วารีพัฒนาประเทศต่ออย่างไม่หยุดยั้ง แถมคอยดูแลเหล่าเมียในฮาเร็มจนหมุนหน้าหมุนหลัง แต่ต้องมาเจอกับอดีตที่เคยผิดพลาดตามมาหลอกหลอนทั้งๆที่ลูกใกล้คลอด ทำให้เหล่าแฟนพากันมาช่วยเพื่อให้คนเดิมกลับมาหาพวกเธอ
วารีอยากทำงานค้าขายให้ดี รักฮาเร็มให้เต็มหัวใจ แต่โดนรุมเร้าจากทั้งจิตใจในอดีตและเหล่าผู้ก่อการร้าย ทั้งๆที่เมียท้องกันยกชุด เขาต้องทำทั้งหมดให้ได้ดี และสุดท้ายเมื่อทุกอย่างพร้อม เขาจะรับหน้าที่ราชา
รัก,แอคชั่น,แฟนตาซี,ชาย-หญิง,เกิดใหม่,ต่างโลก,คลั่งรัก,ชาย-ชาย,หญิง-หญิง,ฮาเร็ม,ชาย-หญิง,หญิงรุก,yaoi,โรมานซ์,โรแมนติก,ต่อสู้,รักวัยรุ่น,เกิดใหม่,ทำงาน,สร้างตัว,ฝึกฝน,นางเอกเก่ง,พระเอกเก่ง,รัก,แฟนตาซี,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
146 หินวิญญาณทะเล
ท้ายเดือน 7 วารีอายุ 24 ปี
หลังจากลูกคลอดเหล่าแฟนช่วยกันดูแม่มือใหม่และใช้เวลาช่วงใหญ่อยู่กับลูก
วารีได้เข้าดูตัวเมือง โดยเป้าหมายคือหาวิธีหาเงินในประเทศซาลาดูน โดยใช้สิ่งที่ประเทศมีอยู่แล้ว เพียงแต่เสริมด้วยเทคโนโลยีและความรู้ที่ทุกคนมี
และด้วยการไปด้วยกันกับออเบียและเหล่าทหารวัง เราได้ดูทุกซอกทุกมุมในเมืองและเก็บข้อมูลเหล่านั้นมาจากทุกอย่างที่มีอยู่แล้ว
วารีกับเหล่าแฟนและลูกน้องกำลังเตรียมเอกสาร แต่วันนี้เป็นวันที่วารีจะได้ออกทะเล
“เจ้าาา ต้องรู้อู้อู้ ก่อนว่าก้ารล้งทะเล้เป็นแบบหนายยย เราจะให้เจ้าลงเรื้อธรรมด้าก่อนอ้อนนน” ราชาฮัซซาร้องบอกวารี
วารีพยายามยิ้มแม้คิ้วเขาเข้าหากันอย่างรุนแรงด้วยความไม่พอใจ “ผมตื่นเต้นที่จะได้เดินบนเรือที่ท่านขับครับ”
“ฮ้า ฮ้า มา ม้า มากั้บข้าาา” ราชาฮัซซาร้องเป็นเพลง
วารีอยู่ที่ท่าเรือ การออกเรือครั้งนี้จะออกสองลำพร้อมกัน
ลำหนึ่งจะเป็นเรือธรรมดา อีกลำหนึ่งจะเป็นเรือที่มี ‘หัวใจของเรือ’ ที่ราชาฮัซซาเกริ่นไว้ก่อนหน้านี้
หลังจากเที่ยวและเข้าดูเมืองเป็นอาทิตย์ วารีพร้อมที่จะได้รู้ความลับนั้น
วารีขึ้นเรือหลังราชาฮัซซา เพราะเรือเตรียมล่วงหน้าก่อนนี้นานแล้ว ไม่นานก็จะออกเรือ
เรือเป็นเรือผ้าใบแบบโบราณที่วารีเคยเห็นตามหนังโจรสลัด เขาเลยคุ้นหน้าคุ้นตากับมันและไม่รู้สึกแปลก
ในที่สุดเรือก็หันผ้าใบและถอนสมอ
เรือเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างช้าๆ
แต่เรือที่มีหัวใจออกแซงไปแล้ว
เรือออกไปเรื่อยๆ วารีเห็นเรือจับปลาอยู่ตรงนั้นตรงนี้หลายลำ
“มั้นจะไม่น้านก่อนจ้ะเข้าสู่น้ำลื้กกก” ราชาฮัซซาเตือนวารี
