“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”

สาปไสยเวท - สาปไสยเวท บทที่ ๕ โดย หยกลายกุหลาบ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ดราม่า,ชาย-หญิง,ไทย,ยุคปัจจุบัน,รัก,ไสยศาสตร์,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

สาปไสยเวท

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ดราม่า,ชาย-หญิง,ไทย,ยุคปัจจุบัน,รัก

แท็คที่เกี่ยวข้อง

ไสยศาสตร์,ดราม่า

รายละเอียด

สาปไสยเวท โดย หยกลายกุหลาบ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

“จกฺกเภท อตฺตา จลึสุ จิตฺตํ มาร วิชฺญาณ มารธมฺม ชีวิตเวียนวน จิตใจปั่นป่วน สูญสิ้นวิญญาณดี มารกิเลสครอบงำท่วมท้นด้วยอกุศลกรรม”

ผู้แต่ง

หยกลายกุหลาบ

เรื่องย่อ

หลังสูญเสียแฟนหนุ่มที่กำลังจะแต่งงานกัน อันวาดถึงกับเสียศูนย์จนเลือกเดินทางผิดจนจิตใจถูกครอบงำ ศิลา เขากลับยื่นมือเข้าช่วยฉุดรั้งให้กลับตัว ความแค้นที่ยังฝังใจจะพาให้คนทั้งคู่ที่อยู่กันเหมือนเส้นคู่ขนานให้มาบรรจบกันได้ยังไง

สารบัญ

สาปไสยเวท-# คำเตือน,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทนำ,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๕,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๖,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๗,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๘,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๙,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๐,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๑,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๒,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๓,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๔,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๕,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๖,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๗,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๘,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๑๙,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๐,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๑,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๒,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๓,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๔,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๕,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๖,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๗,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๘,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๒๙,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๐,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๑,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๒,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๓,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๔,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๕,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๖,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๗,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๘,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๓๙,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๐,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๑,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๒,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๓,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๔,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๕,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๖,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท บทที่ ๔๗,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท ตอนพิเศษ ,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท ธีม การแสดง,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท ธีม โชคชะตา,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท ธีม อธิษฐาน,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท ธีม หลอกหลอน,สาปไสยเวท-สาปไสยเวท ธีม ช็อกโกแลต

เนื้อหา

สาปไสยเวท บทที่ ๕

สาปไสยเวท : บทที่ ๕

สมองคิดวนเวียนถึงเรื่องที่เกิดกับตัวเองเมื่อคืน กับเรื่องแฟนหนุ่มรวมถึงความเป็นมาของคุณครามที่เธอสงสัย ใบหน้าขาวแม้จะแต่งหน้าปกปิดก็ยังเห็นร่องรอยซูบซีดได้ชัด ขอบตาคล้ำแม้แต่คอนซีลเลอร์ยังกลบไม่มิด 

ท้องถนนของต่างจังหวัดโล่งกว่าในเมืองมาก ข้างทางมีต้นไม้เล็กใหญ่เขียวชอุ่มทั้งสองฝั่ง ล่วงเข้าเวลายามเย็นเมฆที่ลอยอาบย้อมไปด้วยลำแสงสีแดงส้มสาดทั่วผืนฟ้า อารมณ์ขุ่นมัวที่กักเก็บในอกไร้ที่ระบายพาลพาให้ทัศนียภาพไม่น่ามองเหมือนเก่าก่อน 

เมื่อเช้าหลังอันวาดแวะเข้าไปที่แกลลอรีี เพื่อดูเอกสารเกี่ยวกับการรับช่วงสานงานต่อจากสายลมแล้วจึงตัดสินใจกลับต่างจังหวัดมาหาพ่อกับแม่ ใจหนึ่งหวังจะถามสิ่งที่สงสัยให้หายข้องใจจากพ่อให้รู้เรื่อง

       แต่เมื่อมาถึงบ้านพ่อกับแม่ไม่อยู่บอกกลับไปบ้านเดิมเพื่อไปทำบุญ เธอจึงแวะไปวัดใหญ่เพื่อกราบหลวงอาอาทิตย์ เวลาเพียงไม่กี่เดือนที่เธอไม่ได้กลับมาเยี่ยมบ้านหลวงอาอาทิตย์ดูแก่ขึ้นมาก ทั้งซูบผอมลงจนน่าเป็นห่วง แต่ท่านบอกเป็นเพียงอาการป่วยของคนที่อายุมากขึ้นเท่านั้น

