“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”
ดราม่า,ชาย-หญิง,ไทย,ยุคปัจจุบัน,รัก,ไสยศาสตร์,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
สาปไสยเวท“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”
หลังสูญเสียแฟนหนุ่มที่กำลังจะแต่งงานกัน อันวาดถึงกับเสียศูนย์จนเลือกเดินทางผิดจนจิตใจถูกครอบงำ ศิลา เขากลับยื่นมือเข้าช่วยฉุดรั้งให้กลับตัว ความแค้นที่ยังฝังใจจะพาให้คนทั้งคู่ที่อยู่กันเหมือนเส้นคู่ขนานให้มาบรรจบกันได้ยังไง
ด้านในบ้านพ่อกับแม่นั่งรออันวาดอยู่ก่อนแล้ว ทั้งสองท่านมองลูกสาวที่เดินเข้ามา ก่อนจะได้เอ่ยอะไรอันวาดก็ยอบตัวคุกเข่ากราบพ่อกับแม่เสียก่อน
“หนูขอโทษนะคะ ที่ทำให้พ่อกับแม่ต้องทุกข์ใจยังต้องมาเจ็บตัวอีก”
“ไม่เป็นไรเลยลูก แค่ตอนนี้ลูกปลอดภัยก็พอแล้ว” ปภัสสรรวบตัวลูกสาวกอดไว้ส่วนฤหัสก็ลูบศีรษะอันวาดพยักหน้าตามที่ภรรยากล่าว
“เพราะหนูทำให้พ่อกับแม่ต้องเป็นอันตราย เรื่องหลวงอาอาทิตย์ด้วย” อันวาดเอ่ยเสียงเครือในอ้อมอกมารดา
“ไม่ต้องร้องแล้วลูก พ่อกับแม่ไม่เป็นอะไร ส่วนพระอาทิตย์ท่านเองก็บอกพ่อว่าความจริงร่างกายท่านก็ทนต่อไปได้อีกไม่นานแล้ว ถ้าลูกไม่รับวิชามาท่านอาจจะต้องทรมานยิ่งกว่านี้หรือไม่ก็อาจต้องหาคนมารับวิชาไป” ฤหัสบอกพลางลูบหลังลูกสาวไปด้วย
“พ่อกับแม่รู้เรื่องพี่ลมแล้วใช่ไหมคะ” อันวาดดวงตาแดงก่ำขณะเอ่ยก็ปาดน้ำตาไปด้วย
“จ้ะ/อืม” สองสามีภรรยาพยักหน้าตอบ ปภัสสรเองยังช่วยเกลี่ยข้างแก้มเปื้อนน้ำตาให้ลูกสาวไปด้วย
“แต่หนูไม่เข้าใจ ทำไมพี่ลมต้องทำแบบนี้กับหนู หนูไปทำอะไรให้” คำตัดพ้อที่สะอื้นยิ่งทำให้ผู้เป็นบุพการีปวดใจ
ฤหัสมองหน้าภรรยาแล้วก้มมองลูกสาวได้แต่ถอนหายใจออกมา ส่วนปภัสสรเบนหน้าเช็ดขอบตาที่ร้อนผ่าวของตนเองไม่ให้น้ำตาไหลไปกับลูก
“พ่อแม่ ก่อนหน้านี้หนูฝันแปลกๆ ด้วยค่ะ”
“ฝันอะไรลูก” ปภัสสรถามขึ้นพร้อมกับหันไปสบตาสามีในแววตามีความกังวลแฝงอยู่
“หนูฝันว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งอุ้มเด็กน่าจะเป็นตัวหนู แต่จำไม่ได้ว่าเป็นใครอุ้มไปไหน” อันวาดเล่าที่ตนฝันถึงพยายามนึกก็จำหน้าคนในฝันไม่ได้เลย
“ถูกอุ้มเหรอ” ฤหัสทวนคำที่ลูกสาวเล่าแล้วมุ่นคิ้วขึ้น ปภัสสรเองก็มีสีหน้าครุ่นคิดไม่ต่างจากสามี
