“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”
ดราม่า,ชาย-หญิง,ไทย,ยุคปัจจุบัน,รัก,ไสยศาสตร์,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
สาปไสยเวท“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”
หลังสูญเสียแฟนหนุ่มที่กำลังจะแต่งงานกัน อันวาดถึงกับเสียศูนย์จนเลือกเดินทางผิดจนจิตใจถูกครอบงำ ศิลา เขากลับยื่นมือเข้าช่วยฉุดรั้งให้กลับตัว ความแค้นที่ยังฝังใจจะพาให้คนทั้งคู่ที่อยู่กันเหมือนเส้นคู่ขนานให้มาบรรจบกันได้ยังไง
“คือ…” อันวาดอึกอักไม่กล้าตอบ ถึงจูบครั้งที่สองในคืนนี้สมองไม่ได้ขาวโพลนหัวใจไม่ได้เต้นระส่ำเพราะสับสน ทุกการกระทำตอบสนองศิลาด้วยความกระจ่างอย่างยินยอมทุกอย่าง แต่กลับไม่กล้าตอบคำถามเพราะลึกๆ เธอยังกลัว
และความกลัวที่อยู่ในก้นบึ้งมันฉายชัดออกมาทางดวงตาจนศิลามองออก มือใหญ่ทัดเส้นผมให้แล้วลูบกรอบหน้าด้วยปลายนิ้วหยุดเชยคางให้อันวาดเชิดหน้าสบตากับเขา
นัยน์สีนิลที่ประกายความอ่อนโยนฉายชัด แฝงทั้งการปลอบประโลมไว้ โครงหน้าหล่อเหลาขยับเว้นระยะเล็กน้อย มุมปากยกโค้งสบประสานดวงตากลมที่จ้องตอบกลับมาอย่างแน่วแน่
“ไม่ต้องกลัว พี่จะไม่สัญญาหรือสาบาน แต่พี่จะทำให้เห็นว่าพี่จะไม่ทำให้น้องคนดีต้องเสียใจ” หลังจบประโยคศิลากดริมฝีปากจรดจูบลงบนปลายคางหนึ่งครั้งและเปลี่ยนมาประทับบนปากกระจับของอันวาดเน้นหนักและเนิ่นนาน
“…ฮึก” ไม่รู้ว่าเพราะคำพูดหรือการกระทำของอีกฝ่ายที่เรียกเสียงสะอื้นและน้ำตาของอันวาด
“อย่าร้องอีกเลยนะ พี่เห็นแล้วทรมานใจ” คำปรามทุ้มแผ่วผสานไปกับจุมพิตซับน้ำตาที่ไหลให้แห้งเหือด
“อืม…ตกลง” ใบหน้าเล็กพยักตอบรับดวงตายังคลอหยาดน้ำกระทบแสงไฟในห้องเป็นประกายแวววาวราวเพชรกระทบแสง
“ตกลงอะไรครับ ตกลงจะไม่ร้องแล้วหรือตกลงจะแต่ง”
อันวาดจ้องตาที่มองมาของศิลาข้างในแววตาที่เต้นระริกอยู่นั้นมีความหวาดหวั่นและคาดหวังอยู่ลึกๆ ยิ่งยืดเวลาคำตอบโดยการเงียบนานขึ้นเท่าไหร่นัยน์คู่นั้นก็ยิ่งหม่นแสงลงเรื่อยๆ
แต่อาการแบบนี้ของศิลากลับเหมือนมีบางอย่างที่รักษาความกลัวได้ ถึงจะเป็นเพียงช่วงเวลาไม่นานนักที่ได้พบเจอรู้จักและเขาทำดีด้วย แม้จะไม่สามารถพิสูจน์ว่าจริงใจมากแค่ไหน แต่การกระทำทุกอย่างของอีกฝ่ายที่มีให้ในตอนนี้ก็เยียวยาบาดแผลที่เกิดขึ้นก่อนหน้าได้
“ตกลงแต่งค่ะ แต่…”
“แต่อะไรครับ” ดวงตาเป็นประกายของศิลาเจิดจ้าจนสะท้อนแสงรีบถามเมื่ออันวาดที่ลากเสียงยาวคำว่าแต่
“แต่ต้องให้คุณพ่ออนุญาตด้วย”