       ความจริงแล้วหลวงอาอาทิตย์ก็อายุเท่าแม่เธอเอง แต่เมื่อเห็นหลวงอาท่านยืนยันว่าไม่เป็นอะไรเธอก็ไม่ได้ถามเอาความอะไรให้มาก กราบนำของฝากถวายแล้วสวดมนต์นั่งสมาธิเกือบชั่วโมงก็ลากลับ

       ความรู้สึกระอุในใจเหมือนเผาไหม้ทำให้ไม่เป็นตัวของตัวเอง เท้าที่เหยียบคันเร่งกดหนักเพื่อเพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ บางขณะสมองไพล่คิดว่าหากเธอเกิดอุบัติเหตุจะตายเหมือนพี่สายลมไหม หรือแค่เจ็บทรมานถ้าอนาจหน่อยอาจพิการ

       อันวาดสะบัดหน้าไล่ความคิดที่เตลิดเปิดเปิงของตัวเอง พยายามนึกถึงคนในครอบครัวทั้งพ่อแม่และน้องที่อยู่ข้างหลัง อีกอย่างเธอจะคิดสั้นตายไปก่อนที่จะรู้ความจริงได้อย่างไร   

       เรื่องยุ่งเหยิงในหัวทำให้ลืมเวลาและระยะทางที่ตนขับรถไปเสียสนิท มีสมาธิอีกครั้งก็กลับมาถึงกรุงเทพแล้ว เธอแวะตลาดข้างทางร้านข้าวที่เคยแวะกินกับพี่ลม ซื้อข้าวกลับไปกินที่คอนโดพร้อมกับขนมขบเคี้ยวเล็กน้อย

       ตอนที่กำลังจะกลับขึ้นรถก็เห็นคนที่ไม่คิดว่าจะเจอจอดรถอยู่ฝั่งตรงข้าม เมื่อเช้าตอนเข้าแกลลอรีเธอหวังว่าจะพบคุณคราม กลับต้องผิดหวังเพราะเลขาคุณครามที่ชื่อเรืองเดชเข้ามาจัดการงานแทน และบอกว่าคุณครามบินไปคุยงานต่างประเทศแล้ว

       อันวาดรีบเข้ารถตัวเอง เพราะเห็นเขากำลังเปิดท้ายรถให้คนงานร้านสังฆภัณฑ์ขนของใส่รถ เธอนั่งมองอยู่ครู่หนึ่งก็เห็นคุณเลขาออกรถจึงได้ขับตามไป

       แวบแรกที่เจอคุณเรืองเดชทำให้อันวาดรู้สึกเหมือนเคยเจอมาก่อนแต่นึกไม่ออกว่าเคยพบที่ไหน ต่อมาก่อนขับรถออกจากแกลลอรีเมื่อเช้าก็เห็นคุณเรืองเดชยืนมองตามรถเธอ

       ความคลับคล้ายคลับคลานั้นยิ่งย้ำว่าเธอต้องเคยเจอคุณเรืองเดชมาก่อนแน่ พอพยายามนึกแล้วเหตุการณ์วันที่เธอเดินชนคนหน้าคอนโดก็แวบเข้ามาในหัว เพราะท่าทางการยืนคุณเรืองเดชเหมือนกับคนวันนั้นที่เธอเหลือบมองเห็นตรงกระจกข้างไม่มีผิด

       ตอนนี้ไม่ว่าใครที่ได้เจอ อันวาดกลับรู้สึกว่าทุกคนมาเกี่ยวข้องกันหมด สังหรณ์บางอย่างก็บอกกับเธอว่าเจ้านายลูกน้องคู่นี้อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องอุบัติเหตุพี่สายลม ยิ่งทำให้เธออยากรู้และตามคุณเรืองเดชต่อโดยไม่ได้สนใจเลยว่าตัวเองได้ขับตามมาไกลแค่ไหนและนานเท่าไหร่

       เส้นทางที่ยิ่งขับยิ่งไกลและห่างจากกรุงเทพมากขึ้น พออันวาดสังเกตดีๆ เส้นทางที่ตามมาเริ่มไม่มีบ้านช่องผู้คน มีเพียงที่ดินกว้างถูกไถโล่งเตียน เหมือนเธอจะเคยมาที่นี่เมื่อนานมาแล้ว แต่ก่อนยังรกร้างกว่านี้มาก