“ใช่ค่ะ ในฝันผู้หญิงคนนั้นอุ้มหนูไปที่บ้านหลังหนึ่ง ในบ้านมีเด็กผู้ชายอีกสองคน”
ขณะเล่าอันวาดยังลองพยายามหลับตานึกย้อนกลับไปเพื่อเพ่งสมาธิเผื่อจะนึกหน้าตาของคนในฝันออก แต่ผลคือใบหน้าทุกคนก็ยังเลือนลางเช่นเดิม
พอสองสามีภรรยาได้ฟังต่างก็ขมวดคิ้วสีหน้าไม่สู้ดีแล้วมองหน้ากันก่อนฤหัสจะหันถามลูกสาว
“บ้านในฝันอยู่ใกล้ตึกหรืออาคารรึเปล่าลูก”
“ใช่ค่ะ เหมือนบ้านหลังนั้นจะอยู่ใกล้กับตึกอะไรสักอย่าง พ่อรู้ได้ยังไงคะ”
“มันเป็นที่ที่ครั้งหนึ่งตอนหนูหายออกไปจากโรงเรียนแล้วทางโรงเรียนโทรบอกพ่อกับแม่พอช่วยกันออกตามหา พ่อกับแม่ไปเจอหนูอยู่หลังตึกที่ห่างจากโรงเรียนไปเกือบสิบโล” ปภัสสรเล่าพร้อมกับกุมมือลูกสาวเอาไว้ เพราะครั้งนั้นเป็นเรื่องฝังใจที่น่าตื่นตกใจหลังจากนั้นทั้งสองจึงย้ายลูกสาวให้ไปเรียนที่ใหม่
“แล้วยังไงต่อคะ ตอนเจอหนู หนูเป็นอะไรรึเปล่า แล้วจับคนที่อุ้มหนูไปได้ไหมคะ”
“ตอนพ่อกับแม่ไปเจอหนู หนูสลบอยู่มีรอยแดงตามแขนขาแต่ไม่เป็นอะไร แต่พอหนูตื่นขึ้นก็จำอะไรไม่ได้เลย ส่วนคนแถวนั้นก็ไม่มีใครเห็น
“ใช่ พ่อลองถามคนแถวนั้นแต่ไม่มีใครเห็นหนูเลย” ฤหัสพยักหน้าเสริมคำภรรยาเล่าจบ
“อย่างนั้นเหรอคะ ในความฝันผู้หญิงคนนั้นอุ้มหนูเข้าไปในบ้าน แล้ว…แล้วบอกเด็กผู้ชายว่าพาน้องสาวกลับมาแล้ว ยังบอกด้วยว่าถ้าพ่อกลับมาให้ทำตัวน่ารักจะได้ไม่ถูกตี”
แล้วความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมา ‘ถูกตี’ อันวาดเอียงคอคิดแล้วส่ายหน้าคงไม่เกี่ยวกันหรอกนะ
“แล้วทำไมตอนนั้นหนูถึงจำอะไรไม่ได้เลยล่ะคะ” อันวาดนึกข้องใจซึ่งมันเป็นความสงสัยของพ่อกับแม่เหมือนกัน
“ตอนนั้นพ่อกับแม่พาลูกไปให้หมอตรวจก็ไม่มีอะไรผิดปกติ มีแค่รอยแดงที่เกิดจากการหกล้มเท่านั้น หมอยังบอกว่าอาจเป็นเพราะลูกกลัวจะถูกตำหนิที่หนีออกไปจากโรงเรียนเลยไม่กล้าพูดความจริง”
“ใช่…แต่พ่อกับแม่รู้ว่าลูกไม่ได้หนีออกไปเล่นแต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงจำอะไรไม่ได้เลย รวมถึงเรื่องของทั้งวันนั้นด้วย” ปภัสสรเอ่ยเสริมขึ้นหลังฤหัสเล่าจบ
“พ่อพอจะจำได้ไหมคะว่าบ้านหลังที่ใกล้กับตึกอยู่ตรงไหน เป็นบ้านใครหนูอยากลองไปค่ะ”
“บ้านแถวนั้นกับตึกหลังนั้นถูกทุบไปหมดแล้วลูก เป็นที่โล่งหมดแล้ว” ฤหัสเอ่ยตอบ