“ได้ครับ…เอิ่ม…ได้” ศิลาตอบรับทันควันแต่ก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ว่าตนเองเคยพูดอะไรกับว่าที่พ่อตาไปบ้าง แล้วคำประกาศกร้าวว่าไม่ชอบอยู่ใกล้ผู้หญิงและคำปฏิเสธที่ตนเคยพูดก็ย้อนมาตีแสกหน้าตัวเองเข้าอย่างจัง
“แล้วตอนนี้คุณก็ปล่อยฉันได้แล้ว” อันวาดมองหน้าที่เปลี่ยนสีของศิลาแล้วอดยิ้มในใจไม่ได้แต่ยังตีหน้านิ่งพูดขึ้นแล้วดึงมือหลุดจากการจับผลักร่างศิลาออก
“แต่…”
“แต่อะไรคะ จนกว่าคุณพ่อจะตกลงเห็นด้วยกับเรื่องแต่งงาน คุณห้ามทำรุ่มร่ามกับฉัน” อันวาดหันตวัดตามองศิลาเอ่ยเสียงจริงจัง
“ครับ” ศิลาหยักหน้ารับไม่ถกเถียง แต่ไวเท่าความคิดกลับเอื้อมมือดึงแขนอันวาดให้นั่งชิดตัวเองแล้วกดจมูกหอมแก้มนวลอย่างว่องไว “หอมแก้ม ไม่รุ่มร่าม”
“หึ…” อันวาดแค่นเสียงหึในลำคอยกยิ้มพยักหน้าคล้ายเห็นด้วยก่อนจะใช้นิ้วจิ้มไปบนอกเปลือยของศิลาพร้อมทั้งเอนตัวและใบหน้าเข้าใกล้เกือบจะประชิดจนอีกฝ่ายต้องเอนตัวตามแรงของอันวาด “ฉันจะฟ้องคุณพ่อ”
สิ้นเสียงก็ชักนิ้วกลับยืดหลังตรงคิ้วเลิกสูงมองศิลาด้วยสายตาตักเตือนแล้วมองออกไปด้านนอกหน้าต่างแวบหนึ่งแล้วยกมุมปากขึ้น
“ฉันไม่ต้องฟ้องแล้ว เดี๋ยวโหงพรายก็กลับไปรายงานเอง”
ศิลามองตามสายตาของอันวาดก็หน้าม้านไปเมื่อเห็นเงาร่างของโหงพรายก็จำได้ทันทีว่าเป็นของว่าที่พ่อตาสีหน้าทมึงทึงมองอยู่
– ** – ** –
ในรุ่งเช้าอากาศแสนดีมีเสียงนกร้องดังแว่วเข้ามากระทบหูเป็นระยะ ร่างเล็กที่ลืมตาขึ้นก่อนเห็นใบหน้าคมคายของศิลาปรากฏชิดอยู่แค่คืบก็รีบขยับหัวออกห่าง
จำได้ว่าเมื่อคืนหลังโทรบอกพ่อกับแม่ว่าจะค้างที่นี่แล้วหลับอยู่บนตั่งไม้แต่กลับตื่นขึ้นมาบนเตียงเดียวกับศิลาแถมยังหนุนแขนเขาด้วย แต่ถึงจะนอนร่วมเตียงเคียงกันอยู่ก็มีเพียงแขนข้างเดียวเท่านั้นที่รองให้อันวาดหนุนแต่แขนอีกข้างกลับวางขนาบข้างลำตัวอย่างเรียบร้อยไม่ได้กอดหรือพาดบนตัวของเธอ
“อรุณสวัสดิ์ครับ ตื่นแล้วเหรอหลับสบายไหม” ศิลาที่ไม่รู้ว่าตื่นมาเมื่อไหร่ถามขึ้น มุมปากยกโค้งแต่พออันวาดสังเกตดีๆ กลับเห็นใต้ตาของเขาคล้ำจึงอดถามไม่ได้
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ คุณนอนหลับไม่สนิทเหรอคะ”
“อืม หลับไม่ค่อยสนิท”
“ทำไมเหรอคะหรือมีอะไรมากวน” อันวาดถามขึ้น
“ก็มีน้องคนดีนอนอยู่ข้างๆ จะให้หลับสนิทได้ยังไง” แววตาระรื่นของศิลาทำให้อันวาดค้อนขวับแล้วผลุนผลันลุกนั่ง
“คุณอุ้มฉันมานอนเตียงเหรอ” อันวาดน้ำเสียงเข้มขึ้นกวาดตาผ่านร่างที่สวมเสื้อเรียบร้อยของศิลาก็พึงพอใจอยู่ลึกๆ