       ระยะที่เธอขับทิ้งห่างจากรถคุณเรืองเดชพอสมควรเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายสังเกตเห็น เธอชะลอรถเห็นว่าระยะข้างหน้ามีเสาไฟให้ความสว่างเพียงสามสี่ต้นก่อนถนนนี้จะสุดสาย

       พอมั่นใจว่าถนนคอนกรีตเส้นเล็กสายนี้ปลายทางคือที่ที่เธอเคยมาจึงจอดรถหลบไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ หน้าที่ดินกว้างที่มีบ้านเก่าซอมซ่อหลังหนึ่งบริเวณโดยรอบมีสแลนขึงเหมือนกำลังจะเตรียมการก่อสร้าง อันวาดเลิกสนใจเดินเท้าตามไปยังทิศที่รถคุณเรืองเดชหายไป

       สิ่งที่ติดตัวตอนนี้มีเพียงมือถือเพื่อส่องให้แสงสว่างตามทางที่เดินเข้าไป สุดถนนคอนกรีตต่อไปเป็นทางเส้นทางลูกรัง ห่างไปประมาณสามสี่เมตรคือรถของคุณเรืองเดชที่จอดดับเครื่องสนิทอยู่

       บริเวณโดยรอบไร้คลื่นลมแต่อันวาดกลับรู้สึกถึงความเย็นสายหนึ่งกระทบหน้า จากนั้นก็มีเสียงหวีดหวือดังเข้าหูประหนึ่งว่ามีลมโกรกอย่างแรง แต่ต้นไม้ใบหญ้าไม่สะบัดหรือกระดิกแม้แต่น้อย

       มุมปากยกยิ้มก้าวเท้าอย่างมั่นคงเดินไปยังจุดหมายปลายทาง ที่นี่เปลี่ยนไปมากอาจจะรวมถึงฝีมือเจ้าของสถานที่ด้วย ถึงกับรับรู้การมาเยือนของเธอแล้ว 

       เมื่อก่อนเป็นเพียงบ้านไม้เก่าธรรมดา ตอนนี้สร้างใหม่ใหญ่โตขึ้นกว่าเดิม มีชื่อติดหน้าเรือนอย่างสวยงาม ‘ตำหนักอาจารย์ชาญ’ พื้นที่โดยรอบก็กว้างขวางเห็นลานหน้าเรือนมีรถหรูจอดหลายคัน

       “คุณครับ วันนี้อาจารย์ไม่รับแขกขาจร มาใหม่วันมะรืนนะครับ” ชายวัยกลางคนในชุดเสื้อผ้าม่อฮ่อมเดินเข้ามาบอกแขกหน้าใหม่ที่เพิ่งเคยเห็นหน้าอย่างสุภาพ

       “อ่าวเหรอ ฉันเห็นรถจอดตั้งหลายคัน คนอื่นเข้าได้แล้วทำไมฉันเข้าไม่ได้ล่ะ” อันวาดกวาดตามองรอบๆ แล้วถามออกไป ที่นี่มีไฟฟ้าส่องสว่างเพราะติดแผงโซลาร์เซลล์ไว้ใช้

       “วันนี้เป็นวันไหว้ครูสำหรับลูกศิษย์เท่านั้นครับ” ดูแล้วคงมีลูกศิษย์ลูกหาไม่น้อยเลยทีเดียว อันวาดยิ้มพยักหน้าเบาๆ ไม่รั้นจะเข้าไป  

       “ได้ งั้นวันมะรืนฉันจะมาใหม่ หวังว่าอาจารย์จะว่างเจอฉันนะ” วันนี้ผู้คนเยอะคงไม่เหมาะที่เธอจะเข้าไปคุยด้วย จึงเอ่ยทิ้งท้ายไว้แล้วยอมกลับโดยดี

       กลิ่นอายบริเวณนี้ไม่แรงอย่างที่คิดเลย แม้จะรู้สึกได้ถึงไสยศาสตร์มนตร์ดำ แต่ก็ไม่ได้แรงเทียบกับสิ่งที่ปรากฏบนภาพวาดได้เลย อาจจะไม่เกี่ยวกับหมอผีที่นี่หรือไม่ก็อาจมีอาจารย์ที่เก่งกว่าปกปิดอำพรางไว้

