เมื่อศัลยแพทย์นิติเวชมือหนึ่ง ต้องทะลุมิติมาเผชิญหน้ากับพิษร้ายและแผนชิงบัลลังก์!
แฟนตาซี,ชาย-หญิง,เกิดใหม่,ย้อนยุค,จีน,ย้อนเวลา,ผจญภัย,แฟนตาซี,พล็อตสร้างกระแส,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
มธุรสวาทเจ้าสำนักเมื่อศัลยแพทย์นิติเวชมือหนึ่ง ต้องทะลุมิติมาเผชิญหน้ากับพิษร้ายและแผนชิงบัลลังก์!
เรือสำเภามังกรวารีทะยานฝ่าละอองคลื่นสีเงินมุ่งหน้าสู่ทิศพายัพอย่างโดดเดี่ยว ท้องทะเลเบื้องหน้าเริ่มแปรเปลี่ยนจากสีครามใสเป็นสีเขียวมรกตที่ดูขุ่นมัว หมอกจางๆ ลอยเหนือน้ำราวกับวิญญาณเร่ร่อนที่รอคอยผู้วิเศษมาปลดปล่อย และท่ามกลางม่านหมอกนั้นเอง เงาดำทะมึนของเกาะประหลาดก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นมา
มันคือ เกาะกะโหลก สถานที่ซึ่งในแผนที่เดินเรือระบุว่าเป็นเขตหวงห้าม แต่สำหรับผู้ที่แข่งกับเข็มนาฬิกาแห่งชีวิตอย่างเซียวหลัน ที่นี่คือทางลัดเพียงหนึ่งเดียวที่จะย่นระยะเวลาเดินทางสู่ยอดเขาไท่ซาน
ภาพที่ปรากฏแก่สายตานั้นช่างน่าขนพองสยองเกล้า ยอดเขาหินปูนสองยอดที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเกาะมีรูปร่างบิดเบี้ยวจนดูคล้ายเบ้าตาขนาดใหญ่ของหัวกะโหลกมนุษย์ที่จ้องมองมายังผู้บุกรุก พฤกษาที่ขึ้นปกคลุมเกาะนี้ไม่ใช่สีเขียวขจีตามธรรมชาติ แต่กลับเป็นสีม่วงคล้ำปนแดงอิฐ ใบไม้แต่ละใบมีขนาดใหญ่ยักษ์และส่งเสียงสั่นไหวราวกับมันมีลมหายใจเป็นของตัวเอง
"ข้า... ข้าเริ่มรู้สึกว่าชื่อเกาะนี้ไม่ใช่แค่การตั้งชื่อตามรูปร่างแล้วนะเจ้าคะ" เสี่ยวชุนกระซิบพลางกอดแขนตัวเองแน่นขณะก้าวลงจากเรือเล็กสู่ชายหาดทรายสีดำสนิท "ทำไมต้นไม้พวกนี้ถึงดูเหมือนกำลังจ้องมองเราอยู่เลยเจ้าคะคุณหนู?"
เซียวหลันกระชับย่ามยาที่บรรจุขวดโหลดาราสีทองไว้แนบอก นางย่อตัวลงสำรวจพืชล้มลุกต้นเล็กๆ ใกล้ฝ่าเท้า แววตาของนางฉายแววครุ่นคิด "พืชพวกนี้มีวิวัฒนาการที่ผิดเพี้ยนไปมากเสี่ยวชุน พวกมันไม่ได้สังเคราะห์แสงจากดวงอาทิตย์เป็นหลัก แต่ดูเหมือนจะเติบโตจากการดูดซับสารอินทรีย์เข้มข้นจากใต้ดิน"
นางมองไปที่ซากโครงกระดูกสัตว์ป่าที่กระจัดกระจายอยู่ตามโคนต้นไม้ใหญ่ซึ่งมีเถาวัลย์สีแดงเส้นเล็กๆ พันธนาการไว้อย่างหนาแน่น "หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ป่าแห่งนี้เลี้ยงดูตัวเองด้วยเลือดและเนื้อของสิ่งมีชีวิต"
