เมื่อศัลยแพทย์นิติเวชมือหนึ่ง ต้องทะลุมิติมาเผชิญหน้ากับพิษร้ายและแผนชิงบัลลังก์!
แฟนตาซี,ชาย-หญิง,เกิดใหม่,ย้อนยุค,จีน,ย้อนเวลา,ผจญภัย,แฟนตาซี,พล็อตสร้างกระแส,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
มธุรสวาทเจ้าสำนักเมื่อศัลยแพทย์นิติเวชมือหนึ่ง ต้องทะลุมิติมาเผชิญหน้ากับพิษร้ายและแผนชิงบัลลังก์!
ท่ามกลางความมืดมิดที่โอบล้อมผืนป่าแดนใต้ แสงจันทร์เสี้ยวเบื้องบนช่างดูห่างไกลและซีดเซียวราวกับดวงตาของผู้วายชนม์ที่จ้องมองลงมายังโลกมนุษย์ ความเงียบสงัดของป่าดิบชื้นรอยต่อทิศตะวันตกไม่ได้ให้ความรู้สึกสงบสุข หากแต่เป็นความเงียบที่กดดันประหนึ่งพายุใหญ่กำลังตั้งเค้าลึกเข้าไปในเงาไม้ที่บิดเบี้ยว
เซียวหลันและหลี่หยางทะยานร่างผ่านแมกไม้อย่างรวดเร็วและแผ่วเบาราวกับสองวิญญาณที่ล่องลอยผ่านม่านกาลเวลา ฝีเท้าของหลี่หยางมั่นคงและไร้สุ้มเสียงประหนึ่งพยัคฆ์ร้ายในรัตติกาล ขณะที่เซียวหลันแม้จะไม่ได้มีวรยุทธ์สูงส่งแต่ความคล่องตัวที่ฝึกฝนมาจากการเป็นศัลยแพทย์ผู้ต้องเคลื่อนไหวอย่างแม่นยำในพื้นที่จำกัด ผสานกับความรู้เรื่องจุดชีพจรและการถ่วงสมดุลร่างกายทำให้นางตามเขาได้โดยไม่เป็นภาระ
"พวกมันยังตามมาอยู่" หลี่หยางกระซิบ เสียงของเขาแผ่วเบายิ่งกว่าเสียงใบไม้ไหว แต่ความเคร่งเครียดกลับแผ่ซ่านออกมาอย่างชัดเจน
เซียวหลันขมวดคิ้ว มือหนึ่งกุมกระชับกระเป๋ายาสะพายข้างที่บรรจุหัวใจของการผจญภัยครั้งนี้ไว้ “พวกมันไม่ใช่ทหารพรรคมารธรรมดา ท่วงท่าการเคลื่อนไหวของพวกมันไม่มีจังหวะของการหายใจที่ติดขัด ราวกับพวกมันเป็นส่วนหนึ่งของเงาไม้"
"เงาที่ไร้ลมหายใจ" หลี่หยางนัยน์ตาวาวโรจน์ "ข้าเคยได้ยินเรื่ององครักษ์เงาเร้นของเผ่าโบราณที่สาบสูญ พวกเขาไม่ใช่คนตาย แต่ถูกฝึกให้ลดชีพจรลงจนเกือบหยุดนิ่งเพื่อการลอบสังหาร"
"ถ้าอย่างนั้น เราก็ต้องเปลี่ยนสนามรบ" เซียวหลันเอ่ย แววตาของนางฉายประกายเจ้าเล่ห์ "ข้างหน้าคือเขตแดนของหุบเขาสมุนไพรพันปีตามที่แผ่นหยกนั่นระบุไว้ หากตำนานเป็นจริง ที่นั่นคือแดนมิคสัญจรสำหรับคนนอก แต่จะเป็นสรวงสวรรค์สำหรับผู้ที่รู้จักความลับของพืชพันธุ์"