       เสียงแสกสาบดังตามหลังในตอนที่อันวาดเดินกลับตลอดทาง แต่เธอไม่ได้หันมองหรือสนใจมันเพราะรู้ว่าคือวิญญาณเร่ร่อนและสัมพเวสี  พวกมันทำได้เพียงตามห่างๆ แต่ไม่สามารถเข้าใกล้เธอได้

       สำหรับคนทั่วไปหากเราไม่แสดงว่าเห็นหรือใส่ใจวิญญาณพวกนี้ และจิตแข็งพอมันจะไม่สามารถทำอันตรายเราได้ ถ้าไม่ใช่ช่วงดวงตกหรือมีเคราะห์ 

       แต่ไม่นับถึงวิญญาณผีร้ายที่ถูกส่งมาหาเราโดยมีคำสั่งหรือสะกดด้วยคาถาอาคมของผู้ที่เป็นอาจารย์เล่นคุณไสย

       เมื่อเธอเดินกลับมายังรถตัวเอง สิ่งน่าพิศวงที่ทำให้หลังคอเย็นวาบขนทั่วแขนลุกเกรียวคือ ถัดจากต้นไม้ใหญ่เป็นพื้นที่โล่งกว้างก่อนหน้ามีเพียงบ้านเก่าหนึ่งหลัง แต่ตอนนี้มันกลับมีรั่วอิฐสูงล้อมบ้านหลังใหญ่เอาไว้ จะเรียกว่าคฤหาสน์ตั้งตระง่านก็ว่าได้ ทั่วบริเวณบ้านสว่างไสว

       สิ่งที่ทำให้อันวาดเลือดในกายเย็นเฉียบไปทั้งสรรพางค์ขนอ่อนทั่วตัวลุกพรึบ พร้อมกันนั้นลมร้อนหนึ่งสายพัดปะทะเข้าด้านหน้าและเหมือนทะลุผ่านตัวเธอออกไปด้านหลัง 

       แต่เล็กจนโตเธอไม่เคยกลัวภูติผีวิญญาณมาก่อน หัวใจเต้นกระหน่ำเกิดความหวาดอย่างที่ไม่เคยเป็นอย่างกะทันหันครั้งแรก พลันสายตาเธอก็เห็นคนที่ยืนอยู่บนระเบียงบ้านหลังนั้น

       แม้จะไกลกันมากแต่กลับรู้สึกได้ว่าคนคนนั้นก็มองมายังเธอ สายตาดำสนิทคู่นั้นสานสบมาอย่างจัง เหมือนกับว่าเรายืนประจันหน้ากันอย่างใกล้ชิดเธอเห็นแม้กระทั่งแววของความฉงนในดวงตาของเขา

       ถึงจะอยากเบนหลบแต่เหมือนมีบางอย่างมาสะกดสายตาและร่างกายเธอไม่ให้ขยับหนี ชั่วเสี้ยวของลมหายใจเข้าออกเหมือนเวลาถูกหยุดนิ่ง ต่อมาเพียงกะพริบตาร่างสูงกำยำและคฤหาสน์หลังใหญ่นั้นก็หายไปพร้อมกัน

       กระแสลมและอากาศรอบตัวกลับโชยอ่อนพัดเป็นปกติ และอันวาดก็เห็นบ้านเก่าหลังเล็กนั้นอย่างตอนแรกในตำแหน่งเดิม ยกมือขยี้ตาหลายรอบก็ยังเหมือนเดิม

       “สหัสสะเนตโต เทวินโท ทิพพะจักขุง วิโสทายิ” เพื่อความมั่นใจจึงลองท่องคาถาเบิกเนตรแต่ก็ไม่เห็นอะไร ทุกอย่างในบริเวณนี้ยังเป็นเหมือนเดิมคือที่โล่งกว้างและบ้านเก่าทรุดโทรมหลังเล็กนั้น

       แม้จะติดใจสงสัยอยู่บ้างแต่เมื่อไม่เห็นอะไร ก็ละความสนใจขึ้นรถขับกลับคอนโด ตลอดทางยังรู้สึกวังเวงชอบกลแต่ก็จับความผิดปกติอะไรไม่ได้ ปลอบใจตัวเองอาจเพราะตาฝาดก่อนหน้านี้พาทำให้ใจประหวั่นหวาดไปก็ได้