“ครับ…” วารีกลืนน้ำลาย
หลังจากนั้นเขาเห็นน้ำทะเลที่สีเข้มกว่าน้ำที่เรือเขาอยู่
เมื่อเรือเข้าน้ำลึก เรือเริ่มเลี้ยวไปเลี้ยวมาห่างจากเรือที่มีหัวใจทะเล
เรือเริ่มโยกบิดไปมา
บางสิ่งกระแทกท้องเรือ
“ปีศาจท้องทะเลมาแล้ว หันเรือกลับ!” ราชาฮัซซาหยุดร้องเพลงและสั่งด้วยเสียงต่ำและกังวาล
คนส่งสัญญาณโบกธงให้เรือน้ำลึกเข้ามาช่วย
ไม่นานเรือน้ำลึกก็มาถึงข้างเรือ ลูกเรือน้ำลึกโยนเชือกมาให้เรือน้ำตื้น
ลูกเรือเอาเชือกคล้องหน้าเรือและหุบใบเรือ
เรือน้ำลึกลากเรือน้ำตื้นด้วยความเร็ว
ไม่นานเรือก็ออกจากช่วงน้ำลึก
การโยกของเรือกลับเป็นปรกติ
เมื่อทุกอย่างดูสงบ เรือทั้งสองแบบหุบใบเรือ
ราชาฮัซซามาหาวารี “ได้เวล้าไปเรือน้ำลึกแล้ว เจ้าจะได้เห้น ‘หัวใจทะเล’ ในอีกไม่น้าน”
ราชาฮัซซาพาวารีไปขึ้นเรือเล็กที่แล่นด้วยแรงพาย
ทั้งสองคนแล่นไปหาเรือน้ำลึกและปีนบันไดขึ้นเรือ
เมื่อขึ้นเรือ เรือน้ำลึกกางใบเรืออีกครั้ง
เมื่อเรือเริ่มแล่น ราชาฮัซซามาหาวารี “มากับข้า”
เขาไม่ได้ร้องเพลง มันแสดงให้เห็นถึงความจริงจังของเขา
วารีเดินลงใต้ท้องเรือเรื่อยๆจนมาถึงห้องหนึ่ง
ตามกำแพงหน้าห้องมีอักขระแปลกสลักอยู่ในกำแพง แม้แต่ประตูก็มีอักขระอยู่เหมือนกัน
และอีกอย่างที่แปลกคือมันเริ่มหนาวนิดๆ
ราชาฮัซซาเปิดห้องอย่างระมัดระวัง
สิ่งที่วารีเห็นก่อนเข้าห้องคือแสงที่ออกมา มันมีแสงเรืองสีฟ้าอ่อนๆส่องออกมาจากห้อง
เมื่อเข้าไป เขาเห็นหินสีปล่อยแสงสีฟ้าอ่อน
“นี่คือหินวิญญาณทะเล หินที่หาได้ตามน้ำตื้นก่อนเข้าสู่ทะเลลึก เราต้องทำเสื้อดำน้ำ ต่อสายอากาศ และปล่อยคนลงใต้ทะเลเพื่อไปเก็บหินมาจากก้นทะเล เมื่อวางหินนี้ในเรือ หินจะส่งสัญญาณรับกับทะเลลึกและบังคับเรือด้วยพลังทะเลให้เรือแล่นไปได้ต่อ” ราชาฮัซซาอธิบายด้วยเสียงปรกติ
“ขอจับมันได้มั้ยครับ?” วารีถาม
“ได้ แต่เจ้าจะเห็นสิ่งแปลกๆ อย่าเคลื่อนที่มันและยกออกจากแท่นที่มันอยู่ ถ้ามันไม่ได้สัมผัสกับไม้ของเรือมันจะไม่ส่งพลัง” ราชาฮัซซาบอก
“โอเคครับ” วารีตอบ
วารีจับหินด้านบน
จากนั้นเขามองเห็นสัตว์ประหลาดอยู่ตามรอบเรือ ริมร่างสัตว์ประหลาดมีแสงสีแดงเหมือนจะระบุว่าอยู่ตรงไหนบ้าง
มันเหมือนในเกมที่ไฮไลท์ศัตรูให้เห็นง่ายๆ
เขาลองปล่อยมือ และสัตว์ประหลาดพวกนั้นหายไป เขากลับไปเห็นกำแพงไม้ของห้องเหมือนปรกติ
เขาจับมันอีกครั้งเพื่อยืนยัน และเขาเห็นสัตว์ประหลาดเหมือนเดิม
เขาสังเกตสัตว์ประหลาดบ้างในคราวนี้ หลายตัวเหมือนฉลามขนาดใหญ่ บางตัวเหมือนโลมาและมีไฮไลท์สีแดงอ่อนกว่า บางตัวเป็นปลาหมึกและแมงกระพรุน