เมื่อทั้งคู่ก้าวข้ามผ่านแนวหินปูนยักษ์ที่ตั้งตระหง่านดุจประตูสู่โลกมืด บรรยากาศก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง หมอกหนาสีม่วงอ่อนลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือพื้นดิน กลิ่นของดินชื้นแฉะถูกแทนที่ด้วยกลิ่นหอมเอียนๆ ของเกสรดอกไม้ที่นางไม่เคยรู้จักพรรณไม้รอบด้านมีรูปร่างประหลาด ใบสีเงินสะท้อนแสงจันทร์รำไร และเถาวัลย์ที่ห้อยระย้าลงมาดูคล้ายกับงูยักษ์ที่กำลังจำศีล
“ที่นี่คือ ป่าในจินตนาการหรือ?” เซียวหลันพึมพำ นางหยุดฝีเท้าแล้วย่อตัวลงตรวจดูพืชเตี้ยๆ ชนิดหนึ่งที่มีกลีบดอกโปร่งแสง "โครงสร้างของพืชพวกนี้ มันดูสมบูรณ์แบบเกินกว่าจะเป็นผลผลิตจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียวราวกับมีใครบางคนเพาะบ่มพวกมันมานานนับศตวรรษ"
หลี่หยางไม่ได้ตอบ แต่เขาขยับมาประชิดข้างกายเซียวหลัน ดาบอ่อนในมือสั่นระริกราวกับสัมผัสได้ถึงอันตรายที่มองไม่เห็น “เซียวหลัน หมอกพวกนี้เริ่มหนาขึ้นแล้วนะ และข้าเริ่มรู้สึกว่าพลังลมปราณภายในร่างกายข้ากำลังถูกรบกวน"
"ไม่ใช่แค่กำลังภายในหรอกหลี่หยาง" เซียวหลันรีบหยิบขวดแก้วเล็กๆ ที่บรรจุสารละลายสีชาออกมา “หมอกสีม่วงนี่คือละอองเกสรจากเครืออัมพาต มันเป็นพืชกลุ่มที่ปล่อยสารระเหยออกมาเพื่อดักจับแมลงและสัตว์ใหญ่ สารนี้จะไปขัดขวางการส่งกระแสประสาท ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงและเกิดภาพหลอน หากสูดดมเข้าไปนานๆ แม้แต่พยัคฆ์อย่างเจ้าก็จะเป็นเพียงลูกแมวที่รอการถูกกิน"
นางเปิดขวดแล้วชุบผ้าสะอาดสองผืนก่อนจะส่งให้หลี่หยางผืนหนึ่ง "คาดปิดจมูกไว้ น้ำยานี่สกัดจากรากต้นชะเอมผสมกับน้ำมันยูคาลิปตัสที่ข้าสกัดไว้ มันจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนและล้างพิษจากละอองเกสรได้ชั่วคราว"
ขณะที่หลี่หยางรับผ้าไปผูก เสียงฝีเท้าที่เคยเงียบเชียบเบื้องหลังก็เริ่มชัดเจนขึ้น แต่คราวนี้มันไม่ใช่เสียงของการก้าวเดินธรรมดา หากแต่เป็นเสียงสไลด์ตัวผ่านพุ่มไม้ที่รวดเร็วและหนักแน่น
ฉึบ! ฉึบ! ฉึบ!
ลูกศรไม้ไผ่สามดอกพุ่งแหวกหมอกม่วงออกมา เป้าหมายคือจุดตายบนร่างกายของหลี่หยาง
หลี่หยางตวัดดาบอ่อนรวดเร็วปานสายฟ้า ประกายดาบสีเงินวาดเป็นวงกลมป้องปัดลูกศรเหล่านั้นทิ้งไปอย่างง่ายดาย แต่ทว่าเมื่อลูกศรกระทบพื้น มันกลับระเบิดออกเป็นละอองฝุ่นสีเหลืองคลุ้ง
"สารเคมีเร่งปฏิกิริยา!" เซียวหลันอุทาน "พวกมันรู้เรื่องพิษ! หลี่หยาง ถอยไปที่ริมน้ำตกด้านซ้าย!"
