เมื่อศัลยแพทย์นิติเวชมือหนึ่ง ต้องทะลุมิติมาเผชิญหน้ากับพิษร้ายและแผนชิงบัลลังก์!
แฟนตาซี,ชาย-หญิง,เกิดใหม่,ย้อนยุค,จีน,ย้อนเวลา,ผจญภัย,แฟนตาซี,พล็อตสร้างกระแส,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
มธุรสวาทเจ้าสำนักเมื่อศัลยแพทย์นิติเวชมือหนึ่ง ต้องทะลุมิติมาเผชิญหน้ากับพิษร้ายและแผนชิงบัลลังก์!
แสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้าทางทิศตะวันออกขับไล่ม่านหมอกสีม่วงครามให้จางหายไปจากหุบเขาสมุนไพรพันปี เสียงน้ำตกที่เคยดังกึกก้องประหนึ่งเสียงคำรามของมังกรในยามค่ำคืน บัดนี้กลับฟังดูคล้ายบทเพลงกล่อมเกลาพฤกษาที่แว่วมาตามสายลมเย็นเยือก
"คุณหนู! ท่านหลี่! พวกท่านยังไม่ตายใช่ไหมเจ้าคะ!"
เสียงแหลมใสที่คุ้นเคยดังทำลายความเงียบสงบขึ้นมาทันที ร่างเล็กๆ ในชุดสีเขียวอ่อนที่บัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนและเศษใบไม้ พุ่งพรวดออกมาจากหลังโขดหินใหญ่ใกล้ปากถ้ำ เสี่ยวชุนวิ่งถลาเข้ามาด้วยใบหน้าที่นองไปด้วยน้ำตาและคราบเขม่า แขนทั้งสองข้างกอดห่อผ้าสัมภาระไว้แน่นจนตัวสั่น
เซียวหลันที่ยังคงอยู่ในอ้อมกอดของหลี่หยางรีบผละตัวออกมาเล็กน้อย นางยิ้มกว้างด้วยความโล่งอกเมื่อเห็นว่าสาวใช้คนสนิทปลอดภัยดี "เสี่ยวชุน! ข้ายังอยู่ และท่านหลี่ก็ยังอยู่ดี... เจ้าไปซ่อนอยู่ที่ไหนมาเนี่ย?"
เสี่ยวชุนโผเข้ามากอดเอวเซียวหลันพลางสะอื้นฮัก “ฮืออออ ตอนที่พวกองครักษ์เงาโผล่มา ท่านหลี่สั่งให้ข้ามุดเข้าไปในซอกหินแล้วเอาเถาวัลย์ปิดไว้ ข้ากลัวแทบตายเจ้าค่ะ ได้ยินเสียงดาบปะทะกันเคร้งคร้างไปหมด ข้าก็นึกว่าพวกท่านจะทิ้งข้าไว้ให้กลายเป็นปุ๋ยต้นไม้ในป่านี้เสียแล้ว!"