“ถูกทุบไปนานรึยังคะ”
“น่าจะประมาณสามเดือนหลังจากเกิดเรื่องกับหนู เพราะพ่อเคยกลับไปแถวนั้นเพื่อจะลองถามเรื่องราวกับชาวบ้านเผื่อจะได้ข่าวอะไรเพิ่ม”
“หนูอยากลองไปดูค่ะ”
“ได้ พ่อกับแม่จะไปกับลูก” ฤหัสตอบรับลูกสาว
สองวันต่อมาทั้งสามก็กลับต่างจังหวัดเพื่อไปที่ตั้งของตึกนั้น แต่พอมาถึงที่นี่กลับไร้บ้านของผู้คน พื้นที่โล่งทุกตารางเตียนแต่ไม่รกร้าง
อันวาดลองวนรถแล้วหาบ้านที่ใกล้พื้นที่แถวนั้นที่สุดแล้วถามถึงคนที่เคยอยู่แถวพื้นที่นั้น จากนั้นก็เจอบ้านขายของชำหลังหนึ่งเจ้าของร้านเป็นคุณป้าที่อยู่กับคุณยายคนหนึ่ง
“อ่อ…บ้านแถวนั้นถูกเจ้าของที่สั่งให้ย้ายออกทั้งหมดเห็นว่ามีนายทุนซื้อจะทำอะไรสักอย่าง แต่จนป่านนี้ก็ยังปล่อยโล่งอยู่อย่างนั้น” คุณป้าเอ่ยขึ้น
“คุณป้าพอจะทราบไหมคะว่าบ้านคนแถวนั้นมีครอบครัวที่มีลูกชายสองคนบ้างไหม”
“ลูกชายสองคนเหรอ มีเยอะแยะคนแถวนั้นมีลูกชายกันทุกครอบครัวแหละ”
“แล้วมีครอบครัวไหนที่ชอบตีลูกไหมคะ” ที่อันวาดถามอย่างนั้นเพราะพอจำได้ว่าในฝันเธอเห็นเด็กชายทั้งสองมีรอยฟกช้ำ ฤหัสกับปภัสสรก็ยืนฟังอยู่ด้วยเงียบๆ
“ตีลูกเหรอ ป้าไม่แน่ใจหรอกหนูถามทำไมเหรอ” คุณป้าส่ายหน้าหลังลองคิดแล้วจำไม่ได้
“พอแม่หนูพูดถึงทำให้ยายนึกถึงบ้านหลังตึกเลย” คุณยายที่นอนเอนบนเก้าอี้โยกพูดขึ้น
“บ้านหลังตึกเหรอคะ ใช่ค่ะ บ้านนั้นมีลูกชายสองคนใช่ไหมคะ” อันวาดรีบพยักหน้า
“ใช่ มีลูกชายสองคนมีลูกสาวคนหนึ่งแต่ลูกสาวเหมือนจะหายตัวไปพอเจออีกทีก็จมน้ำอยู่ที่คลองท้ายซอย”
“คุณยายพอจะจำได้ไหมคะว่าเด็กผู้ชายชื่ออะไร แล้วพ่อแม่ชื่ออะไร”
“ยายขอนึกก่อนนะ มันนานแล้ว อ่อ…คนผัวชื่อชัย ส่วนเมียกับลูกๆ ยายจำไม่ได้ อีกอย่างแม่ลูกสามคนนั้นไม่ค่อยออกจากบ้านหรอกตั้งแต่ลูกสาวจมน้ำตายก็เก็บตัวเงียบอยู่แต่ในบ้าน”
“ขอบคุณมากค่ะคุณป้า คุณยาย” อันวาดยกมือไหว้ขอบคุณทั้งสองแล้วกลับไปที่รถ สองสามีภรรยาเองก็ตามกลับขึ้นรถไปด้วย
หลังขับรถออกจากซอยเล็กมาได้สักระยะอันวาดจึงเอ่ยถึงเรื่องที่ตนสงสัย
“พี่เตเล่าให้หนูฟังว่าพี่ลมไม่ใช่ลูกคุณลุงพิพัฒน์ แม่พี่ลมชื่อบัวพ่อชื่อชาญแล้วครอบครัวก็ใช้ความรุนแรง พี่ลมมีอาการป่วยทางจิตด้วยค่ะ พ่อคิดว่ามันจะเกี่ยวกันไหมคะกับเรื่องที่หนูฝันถึงกับเรื่องที่พี่ลมทำ หนูหมายถึงเด็กที่หนูฝันถึงอาจจะเป็นพี่ลมไหมคะ”