ทั้งคู่พุ่งตัวหนีฝุ่นเหลืองมรณะมุ่งหน้าไปยังทิศทางของเสียงน้ำไหลตกกระทบโขดหิน ยิ่งเข้าใกล้ เสียงน้ำตกยิ่งดังกึกก้องประหนึ่งเสียงกลองศึกที่รัวกระหน่ำ เมื่อพ้นม่านหมอกม่วงออกมา พวกเขาก็พบกับทัศนียภาพที่งดงามจนแทบหยุดหายใจ
เบื้องหน้าคือหน้าผาสูงชันที่มีน้ำตกขนาดมหึมาทิ้งตัวลงสู่แอ่งน้ำสีมรกตเบื้องล่าง รอบแอ่งน้ำนั้นประดับประดาด้วยพืชพรรณที่ส่องแสงเรืองรองนวลตาราวกับดาวนับล้านดวงตกลงมาฝังตัวอยู่ใต้ดิน และท่ามกลางความวิจิตรนั้น มีบุรุษผู้หนึ่งยืนสงบนิ่งอยู่บนโขดหินใจกลางแอ่งน้ำ
เขาสวมชุดผ้าป่านสีขาวสะอาด ผมยาวสีเงินยวงลากไล้ไปตามแผ่นหลัง ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ราวกับชายหนุ่มวัยยี่สิบ แต่ดวงตาสีเทาคู่นั้นกลับลุ่มลึกและผ่านกาลเวลามานานนับไม่ถ้วน ในมือของเขาไม่ได้ถืออาวุธ แต่เป็นเพียงกิ่งหลิวสีทองกิ่งหนึ่ง
"ผู้บุกรุกที่มีกลิ่นอายของโลกอื่น" เสียงของชายคนนั้นกังวานและนุ่มนวล แต่กลับดังก้องเข้าไปในโสตประสาทของทั้งคู่ "เจ้ามาตามหาดาราสีทองเพื่อเยียวยาแผ่นดิน หรือเพื่อทำลายสมดุลที่ข้าพิทักษ์มานับพันปีกันแน่"
หลี่หยางก้าวข้ามไปข้างหน้า ปกป้องเซียวหลันไว้ด้านหลัง "ท่านเป็นใคร? และองครักษ์เงาพวกนั้นเป็นคนของท่านรึ?"
ชายชุดขาวแย้มยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ดูเหมือนจะเมตตาแต่แฝงไว้ด้วยความเหี้ยมเกรียม "ข้าคือ มู่เฉิน ผู้พิทักษ์วิหารพฤกษา ส่วนคนข้างนอกนั่นเป็นเพียงกากเดนของผู้ที่พยายามจะขโมยความลับของสวรรค์แต่ล้มเหลว พวกเขาจึงถูกข้าเปลี่ยนให้เป็นผู้เฝ้ายามที่ไร้ชีวิต"
เซียวหลันก้าวออกมาข้างหน้า สบตาคมกริบของมู่เฉินโดยไม่มีความเกรงกลัว "ข้าชื่อเซียวหลัน ข้ามาที่นี่ไม่ได้เพื่อทำลายสมดุล แต่ข้ามาเพื่อพิสูจน์ความจริง ความรู้ที่สลักอยู่ในแผ่นหยกนี่ และเหล็กกล้าไร้สนิมที่ข้าพบ มันไม่ได้มาจากสวรรค์ แต่มันมาจากมันสมองของมนุษย์ที่ต้องการจะชนะความตาย"
นางชูกล่องเหล็กในมือขึ้น "ท่านพิทักษ์ที่นี่มานาน ท่านย่อมรู้ดีว่าสิ่งที่เรียกว่าดาราสีทองไม่ใช่ของวิเศษ แต่มันคือผลลัพธ์ของการปรับแต่งพันธุกรรมพืชใช่หรือไม่?"