“สัตว์ประหลาดที่ผมเห็นคืออะไรครับ? ราชาฮัซซา” วารีถาม
“พวกนั้นคือสัตว์ทะเลลึก ถ้าไม่มีหิน มันจะโจมตีเราเหมือนสิ่งที่กระแทกเรือน้ำลึกก่อนหน้านี้ที่เรารีบหนี” ราชาฮัซซาบอก
วารีพยักหน้า ปล่อยมือออกจากหินและถอยกลับไปหาราชาฮัซซา
ทั้งสองคนกลับไปบนดาดฟ้าเรือเพื่อดูเรือแล่นจากด้านบนต่อ
“เอาล้า พ้อเดิ้นเรื้อได้ซักพ้ากกกแล้ว ได้เวล้าหาของฝ้ากกลับเมืองแล้ววว” ราชาฮัซซากลับมาร้องเพลงและส่งสัญญาณให้ลูกเรือ
ลูกเรือเตรียมปลาตัวใหญ่ เอาเชือกเส้นใหญ่ปลายตะขอสี่แฉกมัดปลาให้แน่นหนา จากนั้นโยนปลาลงข้างเรือ
“นั่นคือปลาซาร์ดีนน้ำตื้น ข้องโปร้ดของสัตว์ทะเลลื้กกก” ราชาฮัซซาบอก
หลังจากโยน มีคนถือธงยืนข้างเรือตรงที่เชือกโยนออกไป ลูกเรือพากันช่วยจับเชือกใหญ่แล้วเตรียมดึง
คนถือธงชูธงแล้วมองเชือกด้วยความตั้งใจ
ไม่นานเชือกก็ถูกดึง ลูกเรือเคลื่อนที่ไปข้างหน้าในทีเดียว บางคนถึงกับล้ม แต่พวกเขาไม่ปล่อยมือ
คนถือธงโบกธงไปข้างหลังสองครั้งและชี้ไปข้างหน้า หลังจากนั้นลูกเรือดึงเชือกพร้อมกัน
พวกเขาทำแบบนี้ซ้ำๆ วารีดูข้างเรือและเห็นปลาฉลามตัวใหญ่สีฟ้าเข้มขึ้นมาว่ายเหนือน้ำ
เหล่าลูกเรือปาฉมวกใส่มัน แต่ปลาฉลามมันตัวใหญ่มาก กัดเรือดิ้นไปมา ดำลงดำขึ้นหนีไปมา
วารีเตรียมอาวุธ เขาไม่ได้มาเปล่าๆ เขาใส่ชุดพร้อมสู้มา ชุดที่เหมือนหน่วยสวาท มาพร้อมปืนลูกซองอัตโนมัติซองกระสุนกลม เขาเปลี่ยนลูกเป็นลูกกระสุนใหญ่ระยะไกล เล็งด้วยเป้าเล็งจุดแดง
ตู้มตู้มตู้มตู้มตู้ม
วารียิง ไม่นานฉลามตัวใหญ่ก็หงายท้องเหนือน้ำ
ลูกเรือมองหน้ากัน ลากฉลามขึ้นมาและเรือแล่นกลับ
วารีวนถ่ายรูปฉลามและส่งให้คิเซกิ พิมพ์บอกว่า ‘ฉลามทะเลลึก’
คิเซกิพิมพ์กลับมา ‘ฉันอยากได้ร่างมัน’
วารีตอบ ‘พวกเขาน่าจะเอาไปกิน’
คิเซกิตอบกลับ ‘กระดูกก็ยังดี’
วารีเก็บมือถือและแล่นเรือกลับไปพัก
เย็นวันนั้น
ตอนนี้ได้เวลาเข้าประชุมตกลงเป็นพันธมิตร
เหล่าแฟนที่เป็นลูกน้องเตรียมเอกสารมากันเป็นตั้ง
ผักชีที่อยู่ข้างๆพูดด้วยความประหม่า “พวกเขาจะคิดยังไงกับเรือที่ฉันรีบออกแบบ ฉันยังไม่แน่ใจกับแบบที่มีและอยากได้เวลาศึกษาเรือมากกว่านี้ก่อน”
“มันจะเป็นแค่ตัวอย่างและไม่ใช่แบบสุดท้าย พวกเขาจะเข้าใจว่าเรามีเวลาน้อย” วารีพูดให้ผักชีแน่ใจ
“แล้วหนูมาทำไม” หนูนาถามบ้างครั้งนี้
“เธอจะแต่งหน้าให้ออเบีย ลูกสาวราชาฮัซซาไง มันเป็นตัวอย่างฝีมือที่เรามี” วารีบอก