“อาจจะเป็นไปได้ เราต้องลองตามหาแม่ของลมดู แต่ชื่อที่ผู้ชายที่คุณยายบอกชื่อชัยนี่ลูก”
“อาจเปลี่ยนชื่อก็ได้ค่ะ แต่ไม่เป็นไรค่ะหนูเคยเจอแม่ของพี่ลมตอนที่หนูหายออกจากคอนโด ท่านสติไม่ดีอยู่ที่วัดกับคุณตาที่ชื่อหล่อ”
“หนูแน่ใจเหรอลูกว่าเป็นแม่ของลม” ปภัสสรถาม
“แน่ใจค่ะเพราะพี่น้ำหวานมีรูปครอบครัวของพี่ลมด้วย” พูดมาถึงตรงนี้อันวาดก็คล้ายจะมีน้ำตาเอ่อคลอขึ้นมา ไม่รู้จะเรียกว่าความเสียใจหรือรู้สึกน้อยใจดี หรืออาจทั้งสองอย่างปะปนอยู่ด้วยกัน
“แล้วลูกจำได้รึเปล่าว่าวัดนั้นอยู่ที่ไหน”
“จำได้ค่ะ วันนี้จะมืดแล้วเราค่อยไปพรุ่งนี้ดีกว่าค่ะ” วันนี้พาพ่อกับแม่ตะลอนทั้งวันจึงจะพาท่านกลับบ้านไปพักผ่อนก่อน ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงก็ถึงบ้านที่ไม่ได้กลับมาเกือบสามเดือน
ถึงจะไม่มีคนอยู่แต่รอบบ้านก็ยังสะอาดเตียนเพราะบ้านต่างจังหวัดมีเพื่อนบ้านช่วยดูแลเป็นหูเป็นตาให้กัน
มืดค่ำหลังทุกคนเข้านอนอันวาดที่ยังไม่หลับเพราะสมองยังคงคิดถึงหลายเรื่อง บนอกใต้เสื้อนอนสายสร้อยสัมผัสเย็นผิวนอนนิ่งอยู่ จึงจับขึ้นมาดูทำไมหัวใจเธอเหมือนจะเต้นแรงไม่เป็นจังหวะกับเจ้าของสร้อยเส้นนี้
‘โอ้ย! โอ้ยยยย!’
กำลังคิดอะไรเพลินๆ เสียงร้องโอดโอยยาวดังจากนอกบ้าน อันวาดรีบลุกจากเตียงเลิกม่านดูเห็นว่าหน้าบ้านมีเด็กหัวจุกร่างอวบกลมกุมหัวส่วนท่านเจ้าที่ขึงตาดุยืนมองอยู่
‘แม่จ๋า เอ้ย…แม่คนสวยครับ ช่วยทองด้วย’
เสียงเอ็ดตะโรร้องดังลูบหัวป้อยๆ แล้วมองเข้ามาด้านในบ้าน ซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกับที่อันวาดยืนมองอยู่
‘แม่ครับ ช่วยทองด้วย บอกลุงเจ้าที่ให้หน่อยว่าอย่าตีทอง แม่คนสวยครับ’
อันวาดมองแล้วขมวดคิ้วยังไม่เดินออกไปแต่ถามขึ้น “จะมาเรียกคนอื่นส่งๆ ว่าแม่ได้ยังไง เป็นกุมารเร่ร่อนใช่ไหม”
‘ไม่ใช่นะครับ พ่อส่งให้ทองมาดูแลแม่คนสวยต่างหาก’
“พ่อที่ไหนส่งมา ใครส่งมาอย่าโกหกนะ ไม่งั้นจะจับใส่หม้อถ่วงน้ำเลย” อันวาดเอ่ยพลางขู่สำทับ
‘ทองชื่อก้อนทองเป็นลูกพ่อศิลาครับ พ่อให้ทองตามดูแลแม่คนสวยนานแล้ว แต่วันนี้ลุงเจ้าที่เจอก่อน’
อันวาดได้ยินดังนั้นจึงเดินออกไปไหว้กับศาลเจ้าที่เป็นการบอกกล่าวอนุญาตให้กุมารทองเข้าบ้านได้
