อนหน้านี้เขาทำเองหรือซื้อมา พอเดินไปเปิดตู้เย็นก็เห็นของเต็มตู้ จัดวางแยกประเภทมีตู้แช่ของทานเล่นหนึ่งตู้ และตู้แช่ผักกับเนื้อของสำหรับทำอาหารหนึ่งตู้ แล้วอันวาดก็ปิดตู้ไว้อย่างเดิมไม่ได้ทำอะไรกิน
เดินไปยังชั้นวางที่อยู่อีกฝั่งหยิบขนมปังไปใส่เครื่องปิ้งสามแผ่นเสร็จแล้วนั่งกินคู่กับนมหนึ่งกล่อง เมื่ออิ่มแล้วจึงวางจานใส่ขนมปังปิ้งที่ตนกินทิ้งไว้ในซิงค์ แล้วกลับห้องตัวเอง
ขณะเดินกลับก็มีเวลาสำรวจตัวบ้านไปด้วย แล้วเบ้ปากกับความหรูหราของบ้าน เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นเป็นของแพง แจกันประดับก็ดูจะเป็นของเก่ามีราคาสูงไม่น้อย หากจำไม่ผิดแม้แต่พานในห้องพิธียังประดับอัญมณี บางชิ้นก็เลี่ยมทอง ช่างฟุ้งเฟ้อเสียจริงเธอแอบค่อนขอดอยู่ในใจ
อันวาดหย่อนตัวนั่งบนเตียงนอน พอมองอีกทีของใช้ในห้องเธอล้วนเป็นของแพง แม้แต่เสื้อผ้าที่ใส่ก็แบรนด์เนมเนื้อนุ่ม แต่…เหมือนอันวาดจะคิดอะไรขึ้นมาได้แล้วมองตัวเองอีกครั้ง
ไม่มีแม่บ้าน ไม่มีคนอื่นอยู่ แล้วก่อนหน้าที่เธอจะตื่นใครทำแผลให้เธอ เสื้อผ้าอีกใครเป็นคนเปลี่ยน พยายามคิดในแง่ดีว่าอาจเป็นครอบครัวเธอจัดการให้ก่อนพามาส่ง
เมื่อคิดถึงครอบครัวขึ้นมาจึงคิดได้ว่าต้องโทรหาพ่อกับแม่ มองไปรอบห้องอีกครั้งก็ไม่เห็นของใช้ส่วนตัวที่เป็นของตนเองเลยสักชิ้น เสื้อผ้าที่ใส่ก็ไม่ใช่ ทุกตัวเป็นของใหม่ไม่เห็นมือถือหรือกระเป๋าตัวเองด้วย
ความสงสัยในอกพาให้อันวาดต้องออกจากห้องไปอีกครั้งลองหาว่าที่นี่มือโทรศัพท์บ้านไหม ตนจะได้ติดต่อพ่อแม่ แต่ก็ต้องผิดหวังคฤหาสน์หลังใหญ่หลังโตไม่มีแม้แต่โทรศัพท์
“บ้านหลังใหญ่โต ช่องเสียบสายก็มีแต่โทรศัพท์บ้านกลับไม่มี” อันวาดบ่นอุบอิบ ด้วยไม่อยากเสวนากับเจ้าของบ้านจึงได้เดินกลับห้องอย่างกระฟัดกระเฟียดอีกครั้ง ไว้พรุ่งนี้ก่อนทำพิธีค่อยถามเรื่องมือถือ
ทิ้งตัวนอนมองเพดานเงียบๆ ชั่วอึดใจ จากนั้นเริ่มทบทวนสิ่งที่ตัวเองทำก่อนหน้า หลายเหตุการณ์ย้อนเข้ามาในความทรงจำ เพียงคิดขึ้นมาก็รู้สึกผิดและละอาย เพราะความไม่ยั้งคิดทำให้ตัวเองหน้ามืดตามัวกระทำสิ่งที่ไม่ควรลงไป
