“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”
ดราม่า,ชาย-หญิง,ไทย,ยุคปัจจุบัน,รัก,ไสยศาสตร์,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
สาปไสยเวท“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”
หลังสูญเสียแฟนหนุ่มที่กำลังจะแต่งงานกัน อันวาดถึงกับเสียศูนย์จนเลือกเดินทางผิดจนจิตใจถูกครอบงำ ศิลา เขากลับยื่นมือเข้าช่วยฉุดรั้งให้กลับตัว ความแค้นที่ยังฝังใจจะพาให้คนทั้งคู่ที่อยู่กันเหมือนเส้นคู่ขนานให้มาบรรจบกันได้ยังไง
แม้เทคโนโลยีจะพาโลกกลม ๆ ใบนี้ให้ก้าวล้ำยุคไปขนาดไหน แต่เรื่องของผีสางและไสยศาสตร์ยังคงฝังรากอยู่ในทุกสังคม ไม่เว้นแม้แต่ในเมืองศิวิไลซ์หรือชนบทห่างไกล คนร่ำรวยหรือยากจนต่างยังมีความเชื่อและศรัทธาในสิ่งลี้ลับที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์อยู่ทั่วทุกที่
ความต้องการ อยากได้อยากมี รัก โลภ โกรธ หรือแค้น กิเลสหลากหลายต่างยั่วยวนใจให้ผู้คนใฝ่หาและพยายามไขว่คว้ามาเพื่อสนองตนเอง หากลงแรงลงมือแล้วยังไม่ได้ก็ต้องหาวิธีอื่นให้สมประสงค์
ดั่งคำโบราณกล่าวมาช้านาน ไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็ต้องเอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ ก็ต้องได้ด้วยคาถา
รถสีดำเงาประดับตราเมอร์เซเดส-เบนซ์ เลี้ยวเข้าซุ้มประตูสูงใหญ่ที่มีกำแพงอิฐรั้วล้อมลวดลายคลาสสิค กลางลานกว้างก่อนถึงที่จอดรถมีน้ำพุที่เป็นเหมือนงานประติมากรรมตกแต่งรับกับตัวคฤหาสน์ใหญ่โอ่อ่า มีพื้นที่โล่งประดับด้วยต้นไม้น้อยใหญ่หลากหลาย
ดูจากภายนอกก็เป็นเหมือน ๆ กับคฤหาสน์หรูหราของบรรดาเศรษฐีทั่วไป แต่ใครจะรู้ว่าเจ้าของบ้านใหญ่โตหลังนี้กลับมีอาชีพอดิเรกที่ตัดกับภาพลักษณ์ทางสังคมไปคนละทางกันเลย
ชายหนุ่มในชุดลำลองก้าวลงจากรถพร้อมกระเป๋าหนึ่งใบ กวาดตาสำรวจทัศนียภาพโดยรอบอย่างผ่าน ๆ ไม่ได้ให้ความสนใจกับบรรยากาศความสวยงามมากนัก จุดสนใจของเขาคือธุระกับเจ้าของที่นี่มากกว่า
กว่าจะได้โอกาสเข้าพบนั้นไม่ง่ายเลย เพราะจากครั้งแรกก็ต้องใช้เวลากว่าสี่ปีเต็มถึงจะได้คิวนัดหมายอีกครั้ง ในแต่ละครั้งยังต้องจ่ายเงินก้อนโตเป็นค่าเสียเวลา ไม่รวมถึงค่าทำการอื่น ๆ หลังตกลงรับงานกันแล้ว
‘เข้ามาสิ’ เสียงทุ้มกังวานก้องขึ้นเหมือนมีลำโพงสะท้อนดังออกมา ชายหนุ่มเร่งฝีเท้าขึ้นอีกระดับเดินเข้าไปภายในบ้าน อากาศบางเบาคล้ายมีหมอกขาวล่องลอยทั่วบรรยากาศ ความเย็นรอบตัวพาให้ชายหนุ่มสยิวกายลูบแขนตนเองขึ้นลง
แม้ไม่มีคนนำทางชายหนุ่มก็ยังก้าวไปยังทิศทางที่ถูกต้อง ปีกซ้ายของคฤหาสน์หลังงามนี้เขาเคยมาแล้วครั้งหนึ่ง และจดจำได้ขึ้นใจว่าเป็นที่พลิกอนาคตตัวเองจากหลังมือเป็นหน้ามืออย่างไรบ้าง
และครั้งนี้เขากลับมาเพื่อให้ใครคนหนึ่งมีชีวิตเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังเท้า ชดใช้กรรมอย่างทรมานให้สาสมกับสิ่งที่มันเคยทำกับครอบครัวเขาไว้