หลี่หยางที่ยืนอยู่ข้างๆ ก้มลงเก็บดาบอ่อนเข้าฝัก แววตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนแสงลงเมื่อเห็นท่าทางลี้ภัยของสาวใช้ผู้ซื่อสัตย์ เขาเอื้อมมือไปตบไหล่เสี่ยวชุนเบาๆ อย่างที่ไม่ค่อยได้ทำนัก "เจ้าทำดีแล้วเสี่ยวชุน ความกล้าหาญที่แท้จริงคือการรู้ว่าเมื่อไหร่ควรซ่อนเพื่อให้ตนเองรอดไปเป็นกำลังเสริม ดูสิ คุณหนูของเจ้าได้ของวิเศษมาแล้ว"
เสี่ยวชุนปาดน้ำตาปุยๆ แล้วมองไปยังกิ่งไม้สีทองในมือเซียวหลัน “โอ้โห!! นี่หรือเจ้าคะดาราสีทองที่เขาลือกัน มันดูเหมือนทองคำที่มีชีวิตเลยเจ้าค่ะคุณหนู"
"มันไม่ใช่แค่สีสวยหรอกเสี่ยวชุน แต่มันคือปาฏิหาริย์ของชีววิทยา" เซียวหลันชูมันขึ้น แสงอาทิตย์ยามเช้าที่ลอดผ่านยอดไม้ลงมาทำให้กิ่งไม้ส่องประกายเรืองรอง "แต่มันจะไม่มีค่าเลยถ้าเราไม่มีชีวิตรอดกลับไปสกัดมันเป็นยา เสี่ยวชุน เจ้ายังมีน้ำมันกานพลูเหลืออยู่ในย่ามไหม? แผลที่หลังของท่านหลี่เริ่มอักเสบแล้ว"
ภายในวิหารพฤกษาที่บัดนี้ดูเงียบเหงาลงหลังจากผ่านพ้นบททดสอบ มู่เฉินผู้พิทักษ์ผมเงินยืนกอดอกมองภาพการรวมตัวของทั้งสามคนด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา เขาเดินช้าๆ เข้ามาหาพวกเขา ท่วงท่าการเดินที่ไร้เสียงทำเอาเสี่ยวชุนสะดุ้งจนตัวโยนและรีบไปหลบหลังหลี่หยางทันที
"ไม่ต้องกลัวสาวน้อย" มู่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลกว่าเดิม "เจ้ามีดวงจิตที่บริสุทธิ์จนน่าอิจฉา ความซื่อสัตย์ของเจ้าคือเกราะป้องกันภัยชั้นดีในหุบเขาแห่งนี้"
เขาสะบัดกิ่งหลิวในมือเบาๆ ปรากฏหยดน้ำค้างใสบริสุทธิ์เกาะอยู่ตามใบ “เซียวหลัน ก่อนที่พวกเจ้าจะจากไป ข้ามีคำเตือนสุดท้าย ดาราสีทองจะคงสภาพอยู่ได้เพียงเจ็ดราตรีหากขาดรากที่หยั่งลงในดินศักดิ์สิทธิ์ เจ้าต้องสกัดมันภายในเวลาที่กำหนด มิเช่นนั้นมันจะกลายเป็นเพียงกิ่งไม้แห้งไร้ค่า"
เซียวหลันพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม "ข้าเข้าใจแล้ว ท่านมู่เฉิน... เจ็ดวันสำหรับข้าคือเวลาที่เพียงพอสำหรับการสกัดมันออกมาแล้ว ข้าจะใช้ความรู้ที่ข้ามีรักษาแผ่นดินนี้ให้ได้"
"และความลับของพ่อเจ้า..." มู่เฉินทิ้งท้ายด้วยเสียงที่แผ่วเบาจนแทบเป็นเสียงกระซิบ "เขาไม่ได้หายไปเพราะความตาย แต่เขาหายไปเพื่อรอคอยวันที่เจ้าจะแข็งแกร่งพอที่จะแบกรับความจริงทั้งหมดไว้ได้ จงตามหาบุปผาหิมะหมื่นปีที่ยอดเขาไท่ซาน นั่นคือเบาะแสสุดท้ายที่เขาฝังไว้"
หลี่หยางขมวดคิ้ว "ยอดเขาไท่ซาน? นั่นมันสุดชายแดนทิศเหนือห่างจากที่นี่นับพันลี้!"
