เมื่อศัลยแพทย์นิติเวชมือหนึ่ง ต้องทะลุมิติมาเผชิญหน้ากับพิษร้ายและแผนชิงบัลลังก์!
แฟนตาซี,ชาย-หญิง,เกิดใหม่,ย้อนยุค,จีน,ย้อนเวลา,ผจญภัย,แฟนตาซี,พล็อตสร้างกระแส,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
มธุรสวาทเจ้าสำนักเมื่อศัลยแพทย์นิติเวชมือหนึ่ง ต้องทะลุมิติมาเผชิญหน้ากับพิษร้ายและแผนชิงบัลลังก์!
บรรยากาศภายในห้องหนังสือส่วนตัวของ เจ้าเมืองจาง เต็มไปด้วยความตึงเครียดจนแทบจะจุดไฟติด เขานั่งเหงื่อแตกพลั่กมือที่ถือจดหมายลับของแม่เฒ่าพิษสั่นเทา ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว
“กบฏ! นี่มันกบฏชัดๆ" เจ้าเมืองจางพึมพำเสียงสั่น "องค์ชายสามคิดจะยึดเมืองหลี่เฉิงเพื่อใช้เป็นฐานที่มั่นงั้นรึ? แล้วข้าที่เป็นขุนนางของราชสำนักจะเอาอะไรไปสู้กับกองทัพเงาได้เล่า” เขาทรุดตัวลงกับพนักเก้าอี้ ใบหน้าซีดเผือด “จบสิ้นแล้ว ข้าควรจะรีบพาครอบครัวหนีไปเสียตั้งแต่คืนนี้"
ปัง!
เสียงฝ่ามือตบลงบนโต๊ะไม้สักดังสนั่นเรียกสติของเจ้าเมืองให้กลับมา เซียวหลันยืนค้ำโต๊ะจ้องหน้าเจ้าเมืองด้วยแววตาแข็งกร้าว “หนีงั้นรึ? ท่านคิดว่าคนอย่างองค์ชายสามจะปล่อยพยานปากเอกอย่างท่านให้รอดไปประจานความผิดของเขาหรือ"
"ถ้าท่านหนี ท่านจะถูกส่งนักฆ่าตามล่าไปชั่วชีวิต แต่ถ้าท่านสู้ท่านยังมีโอกาสรอดและอาจได้ความดีความชอบจากการปกป้องแผ่นดิน"
"แต่เรามีทหารรักษาการณ์แค่ 2,000 นาย" เจ้าเมืองจางโอดครวญ "กองทัพเงาขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมและมีจำนวนนับหมื่น เราจะเอาอะไรไปสู้"
"เอาสมองของข้าไปสู้ไง" เซียวหลันชี้ที่ศีรษะตัวเอง "ข้าไม่ได้ต้องการให้ท่านส่งทหารไปตายดาบหน้า แต่ข้าต้องการให้ท่านเปลี่ยนเมืองนี้ให้เป็นป้อมปราการมรณะ"
นางหันไปพยักหน้าให้หลี่หยาง ชายหนุ่มก้าวออกมาแล้วกางแผนที่ยุทธศาสตร์ที่เขาร่างขึ้นคร่าวๆ บนโต๊ะ
"เมืองหลี่เฉิงมีชัยภูมิที่ดี ด้านหลังพิงภูเขา ด้านหน้ามีแม่น้ำกั้น" หลี่หยางอธิบายด้วยมาดแม่ทัพเก่า "จุดอ่อนเดียวคือสะพานข้ามแม่น้ำทางทิศใต้ หากเราทำลายสะพานนั้นได้กองทัพเงาจะต้องอ้อมไปทางหุบเขาแคบซึ่งเป็นจุดซุ่มโจมตีที่ดีที่สุด"