       กลับถึงคอนโดเข้าห้องพักกำลังจะปิดประตูห้องก็เห็นนิติที่ออกมาจากลิฟต์พร้อมกับเพื่อนร่วมคอนโดมองมาที่เธอส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตร แต่สายตาผิดแปลกไปบ้าง แล้วทั้งสามคนก็เบนสายตามองไปยังหน้าห้องหลังบานประตูกันอย่างพร้อมเพรียง

       อันวาดหยักหน้ายิ้มตอบนิติและเพื่อนร่วมคอนโดแต่ไม่ได้เอ่ยคำใด ฉงนกับสายตาแปลกของทุกคนอยู่บ้าง

‘น้องเขาป่วยเหรอน้า’ ผู้หญิงผมสั่นถาม

‘น่าจะตรอมใจเรื่องแฟนเก่าล่ะมั้ง’ นิติเป็นคนเอ่ยตอบ

‘แต่แฟนใหม่ก็หล่อมากนะ’ สาวผมยาวสีแดงพูดขึ้น

‘คนก่อนก็หล่อนะ แต่คนนี้ทรงผู้ใหญ่ใจดี’ นิติเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

‘มีบุญจริง ได้แต่แฟนหล่อๆ’ หญิงผมสั่นพูดด้วยเสียงเจือความอิจฉา

       ก่อนที่มือจะดึงประตูปิดสนิทก็ได้ยินทั้งสามคนพูดคุยซุบซิบกันเบาๆ แล้วห่างออกไปอันวาดแง้มประตูเปิดมองตามหลังคนที่ห่างออกไปอีกครั้ง

       เรียวคิ้วสวยมุ่นก่อนจะชะโงกหน้ามามองหน้าห้องตัวเองตามตำแหน่งของสายตาที่คนทั้งสามมองก่อนหน้า เมื่อไม่เห็นและรู้สึกถึงอะไรจึงได้หดหัวกลับเข้าห้องปิดประตูล็อกสนิทแน่นหนา

       หลังอันวาดอาบน้ำสะอาดสบายตัว ก่อนเข้านอนก็ยังไม่วายเดินไปยังอีกห้องที่เก็บภาพวาดไว้  ไม่ว่าจะเวลาไหนพอว่างแล้วคิดถึงอดีต หรือเห็นภาพนี้ที่ควรอยู่ในวันสร้างอนาคตของทั้งสองมันก็เรียกน้ำตาสร้างความอ่อนแอในใจให้เธอได้ทุกเมื่อ

       มันจริงหรือเปล่าที่เคยได้ยินมาว่า ความรักที่ไม่มีวันแปรผันคือความรักที่เรามีต่อคนที่ตายจากไปแล้วมันจะถูกหยุดและคงอยู่ตลอดไป ส่วนความรักที่มีต่อคนที่ยังหายใจนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ตามกาลเวลาเพิ่มหรือลดลงได้

       อีกนานไหมต้องใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะเยียวยาให้เธอหายเจ็บปวด และไม่ต้องเสียน้ำตาเมื่อคิดถึงความหลัง

       น้ำตาถูกระบายออกเพื่อแสดงแทนความรู้สึกที่ไม่สามารถพูดออกมาได้ พร้อมพินิจมองภาพอยู่อีกครู่จึงได้ผละกลับห้องมาทิ้งตัวบนเตียงนอน

       ความอ่อนเพลียทั้งทางร่างกายและจิตใจพาให้เปลือกตาปิดสนิทแล้วหลับใหลหลังจากหัวถึงหมอนเพียงไม่นาน

       “พี่ลมอย่าไป กลับมาหาอัน ฮือ...อย่าทิ้งอัน ฮึก...” คำพึมพำปนสะอื้นเรียกร้องหาคนที่จากไปก้องสะท้อนห้อง สองมือไขว่คว้าสะเปะสะปะอยู่เบื้องหน้า

       ค่ำคืนสงัดทั่วห้องกลับมีเสียงร้องไห้แผ่วเบา เงาร่างสูงใหญ่ข้างเตียงยืนมองร่างเล็กที่หลับตานอนเหงื่อซึมตามกรอบหน้าสองแก้มอาบน้ำตา ปลายนิ้วชี้เรียวยาวยื่นไประดับปลายคางหญิงสาว เพ่งมองสร้อยคอใต้ปกเสื้อนอนแววตาวาว แต่ก่อนจะแตะถึงมือกลับถูกคว้าหมับเข้าไว้เสียก่อน