“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”
ดราม่า,ชาย-หญิง,ไทย,ยุคปัจจุบัน,รัก,ไสยศาสตร์,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
สาปไสยเวท“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”
หลังสูญเสียแฟนหนุ่มที่กำลังจะแต่งงานกัน อันวาดถึงกับเสียศูนย์จนเลือกเดินทางผิดจนจิตใจถูกครอบงำ ศิลา เขากลับยื่นมือเข้าช่วยฉุดรั้งให้กลับตัว ความแค้นที่ยังฝังใจจะพาให้คนทั้งคู่ที่อยู่กันเหมือนเส้นคู่ขนานให้มาบรรจบกันได้ยังไง
‘พี่คิดถึงอันนะครับ’
“อันก็คิดถึงพี่”
‘พี่รักอันนะครับ’
“อัน อันก็รักพี่ ฮึก…รักมาก รักที่สุด”
‘พี่ต้องไปแล้ว อันต้องดูแลตัวเองดี ๆ นะครับ’
“ไม่ พี่ลมอย่าไป อยู่กับอัน อย่าทิ้งอันไว้ พี่ลมอย่าไป ฮือ…พี่ลม”
“พี่อัน พี่อันตื่น” อันวาได้ยินเสียงร้องโวยวายของพี่สาวจึงวิ่งเข้ามาดูก็เห็นพี่สาวกำลังละเมอร้องไห้ สองมือไขว่คว้าคล้ายจะยื้อดึงใครไว้
“พี่ลม!” อันวาดยังคงตกอยู่ในห้วงนิทราเรียกชื่อแฟนหนุ่ม สองมือปัดป่ายอยู่เบื้องหน้า
“พี่อัน พี่” อันวาเขย่าไหล่พี่สาวให้ลืมตาตื่นจากฝัน ใบหน้ามีแต่ความกังวลที่ฉายชัดขึ้นเรื่อย ๆ หากรอให้พี่สาวทำใจปรับตัวได้คงอีกนาน งั้นคงต้องบังคับให้กลับไปอยู่บ้านกับพ่อแม่ ท่านทั้งสองจะได้ดูแลพี่ได้
เฮือก!!!
“พี่ลม พี่ลมล่ะ” อันวาดลืมตาโพลงขึ้นหันมองซ้ายขวาอย่างคนตื่นตกใจ ใบหน้าอาบทั้งเหงื่อและน้ำตา เห็นเพียงน้องชายมองมายังตัวเองอย่างเป็นห่วง แววตาปวดใจของอันวาทำให้เธอได้สติว่าตัวเองแค่ฝัน ซึ่งความเป็นจริงคือบนโลกนี้ไม่มีพี่สายลมอีกแล้ว
หัวใจที่เต้นรัวจากภาพสิ่งที่เห็นในฝันตอนนี้กลับเชื่องช้าลงในจังหวะหนักหน่วง ความรวดร้าวที่เหมือนเข็มแหลมค่อย ๆ ทิ่มแทงสมองและหัวใจให้ทรมานอีกครั้ง
“พี่อัน กลับบ้านเถอะพรุ่งนี้ฉันจะไปส่ง” อันวามองหน้าพี่สาวด้วยความสงสารจับใจ ไม่อยากทนเห็นอาการเจ็บปวดของอันวาดอีก จึงตัดสินใจทำอย่างที่เคยได้คุยกับพ่อแม่ไว้
“พี่ยังไม่อยากกลับ” เสียงตอบแม้จะเครือแต่ก็แฝงความไม่ยินยอมไว้ในที
“ถือว่ากลับไปพักผ่อนหรือเยี่ยมพ่อกับแม่ก็ได้” อันวาสบตาพี่สาวคำที่เอ่ยราบเรียบทว่าหนักแน่นไม่ต่างจากดวงตา
“พ่อกับแม่ไม่สบายอีกแล้วเหรอ” อันวาดคล้ายจะมีสติขึ้นมาถามน้องชายอย่างกระตือรือร้น ช่วงที่ผ่านมาไม่รู้เกิดอะไรขึ้น คนในครอบครัวมักจะป่วยอยู่บ่อย ๆ
“เกือบสามเดือนแล้วนะที่พี่ไม่ติดต่อพ่อกับแม่เลย แม่เป็นห่วงพี่มากเลยรู้ไหม วัน ๆ พี่เอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องไม่ยอมกิน เอาแต่ร้องเหนื่อยถึงจะหลับ ตอนนี้พี่เหมือนร่างไร้วิญญาณขึ้นทุกทีแล้วนะ”