"ถ้าอย่างนั้นก็อย่าได้ห่างจากตัวข้าแม้แต่ก้าวเดียว" หลี่หยางเอ่ยเสียงเรียบพลางกระชับดาบอ่อนในมือ แววตาพยัคฆ์ของเขาจ้องเขม็งเข้าไปในป่ารกชัฏเบื้องหน้า ความเงียบของเกาะนี้ช่างผิดปกติ ไร้ซึ่งเสียงนกหรือแมลง มีเพียงเสียงเสียดสีของกิ่งไม้ที่ฟังดูคล้ายเสียงกระซิบกระซาบ
ทั้งสามคนเริ่มออกเดินทางตัดข้ามใจกลางเกาะมุ่งหน้าสู่ทิศเหนือ เส้นทางเต็มไปด้วยเถาวัลย์ขนาดยักษ์ที่พาดผ่านไปมาประหนึ่งเส้นเลือดของอสูรกาย เซียวหลันต้องคอยเตือนให้ทุกคนระวังละอองเกสรสีเหลืองทองที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ
"อย่าสูดดมเข้าไป" เซียวหลันหยิบผ้าคลุมหน้ามาชุบน้ำยาสมุนไพรแล้วส่งให้เพื่อนร่วมทาง "เกสรพวกนี้มีฤทธิ์กล่อมประสาท มันจะทำให้เหยื่อรู้สึกเคลิบเคลิ้มและเดินเข้าไปหากับดักของพฤกษาโดยไม่ขัดขืน"
กริ๊ก... แกรก…
จู่ๆ เสียงใบไม้แห้งถูกเหยียบก็ดังขึ้นจากเบื้องบน หลี่หยางเงยหน้าขึ้นทันควันแต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า ทว่าสัญชาตญาณนักรบของเขากลับร่ำร้องถึงภัยอันตรายที่มองไม่เห็น
"หมอบลง!" หลี่หยางคำรามพลางคว้าเอวเซียวหลันและเสี่ยวชุนกดลงกับพื้นดินที่แฉะชื้น
ฟึ่บ!
เถาวัลย์สีเขียวสดที่ดูคล้ายแส้ยักษ์พุ่งวาบผ่านหัวพวกเขาไปเพียงเส้นยาแดง มันเกี่ยวกระชากต้นไม้ขนาดคนโอบที่อยู่ด้านข้างจนหักโค่นในพริบตาเดียว ก่อนที่เถาวัลย์นั้นจะเผยให้เห็นความสยองขวัญที่ซ่อนอยู่
มันมีปากที่เต็มไปด้วยซี่ฟันแหลมคมนับพันซี่อยู่ตามข้อต่อของลำต้น
"ต้นไม้... ต้นไม้กินคนจริงๆ ด้วยเจ้าค่ะ!" เสี่ยวชุนกรีดร้องออกมาด้วยความหวาดกลัว
มันคือ พฤกษาเพชฌฆาต พืชกลายพันธุ์ที่คาดว่าพรรคแมงมุมแดงเคยเพาะเลี้ยงไว้เพื่อใช้เป็นกำแพงธรรมชาติป้องกันเกาะแห่งนี้ ลำต้นของมันมีความยืดหยุ่นสูงและรวดเร็วประหนึ่งงูร้าย
"หลี่หยาง อย่าใช้ดาบฟันมันโดยตรง!" เซียวหลันตะโกนเตือนขณะที่หลี่หยางกำลังจะพุ่งตัวออกไป "ยางของมันมีฤทธิ์เป็นกรดรุนแรง หากมันกระเด็นโดนผิวหนัง เนื้อจะไหม้เกรียมทันที!"
"แล้วเจ้าจะให้ข้าทำอย่างไร?" หลี่หยางเบี่ยงตัวหลบการโจมตีครั้งที่สองของเถาวัลย์ยักษ์ที่ฟาดลงมาประหนึ่งสายฟ้า
เซียวหลันสมองหมุนติ้ว นางกวาดสายตามองหาจุดอ่อนของอสูรกายพฤกษาต้นนี้ นางสังเกตเห็นก้อนปมขนาดใหญ่สีแดงก่ำที่อยู่โคนต้น ซึ่งมีการขยับขึ้นลงเป็นจังหวะ "นั่นคือหัวใจของมัน! มันทำหน้าที่สูบฉีดน้ำเลี้ยงไปทั่วลำต้น หลี่หยาง! ข้าต้องการให้ท่านเปิดทางให้ข้าเพียงสามอึดใจ!"