“กราบครับอาจารย์ศิลา” ชายหนุ่มเข้ามาถึงห้องโถงใหญ่วางกระเป๋าที่ถือลงกับพื้น ย่อตัวลงนั่งก้มกราบชายที่นั่งบนตั่งใหญ่บุผ้ากำมะหยี่สีดำตัดกับสีเสื้อขาวที่สวมอย่างเด่นชัด
“ได้มาครบแล้ว?” อีกฝ่ายเพียงหยักหน้าเบา ๆ แล้วเอ่ยถามชายหนุ่มเสียงเรียบ
“ครบแล้วครับอาจารย์” ชายหนุ่มเงยหน้าตอบ แล้วยกกระเป๋าขึ้นสูงส่งวางลงบนตั่งตรงหน้าอาจารย์จากนั้นหยิบซองสีขาวใหญ่กว่าฝ่ามือเล็กน้อยยื่นให้ไปด้วย
“แน่ใจแล้วนะ” คนบนตั่งหลุบตามองชายหนุ่มที่นั่งอยู่กับพื้น ที่ถามออกไปก็เพื่อให้อีกฝ่ายคิด เผื่อจะตัดสินใจใหม่เป็นโอกาสครั้งสุดท้าย
“แน่ใจครับอาจารย์” ชายหนุ่มพยักหน้าตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง
เห็นชายหนุ่มตอบอย่างไม่ลังเล เขาก็ไม่อิดออดเลยยื่นมือไปหยิบสายสิญจน์บนพานเงินที่ล้อมประดับด้วยอัญมณีหลากสีสันเริ่มบริกรรมคาถา
“หิ จ ปน อารกฺขา กลียุค หิ จ ปน อารกฺขา กาย จงปกป้องจากผีพรายและคุ้มภัยกันของชั่วร้ายกลับเข้าตัว” เชือกสายสิญจน์ถักเกรียวปมผูกหุ้มเบี้ยแก้เป็นเครื่องรางไว้ตรงกลาง หย่อนลงในมือให้ชายหนุ่ม
“สวมไว้ ภายในสามวันนี้ห้ามถอดเด็ดขาด”
“ขอบคุณครับอาจารย์” ชายหนุ่มรับมาแล้วยกมือพนมขึ้นเหนือหัวก่อนจะสวมลงคอเก็บเข้าใต้เสื้ออย่างเรียบร้อย
“กลับไปได้แล้ว” เสียงเนือยต่ำเอ่ยบอก จากนั้นหยิบซองสีขาวขึ้นมาหันกลับไปทางโต๊ะหมู่ที่ตั้งของบูชาต่าง ๆ โดยไม่ได้สนใจชายหนุ่มที่กำลังก้มกราบลาอีก
เมื่อเสียงฝีเท้าของแขกห่างออกไปและย่ำกรายลับออกจากเขตพื้นที่ตัวเอง นิ้วเรียวยาวขาวสะอาดเปิดซองหยิบสิ่งของด้านในออกมาดู มีรูปถ่าย กระดาษเขียนวันเดือนปีเกิด เส้นผม เล็บ เศษผ้า และแหวนหนึ่งวง
ดวงตาคมหลุบต่ำมองสิ่งของแล้วหลับตาลงช้า ๆ ผ่อนลมหายใจหนักยาวเหมือนมีความหนักใจแฝงอยู่บางเบา ‘รับงานแล้วก็ต้องทำ’
นำสิ่งของทั้งหลายใส่พานทองเหลืองขอบเลี่ยมทองตรงตำแหน่งที่ตั้งกะโหลกคู่ขาว-ดำ จุดธูปหอมและเทียนสีเริ่มบริกรรมคาถา
“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม” นัยน์สีนิลวาวจ้องน้ำตาเทียนที่หยดลงพาน คิ้วเข้มหนาเลิกสูง ทุกตำแหน่งที่ถูกน้ำตาเทียนกลับไร้ร่องรอยอย่างที่ควรจะเป็น
“มีของ ดวงยังแข็ง แบบนี้ก็สนุกดี จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม” เหยียดมุมปากกระตุกยิ้มบาง ร่ายคาถาเดิมพลางยกขวดใบเล็กเทของเหลวสีดำลงในพานมีเพียงควันบางเบาลอยขึ้นมา
ผลที่ได้นั้นยังไม่เป็นที่น่าพอใจ จึงได้หยิบกริชเล็กออกจากฝักจ่อปลายแหลมแทงเข้าปลายนิ้วตนเอง ท่องคาถาจบที่สามเป็นอันครบถ้วน
เลือดสีแดงสดหยดแล้วหยดเล่าเมื่อกระทบสิ่งของบัดนี้ได้เกิดรอยไหม้ขึ้น ได้ผลตามประสงค์แล้วจึงได้เก็บนิ้วคืน โยนเทียนใส่เพื่อเผาของด้านในพานเป็นอันเสร็จสิ้นพิธีสำหรับงานนี้
– ** – ** –
...ครืด...ครืด...ครืด...ครืด...
