เมื่อศัลยแพทย์นิติเวชมือหนึ่ง ต้องทะลุมิติมาเผชิญหน้ากับพิษร้ายและแผนชิงบัลลังก์!
แฟนตาซี,ชาย-หญิง,เกิดใหม่,ย้อนยุค,จีน,ย้อนเวลา,ผจญภัย,แฟนตาซี,พล็อตสร้างกระแส,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
มธุรสวาทเจ้าสำนักเมื่อศัลยแพทย์นิติเวชมือหนึ่ง ต้องทะลุมิติมาเผชิญหน้ากับพิษร้ายและแผนชิงบัลลังก์!
ความมืดมิดในช่องทางลับช่างยาวนานราวกับไม่มีที่สิ้นสุด กลิ่นเหม็นเน่าของสิ่งปฏิกูลโชยคลุ้งจนแสบจมูก แต่สำหรับเซียวหลันกลิ่นเหล่านี้คือกลิ่นแห่งอิสรภาพ
นางใช้ศอกและเข่าตะเกียกตะกายไปตามทางแคบๆ ที่เปียกชื้น เลือดจากแผลที่หน้าท้องเริ่มซึมออกมาอีกครั้งตามจังหวะการขยับตัว ทุกความเจ็บปวดคอยย้ำเตือนว่านางยังมีชีวิตอยู่และต้องมีชีวิตรอดไปให้ได้
ปลายทางน่าจะออกไปสู่คลองระบายน้ำทิ้งท้ายจวน
นางประเมินในใจในระหว่างที่สองเท้ายังคงก้าวเดินต่อไปเรื่อยๆ ไม่ยอมหยุด กระทั่งเวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป (ประมาณ 15-30 นาที) แสงจันทร์รำไรก็ปรากฏขึ้นที่ปลายอุโมงค์ เซียวหลันผลักตะแกรงเหล็กสนิมเขรอะออกก่อนจะทิ้งร่างบอบบางของตนให้ร่วงหล่นลงสู่โคลนตมเย็นเฉียบของคลองระบายน้ำ
เห้อ~
นางถอนหายใจด้วยความโล่งอกแล้วสูดอากาศหนาวเหน็บเข้าปอดอีกครั้งเพื่อพิสูจน์ว่านางยังมีชีวิตอยู่ จากนั้นก็กวาดสายตามองไปรอบๆ จึงได้พบว่าท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงย้อมไปด้วยสีแดงฉานจากเปลวเพลิงที่เผาผลาญจวนตระกูลเซียว เสียงระฆังเตือนภัยดังกังวานไปทั่วเมือง ทหารลาดตระเวนถือคบเพลิงวิ่งพล่านไปตามถนนสายหลัก
"ปิดประตูเมือง! ท่านแม่ทัพสั่งห้ามใครเข้าออกจนกว่าจะจับกบฏได้หมด!” เสียงตะโกนของนายกองทหารม้าดังแว่วมาตามลม เซียวหลันกัดริมฝีปากจนห่อเลือดด้วยความกังวล
ปิดประตูเมืองงั้นหรือ...
ถ้าข้ายังอยู่ในคราบคุณหนูเซียวเหลียนคงไม่พ้นถูกลากไปตัดหัวเสียบประจานแน่
นางก้มลงมองสภาพตนเองในเสื้อผ้าไหมสีชมพูแม้จะเปื้อนโคลนและเลือด แต่เนื้อผ้าและการตัดเย็บยังบ่งบอกฐานะสูงศักดิ์ชัดเจน รองเท้าปักลายดอกเหมยก็ประณีตเกินกว่าชาวบ้านทั่วไปจะสวมใส่
นางต้องทิ้งตัวตนเดิมเดี๋ยวนี้
เซียวหลันพาร่างอันบอบช้ำลัดเลาะไปตามเงามืดของตรอกซอย นางไม่ได้มุ่งหน้าหนีออกจากเมืองทันทีเพราะรู้ดีว่าด่านตรวจคงเข้มงวดที่สุดในเวลานี้ ดังนั้นเป้าหมายปลายทางที่นางตัดสินใจไปก็คือย่านสลัมคนยากท้ายเมือง
ระหว่างทางนางสะดุดเข้ากับร่างไร้วิญญาณร่างหนึ่งที่นอนคุดคู้อยู่ข้างกองขยะ ร่างนั้นเป็นหญิงสาวขอทานวัยไล่เลี่ยกันที่น่าจะหนาวตายหรืออดตายมาได้ไม่นานนัก ผิวหนังเพิ่งจะเริ่มแข็งตัวและเขียวคล้ำ สำหรับคนทั่วไปอาจหวาดกลัวแต่สำหรับศัลยแพทย์ที่ผ่านการผ่าอาจารย์ใหญ่มานับไม่ถ้วนนี่คือโอกาสสำคัญ
“ขอโทษนะแม่นาง เสื้อผ้าของเจ้าข้าขอยืมก่อน ส่วนเสื้อผ้าของข้า เจ้าเอาไปใส่ในปรโลกเถิด เผื่อยมบาลจะเมตตาเจ้าบ้าง"
เซียวหลันกระทำด้วยความรวดเร็วและไร้ความลังเล นางถอดชุดผ้าไหมเปื้อนเลือดของตนออกแล้วสวมใส่ให้กับศพขอทานก่อนจะถอดเสื้อผ้ากระสอบหยาบๆ เหม็นอับของศพมาสวมใส่แทน