“กลัวว่าตั่งไม้มันจะนอนไม่สบาย เตียงใหญ่นอนด้วยกันได้พี่เลยอุ้มมาตอนดึก” ศิลาตอบพลางยันตัวขึ้นนั่งเช่นกัน
“...ฉันขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อน” อันวาดเงียบไปอึดใจแล้วยืนขึ้นเพื่อไปจัดการล้างหน้าแปรงฟัน
“ครับ เดี๋ยวพี่ให้แม่บ้านเอาเสื้อผ้ามาให้” ศิลาพยักหน้ามองแผ่นหลังอันวาดที่หายเข้าห้องน้ำแล้วก็ขบกรามย่นคิ้วกุมอกก่อนจะเดินไปเปิดประตูห้องสั่งแม่บ้านให้จัดเตรียมชุดมาให้อันวาดเลือกใส่
หลังทั้งคู่จัดการธุระหลังตื่นเรียบร้อยก็ออกไปทานอาหารเช้า ถึงโต๊ะที่จัดเตรียมไว้เสร็จสรรพไม่นานคุณปู่ก็มาถึง
“อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณปู่” อันวาดกล่าวทักคุณปู่ที่นั่งหัวโต๊ะ
“อรุณสวัสดิ์ เป็นยังไงบ้างเมื่อคืนหลับสบายดีไหม” คุณปู่เอ่ยทักพร้อมรอยยิ้ม
“หลับสบายดีค่ะคุณปู่”
“ดี ดีแล้ว งั้นทานอาหารเช้ากัน” คุณปู่พยักหน้าแล้วหันไปบอกให้ป้าละเอียดยกชามข้าวต้มมาเสิร์ฟ แล้วทั้งสามก็เริ่มทานมื้อเช้ากัน
ในช่วงสายอันวาดจึงขอตัวกลับส่วนศิลาก็อาสามาส่ง ครั้นพอถึงบ้านสีหน้าทมึงถึงของฤหัสก็รอต้อนรับศิลาอยู่ก่อนแล้ว
“สวัสดีครับคุณลุง คุณป้า” ศิลายกมือไหว้สองสามีภรรยาที่นั่งอยู่
“เชิญนั่งค่ะคุณศิลา” ปภัสสรรีบยื่นมือไปกุมมือสามีไว้พูดเชื้อเชิญให้ศิลานั่ง
“ขอบคุณครับ วันนี้ผมมาแจ้งให้ทราบว่าเมื่อคืนคุณอันตอบตกลงแต่งงานกับผมแล้ว เลยจะมาขอคุณพ่อคุณแม่ให้อนุญาตเรื่องการแต่งงานของเราด้วยครับ”
ไม่พูดพร่ำอะไรมากศิลาก็เข้าเรื่องก่อนเลย สรรพนามที่เรียกก็เปลี่ยนจากคุณลุงคุณป้า สายตาสำรวจพ่อแม่ของอันวาดซึ่งเห็นว่าสีหน้าว่าที่แม่ยายนั้นไม่ได้ไม่พอใจผิดกับว่าที่พ่อตาที่อึมครึมลงทันที
“ฉันไม่อนุญาต” คราวนี้ฤหัสเสียงแข็งไม่สนมือของภรรยาที่กุมเพื่อปรามตน
“เอ่อ…คือ มันค่อนข้างเร็วไปไหม ลองศึกษากันไปก่อนสักระยะว่านิสัยใจคอเข้ากันได้รึเปล่า แล้วค่อยมาคุยกันเรื่องแต่งงานอีกทีดีไหมคะ” ปภัสสรเอ่ยขึ้นมือไล้หลังมือสามีเบาๆ พูดกับศิลาแต่สายตาหันสำรวจลูกสาวอย่างพินิจ
“ได้ครับ ขอบคุณคุณแม่คุณพ่อด้วยนะครับ” ศิลาพยักหน้าตอบรับอย่างว่าง่ายไม่ทักท้วงอะไร แล้วหันยิ้มให้อันวาดที่นั่งเงียบไม่เอ่ยคำใดตั้งแต่ต้น
ต่อจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของปภัสสรที่พูดคุยกับศิลาโดยมีฤหัสนั่งกดดันสีหน้าไล่ผู้มาเยือนตลอดการพูดคุย ซึ่งศิลาเองก็รู้ดีพอสนทนาเรื่องสำคัญเรียบร้อยก็ขอตัวกลับก่อน
“ทำไมลูกถึงไปตกลงแต่งงานกับเขาเร็วขนาดนี้เพิ่งได้รู้จักกันไม่นานเอง” เมื่อทั้งห้องเหลือกันอยู่สามคนเฉพาะคนในครอบครัวฤหัสก็เอ่ยถามลูกสาวเสียงเข้ม
