เมื่อศัลยแพทย์นิติเวชมือหนึ่ง ต้องทะลุมิติมาเผชิญหน้ากับพิษร้ายและแผนชิงบัลลังก์!
แฟนตาซี,ชาย-หญิง,เกิดใหม่,ย้อนยุค,จีน,ย้อนเวลา,ผจญภัย,แฟนตาซี,พล็อตสร้างกระแส,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
มธุรสวาทเจ้าสำนักเมื่อศัลยแพทย์นิติเวชมือหนึ่ง ต้องทะลุมิติมาเผชิญหน้ากับพิษร้ายและแผนชิงบัลลังก์!
ความเงียบสงบกลับคืนสู่เทือกเขาไท่ซานอีกครั้งทิ้งไว้เพียงร่องรอยของพายุหิมะลูกใหญ่ที่พ่นลมหายใจสีขาวโพลนกลบฝังวิหารโบราณไว้เบื้องหลัง เซียวหลันยืนหอบหายใจอยู่ท่ามกลางทุ่งหิมะกว้าง ไอกลางอากาศที่พ่นออกมาจากริมฝีปากบางกลายเป็นละอองสีขาวนวล นางกระชับกล่องเหล็กในอ้อมกอดไว้แน่นราวกับว่ามันคือสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิต
"เรา... เรารอดมาได้จริงๆ ใช่ไหมเจ้าคะ?" เสี่ยวชุนพึมพำทั้งที่ฟันยังกระทบกัน ร่างเล็กๆ ของสาวใช้ตัวน้อยสั่นเทาอยู่ใต้ชุดขนสัตว์ แต่นางก็ยังไม่ยอมปล่อยมือจากย่ามยาของเจ้านาย
หลี่หยางเดินเข้ามาใกล้ แววตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนแสงลงเมื่อจ้องมองใบหน้าที่เปื้อนคราบเขม่าของเซียวหลัน เขาเอื้อมมือที่สวมถุงมือหนังที่ขาดวิ่นไปเช็ดคราบหิมะออกจากหน้าผากให้นางอย่างแผ่วเบา "ข้าบอกแล้วไง... ตราบใดที่ข้ายังหายใจ เจ้าจะปลอดภัย"
"ท่านเองก็เจ็บหนักนะหลี่หยาง" เซียวหลันจับข้อมือเขาไว้พลางสำรวจรอยเลือดที่ซึมออกมาจากเกราะไหล่ "ยาพวกนั้นร้ายกาจกว่าที่เราคิด แต่วิทยาศาสตร์ของข้าก็พิสูจน์แล้วว่าไม่มีเครื่องจักรไหนที่เอาชนะธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงได้"
นางหันไปหาเยี่ยเฉินที่ยืนมองยอดเขาที่พังทลายลงด้วยแววตาอาวรณ์ "ท่านอาเยี่ย... วิหารของท่าน..."
"มันทำหน้าที่ของมันเสร็จสิ้นแล้ว ยัยหนู" เยี่ยเฉินถอนหายใจยาวพลางลูบเคราขาว "ความลับที่ข้าพิทักษ์มานับสิบปี บัดนี้อยู่ในกำมือเจ้าแล้ว ดาราสีทองที่เสถียรแล้วนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่"
คณะเดินทางทั้งสี่ค่อยๆ พยุงกันลงจากไหล่เขาที่ลาดชันมุ่งหน้าสู่หมู่บ้านเล็กๆ ที่เชิงเขาซึ่งหลี่หยางฝากม้าและสัมภาระไว้ ระหว่างทางเซียวหลันเอาแต่จ้องมองผลึกสีทองในมือ นางรู้ดีว่างานที่ยากกว่าการสู้รบคือการนำยาตัวนี้ไปรักษาแผ่นดินที่เน่าเฟะด้วยการเมือง
"เราจะกลับเข้าเมืองหลวงทันทีเลยไหมเจ้าคะ?" เสี่ยวชุนถามขณะที่พวกเขานั่งพักหลบลมแรงข้างโขดหิน
"เข้าเมืองหลวงในตอนนี้เท่ากับเดินเข้าหากับดัก" หลี่หยางเอ่ยเสียงเรียบ "กองพลกาลเวลาที่ยอดเขาเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่ง ถ้านายท่านของพวกมันรู้ว่าเราได้ยามาแล้ว พวกมันจะปิดล้อมทุกเส้นทางเข้าเมือง"
"ถ้าอย่างนั้นเราต้องหาทางลัดที่พวกมันคาดไม่ถึง" เซียวหลันเสริม "และเราต้องการคนที่จะช่วยกระจายยาโดยที่พวกมันไม่ทันตั้งตัว"
ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าของอาชาตัวหนึ่งดังฝ่าความเงียบของป่าสนขึ้นมา หลี่หยางดีดตัวลุกขึ้นยืนในพริบตา ดาบอ่อนในมือพุ่งออกจากฝักเตรียมพร้อมรับมือ
แต่ร่างที่ปรากฏบนหลังม้ากลับไม่ใช่ทหารเกราะดำ เขาเป็นชายหนุ่มในชุดเดินทางธรรมดาที่มีผ้าพันคอสีครามปิดใบหน้าไว้ครึ่งหนึ่ง เขาหยุดม้าห่างออกไปสิบก้าวแล้วชูป้ายหยกรูปพัดขึ้นสูง
"คนของหอเมฆา?" เซียวหลันอุทาน