‘โอ้โห ก้อนทองหาแม่ตั้งนาน พอได้เห็นแม่ใกล้ๆ สวยกว่าในรูปอีก สวยมากๆ’
ก้อนทองยิ้มชมเปาะไม่ขาดปาก คอยยื่นหน้ามองอันวาดซ้ายทีขวาทีอย่างดีอกดีใจ ใบหน้ากลมแก้มป่องของก้อนทองยิ้มจนตาหยีโค้ง
“หาตั้งนาน” อันวาดกลับมานั่งบนเตียงแล้วถามกุมารทองช่างพูดอย่างสงสัย
‘ใช่ครับ พ่อให้ทองตามหาแม่คนสวยตั้งนานแล้ว’
“แล้วพูดถึงรูป รูปอะไร พ่อของทองมีรูปฉันด้วยเหรอ”
‘มีครับ แม่คนสวยยังไม่เคยเห็นเหรอ อยู่กับพ่อตั้งหลายคืน’
“อยู่ด้วยกันอะไร แล้วฉันจะเห็นได้ยังไงว่าเขาเก็บรูปไว้ที่ไหน” อันวาดรีบพูดขึ้น
‘อ่าว ก็เห็นพ่ออยู่กับแม่ในห้องตั้งหลายคืน คิดว่าแม่เห็นแล้ว’
กุมารทองเอียงคอมองตาปริบๆ พูดเหมือนไม่เชื่อคำของอันวาด
“ฉันไม่เคยเห็นรูป ทองลองบอกฉันสิ พ่อของทองเก็บรูปฉันไว้ที่ไหน” อันวาดนึกสงสัยว่าศิลามีรูปของตัวเองได้ยังไง ทั้งยังข้องใจเรื่องที่กุมารตนนี้บอกว่าตามหามาตั้งนานแล้วนั่นอีก
‘ก็บนตัวพ่อไง รูปแม่อยู่บนตัวพ่อ ตรงนี้’
กุมารทองเอ่ยพลางชี้ตำแหน่งลงบนตัวเองให้อันวาดดู
“หื้ม ตรงนั้นเก็บรูปไว้ได้ยังไง” อันวาดขมวดคิ้วมองจุดที่กุมารทองบอกมันอยู่ตรงอกซ้าย
‘จริงๆ รูปแม่ยืนอยู่ตรงนี้ แล้วก็มีภูเขา มีนกบินบนท้องฟ้า ผมแม่ปลิวยาวสวยมากเลย แต่ตัวจริงตอนนี้กลัวมากกว่าเยอะเลย’
กุมารก้อนทองพูดอธิบายท้ายประโยคยังไม่วายชมถึงความสวยของคนที่ตนเรียกว่าแม่อีก
“อ่อ…” อันวาดพยักหน้ารู้แล้วว่ารูปที่เก็บไว้ตรงนั้นคงเป็นรอยสักแต่ก็ยังสงสัยอยู่ดีว่ามั่นใจได้ยังไงว่าเป็นรูปเธอ “แล้วทองรู้ได้ยังไงว่าเป็นรูปฉัน”
‘ก็ในรถแม่มีรูปเดียวกันเป๊ะเลย’
จากนั้นทองก็สาธยายถึงเรื่องที่เคยเจอภาพวาดในรถ ซึ่งมันเป็นรูปเดียวกับบนตัวของศิลา ยังบอกเล่าต่อด้วยว่า ตัวเองตามหาเธอมานานเท่าไหร่ ยังอวดด้วยว่าพ่อมอบหมายงานสำคัญให้
อันวาดได้ฟังแล้วก็ได้แต่สงสัยว่าตนกับศิลาเคยรู้จักกันมาก่อนรึเปล่า แต่เท่าที่ย้อนคิดก็ไม่เคยมีอยู่ในความทรงจำเลยสักครั้ง
กว่าจะได้นอนก็เลยเที่ยงคืนไปแล้วเพราะฟังกุมารช่างคุยอยู่นาน จบเรื่องนั้นก็เล่าเรื่องนี้ รวมถึงเล่าเรื่องที่ศิลาอยู่ดูแลเธอด้วยตั้งแต่คืนแรกที่เธอไปถึงคฤหาสน์ และสั่งให้กุมารคอยเฝ้าดูแลเธออยู่ห่างๆ ก่อนหลับไปเธอจึงกำชับไม่ให้กุมารบอกกับศิลาว่าเธอรู้เรื่องแล้ว