อันวาสาธยายยาวตั้งแต่พี่สายลมเสียไป พี่สาวตนเองก็สิงตัวเองอยู่ที่คอนโด ขนข้าวของเสื้อผ้าของพี่สายลมหมกตัวในห้องไร้ชีวิตชีวา ยิ่งนานวันอาการก็ยิ่งหนัก ตัวเขาจะมาอยู่เป็นเพื่อนพี่สาวก็ไม่ยอม แต่วันนี้เขาอ้างว่ามืดแล้วไม่อยากขับรถกลับหอจึงได้นอนค้าง
ภาพฝันครอบครัวของคนทั้งสองที่กำลังจะเป็นจริงกลับต้องพังทลายลงเพียงชั่วข้ามวัน อันวาดเสียศูนย์แม้แต่งานที่แกลเลอรีของพี่สายลมก็ไม่ได้เข้าไปดูฝากพี่เตวิชดูแลแทน
“อาทิตย์หน้าทำบุญให้พี่ลมแล้วพี่จะกลับไปอยู่บ้านสักพัก” อันวาดพยักหน้ารับน้องชาย ดวงตาเซื่องซึมอ่อนลงเธอรู้ตัวว่าคนในครอบครัวเป็นห่วงมาก แต่เธอก็พยายามไม่น้อยเหมือนกันที่จะทำใจและตั้งหลักให้ตัวเองกลับมาเป็นเหมือนเดิมแต่มันก็ยากเหลือเกิน
“อืม” อันวามองพี่สาวแล้วตอบกลับสั้น ๆ แต่หัวคิ้วกลับมุ่นขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่อาจสังเกตเห็นได้ แล้วแยกตัวออกไปนอนห้องรับแขก เขารู้ว่ามีแต่เวลาเท่านั้นที่จะเยียวยาแผลของหัวใจได้
– ** – ** –
ครั้นเมื่อถึงวันทำบุญร้อยวันของสายลม คนที่อันวาดไม่คิดว่าจะเจอกลับโผล่มางาน อีกทั้งยังมาในรูปแบบที่คาดไม่ถึง พี่น้ำหวานเดินเคียงมากับแม่ของพี่เตวิช
สาวเจ้าน้ำตาอาบหน้ามาพร้อมกับครอบครัวพี่สายลม ที่น่าตกใจกว่าขอบตาแดง ๆ นั่นคือหน้าท้องนูนของอีกฝ่าย แม้จะอยู่ในระยะห่างกันกว่าสี่ห้าเมตรก็ดูออกว่าพี่น้ำหวานท้อง
“ยังจะมีหน้ามาอีก” ทันทีที่อีกฝ่ายหันมาเห็นอันวาดที่กำลังเดินเข้าไปในศาลาวัด เสียงแหลมของน้ำหวานก็ดังขึ้น ร่างอวบอิ่มปรี่หาอันวาดที่ยังคงยืนนิ่งอยู่
“หวานระวัง” เตวิชกับแม่เอ่ยเตือนพร้อมกับช่วยประคองแขนน้ำหวาน แต่เจ้าหล่อนสะบัดแขนแหวเสียงแหลมด้วยดวงตาขุ่นขวาง
“คุณแม่ พี่เต ปล่อยหวานค่ะ เพราะมันที่ทำให้ลมต้องเป็นแบบนี้” น้ำหวานที่แม้จะท้องแต่การเดินเหินกลับไม่ได้เชื่องช้า เข้าใกล้ตัวอันวาดที่ยังงงงันเหมือนจับต้นชนปลายไม่ถูกกับคำพูดและอาการเกรี้ยวกราดของน้ำหวานที่ดูจะเกินฐานะความเป็นเพื่อนไปมาก
“พี่น้ำหวาน หมายความว่ายังไง” อันวาดยังยืนทื่ออยู่กับที่ถามน้ำหวานที่มาหยุดประจันอยู่เบื้องหน้าตน
‘เพี้ยะ’
“ถ้าไม่ใช่เพราะแก ลมจะถูกเล่นงานถูกทำของเหรอ ถ้าไม่ใช่เพราะแกฉันจะเสียพ่อของลูกไปได้ยังไง เธอต่างหากควรเป็นคนที่ตายไม่ใช่ลม ไปตายซะไป”
เสียงฝ่ามือฟาดใส่ใบหน้าดังผสมคำก่นด่าของน้ำหวานทำเอาอันวาดเป็นเบื้อใบ้ ไม่รู้สึกถึงความเจ็บรวมทั้งสมองก็ขาวโพลนเหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่างไปแล้วในตอนนี้