“หนูเตรียมโทนผิวเข้มมาแล้ว แต่งหน้าน่าจะเหมือนพี่นามั้ง หนูว่า เอาล่ะ พร้อมก็พร้อม” หนูนาชูกำปั้น
หลังจากนั้นวารีเข้าห้องประชุมใหญ่ที่นัดกันไว้ก่อนหน้ากับราชาฮัซซาก่อนแล้ว
เมื่อเข้ามาวารีเห็นราชาฮัซซาและภรรยา รวมถึงออเบียที่กำลังสั่งเหล่าข้าราชการที่เตรียมจดลงเอกสาร
วารีสังเกตุเห็นอย่างหนึ่งที่เตะตา มันคือปากกาขนนกและขวดหมึก พวกเขาใช้ปากกายุคโบราณและมันไม่ได้ประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับการประชุมนี้
วารีแชทบอกทหารของวาโรที่ประจำหน้าห้องให้เอาปากกามาเยอะๆเพื่อเอามาแจก
ไม่นานทหารก็มาพร้อมปากกาในกระบอกปากกา
“ปากกาแบบเก่าจะใช้งานได้ไม่ดีเท่าปากกานี้ พวกคุณลองเอาไปใช้ ผมแจกให้ทุกคนไม่คิดเงิน” วารีประกาศ
เหล่าข้าราชการมองหน้ากันทำอะไรไม่ถูกและสุดท้ายมองราชาฮัซซาว่าเขาจะเอายังไง
ราชาฮัซซาจับคางครุ่นคิดแล้วพูด “ไหนข้าขอดูหน่อย”
หลังจากนั้นเขาหยิบปากกาหมึกดำมาด้ามหนึ่งแล้วเอามาเขียนลงกระดาษ
ด้วยความง่ายของการใช้งาน เขาตกใจอย่างมาก “นี่มันสะดวกเกินไปแล้ว! มันไม่เลอะ ไม่ต้องจุ่มหมึก แถมมันลื่นอีก อะไรกันเนี่ย! ทุกคน ข้าขอสั่งให้ใช้ปากกาใหม่นี้ และเราจะเปลี่ยนปากกาทุกด้ามในวังเป็นปากกาแบบนี้!”
“ยินดีที่ท่านชอบครับ” วารียิ้ม
ราชาฮัซซาพยักหน้ารับรู้ เขามองเหล่าข้าราชการ ออเบียดูชอบปากกามาก เธอเก็บไว้ในอกด้ามนึงแล้วเอาอีกด้ามนึงมาใช้
เมื่อราชาฮัซซาเห็นข้าราชการเริ่มสงบจากของใหม่ เขากระแอม “แฮ่ม เอาล่ะ ได้เวลาเริ่มประชุม วารี พร้อมหรือยัง”
วารีมองวาโร หลังจากนั้นเหล่าทหารตำแหน่งสำคัญและเหล่าข้าราชการ ทุกคนดูพร้อม “พร้อมครับ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า”
“ถ้างั้นข้าขอเริ่มการประชุมผูกพันธมิตรระหว่างซาลาดูนและวาโรซีเมียเรีย ณ บัดนี้” ราชาฮัซซาพูดด้วยเสียงจริงจัง ไม่ใช่เสียงร้องเพลง
วารีมองทหารที่เป็นฝ่ายอัดภาพของใหญ่ใหญ่ เขากดอัดวีดีโอ ใหญ่ใหญ่พยักหน้าให้ลูกน้องคนนั้น
“เราเป็นประเทศที่มีปลาเยอะที่สุดในเหล่าทวีปใต้ ทั้งปลาสด แมลงทะเลสด กุ้ง ปู หอย สัตว์ทะเลทุกชนิด รวมถึงสัตว์ทะเลแห้งทุกชนิด หอยมุข เครื่องประดับเปลือกหอย เรือ ทราย ทุกอย่างที่หาได้จากทะเล เรามีเยอะที่สุด เราจะลดภาษีส่งออกให้เหลือเป็นระดับต่ำที่สุด เรามีทั้งหมดนี้ เอาล่ะ เรารู้ถึงความสามารถและเทคโนโลยีของวาโรซีเมียเรียดี แต่เจ้ามีอะไรที่เหนือความคาดเดาของข้ามั้ย?” ราชาฮัซซาเปิดประชุม