"เส้นทางที่ไกลที่สุด มักนำไปสู่จุดเริ่มต้นที่แท้จริงเสมอ" มู่เฉินกล่าวจบ ร่างของเขาก็ค่อยๆ เลือนลางกลายเป็นกลุ่มควันสีขาวสลัวและจางหายไปในม่านน้ำตก ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมของดอกหลิวที่อบอวล
เมื่อพ้นเขตหุบเขาพฤกษาพันปี บรรยากาศของป่าดิบชื้นแดนใต้ก็กลับมาทักทายพวกเขาอีกครั้ง เสี่ยวชุนรีบทำหน้าที่แม่บ้านประจำทีมอย่างแข็งขัน นางจัดแจงกางเต็นท์ผ้าใบเล็กๆ ใกล้ลำธารที่น้ำใสสะอาดพอที่จะใช้ทำแผล
"คุณหนูเจ้าคะ ข้าต้มน้ำสะอาดไว้แล้ว และนี่คือผ้าพันแผลที่ข้าซักตากไว้ตั้งแต่เมื่อวาน" เสี่ยวชุนยื่นส่งของให้เซียวหลันด้วยท่วงท่าที่กระฉับกระเฉงผิดกับตอนที่ร้องไห้เมื่อเช้าลิบลับ "ท่านหลี่ ท่านมานั่งตรงนี้เจ้าค่ะ ข้าจะช่วยคุณหนูทำแผลให้ท่านเอง"
หลี่หยางนั่งลงบนโขดหิน ยอมให้เซียวหลันจัดการกับบาดแผลที่แผ่นหลังและไหล่ เซียวหลันใช้มีดเล็กที่ลนไฟจนร้อนแดง ค่อยๆ เล็มเนื้อส่วนที่ถูกพิษไฟกัดกร่อนออกอย่างระมัดระวัง
"อึดอัดหน่อยนะหลี่หยาง" เซียวหลันกระซิบ มือของนางมั่นคงและนุ่มนวล "ความร้อนของพิษไฟในร่างท่านกำลังถูกฤทธิ์เย็นจากน้ำค้างแข็งที่ข้าผสมในขี้ผึ้งดูดซับออกไป"
"ไม่เท่าไหร่หรอก" หลี่หยางกัดฟันตอบ แขนทั้งสองข้างพาดลงบนเข่า “แค่มีมือของเจ้า ข้าก็ไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดแล้ว"
"แหม... ท่านหลี่เนี่ย พอรอดตายมาได้ก็ปากหวานขึ้นเยอะเลยนะเจ้าคะ" เสี่ยวชุนที่กำลังบดยาสมุนไพรอยู่ใกล้ๆ อดไม่ได้ที่จะแซว "เมื่อก่อนเห็นหน้านิ่งเป็นหินผา ข้านึกว่าท่านพูดเป็นแต่คำว่าฆ่ากับหลบไปเสียอีก!"
เซียวหลันหัวเราะเบาๆ พลางหยิบทิงเจอร์ไอโอดีนโบราณที่นางสกัดเองแต้มลงบนแผล "เสี่ยวชุน อย่าไปล้อเขาเลย เขากำลังบาดเจ็บอยู่นะ แต่เจ้าพูดก็มีส่วนถูกนะ ตั้งแต่ออกจากเมืองหลวงมา ท่านพยัคฆ์หนุ่มของเราดูจะมีความเป็นคนมากขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย"
หลี่หยางทำเสียงเหอะในลำคอ แต่มุมปากกลับยกยิ้มอย่างปิดไม่มิด
หลังจากทำแผลและทานอาหารปลาป่าย่างเสร็จสิ้น เซียวหลันก็นำกิ่งดาราสีทองออกมาวางบนผ้าขาวสะอาด นางเริ่มสังเกตโครงสร้างของมันผ่านเลนส์ขยายที่นางเก็บไว้ในกล่องลับ
"พืชชนิดนี้ไม่ได้เติบโตด้วยการสังเคราะห์แสงเหมือนพืชทั่วไป" เซียวหลันพึมพำกับตัวเองขณะที่เสี่ยวชุนและหลี่หยางนั่งฟังอย่างตั้งใจ "แต่มันดูเหมือนจะดูดซับพลังงานความร้อนจากอากาศรอบตัวมาเปลี่ยนเป็นสารชีวโมเลกุลที่เข้มข้นมาก สารนี้มีโครงสร้างคล้ายกับสเต็มเซลล์ในโลกของข้า แต่มันมีประสิทธิภาพในการเร่งปฏิกิริยาการแบ่งตัวของเซลล์มนุษย์ให้เร็วขึ้นนับร้อยเท่า"