สมาร์ตโฟนข้างหัวเตียงสั่นเตือนครืดคราดในขณะที่เจ้าของนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องสำอาง กำลังแต่งองค์ทรงเครื่องเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับต่างจังหวัด หญิงสาวฉีดพรมน้ำหอมเป็นลำดับสุดท้ายก่อนจะลุกเดินไปรับสาย เมื่อเห็นว่าปลายสายคือใครก็ย่นคิ้วเล็กน้อย
“สวัสดีค่ะพี่เต ติดต่อพี่ลมไม่ได้เหรอคะ พี่ลมยังมาไม่ถึงเลยค่ะ” หญิงสาวรับสายพลางหยิบของใส่กระเป๋าถือตัวเองไปด้วย
โดยปกติถ้าเพื่อนของแฟนหนุ่มหรือใครติดต่อพี่ลมไม่ได้ก็จะติดต่อมาทางเธอ พี่เตวิชเป็นพี่ชายคนละแม่ของสายลม และเป็นผู้ร่วมลงทุนหุ้นส่วนเปิดแกลลอรีแสดงงานศิลปะด้วยกัน
(น้องอัน...เอิ่ม...)
“คะ พี่เตมีอะไรเหรอคะ” อันวาดขานตอบคนปลายสายออกจะฉงนเมื่อพี่เตวิชพูดอึก ๆ อัก ๆ
(น้องอัน เอ่อ...ลมเกิดอุบัติเหตุรถชน ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล)
“คะ!? เกิด...เกิดอุบัติเหตุได้ยังไงคะ อยู่โรงพยาบาลไหน อันจะรีบไปหา” มือเรียวที่จับมือถือสั่นไม่ต่างจากเสียงของเจ้าตัว รู้สึกเย็นไปทั้งตัวแบบแปลก ๆ พยายามตั้งสติให้ตัวเองไม่ล้มตึงลงกับพื้น
(น้องอัน พี่กำลังจะไปหาลม เดี๋ยวพี่แวะรับ)
“ค่ะ ขอบคุณค่ะพี่เต” อันวาดทรุดตัวลงนั่งขอบเตียงยกมือกุมหัวใจที่หวิวโหวง รู้สึกเจ็บแปลบกลางอกขึ้นมาอีกระลอก สองวันที่ผ่านมามีอาการเจ็บแปล๊บ ๆ แบบนี้อยู่หลายครั้ง
ขอบตาร้อนผ่าวเริ่มเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำทั้งจากความเจ็บและความกลัวจากข่าวที่ได้รับ อันวาดสะบัดหน้ารีบเรียกสติตัวเองลงไปชั้นล่างของคอนโดเพื่อรอพี่เตวิช
ปึก!