มู่เฉินชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาสีเทาฉายประกายประหลาดใจเป็นครั้งแรก "ปรับแต่ง พันธุกรรม คำศัพท์ที่แปลกประหลาดพวกนั้น แต่ความหมายกลับตรงกับความลับที่ข้ากำไว้มือ เจ้าเป็นใครกันแน่ แม่นางตัวน้อย?"
"ข้าคือหมอ และข้าเชื่อว่าโรคทุกโรคมีทางแก้ ปริศนาทุกอย่างมีคำอธิบาย" เซียวหลันก้าวเดินไปที่ริมแอ่งน้ำ "โลกภายนอกกำลังเผชิญกับเงาทมิฬของกบฏที่ใช้พิษร้ายทำลายชีวิตผู้คน ข้าต้องการดาราสีทองเพื่อนำไปสกัดเป็นน้ำยาที่จะล้างพิษพวกนั้น และเพื่อพิสูจน์ว่ามนุษย์สามารถอยู่รอดได้ด้วยความรู้ ไม่ใช่ด้วยความกลัว"
มู่เฉินมองดูเซียวหลันสลับกับหลี่หยางที่ยืนคุมเชิงอยู่ไม่ห่าง เขาถอนหายใจยาวก่อนจะสะบัดกิ่งหลิวสีทองในมือเบาๆ
"ความรู้ที่ไร้จริยธรรมคือดาบที่หันเข้าหาตัวเอง หากเจ้าต้องการดาราสีทอง เจ้าต้องผ่านการทดสอบของข้า" เขาชี้นิ้วไปยังถ้ำมืดหลังน้ำตก "ภายในนั้นคือโถงกระจกเงาพฤกษาที่จะดึงเอาความจริงในใจของเจ้าออกมา หากสติของเจ้าไม่มั่นคงพอ เจ้าจะเป็นเพียงปุ๋ยชั้นดีให้แก่พืชพันธุ์ที่นี่ เจ้ากล้าเสี่ยงหรือไม่?"
หลี่หยางหันมามองเซียวหลัน มือของเขาบีบไหล่นางเบาๆ "เซียวหลัน ข้าจะเข้าไปกับเจ้า"
"ไม่..." เซียวหลันวางมือทับมือของเขา “ท่านมู่เฉินบอกว่ามันคือการทดสอบจิตใจ ความรู้ในหัวข้าคือสิ่งที่เขาต้องการจะทดสอบ ท่านรอข้าอยู่ที่นี่ คอยระวังพวกองครักษ์เงาข้างนอกนั่น ข้าสัญญา... ข้าจะกลับออกมาพร้อมกับคำตอบ"
หลี่หยางมองลึกเข้าไปในดวงตาของเซียวหลัน เห็นความมุ่งมั่นที่ไม่มีสิ่งใดสั่นคลอนได้ เขาจึงพยักหน้าอย่างช้าๆ "ข้าจะรอเจ้าอยู่ที่นี่ หากเจ้าไม่กลับออกมาภายในหนึ่งก้านธูป ข้าจะพังหุบเขานี้ให้พินาศเพื่อตามหาเจ้า"
เซียวหลันยิ้มให้เขาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะหันหลังเดินฝ่าม่านน้ำตกที่เย็นเฉียบเข้าไปในถ้ำมืดมิดทิ้งไว้เพียงความเงียบและสายตาที่ห่วงใยของหลี่หยาง กับรอยยิ้มปริศนาของมู่เฉินที่ยังคงยืนนิ่งอยู่บนโขดหิน
ในถ้ำหลังม่านน้ำตก แสงสว่างจางๆ เริ่มปรากฏขึ้นอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่แสงจากพืชเรืองแสง หากแต่เป็นแสงที่สะท้อนมาจากผนังผลึกแก้วที่ใสบริสุทธิ์ราวกับกระจกเงา เซียวหลันเดินไปตามทางเดินแคบๆ ที่ล้อมรอบด้วยภาพสะท้อนของตัวนางเองนับพันภาพ
ในกระจกเหล่านั้นนางไม่ได้เห็นเพียงแค่ตัวเองในชุดจีนโบราณที่เปื้อนฝุ่น แต่นางเห็นภาพสะท้อนในชุดกาวน์สีขาวสะอาดตา เห็นมือที่ถือมีดผ่าตัดท่ามกลางแสงไฟเย็นเฉียบของห้องผ่าตัดล้ำสมัย เห็นหยาดน้ำตาของผู้ที่นางช่วยไว้ไม่ได้ และเห็นใบหน้าของพ่อที่ส่งยิ้มให้ก่อนที่ภาพจะมลายหายไปในหมอกควัน
"ความจริงคืออะไรกันแน่?" เสียงหนึ่งดังสะท้อนมาจากทุกทิศทาง "เจ้าเป็นใคร? เป็นศัลยแพทย์ผู้เย่อหยิ่งจากอนาคต หรือเป็นเพียงวิญญาณเร่ร่อนที่กำลังหลอกตัวเอง?"