กลิ่นสาบสางของคนตายและกลิ่นเหม็นเปรี้ยวของเสื้อผ้าช่วยกลบกลิ่นกายหอมกรุ่นของคุณหนูตระกูลใหญ่ได้ชะงัดนัก แต่แค่นี้ยังไม่พอเพราะใบหน้าของเซียวเหลียนงดงามเกินไป ผิวพรรณของนางขาวผ่องดุจหิมะจะกลายเป็นจุดสนใจได้
เซียวหลันตัดสินใจเปิดกล่องเข็มเงินออกมาอีกครั้ง นางเลือกหยิบเข็มเล่มเล็กที่สุดออกมาก่อนจะสูดหายใจลึกแล้วแทงเข็มลงไปที่จุดชีพจรบนใบหน้าหลายจุดอย่างแม่นยำ
หนึ่งเข็มบริเวณโหนกแก้ม
หนึ่งเข็มที่เปลือกตา
และอีกหนึ่งเข็มที่ริมฝีปาก
เทคนิคนี้เรียกว่าการกระตุ้นเลือดคั่ง หลังจากนั้นเพียงไม่กี่อึดใจ ใบหน้าที่เคยงดงามก็เริ่มบวมเป่ง ผิวหนังขึ้นสีม่วงคล้ำเป็นจ้ำๆ ราวกับคนป่วยเป็นโรคระบาดร้ายแรง หรือไม่ก็คล้ายกับคนที่ถูกพิษแมลงสัตว์กัดต่อยจนเสียโฉม
ความเจ็บปวดเริ่มปะทุเป็นสัญญาณให้นางรู้ตัวว่าแผนสำเร็จ ขั้นตอนต่อไปนางก้มลงหยิบโคลนสีดำจากพื้นขึ้นมาทาทับผิวส่วนที่ยังขาวอยู่ ให้เปรอะเปื้อนแล้วขยี้ผมให้ยุ่งเหยิง ก่อนจะฉีกชายแขนเสื้อมาพันปิดแผลที่หน้าท้องให้แน่นขึ้น
เท่านี้ก็คงไม่มีใครจำคุณหนูเซียวเหลียนผู้เลอโฉมได้อีกแล้ว เพราะตอนนี้มีเพียงขอทานอัปลักษณ์ที่น่ารังเกียจผู้หนึ่งเท่านั้น
ยามเหม่า (05.00 - 07.00 น.) แสงแรกของวันมาเยือนพร้อมกับความวุ่นวาย ประตูเมืองทิศใต้เปิดออกเพียงแง้มเล็กๆ เพื่อให้รถขนศพและสิ่งปฏิกูลผ่านออกไป ผู้คนจำนวนมากที่ตื่นตระหนกจากเหตุการณ์เมื่อคืนพยายามจะเบียดเสียดออกนอกเมืองแต่ถูกทหารใช้หอกกันไว้อย่างโหดเหี้ยม
"ถอยไป! ใครไม่มีป้ายผ่านทาง ห้ามออก!" ทหารยามตวาดเสียงดัง
เซียวหลันเดินลากขาข้างหนึ่งแสร้งทำเป็นพิการเข้าไปต่อแถวปะปนกับกลุ่มขอทานที่กำลังถูกทหารไล่ต้อน
"หยุด! เงยหน้าขึ้น!" ทหารนายหนึ่งใช้ด้ามหอกเชยคางนางขึ้น
เซียวหลันแสร้งทำตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นใบหน้าบวมปูดสีม่วงคล้ำและดวงตาที่แดงก่ำจากการระคายเคือง
“อึก!" ทหารหนุ่มผงะถอยหลังด้วยความรังเกียจ "นี่มันตัวอะไรวะเนี่ย ผีรึคน!"
"นะ... นายท่าน..." เซียวหลันดัดเสียงให้แหบพร่าและสั่นเครือโดยการกดลิ้นไก่ลงต่ำ "ข้า... ข้าป่วย... มันเจ็บปวดเหลือเกิน... ได้โปรด...” นางทำท่าจะเอื้อมมือที่เปื้อนเลือดและหนองที่ทำปลอมขึ้นจากโคลนและยางไม้ไปจับแขนทหาร
"อย่าเข้ามานะเว้ย! นังขยะ!" ทหารถีบนางจนล้มกลิ้งไปกับพื้น "รีบไสหัวออกไป! อย่าเอาโรคมาติดพวกข้า!"
"ขอบคุณนายท่าน... ขอบคุณ...” เซียวหลันบอกก่อนจะรีบคลานตะเกียกตะกายผ่านประตูเมืองออกไปท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะเย้ยและสายตารังเกียจของเหล่าทหาร
เมื่อนางหลบหนีจนพ้นเขตกำแพงเมืองและเดินลับสายตาผู้คนเข้าไปในป่าข้างทางได้แล้ว แววตาหวาดกลัวของขอทานสาวก็เลือนหายไป แล้วแทนที่ด้วยความเย็นชาดุจน้ำแข็ง
นางยกมือขึ้นเช็ดเลือดที่มุมปากมันเป็นเลือดจริงที่เกิดจากการถูกถีบ ความเจ็บปวดที่หน้าท้องและแรงกระแทกเมื่อครู่ทำให้ร่างกายของนางแทบแตกเป็นเสี่ยงๆ แต่นางยังล้มไม่ได้
รอดแล้ว...
นางหันกลับไปมองยอดปราสาทราชวังที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลๆ ภายในกำแพงนั้นมีคนสั่งฆ่าล้างโคตรตระกูลนางอยู่ และสักวันนางจะกลับไปเพื่อล่าทุกคนที่เกี่ยวข้องอย่างแน่นอน
"จงจำไว้ว่าหนี้แค้นครั้งนี้ ข้าเซียวหลันจดบัญชีไว้แล้ว"