“ขอโทษค่ะ” ด้วยอารามรีบเร่งเดินออกมาหน้าคอนโดก็ชนเข้ากับคนที่เดินสวน คงจะเป็นไรเดอร์ส่งอาหารล่ะมั้ง เพราะถุงในมือของอีกฝ่ายล่วงตกพื้นเหมือนจะเป็นพวกอาหารหลายถุง
“ไม่เป็นไรครับ” อีกฝ่ายตอบกลับเสียงเรียบ
“ขอโทษด้วยนะคะ ขอโทษค่ะเดี๋ยวฉันจะจ่ายค่าอาหารให้ ขอโทษจริง ๆ ค่ะ” อันวาดรีบล้วงกระเป๋าเงินออกมาแล้วหยิบแบงค์เทาออกมาชดเชยให้อีกฝ่ายสองใบอย่างรีบร้อนเมื่อเห็นรถของเตวิชกำลังเลี้ยวเข้ามา
“นี่ค่ะ ฉันขอตัวก่อน ขอโทษอีกครั้งนะคะ” อันวาดรีบยัดเงินใส่มืออีกฝ่ายก่อนเดินผละไปก็ยังขอโทษอีกฝ่ายซ้ำ ๆ ด้วยรู้สึกผิดจริง ๆ รู้ว่าเขาอาจเดือดร้อนถ้าเป็นไรเดอร์แล้วส่งออเดอร์ช้า
“มีอะไรเหรอน้องอัน”
“อันเดินชนคนน่ะค่ะ” เตวิชถามเมื่ออันวาดเปิดประตูรถเข้านั่งข้างคนขับ
“อ่อ...น้องอันใจเย็น ๆ นะ” เตวิชพยักหน้ารับรู้ เมื่อเห็นอันวาดคาดเข็มขัดนิรภัยแล้วจึงออกรถ
“พี่ลมรถชนได้ยังไงคะ” อันวาดปากถามเรื่องแฟนหนุ่ม สายตาบังเอิญเหลือบไปมองกระจกข้างของรถ มุ่นคิ้วขึ้นเมื่อเห็นคนที่ตัวเองชนคนนั้นยืนนิ่งยังมองตามอยู่
“พี่ก็ไม่รู้รายละเอียด ทางโรงพยาบาลโทรมาแจ้งว่าลมรถชนอยู่โรงพยาบาลแล้ววางไป” เตวิชตอบพลางหันมองสีหน้าซีดขอบตารื้นน้ำของแฟนน้องชายแล้วเบนสายตากลับไปมองถนน
“...” อันวาดได้แต่นั่งเงียบไม่ถามอะไรอีก ปลายจมูกแสบร้อนพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล สองมือกำเข้าหากัน หัวใจเต้นรัวเกิดความกลัวบางอย่างกลางอกแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
“ลมต้องไม่เป็นไรน้องอันทำใจดี ๆ ไว้” เตวิชเอ่ยปลอบพร้อมส่งทิชชู่มาตรงหน้าหญิงสาวแล้วขับรถต่อ
“ขอบคุณค่ะ” อันวาดรับมาซับดวงตาและแก้ม แต่แม้จะเช็ดน้ำตาเจ้ากรรมมันก็ยังคงไหล
ไม่รู้ว่าเพราะแอร์ในรถมันเย็นเกินไปหรือเปล่าจึงทำให้รู้สึกหนาวขึ้นมา “เพิ่มแอร์หน่อยได้ไหมคะพี่เต”
“ได้ ๆ หนาวเหรอ มีผ้าห่มอยู่เบาะหลังน้องอันเอามาห่มก่อนก็ได้” เตวิชชี้นิ้วไปทางด้านหลังแล้วปรับระดับแอร์ในรถให้
“ค่ะ” ด้วยพะวงอยู่กับเรื่องแฟนหนุ่มจึงตอบรับสั้น ๆ แล้วหันไปหยิบผ้ามาห่ม สายตาเพ่งมองถนนรอคอยว่าเมื่อไหร่จะถึงโรงพยาบาล
เวลาผ่านไปนาทีแล้วนาทีเล่ามันยิ่งทรมานจิตใจคนที่เฝ้ารอคอย แต่ไม่ว่าจะร้อนใจอย่างไรรถก็ยังคงติดยาวเหยียดตามวิสัยของเมืองกรุงอยู่ดี จนตอนนี้พ้นออกมาถึงชานเมืองถนนโปร่งโล่งขึ้นมาก
“ทำไมพี่ลมถึงอยู่โรงพยาบาลนี้ล่ะคะ” อันวาดสงสัยเมื่อเห็นว่าที่นี่คือชานเมืองแล้ว
“ถูกส่งเข้ารักษาโรงพยาบาลที่ใกล้จุดเกิดเหตุที่สุดน่ะ” เตวิชตอบขณะทั้งสองกำลังเดินเข้าไปด้านในตึกของโรงพยาบาล