"หมายความว่ามันวิเศษจนรักษาแผลใจให้คนได้ไหมเจ้าคะ?" เสี่ยวชุนถามซื่อๆ
"แผลใจรักษาไม่ได้หรอกเสี่ยวชุน แต่แผลที่เน่าเฟะจนถึงกระดูก หรืออวัยวะที่ถูกทำลายด้วยพิษร้ายแรง เจ้ากิ่งไม้นี่สามารถซ่อมแซมมันได้ราวกับปาฏิหาริย์" เซียวหลันมองกิ่งไม้ด้วยสายตาแห่งความหวัง "หากเรานำไปสกัดผสมกับน้ำบริสุทธิ์และสารควบคุมการทำงานของหัวใจ เราจะสามารถสร้างยาแก้พิษครอบจักรวาลที่จะล้างบางสิ่งที่ราชครูและองค์ชายสามทิ้งไว้ได้ทั้งหมด"
"แต่เราต้องไปให้ถึงเมืองท่าทางใต้ภายในห้าวัน..." หลี่หยางเอ่ยขึ้น "เพื่ออาศัยเรือสินค้าล่องขึ้นเหนือไปทางลัด มิเช่นนั้นดาราสีทองจะแห้งเหี่ยวลง"
"ถ้าอย่างนั้นเราต้องออกเดินทางคืนนี้เลยเจ้าค่ะ!" เสี่ยวชุนลุกขึ้นเก็บสัมภาระอย่างรวดเร็ว "ข้าจะไม่เป็นตัวถ่วงพวกท่านเด็ดขาด ข้าฝึกเดินป่ามาแล้วนะเจ้าคะ!"
การเดินทางในคืนนั้นเต็มไปด้วยความเงียบสงบแต่แฝงไปด้วยความเร่งรีบ รถม้าของพวกเขาที่จอดทิ้งไว้ในหมู่บ้านวิหคเพลิงถูกนำกลับมาใช้งานอีกครั้ง หลี่หยางรับหน้าที่สารถีควบม้าฝ่าดงดิบมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีเซียวหลันและเสี่ยวชุนนั่งอยู่ภายในรถที่คับแคบแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น
"คุณหนูเจ้าคะ" เสี่ยวชุนกระซิบขณะที่รถม้าโยกคลอนไปตามทาง “ท่านว่าท่านพ่อของคุณหนู เขาจะรอเราอยู่ที่ยอดเขาไท่ซานจริงๆ หรือเจ้าคะ?"
เซียวหลันมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้าเห็นหมู่ดาวที่พราวระยับอยู่บนท้องฟ้า "ข้าไม่รู้หรอกเสี่ยวชุน แต่ความรู้ที่ข้ามี ความลับที่อยู่ในสายเลือดนี้ และทุกอย่างที่ข้าเผชิญมา มันบอกข้าว่าพ่อมีเหตุผลที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าความตายที่จะทิ้งข้าไว้"
นางกุมเหรียญหยกประจำตระกูลที่คล้องคอไว้ "ข้าจะตามหาเขา ไม่ใช่เพื่อต่อว่าที่เขาทิ้งข้าไป แต่เพื่อจะบอกเขาว่าลูกสาวของเขาได้กลายเป็นหมอที่สามารถรักษาแผ่นดินได้แล้ว"
เสี่ยวชุนขยับมาซบไหล่เซียวหลัน "ข้าจะอยู่เคียงข้างคุณหนูเสมอเจ้าค่ะ ต่อให้ต้องปีนเขาไท่ซานที่สูงเสียดฟ้า หรือต้องไปถึงสุดขอบโลก ข้าก็จะไปกับท่าน"
เซียวหลันโอบไหล่สาวใช้ตัวน้อยไว้ด้วยความรัก ในใจของนางรู้สึกมั่นคงขึ้นอย่างประหลาด แม้หนทางข้างหน้าจะยังเต็มไปด้วยขวากหนามและศัตรูที่มองไม่เห็น แต่การมีหลี่หยางที่อยู่ด้านหน้า และเสี่ยวชุนที่อยู่ข้างกาย ทำให้การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่าหวาดกลัวอีกต่อไป