"ทำลายสะพานรึ" เจ้าเมืองจางส่ายหน้า "สะพานหินนั่นแข็งแรงมากต้องใช้แรงงานคนทุบเป็นวันๆ กว่าจะพัง พวกมันคงข้ามมาเชือดเราหมดก่อน"
"ไม่ต้องใช้คนทุบ" เซียวหลันแสยะยิ้ม "ข้ามีวิธีที่จะทำให้มันพังทลายลงมาภายในพริบตาเดียวแต่ข้าต้องการวัตถุดิบ"
นางหยิบพู่กันมาเขียนรายการสิ่งของลงบนกระดาษอย่างรวดเร็ว อย่างแรกที่นางต้องการคือดินประสิวจากคอกม้าและถ้ำค้างคาว สองคือกำมะถันจากบ่อน้ำพุร้อน และสามคือถ่านไม้จากไม้สนเนื้อเบา
“หาของพวกนี้มาให้ข้า เอามาให้มากที่สุดเท่าที่จะหาได้ ภายใน 2 วัน" เซียวหลันสั่ง "แล้วข้าจะมอบอัสนีบาตจำลองให้ท่านไว้รับแขก"
สองวันต่อมา ณ โรงงานลับหลังหอโอสถเซียว กลิ่นฉุนของกำมะถันตลบอบอวลไปทั่ว เซียวหลันสวมผ้าปิดจมูกและถุงมือหนังกำลังง่วนอยู่กับการชั่งตวงส่วนผสมอย่างละเอียดละออ
สูตรดินปืนดำมีอัตราส่วนทองคำประกอบไปด้วย ดินประสิว 75% ถ่านไม้ 15% และกำมะถัน 10%
คนในยุคนี้รู้จักดินปืนแล้วก็จริงแต่ส่วนใหญ่ใช้ทำประทัดหรือดอกไม้ไฟ เพราะพวกเขายังไม่รู้วิธีทำให้บริสุทธิ์และบดอัดเม็ดเพื่อเพิ่มแรงระเบิด
เซียวหลันนำดินประสิวไปต้มและกรองผลึกใหม่เพื่อให้บริสุทธิ์ที่สุด บดถ่านไม้จนละเอียดเป็นผงแป้งแล้วนำมาผสมกันในขณะที่ยังเปียกหมาดๆ เพื่อป้องกันไฟฟ้าสถิตและระเบิดใส่หน้าตัวเอง
"เสี่ยวชุน! อย่าให้ใครเข้าใกล้บริเวณนี้ที่มีประกายไฟเด็ดขาด จำไว้ให้ดี" นางตะโกนสั่ง
"เจ้ากำลังทำอะไร" หลี่หยางเดินเข้ามาดูด้วยความสนใจ "ผงสีดำพวกนี้จะช่วยเราชนะสงครามได้จริงหรือ"
"อย่าดูถูกวิทยาศาสตร์นะพ่อคุณ" เซียวหลันตักผงสีดำที่แห้งแล้วใส่ลงในกระบอกไม้ไผ่ที่เตรียมไว้ อัดดินเหนียวปิดหัวท้ายแล้วเสียบชนวนที่ทำจากเชือกชุบน้ำมัน "ไปทดสอบกันที่ลานหินหลังบ้าน"
ณ ลานหินกว้าง
เซียวหลันวางกระบอกไม้ไผ่ไว้ใต้ก้อนหินขนาดเท่าหัวคน นางจุดชนวนไฟแล้วรีบวิ่งมาหลบหลังหลี่หยาง
"อุดหูไว้" นางสั่ง
"ทำไมต้อง..."
ตูม!!!