"ได้!" หลี่หยางคำรามรับ เขาซัดพลังฝ่ามือเหมันต์ออกไปเพื่อแช่แข็งปลายเถาวัลย์ที่กำลังพุ่งเข้ามาทำให้มันช้าลงชั่วขณะ ก่อนที่เขาจะทะยานร่างวาดวงดาบสร้างม่านป้องกันรอบตัวเซียวหลัน
เซียวหลันไม่รอช้า นางหยิบหลอดแก้วที่บรรจุเกลือโพแทสเซียมเข้มข้นผสมกับสารสกัดจากรากไม้ที่มีฤทธิ์หยุดการทำงานของกล้ามเนื้อพืชออกมา นางเล็งไปที่ปมสีแดงนั้นแล้วขว้างออกไปสุดแรงเกิด
เพล้ง!
หลอดแก้วแตกกระจายของเหลวสีใสซึมลึกเข้าสู่ปมเนื้อเยื่อพืชในทันที ปฏิกิริยาเคมีที่รวดเร็วทำให้ระบบการไหลเวียนน้ำเลี้ยงของพฤกษาเพชฌฆาตหยุดชะงัก ลำต้นที่เคยดุดันเริ่มอ่อนระทดและหดตัวลงอย่างรวดเร็ว กลิ่นเหม็นเปรี้ยวของกรดที่เสื่อมสภาพโชยออกมาจนชวนอาเจียน
"รีบไป! มันแค่เป็นอัมพาตชั่วคราวเท่านั้น!" เซียวหลันตะโกนบอกทุกคน
ทั้งสามออกวิ่งสุดฝีเท้าฝ่าป่ามรณะมุ่งหน้าสู่หน้าผาทิศเหนือ ยิ่งเข้าใกล้จุดหมายแสงสว่างจากเส้นขอบฟ้าก็ยิ่งชัดเจนขึ้น จนกระทั่งพวกเขาหลุดพ้นจากดงไม้สีม่วงมาสู่ลานหินกว้างที่มองเห็นท้องทะเลอีกด้านหนึ่ง
"เรา... เรารอดแล้วใช่ไหมเจ้าคะ?" เสี่ยวชุนหอบหายใจจนตัวโยน
ทว่าหลี่หยางกลับไม่ลดความระแวดระวังลง เขาจ้องมองไปยังซากปรักหักพังของอาคารหินเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ริมหน้าผา บนผนังหินมีตราสัญลักษณ์ที่ทำเอาเซียวหลันถึงกับใจหายวูบ มันคือตราแมงมุมแปดตาแบบเดียวกับที่เห็นในแผนที่เมืองบาดาล
"พวกมันไม่ได้แค่เคยอยู่ที่นี่" เซียวหลันกระซิบพลางเดินเข้าไปสำรวจซากอาคาร "ที่นี่คือห้องทดลองของพวกมัน และดูเหมือนจะมีบางสิ่งที่สำคัญถูกทิ้งไว้"
ในท่ามกลางฝุ่นละอองและซากปรักหักพัง เซียวหลันพบกล่องไม้ที่ผุพังใบหนึ่ง ภายในมีม้วนบันทึกที่เขียนด้วยลายมือที่นางคุ้นเคย
ลายมือของพ่อ
'ถึงผู้ที่ตามรอยมา ความรู้ไม่ใช่คำสาป แต่ความโลภของมนุษย์ต่างหากที่เป็นพิษร้าย ดาราสีทองเป็นเพียงกุญแจดอกแรก จงระวังผู้พิทักษ์หิมะที่ยอดเขาไท่ซาน เพราะเขาไม่ใช่คนเดิมที่เจ้ารู้จักอีกต่อไป...'
เซียวหลันมือสั่นเทาขณะอ่านข้อความนั้น “ผู้พิทักษ์หิมะ? พ่อหมายถึงใครกัน?"
"เราไม่มีเวลาหาคำตอบที่นี่" หลี่หยางชี้ไปที่ท้องทะเลเบื้องล่าง เรือมังกรวารีกำลังลอยลำรออยู่ตามนัดหมาย "ดาราสีทองเหลือเวลาอีกเพียงสองวัน เราต้องไปถึงไท่ซานให้เร็วที่สุด"
เซียวหลันเก็บม้วนบันทึกไว้อย่างดี นางมองย้อนกลับไปที่ป่าสีม่วงคล้ำที่เพิ่งผ่านมา ความลึกลับที่ทับซ้อนกันเริ่มทำให้แผนที่ชีวิตของนางดูยุ่งเหยิงยิ่งขึ้น แต่ประกายไฟแห่งความหวังที่จะได้พบพ่อยังกคงส่องสว่าง
"ไปเถอะ... เป้าหมายต่อไปคือยอดเขาแห่งตำนาน"