สมองนึกถึงคนรักที่จากไปก็เกิดความเศร้า ในอกมีแต่ความเสียใจเกาะกินเธอรักพี่ลมมาก มากจนทนรับความรู้สึกเสียใจหลังเสียเขาไปไม่ได้ แต่จะเป็นแบบนี้ต่อไปก็ไม่ได้เช่นกัน เธอไม่ควรทำให้คนในครอบครัวเป็นห่วงและลำบากอีก
ปิดดวงตาที่มองโคมระย้าลง พยายามข่มอารมณ์ปรับความรู้สึกให้มั่นคงขึ้น ‘แล้วถ้าฝึกวิชาจากเขาได้ วันหนึ่งเธอจะเก่งกว่าเขาไหม’ อยู่ๆ ความคิดนี้ก็บังเกิดขึ้นในหัว เพราะไม่ว่ายังไงเขาก็ต้องชดใช้ที่ทำกับพี่สายลม
ในใจก็สับสนไม่ใช่น้อย หลับตาคิดพลางชั่งใจควรหยุดแต่เขาก็สมควรได้รับกรรมที่ทำลายชีวิตของคนอื่นไม่ใช่หรือ หากตนมัวแต่ฝึกเองแล้วเป็นเหมือนก่อนหน้าคุมไม่ได้ งั้นก็เรียนรู้จากเขา
ฝีเท้ายาวๆ ที่กำลังก้าวในมือมีกล่องยามาหยุดลงตรงหน้าห้อง ศิลาก้มมองของในมือแล้วมองประตูห้องลังเลอยู่อึดใจว่าจะเรียกดีไหม ก่อนหน้าเขาขึ้นไปอาบน้ำเมื่อครู่เห็นว่าหญิงสาวยังไม่ได้ทำแผลหลังอาบน้ำเสร็จ
“ฉันเอากล่องยามาให้” ยกนิ้วเคาะเรียกคนในห้อง เงียบฟังก็ไม่ได้ยินเสียงตอบกลับจึงลองเคาะประตูอีกครั้งยังไม่มีการตอบรับ ศิลาจึงหันหลังกลับ ห่างจากห้องมาเพียงสองสามก้าวก็ย้อนกลับอีกครั้ง
“หลับรึเปล่า ฉันเอายามาให้” ศิลาลองเรียกดูอีกครั้ง พอคนข้างในไม่ตอบจึงจับก้านจับประตูลองเปิดเข้าไป มันไม่ได้ล็อกพอชะโงกหน้าเข้าไปก็ไม่เห็นหญิงสาวจึงตั้งใจจะเอากล่องยาเข้าไปวางไว้ให้บนโต๊ะ
‘อุ๊บ แหวะ…แหวะ’
เสียงอาเจียนดังมาจากห้องน้ำ ศิลาฟังอยู่ครู่หนึ่งแล้วเดินไปดู ประตูห้องน้ำไม่ได้ปิดจึงเห็นหญิงสาวโก่งคออ้วกอยู่กับชักโครก เขาเห็นเธอใช้นิ้วล้วงคอแล้วสำรอกต่อ ทำซ้ำอยู่อย่างนั้นแล้วเหมือนจะพยายามบริกรรมคาถาไปแล้วอ้วกไปด้วย เห็นแล้วศิลาพอเดาออกว่าอีกฝ่ายจะทำอะไร
“มันติดมากับตัวเธอตั้งแต่เกิด ทำยังไงก็ไม่ออกหรอก ที่ทำได้คือฝึกตัวเองควบคุมมันให้ได้” ศิลาเอ่ยบอกยืนมองหญิงสาวที่พยายามท่องคาถาอีกหลายบทโดยไม่ยอมฟังที่เขาพูด
“เข้ามาได้ยังไง นี่ห้องฉันนะ” อันวาดตวัดดวงตากลับมาน้ำตาคลอเบ้า ใบหน้าแดงก่ำนั่งอยู่กับพื้นห้องน้ำ