“หยุดก่อน ใจเย็น ๆ หวาน” เตวิชกับแม่เข้ามารั้งตัวน้ำหวานออก ส่วนเพื่อนสนิทของน้ำหวานอีกสองสามคนก็เข้ามาช่วยห้าม และจับอันวาดห่างออกมา
“พี่เต ที่พี่น้ำหวานพูดหมายความว่ายังไง” ดวงตาที่ยังเหม่อของอันวาดหันไปถามเตวิช สองมือของเธอสั่นเทาอย่างห้ามไม่ได้
“เอ่อ...ไม่มีอะไรหรอกน้องอัน” เตวิชสีหน้ากระอักกระอ่วนไม่รู้จะบอกกับแฟนของน้องชายอย่างไรดี
“พี่เต บอกอันมาเถอะ อย่าให้อันอยู่แบบไม่รู้อะไรเลย” อันวาดดวงตาเอ่อคลอมือเรียวจับแขนของเตวิชไว้แน่น อยากรู้ต้นสายปลายเหตุคำพูดของน้ำหวาน
“หวานแค่พูดไปเรื่อยน่ะน้องอัน หวานบอกว่าลมถูกคนทำของใส่ถึงได้เกิดอุบัติเหตุ แต่สมัยนี้แล้วมันไม่มีเรื่องอย่างนั้นหรอกน้องอันอย่าคิดมาก” เตวิชตอบอันวาดสายตาอ่อนแสงลง
อันวาดสีหน้าซีดเผือดลงคิ้วโค้งขมวดเข้าหากัน มองพี่เตวิชแล้วหันไปมองทางพี่น้ำหวานที่ยังมีอาการเกรี้ยวกราดอยู่
“แล้ว แล้วเรื่องพ่อของลูกพี่น้ำหวาน คือยังไงคะ”
“น้องอัน น้ำหวานก็พูดไปเรื่อย อย่าใส่ใจเลย” เตวิชตบไหล่บาง สายตาจับจ้องรุ่นน้องแฟนของน้องชายอย่างเห็นใจแล้วหันไปมองน้ำหวานที่ถูกรุมล้อมแยกห่างออกไปอีกทาง
“ค่ะ” อันวาดพยักหน้าดวงตาหลุบมองพื้น เหมือนจะคลายความขุ่นข้องแต่ในใจยังคงไม่สงบ
“อันมานี่สิ พี่จะแนะนำให้รู้จักกับหุ้นส่วนใหญ่ของแกลลอรี” เตวิชแตะต้นแขนอันวาดแล้วพยักพเยิดหน้าไปทางบุรุษหนุ่มแปลกหน้าแต่งตัวภูมิฐานที่นั่งอยู่ด้านในศาลาวัดก่อนแล้ว
“หุ้นส่วนใหญ่เหรอคะ” อันวาดมองไปทางชายที่ใส่เชิ้ตฟ้าทับด้วยสูทน้ำเงินเข้มกางเกงสแล็คสีดำ เธอเคยได้ยินแฟนหนุ่มพูดถึงหุ้นส่วนใหญ่คนนี้มาบ้าง แต่ไม่เคยเจอกันมาก่อนเห็นว่าเป็นเจ้าของธุรกิจที่ส่วนมากจะบินไปต่างประเทศอยู่บ่อย ๆ
“ใช่ มาสิ” เตวิชพยักหน้าแล้วเดินนำไป อันวาดเดินตามไปด้านหลัง ยกมือทาบแก้มตนเองที่ตอนนี้เริ่มเจ็บแสบจากพิษฝ่ามือของน้ำหวาน ดวงตาเหลือบมองคนที่ตนกำลังเดินเข้าไปหาเล็กน้อย
“คุณคราม สวัสดีครับ” เมื่อมาถึงตรงหน้า พี่เตวิชก็เข้าไปทักทายชายหนุ่มอย่างนอบน้อม ชายเบื้องหน้าสวมแว่นทรงเหลี่ยมกรอบทองดูภูมิฐานคะเนจากสายตาคงอยู่ในวัยสามสิบกว่าแล้ว
“สวัสดีครับ คุณเตวิช” เสียงทุ้มตอบกลับอย่างสุภาพทว่าแววตากลับราบเรียบเหมือนใบหน้า ปรายตามองร่างเล็กที่เดินมากับเตวิชชั่วแวบ
“นี่อันวาดเป็นแฟนของสายลมครับ น้องอันนี่คุณครามเป็นหุ้นส่วนใหญ่ของแกลลอรี” เตวิชแนะนำให้ทั้งคู่ได้รู้จักกัน
“สวัสดีค่ะ คุณคราม” อันวาดยกมือไหว้อีกฝ่ายตามมารยาทของคนอายุน้อยกว่าเคารพผู้อาวุโส
“สวัสดีครับ คุณอันวาด เสียใจด้วยนะครับเรื่องคุณสายลม” คิ้วเข้มหนาของอีกฝ่ายเลิกสูงเล็กน้อย มองใบหน้าที่มีรอยเห่อแดงหยักหน้าน้อยๆ แสดงความเสียใจกับหญิงสาว