“เรามีอินเตอร์เน็ต โดรน รถ มอเตอร์ไซค์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเราเชื่อมรางรถไฟเข้ากับเครือข่ายรางรถไฟต่างทวีปของเราได้ แค่พูดถึงรางรถไฟ จากการเดินทางเป็นเดือนด้วยรถโดยสารปรกติ มันจะใช้เวลาแค่หนึ่งถึงสองวันที่จะเดินทางจากทวีปใต้ไปสู่ทวีปเหนือหรือทวีปตะวันตก นอกจากของเหล่านี้ที่น่าจะพอกับการเป็นพันธมิตรแล้ว เรามีแผนปล่อยดาวเทียมให้ที่ซาลาดูนเป็นศูนย์กลางอินเตอร์เน็ตของทวีปใต้ รวมถึงเราจะปฎิวัติวงการอาหารทะเลของท่าน…” วารีพูด
แต่เขาถูกขัดด้วยราชาซาลาดูน “เจ้าหมายความว่ายังไงที่ว่าปฏิวัติวงการอาหารทะเล ที่เรามีมันไม่พอเหรอ?”
“ไม่ใช่มันไม่พอ แต่ดูจากการส่งออก พวกท่านจับปลาได้เยอะเกินการส่งออก และปลาแห้งมันเป็นเครื่องเคียงมากกว่าอาหารหลัก เรามีแผนเปลี่ยนปลาแห้งเป็นปลากระป๋องที่แม้จะผ่านไปสองปีก็ยังกินได้ ปลาเค็มที่เค็มจัดแต่อยู่ได้นาน เหมาะกับการกินทีละนิด กะปิที่ทำจากกุ้ง น้ำปลาที่ทำจากปลา จากนั้นนำมาเหยาะใส่อาหารเพื่อเพิ่มรสเค็ม ซูชิที่กินดิบได้อะไรพวกนี้ การทำแบบนี้จะเอาปลาที่เกินระดับตลาดมาแปรรูปและขายเป็นแบบอื่นแทนเราจะไม่ตั้งโรงงานและหากินคนเดียว เราจะให้พวกท่าน ผู้เชี่ยวชาญทะเล บริหารจัดการปลาที่เอาเข้าออกโรงงานเหล่านั้น และเราดูและเรื่องการผลิต คนงาน สูตร ศูนย์วิจัยปรับปรุงสูตร เราจะแบ่งกำไรกันจากยอดขายสุทธิ ท่านคิดยังไงบ้าง” วารีร่ายยาวอธิบาย
ราชาฮัซซามองหน้าข้าราชการ
ออเบียพูดเบาๆ “เราควรรับข้อตกลงนั้นนะพ่อ พวกเขามีความรู้ และเราแค่ทำสิ่งที่พวกเราเก่งอยู่แล้ว มันเป็นการอยู่ร่วมกันและหาเงินร่วมกันที่ดี”
เมื่อราชาได้ยินเขาถอนหายใจ “เราจะมาหวังว่าเจ้าแค่จะให้ความรู้นั้นให้เราแล้วปล่อยให้เราเอาไปทำกำไรคนเดียวไม่ได้สินะ โอเค ได้ นั่นเป็นข้อตกลงที่ดี”
“เรื่องนั้นท่านเปลี่ยนทีหลังได้ ปลาที่ท่านจับได้ที่ปล่อยกลับทะเลมีมหาศาล หลังจากมาทำงานกับเรา ความรู้ที่ได้เป็นแค่ของแถม ท่านเก็บความรู้กับเราและสุดท้ายไปเปิดบริษัทเองแข่งกับเราก็ได้ เรายินดีที่จะแข่งกันด้านธุรกิจมากกว่าผูกขาดตลาดไว้ผลิตเพียงเจ้าเดียว สุดท้ายคนที่ได้ประโยชน์สูงสุดคือผู้บริโภค และเราอยู่ฝ่ายผู้บริโภค” วารีอธิบายกลไกตลาด
“เยี่ยม มีอะไรอีกที่ให้เราได้” ราชาฮัซซาถามเพิ่ม