“นี่บ้านฉัน” ศิลาหลุบตามองหญิงสาวที่ส่งค้อนมาให้ตนอย่างไม่ใส่ใจ มองรอยแผลบนเท้าอีกฝ่ายแล้วมุ่นคิ้วเมื่อเห็นว่ามีเลือดซึม “ฉันเอากล่องยามาให้ เสร็จแล้วก็ทำแผลด้วย”
อันวาดมองรอยแผลของตนแล้วทำให้นึกถึงที่มาของแต่ละรอย ฝ่าเท้าสองข้างถูกบาดถูกทิ่มตอนย่ำไปตามป่าช้า ตรงข้อเท้าถูกตอไม้แทงตอนที่ไปขุดศพมัคนายก เล็บฉีกหนังเปิดเพราะตะกุยดิน เล็บนิ้วก้อยข้างขวาถึงกับหลุดออกเห็นเนื้อแดงช้ำ
ขอบตาแดงเรื่อขึ้นเรื่อยๆ แล้วน้ำตาก็เอ่อไหลออกมา ที่แย่กว่าการไปขุดศพตามป่าช้าคือ วันที่เธอไปวัดใหญ่แล้วลงมือกับหลวงอาอาทิตย์ เธอถึงกับ…
‘อุ๊บ…แหวะ แหวะ’
อันวาดกลับอาเจียนอีกครั้ง คราวนี้ไม่ต้องล้วงคอก็อ้วกเองไม่หยุด ตัวหอบโยนหมดแรง พักใหญ่จึงได้ออกจากห้องน้ำมานั่งทำแผล คนเจ้าระเบียบทนดูอาการเงอะงะของหญิงสาวไม่ได้ เห็นอันวาดทายาแบบลวกๆ ผ้าก๊อซปิดแผลก็เบี้ยวจึงได้ย่อตัวนั่งเก้าอี้อีกตัวเพื่อทำแผลให้
“มาฉันทำให้ ไม่ล้างแผลก่อนแต่ใส่ยาแดงเลยแบบนี้เดี๋ยวก็ติดเชื้ออักเสบพอดี” มือใหญ่ขยับไปดึงขาเรียวของอันวาดขึ้นมาวางบนหัวเข่าตัวเอง แต่อีกฝ่ายกลับชักกลับ
“แบบนี้ก็ได้แล้ว ไม่ต้องยุ่งหรอก” อันวาดขมวดคิ้วดึงขาตัวเองจับไว้แน่น ส่งค้อนให้ศิลา
“หลังปัดรังควานครบสามครั้ง ก่อนทำพิธีถอนของ บาดแผลบนตัวเธอต้องหายดีก่อน” ศิลาจ้องตาอันวาดอย่างอ่อนใจแล้วพูดขึ้น
“มันไม่เห็นจะเกี่ยวกันเลย” อันวาดยังคงเถียงต่อ
“เธอเป็นคนทำหรือฉันเป็นคนทำ เลิกเถียงเป็นเด็กรั้นได้แล้ว ขยับเท้ามาแล้วอยู่นิ่งๆ” ศิลาเอ่ยพลางตวัดตามองให้อันวาดยกเท้าขึ้นมา สีหน้าราบเรียบ
ความจริงแล้วแผลมันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพิธีถอนของอย่างเธอพูดนั่นแหละ แต่เห็นแผลกับเลือดแล้วหงุดหงิดสายตา อีกทั้งมันยังเลอะเปื้อนพื้นกับพรมเขาด้วย นี่เป็นสาเหตุหลักที่เขาอยากให้เธอทำแผลดีๆ จะได้หายเร็วๆ
“ฉันอยู่ที่นี่กี่วันแล้ว พวกของใช้ส่วนตัวของฉันพ่อกับแม่ไม่ได้เอามาให้ด้วยเหรอ” อันวาดเลิกเถียงแล้วถามเรื่องอื่นแทนเมื่อสบโอกาส
“สองวัน ของใช้ส่วนตัวถ้าต้องการอะไรเพิ่มก็ลิสต์รายการไว้ แม่บ้านมาแล้วให้ออกไปซื้อให้”
“หมายถึงมือถือของฉันน่ะ”