เสียงระเบิดกึกก้องกัมปนาทจนแผ่นดินสะเทือน กลุ่มควันสีเทาพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เศษหินน้อยใหญ่ปลิวว่อนไปทั่วทิศทาง เมื่อควันจางลงก้อนหินขนาดใหญ่ที่เคยวางอยู่ก็ได้แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ เหลือเพียงหลุมลึกที่ดำเป็นตอตะโก
หลี่หยางยืนตะลึงตาค้าง หูวิ้งไปชั่วขณะ เขาเคยเห็นอาวุธมาสารพัดในสนามรบ แต่ไม่เคยเห็นอะไรที่มีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงและรวดเร็วขนาดนี้มาก่อน
"นี่มัน..." เขาหันมามองเซียวหลันด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป เขาทั้งทึ่ง ทั้งหวาดกลัว และเคารพ "นี่คือ... ฝีมือเจ้าจริงๆ งั้นรึ"
"ยังแรงไม่พอ" เซียวหลันบ่นอุบพลางจดบันทึก “ต้องเพิ่มสัดส่วนดินประสิวอีกนิดและอัดให้แน่นกว่านี้ แต่แค่นี้ก็น่าจะพอเป่าสะพานหินให้กระจุยได้แล้ว"
นางเงยหน้าขึ้นมองหลี่หยาง “นี่คือระเบิด อาวุธที่จะเปลี่ยนสมรภูมิรบไปตลอดกาล เจ้าคิดว่าไงบ้าง"
หลี่หยางกลืนน้ำลายพลางพูดหยอก "ข้าดีใจที่เจ้าอยู่ฝั่งเดียวกับข้า"
"ท่านเจ้าเมืองจะต้องชอบใจแน่" เซียวหลันยิ้มกริ่ม “แต่เราไม่ได้มีแค่ระเบิดนะ ข้าต้องจัดตั้งหน่วยแพทย์สนามด้วย"
"หน่วยแพทย์สนามหรือ"
“ใช่! ในสงครามการตายส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากคมดาบ แต่เกิดจากการติดเชื้อและเสียเลือด" เซียวหลันอธิบาย "ข้าจะฝึกชาวบ้านให้รู้วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น การห้ามเลือด การคัดแยกผู้บาดเจ็บ เราจะลดอัตราการตายของทหารเราให้เหลือน้อยที่สุด"
"เจ้าไม่ได้แค่จะชนะ" หลี่หยางมองนางด้วยความเลื่อมใส "แต่เจ้ากำลังจะสร้างปาฏิหาริย์"
คืนนั้น บนกำแพงเมืองทิศใต้
หลี่หยางและเซียวหลันยืนมองออกไปที่ความมืดมิดนอกกำแพงเมือง ลมหนาวพัดกรรโชกแรง
"สายข่าวของไป๋อวิ๋นรายงานมาแล้ว" หลี่หยางเอ่ยขึ้น "กองทัพหน้าขององค์ชายสามหรือกลุ่มหมาป่าเงาจำนวน 3,000 นายกำลังจะมาถึงที่นี่ก่อนรุ่งสาง"
"3,000 ต่อ 2,000 ยังพอฟัดพอเหวี่ยง" เซียวหลันคำนวณ "แต่ถ้าเราใช้ระเบิดตัดกำลัง และใช้กับดักภูมิประเทศล่ะก็ เรามีสิทธิ์ชนะ"
"เซียวหลัน" หลี่หยางเรียกชื่อนางเบาๆ เขาเอื้อมมือมากุมมือนางไว้ “ถ้าพรุ่งนี้เกิดอะไรขึ้น ถ้าข้าปกป้องเจ้าไม่ได้..."
"อย่ามาพูดจาอัปมงคล!" เซียวหลันบีบมือเขาตอบแน่น "เราจะรอดไปด้วยกัน เจ้าต้องอยู่เป็นบอดี้การ์ดให้ข้าไปจนกว่าจะครบสัญญา 3 เดือน จำได้ไหม"
หลี่หยางยิ้มบางๆ “ข้าจำได้ดี และข้ากะว่าจะต่อสัญญาไปตลอดชีวิต"
คำพูดนั้นทำให้เซียวหลันหน้าแดงระเรื่อท่ามกลางลมหนาว
แต่ช่วงเวลาโรแมนติกอยู่ได้ไม่นาน
บู้ม! บู้ม! บู้ม!
เสียงกลองศึกดังแว่วมาตามสายลมจากระยะไกล แสงคบเพลิงนับพันดวงปรากฏขึ้นที่เส้นขอบฟ้าราวกับฝูงหิ่งห้อยมรณะที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามากลืนกินเมือง
"มาแล้ว..." หลี่หยางแววตาเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว ดึงดาบออกจากฝัก
เซียวหลันสูดหายใจลึกปรับโหมดจากหญิงสาวขี้อายกลับเป็นหมอปีศาจผู้บัญชาการรบ
"ไปกันเถอะ" นางกล่าวเสียงหนักแน่น “ไปต้อนรับแขกด้วยดอกไม้ไฟสูตรพิเศษของข้ากัน"