เซียวหลันหยุดเดิน นางหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสงบจิตที่เริ่มฟุ้งซ่าน "ข้าคือเซียวหลัน... ไม่ว่าจะเป็นโลกไหน ข้าก็คือคนเดิม คนที่เห็นคุณค่าของชีวิตมากกว่าทฤษฎี คนที่พร้อมจะมือเปื้อนเลือดเพื่อรักษาหัวใจที่ยังเต้นอยู่"
นางลืมตาขึ้น แววตามั่นคงยิ่งกว่าเดิม "ภาพในกระจกพวกนี้คืออดีตที่ข้าไม่เคยลืม และข้าจะไม่ปฏิเสธมัน แต่มันไม่ใช่สิ่งที่นิยามตัวข้าในตอนนี้... ข้าในตอนนี้คือหมอที่กำลังจะช่วยคนในโลกที่กำลังทุกข์ยาก และนั่นคือความจริงเดียวที่ข้าต้องการ"
ทันใดนั้นผนังกระจกแก้วรอบด้านก็เริ่มแตกร้าวและร่วงหล่นลงมาเป็นเสี่ยงๆ เผยให้เห็นห้องโถงวงกลมขนาดใหญ่ใจกลางถ้ำ ที่นั่นมีต้นไม้ต้นเล็กๆ ต้นหนึ่งตั้งอยู่บนแท่นหินสีขาว ใบของมันเป็นรูปดาวห้าแฉกสีทองอร่ามและส่งกลิ่นหอมสะอาดที่ทำให้จิตใจปลอดโปร่งอย่างประหลาด
'ดาราสีทอง'
แต่ข้างๆ แท่นหินนั้น มีร่างหนึ่งนั่งพิงอยู่ ร่างที่เซียวหลันจำได้ติดตาจนใจสั่นระริก
ชายวัยกลางคนในชุดหมอหลวงที่หลุดลุ่ย ใบหน้าซูบผอมแต่ยังมีเค้าโครงของความเมตตา
พ่อของนาง!
"หลันเอ๋อ... เจ้ามาถึงที่นี่จนได้" ร่างนั้นพึมพำด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
เซียวหลันแทบจะโผเข้าไปหา แต่ความรอบคอบสั่งให้นางหยุดเท้า "ท่าน... ท่านเป็นพ่อข้าจริงๆ หรือว่าเป็นเพียงภาพลวงตาจากโถงกระจก?"