“ถึงจะนานกว่านี้ก็ไม่ได้แปลว่าหนูจะรู้จักเขาดีขึ้นนี่คะ” อันวาดตอบด้วยเสียงเรียบเฉย ดวงตาหมองลง
“แต่พ่อว่ามันก็ยังเร็วไปที่จะแต่งงาน มันเป็นเรื่องสำคัญของชีวิตต้องค่อยๆ เรียนรู้แล้วค่อยตัดสินใจดีไหมลูก”
“ค่ะ” อันวาดรับคำของพ่อไม่โต้แย้ง
“อันแม่ถามหน่อย ที่ลูกจะแต่งงานกับคุณศิลาเพราะอะไร” ปภัสสรถามลูกสาว
นี่เป็นคำถามที่สองสามีภรรยาต่างอยากรู้ เพราะจากนิสัยและการแสดงออกของอันวาด ผู้เป็นพ่อแม่ย่อมรู้ว่าลูกสาวตนคงไม่ได้รักศิลาที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นานแน่
“หนู…หนูอยากลืมพี่ลมค่ะ” อันวาดตอบในตาหลุบมองมือตัวเองนิ่ง
“ลูกจะบอกว่าไม่ได้รักเขาแต่เพื่อลืมลมเลยตกลงแต่งงานแค่นั้นใช่ไหมลูก” ฤหัสเอ่ยขึ้นด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ที่เบนไปทางประตู
“ค่ะ…คงจะประมาณนั้น” เสียงอันวาดแผ่วลงกว่าเดิม สมองก็เริ่มนึกถึงว่าตนมีเหตุผลอะไรที่ตอบตกลงกับศิลาเรื่องแต่งงาน จะว่ารักก็ยังไม่ใช่ แต่เวลามีศิลามันทำให้เธอลืมสายลมและบรรเทาความเจ็บปวดในใจได้
สองสามีภรรยามองหน้ากันแวบหนึ่งแล้วปภัสสรก็ขยับมานั่งข้างลูกสาวแล้วกอดไว้
“เอาเถอะ พ่อกับแม่จะไม่ห้ามถ้าลูกอยากแต่งกับคุณศิลา แต่อันต้องถามใจตัวเองดีๆ ก่อน มั่นใจแล้วค่อยแต่ง” ปภัสสรลูบแผ่นหลังอันวาดแล้วเอ่ยเสียงอ่อนโยน
ฤหัสเองได้แต่ถอนหายใจถึงจะไม่เห็นด้วยอย่างไรแต่ก็ไม่เอ่ยแย้ง เหลือบตามองเงาที่โผล่อยู่ตรงประตูปากที่เป็นเส้นตรงยกโค้งนิด ไม่ต้องเห็นก็รู้ว่าเป็นใคร แล้วเงาร่างนั้นก็เดินห่างออกไป
ศิลาที่เดินถือถุงกระดาษในมือสองสามใบยืนนิ่งอยู่ ก่อนมาได้เตรียมของฝากมาด้วยแต่ตอนมาถึงไม่ได้ถือลงจึงจะนำมาให้ แต่บทสนทนาของทั้งสามหยุดฝีเท้าให้เขายืนฟัง มุมปากที่เคยยกยิ้มต้องคลายลง นอกจากตัวเองแล้วก็ไม่มีใครรู้ได้ว่าในใจตอนนี้รู้สึกอย่างไร เดินกลับมายังรถตัวเองแล้วขับออกไป
‘เจ้านาย’
“เป็นยังไง เจอรึยัง” ศิลาเอ่ยถามโหงพรายที่ปรากฏอย่างกะทันหัน
‘เจอแล้วค่ะ มันไปแอบอยู่หลังวัดร้าง’
“อืม กลับไปเฝ้าพวกมันไว้” ศิลารับคำสั้นๆ สองมือกำพวงมาลัยรถขบกรามแน่นแล้วเหยียบเร่งความเร็ว
‘พ่อจ๋า…อุ้ย พ่อครับ จะให้ทองไปบอกแม่คนสวยไหม’
กุมารทองตะครุบปากตัวเองแล้วถามขึ้น
“ไม่ต้อง กลับไปดูแลแม่ให้ดีๆ แล้วอย่าหลุดปากพูดอะไรเด็ดขาด” ศิลาเสียงเข้มบอกกุมารทอง
‘ครับ’
กุมารทองรับคำแล้วหายไปทันที ส่วนศิลาก็เหยียบคันเร่งเพิ่มความเร็วขึ้น