ชายหนุ่มผู้นั้นลงจากหลังม้าแล้วคุกเข่าลงข้างหนึ่ง "ข้าน้อยเป็นผู้นำสารจากท่านไป๋อวิ๋น ท่านรับรู้ข่าวจากสายในเมืองหลวงว่าสถานการณ์กำลังวิกฤต จึงส่งข้าน้อยมารอรับพวกท่านที่ตีนเขาไท่ซาน"
เขาส่งจดหมายฉบับหนึ่งให้เซียวหลัน แผ่นกระดาษนั้นมีกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำมันไม้กฤษณาที่เป็นเอกลักษณ์ของไป๋อวิ๋น เนื้อความในจดหมายสั้นกะทัดรัดแต่ใจความสั่นสะเทือนถึงขั้วหัวใจ
"แม่นางเซียว เมืองหลวงในยามนี้เปลี่ยนไปแล้ว ฮ่องเต้ถูกกักบริเวณในตำหนักใน องค์ชายสามที่พวกเราคิดว่าพ่ายแพ้กลับมาพร้อมกับยาวิเศษชนิดใหม่ที่ทำให้เหล่าขุนนางสยบยอมภายใต้ความลุ่มหลง พวกเขาเรียกมันว่าน้ำทิพย์ลืมกาล ข้าเตรียมเรือสินค้าลับไว้ที่เมืองท่าทิศเหนือ จงเลี่ยงถนนหลวงแล้วตามคนของข้ามา"
"น้ำทิพย์ลืมกาล?" เซียวหลันขมวดคิ้ว "มันต้องเป็นสารสกัดจากพืชเสพติดที่ราชครูปรุงทิ้งไว้แน่ๆ พวกมันใช้สิ่งนี้ควบคุมใจคนแทนการใช้ดาบ"
"พวกมันกำลังทำให้เมืองหลวงกลายเป็นเมืองที่หลับใหลอยู่ในการหลอกลวง" หลี่หยางกำหมัดแน่น "เราต้องรีบไป"
"แต่ก่อนไป..." เซียวหลันหันไปหาเยี่ยเฉิน "ท่านอาจะไปกับพวกเราไหม?"
เยี่ยเฉินส่ายหน้าพลางยิ้มบางๆ "ข้าเป็นคนของภูเขาไท่ซาน ข้าจะอยู่ที่นี่เพื่อคอยเฝ้าดูความสงบที่แท้จริงกลับคืนมา เจ้าไปเถอะยัยหนู นำแสงสว่างกลับคืนสู่จินหลิงแทนพ่อของเจ้าด้วย"
ภายใต้การนำของสายลับจากหอเมฆา ทั้งสามคนเดินทางผ่านเส้นทางลับที่แคบและรกชัฏเพื่อเลี่ยงจุดตรวจของทหารหลวง ลมหนาวเริ่มเบาบางลงเมื่อพวกเขาลดระดับความสูงลงมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดพักแรมที่หลบซ่อนอยู่ใต้หน้าผา
เสี่ยวชุนยุ่งอยู่กับการเตรียมน้ำแกงอุ่นๆ ส่วนหลี่หยางนั่งลับดาบอยู่ใต้แสงจันทร์ที่ริบหรี่ เซียวหลันเปิดกล่องเหล็กออกดูผลึกสีทองอีกครั้ง แสงของมันดูจะนิ่งสนิทและมั่นคงขึ้น
"มันดูสวยงาม แต่ก็น่ากลัวนะ" หลี่หยางเอ่ยขึ้นเบาๆ ขณะเดินเข้ามานั่งข้างนาง
"เหมือนดาบในมือท่านไงหลี่หยาง" เซียวหลันพิงหลังกับโขดหิน "มันจะฆ่าคนหรือช่วยคน ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนถือ ยาตัวนี้ก็เช่นกัน ถ้ามันไปอยู่ในมือของคนอย่างแม่ทัพเหว่ย มันจะเป็นเครื่องมือที่ขังคนไว้ในความเจ็บปวดตลอดกาล แต่ในมือข้า มันจะเป็นทางรอด"
หลี่หยางมองใบหน้าของนางอย่างพินิจ "เจ้าไม่เหมือนหมอคนไหนที่ข้าเคยเจอ เจ้าไม่ได้แค่รักษาแผล แต่เจ้ากำลังพยายามซ่อมแซมทุกอย่างให้กลับมาถูกต้อง"
"ข้าแค่ไม่ชอบเห็นความไม่เป็นธรรม" เซียวหลันยิ้มอย่างเหนื่อยอ่อน พลางหลับตาลงซบลงบนไหล่แกร่งของหลี่หยาง “พรุ่งนี้เราต้องลงเรือแล้ว ท่านสัญญาได้ไหมว่าถ้าเรื่องนี้จบลงเราจะไปหาที่เงียบๆ เปิดหอโอสถเล็กๆ ที่ไม่มีความลับของราชวงศ์มาเกี่ยวข้องอีก"
หลี่หยางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโอบไหล่นางไว้แน่น "ข้าสัญญา... ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินหา ข้าก็จะหาที่แห่งนั้นให้เจ้า"
ท่ามกลางความมืดมิดที่โอบล้อม เงาร่างของใครบางคนกำลังจ้องมองพวกเขาจากยอดหน้าผาสูง ไม่ใช่คนของไป๋อวิ๋น และไม่ใช่ทหารเกราะดำ แต่มันคือสายตาที่เต็มไปด้วยปริศนาและความแค้นที่ฝังลึกมานานนับปี
รุ่งอรุณใหม่กำลังจะมาเยือน และนั่นหมายถึงการเริ่มต้นของการเดินทางทางน้ำที่จะพาพวกเขากลับสู่ใจกลางพายุร้ายที่เมืองหลวงที่ซึ่งความตายและการเมืองไม่ได้แยกจากกัน