เมื่อมาถึงก็เห็นลุงพิพัฒน์พ่อพี่สายลมกับป้าแขไขแม่เลี้ยงพี่ลมสีหน้าท่านทั้งสองดูไม่สู้ดีนัก พ่อของพี่ลมเห็นเธอเดินเข้ามาพร้อมพี่เตวิชก็เบนสายตาหลบไปอีกทาง
“คุณลุง คุณป้า สวัสดีค่ะ พี่ลมเป็นยังไงบ้างคะ” ฝีเท้าอันวาดเร่งเดินเข้าไปหาครอบครัวของแฟนหนุ่มยกมือไหว้ทักทายแล้วรีบถามถึงอาการของสายลม
“...” ไม่มีใครตอบเธอทำให้หัวใจที่กังวลก่อนหน้ายิ่งหวั่นกลัวกับคำตอบที่จะได้ยินต่อจากนี้เหลือเกิน
“คุณพ่อ แม่ครับ ลมเป็นยังไงบ้าง” เตวิชถามขึ้นบ้าง
“หมอบอกช่วยไม่ได้” เป็นแขไขที่ตอบขึ้นแทน ส่วนพิพัฒน์ตบไหล่ลูกชายคนโต สีหน้าเศร้าเสียใจไม่น้อยแล้วมองมายังแฟนสาวของลูกชายคนเล็ก
“คะ เป็น...เป็นไปไม่ได้” เมื่อได้ยินคำตอบที่แสนหวาดกลัวร่างเล็กก็ซวนเซ เลือดในกายเย็นหัวใจเหมือนจะหยุดเต้น เบื้องหน้าเลือนลางเหมือนจะหน้ามืดฉับพลัน
“น้องอัน” เตวิชเข้ามาประคองไหล่หญิงสาวเอาไว้ ส่วนแขไขก็เข้ามายื่นยาดมจ่อให้อย่างเอาใจใส่
“หายใจเข้าลึก ๆ ก่อนหนูอัน” แขไขขยับยาดมจ่อจมูกพลางลูบแขนให้อันวาดเบา ๆ อย่างปลอบโยน
“...” เสียงพูดปลอบรอบตัวตอนนี้แทบไม่เข้าหูอันวาด คล้ายกับมีใครมาตบเข้ากกหูเธอจนดังอื้อวิ้ง ๆ ฟังสำเนียงไม่ได้ศัพท์แต่อย่างใดเลย
ดวงตาพร่าเลือนลางขึ้นเรื่อย ๆ เพราะม่านน้ำตาที่เอ่อล้นออกมาขอบตาแดงก่ำเปล่งเสียงสะอื้นออกมาอย่างห้ามไม่ได้
“ฮือ...ฮือ พี่ลม ไม่จริง ไม่จริงใช่ไหมคะ” เธอเริ่มสะอึกเสียงขาดมองใบหน้าทุกคนที่ยืนล้อมอยู่หวังว่าจะมีใครเฉลยให้เธอฟังว่าเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดเท่านั้น
ในใจภาวนาขอให้สิ่งที่ได้ยินก่อนหน้าเป็นเพียงความฝัน แค่เธอตื่นทุกอย่างก็จะกลับมาเหมือนเดิม แค่ลืมตาจากการหลับพี่สายลมก็จะมารับเธอไปบ้านพ่อแม่เพื่อหาฤกษ์ยามจัดงานแต่งของเราทั้งสองแล้ว
“อันจะไปหาพี่ลมค่ะ พี่ลมอยู่ไหนคะ” เหมือนอันวาดจะพยายามหลอกตัวเองพูดเสียงสั่นเครืออยากไปหาแฟนหนุ่ม
“หมอกำลังจัดการศพอยู่ รออีกสักพัก” พิพัฒน์หันมาพูดด้วยน้ำเสียงเข้มขรึมสีหน้าสลดเศร้าไม่ต่างกัน
อันวาดพยายามขยี้นิ้วกับดวงตาแล้วลืมตาขึ้น ส่ายสะบัดหัวไล่ความฝันตรงหน้าเพื่อเรียกตัวเองให้ตื่นขึ้น แต่เมื่อลืมตาเสียงสะอื้นของตัวเองกับทุกคนตรงหน้าบ่งชี้ว่าทุกอย่างเป็นเรื่องจริงไม่ใช่ฝัน
“ฮือ...ไม่จริง พี่ลมยังอยู่ ไม่จริง อึก..” อันวาดส่ายหน้ารัวปฏิเสธความเป็นจริง มือขย้ำอกเสื้อตัวเองอย่างแรงก่อนเบื้องหน้าจะค่อย ๆ เลือนลาง
“น้องอัน!/ หนูอัน!” เสียงที่เธอได้ยินในโสตสุดท้ายคือชื่อตัวเองที่เตวิชกับป้าแขไขเรียกด้วยความตกใจ