ร่างนั้นยิ้มเศร้าๆ "พ่อมารอเจ้าที่นี่นานเหลือเกิน... เพื่อจะบอกความลับสุดท้ายของตระกูลเรา ความลับที่ว่าทำไมเราถึงมีเศษเสี้ยวของความรู้ต้องห้ามอยู่ในสายเลือด"
เขายื่นมือออกมา "มาเถอะลูกรัก... แตะที่ดาราสีทองนี้ แล้วเจ้าจะเข้าใจทุกอย่าง ความทรงจำนับพันปีจะหลั่งไหลเข้าสู่ตัวเจ้า และเจ้าจะกลายเป็นผู้ที่อยู่เหนือความเป็นตาย เหมือนกับข้า"
เซียวหลันมองดูมือของพ่อ และมองดูต้นไม้สีทองคำนั้น หัวใจของนางเต้นระรัวด้วยความสับสน แต่นางก็สังเกตเห็นบางอย่าง รอยแผลเป็นที่ปลายนิ้วชี้ของพ่อ รอยแผลที่นางเป็นคนเย็บให้เขาเมื่อนานมาแล้ว รอยเข็มที่เบี้ยวไปเล็กน้อยเพราะนางยังเป็นเด็ก
แต่มือที่ยื่นมานั้น...
เรียบเนียนอย่างไร้รอยตำหนิ
"ท่านไม่ใช่พ่อข้า" เซียวหลันเอ่ยเสียงเรียบเย็น “พ่อของข้าสอนเสมอว่าความผิดพลาดคือครู และเขามักจะภูมิใจในรอยแผลที่เป็นเครื่องเตือนสติ... ท่านเป็นเพียงบททดสอบสุดท้ายของวิหารนี้"
นางไม่ได้แตะต้องต้นไม้ แต่กลับหยิบขวดน้ำเกลือเข้มข้นที่เตรียมไว้สาดใส่ร่างนั้นทันที
"อ๊ากกกกก!"
ร่างของพ่อสลายกลายเป็นหมอกควันสีดำและจางหายไป ห้องโถงกลับคืนสู่ความสงบเงียบอีกครั้ง มู่เฉินเดินออกมาจากเงาสลัวหลังแท่นหิน ปรบมือเบาๆ ด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปเป็นความนับถืออย่างสูง
"ยอดเยี่ยม... เจ้าไม่ได้เพียงแค่ฉลาด แต่เจ้ายังมีสติที่มองเห็นความจริงผ่านความปรารถนาของตัวเอง" มู่เฉินโค้งคำนับให้นาง "ดาราสีทองนี้เป็นของเจ้า และความลับของวิหารพฤกษาจะถูกส่งต่อให้แก่ผู้ที่คู่ควร"
เขาส่งกิ่งหลิวสีทองในมือให้เซียวหลัน "พืชชนิดนี้ไม่ได้ให้ความเป็นอมตะ แต่มันคือกุญแจสำคัญในการปลดล็อคศักยภาพการฟื้นฟูของมนุษย์ จงนำมันไปใช้ในทางที่ถูกที่ควร และจำไว้ว่าพลังที่ยิ่งใหญ่มาพร้อมกับภาระหน้าที่ที่หนักอึ้ง"
เซียวหลันรับกิ่งหลิวและดาราสีทองมาด้วยความตื้นตัน "ขอบพระคุณท่านมู่เฉิน ข้าสัญญา ข้าจะใช้มันเพื่อรักษา ไม่ใช่เพื่อครอบครอง"
เมื่อเซียวหลันเดินกลับออกมาจากม่านน้ำตก นางเห็นหลี่หยางยืนสงบนิ่งอยู่ริมแอ่งน้ำ รอบกายเขามีซากขององครักษ์เงานับสิบที่ล้มตายอย่างเป็นระเบียบ ทันทีที่เขาเห็นนางหลี่หยางก็ทิ้งดาบแล้วโผเข้ามากอดนางไว้แน่น
"เจ้ากลับมาแล้ว..." เขาซบหน้าลงกับไหล่นาง หายใจติดขัดด้วยความโล่งอก
"ข้าบอกแล้วไง... ข้าจะไม่ทิ้งท่านไว้คนเดียว" เซียวหลันลูบหลังเขาเบาๆ พลางชูกิ่งไม้สีทองในมือให้ดู "เราได้ของที่ต้องการแล้วหลี่หยาง ถึงเวลาที่เราจะกลับไปสะสางบัญชีแค้นที่เมืองหลวง และเยียวยาแผ่นดินที่บอบช้ำเสียที”