“ค่ะ อันขอตัวก่อนนะคะ คุณคราม พี่เต” ด้วยไม่มีกะจิตกะใจจะพูดคุยกับใครจึงขอตัวจากสองชาย แล้วเดินไปหาหลวงพ่อที่นั่งรอท่าญาติโยมอยู่
น้ำหวานถูกกันตัวห่างจากอันวาดตลอดระยะเวลาการทำบุญ แต่สายตามาดร้ายของน้ำหวานยังส่งมายังอันวาดเป็นระยะ จนกระทั่งเมื่อถึงเวลาที่ทุกคนเริ่มแยกย้ายกันกลับ อันวาดจึงเข้าไปหาน้ำหวานที่แยกตัวไปเข้าห้องน้ำ เพื่อถามข้อข้องใจก่อนหน้านี้
หลังหายเข้าไปในห้องน้ำพักใหญ่ อันวาดสีหน้าราบเรียบเดินออกมาจากห้องน้ำ เบนสายตามองไปยังพ่อพี่สายลมที่กำลังยืนคุยอยู่กับคุณคราม ส่วนน้ำหวานตามออกมาทีหลังสีหน้าค่อนข้างซีดเล็กน้อย
ครั้นเห็นว่าคุณครามเดินแยกจากพ่อของสายลม อันวาดก็เดินเข้าไปหาเพื่อขอเข้าไปเอารูปวาดที่แฟนหนุ่มวาดไว้เพื่อจะใช้ในงานแต่งที่ตอนนี้ยังอยู่ในบ้านของสายลม
“คุณลุงคะ อันจะขออนุญาตไปเอารูปที่บ้านนะคะ”
“เดี๋ยวลุงให้คนเอาไปส่งให้ที่คอนโดก็ได้ หนูจะได้ไม่ต้องขับรถไปมาหลายเที่ยว”
“ไม่เป็นไรค่ะ หนูผ่านไปทำธุระใกล้บ้านคุณลุงพอดีค่ะ” อันวาดยิ้มส่ายหน้ายืนยันจะเข้าไปเอารูปเอง
“ก็ได้ ลุงจะบอกแม่บ้านเอาไว้ให้ งั้นลุงขอตัวก่อนนะต้องเข้าบริษัทไปทำงานต่อ” พ่อพี่สายลมพยักหน้าส่งยิ้มบางให้อันวาด
“ขอบคุณค่ะ สวัสดีค่ะคุณลุง” อันวาดพนมมือไหว้ขอบคุณและกล่าวลา มองแผ่นหลังพ่อพี่สายลมที่เดินห่างออกไปขึ้นรถ
สองขาเรียวเดินกลับมายังรถตัวเอง เหงื่อชื้นฝ่ามือที่กำเป็นหมัด อยู่ๆ แรงลมก็พัดใบไม้และฝุ่นปลิวคลุ้งทั่วบริเวณลานจอดรถ อันวาดขมวดคิ้วมองท้ายรถของพ่อพี่สายลมที่กำลังจะพ้นเขตวัดสายตาที่จ้องจับอารมณ์ไม่ได้
ปลายเล็บยาวที่ตัดตกแต่งสะอาดจิกเข้าเนื้อกลางฝ่ามือตัวเองก่อนเจ้าตัวจะคลายมือเพื่อยื่นมือเปิดประตูรถตัวเอง สมองก็คิดวนถึงคำพูดของพี่น้ำหวาน
ถ้าหากมีคนคิดร้ายพี่สายลม คนที่มีความเป็นไปได้มากน่าจะเป็นแขไขแม่เลี้ยง หรือไม่ก็เป็นพี่เตวิชมากกว่าจะเป็นพ่อแท้ๆ ของพี่สายลม ไม่มีเหตุผลอะไรที่พ่อจะทำร้ายลูกเลย
เธอไม่อยากปักใจเชื่อเรื่องที่พี่น้ำหวานพูด ยังมีเรื่องที่พี่น้ำหวานบอกว่าพ่อของลูกในท้องคือพี่สายลมนั่นอีก เธอเชื่อมั่นในตัวพี่สายลม แต่คำยืนยันหนักแน่นของพี่น้ำหวานก็กวนใจเธอไม่น้อย
พี่น้ำหวานไม่มีความจำเป็นต้องโกหกหรือปั่นเรื่องขึ้น ทั้งยังบอกเวลาและสถานที่ชัดเจนว่ามันเกิดขึ้นในคืนที่กินเลี้ยงคืนหนึ่ง นั่นคือคืนหลังจากเธอตอบตกลงเรื่องแต่งงาน
ความคิดสับสนวุ่นวายในหัวและใจกำลังปั่นป่วนทำให้อันวาดเดินหน้านิ่ว ไม่ได้มองรอบตัวที่ตอนนี้กำลังมีใครอีกคนเดินเข้ามาหาจากด้านหลัง