“ไม่ได้เอามา” ศิลาดึงเทปติดผ้าก๊อซลำดับสุดท้ายตอนตอบคำถาม แล้วมองนิ้วมือที่ยังไม่ได้ใส่ยาของหญิงสาวแล้วเขาก็ลุกไปล้างมือ
“ฉันขอยืมมือถือหน่อยได้ไหม ฉันอยากโทรหาพ่อแม่” อันวาดกัดฟันพูดแล้วก้มมองผลงานการปฐมพยาบาลของอีกฝ่าย เลิกคิ้วสูงดูแล้วเรียบร้อยอย่างกับหมอทำเองเลย
“ส่งมือมา” ชายหนุ่มเดินออกมานั่งที่เดิมแล้วยื่นมือตรงหน้าให้อันวาดส่งมือ เห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยื่นมือให้จึงกลอกตามองแผลที่นิ้วของหญิงสาว
“ฉันยืมมือถือคุณหน่อยได้ไหม” อันวาดส่งมือขวาให้แล้วถามอีกครั้ง ศิลายังคงไม่ตอบแต่หยิบยาขึ้นมาทำความสะอาดรอบปลายนิ้วก้อยที่เล็บหลุด
“ซี้ด…แสบ” อันวาดกระตุกมือกลับเมื่อถูกยาแล้วแสบแต่ศิลารั้งไว้ไม่ปล่อย โดยไม่คาดคิดศิลาโน้มหน้าลงไปเป่าให้พลางใส่ยาไปด้วยค่อยๆ พันด้วยเทปกันน้ำให้เป็นตอนสุดท้าย
อันวาดเหยียดหลังนั่งตรงทันทีที่ลมอุ่นๆ เป่ารดนิ้ว กลิ่นแชมพูลอยอยู่ตรงหน้าผสมกลิ่นกายเฉพาะตัวหอมอ่อนแตะจมูก มือซ้ายกำแน่นเข้าหากันอย่างประหม่าไม่รู้ตัว
“เสร็จแล้ว” ศิลาเอ่ยขึ้นแล้วปล่อยมือหญิงสาว หยัดตัวนั่งตรงเก็บอุปกรณ์ทำแผลกลับเข้ากล่อง
“ขะ ขอบคุณ ละ แล้วเรื่องมือถือที่ฉันขอยืม” อันวาดกลืนน้ำลายที่จะติดคอลง กล่าวขอบคุณแล้วถามเรื่องมือถืออีกครั้ง
“ไม่อนุญาตให้ใช้เครื่องมือสื่อสารที่นี่”
“ห๊ะ เดี๋ยว นี่ฉันไม่ได้มาสถานกักกันเพื่อมาคุมประพฤตินะ ถึงต้องห้ามโน้นห้ามนี่ ฉันแค่จะโทรหาพ่อกับแม่เอง”
อันวาดทะลึ่งตัวพรวดขึ้นยืนเสียงแหลมใส่ ศิลาที่ยังนั่งอยู่เงยหน้าขึ้นมองคนที่ค้ำหัวตนสีหน้าระอาใจ
“ก็ได้ แต่ต้องเป็นหลังจากทำพิธีปัดรังควานครบสามครั้งแล้ว”
“ทำไมฉันต้องฟังด้วย ฉันอยากจะโทรวันนี้ ตอนนี้ เดี๋ยวนี้”
“งั้นไม่ต้องใช้จนกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย”
“คุณ!” อันวาดหมดคำจะพูดแต่พอเห็นศิลาจะเดินออกจากห้องจึงได้ยอมเสียงอ่อนลง “ก็ได้ หลังปัดรังควานครบค่อยโทร”
“ต่อไปทานอาหารเสร็จล้างจานชามด้วย” ศิลาเอ่ยทิ้งท้ายอีกประโยคให้หญิงสาวแล้วเดินหายลับออกไป อันวาดถลึงตาใส่แผ่นหลังอย่างคนเสียเปรียบตอบโต้อะไรไม่ได้