“เราสนใจเรื่องหอย เพราะอะไรไม่รู้ ทะเลวาโรซีเมียเรียมีหอยน้อยกว่าทะเลของท่านเป็นเกือบสิบเท่า เราจะทำฟาร์มหอยมุข หนึ่งในเครื่องประดับยอดนิยมของผู้หญิง และเครื่องประดับจากเปลือกหอยบดอัดที่เป็นสีรุ้งมาเป็นกระดุมและเป็นลายเครื่องประดับภายในบ้านระดับสูง มันจะช่วยเราได้เยอะในการหากำไรให้ทั้งประเทศเราและประเทศท่านได้เป็นระยะยาว” วารีพูดถึงไอเดียที่เขามี
“โอเค นั่นเป็นด้านการค้าขาย แล้วด้านความมั่นคงของประเทศล่ะ?” ราชาฮัซซาถาม
“เรามีอาวุธปืน หลังจากเห็นผมใช้กับสัตว์ทะเลลึกที่ท่านเห็นแล้ว เรายังมีปืนกลอัตโนมัติที่ใช้ง่าย เปลี่ยนทหารตัวเล็กเป็นเครื่องมือสังหาร เราจะสอนการใช้และจะส่งออกให้ท่าน…” วารีบอก
“มีวิธีที่เราจะผลิตเองได้มั้ย ถ้าเป็นไปได้ เราอยากซื้อวิธีผลิต” ราชาฮัซซาแงะ
“เราเกรงว่าต่อให้ท่านมีทอง เราก็ยื่นนั่นให้ท่านไม่ได้เพราะความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยของทุกประเทศ เราเสียใจที่เราส่งออกให้อาวุธธรรมดาให้พวกท่านได้เพียงอย่างเดียว ช่วงแรกเราจะลดราคาจนถึงจำนวนหนึ่ง แล้วจากนั้นขายราคาปรกติ เรื่องนี้และข้อตกลงนี้ สุดท้ายและตายตัว เราให้อาวุธท่านไม่ได้มากกว่านี้จริงๆ” วารีบอกราชาฮัซซาด้วยหน้าเสียใจ
“แล้ว อันนี้เรารู้มาจากข้อมูลเรา ปืนใหญ่ล่ะ เครื่องจักรสังหารที่ยิงศัตรูจากระยะไกล ท่านขายพวกมันได้มั้ย?” ราชาฮัซซาถาม
วารีมองตาราชา เขารู้ว่าข้อมูลนี้มาจากเหล่าสายลับ แต่วารีจะไม่พูดถึงเรื่องสายลับเหล่านั้น แทนที่มัน เขาพูด “เราเกรงว่าขายได้แค่อาวุธที่ตกรุ่น ที่มันด้อยเรื่องระยะทาง ยุทโธปกรณ์ที่ยิงวิถีโค้งระยะไกลคงขายให้ไม่ได้ แต่อาวุธใหญ่ที่ยิงแนวนอนคงขายได้ เราแทบไม่ต้องการของพวกนั้นแล้ว”
“เราคงเป็นได้แค่ลูกค้าของมือสองสินะ…” ราชาฮัซซานวดคิ้วที่ขมวดกัน
“มันเกี่ยวกับการชลอการเกิดขึ้นของสงครามโลก ถ้าเรากระจายมันมากเกินไป มันแค่เร่งสงครามปืนใหญ่ที่มีแต่ประชาชนที่เสียชีวิต เสียใจด้วย เรื่องนี้ต่อรองไม่ได้” วารีอธิบาย
“เข้าใจแล้ว เราจะรับแค่สิ่งที่พวกเจ้าให้ได้ และไม่ขออะไรเพิ่ม ไม่ใช่เราไม่ต้องการ แต่เราอยากได้ข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายยิ้มกลับบ้าน” ราชาฮัซซาพูด
“จากที่ฟังมาเราได้เยอะแล้ว เยอะจนเรารู้สึกผิดด้วยซ้ำ หลังข้อตกลงและภาษีที่ลดลง เรามีแต่จะเพิ่มและเพิ่มยอดขาย ถ้าอย่างนั้น เอาเป็นว่าเราตกลงกันเท่านี้ใช้มั้ย ท่านมีอะไรเพิ่มมั้ย?” วารีถาม
“เราก็ได้เยอะแล้วเหมือนกันแค่จากรางรถไฟและอินเตอร์เน็ต อาวุธมันเหนือความคาดหวังแต่เราก็ได้มันด้วย เราจะไม่เอื้อมไกลเกินเพื่อไปคว้ากำไรที่ไม่มั่นคง เราพอใจเท่านี้ที่ได้แล้ว” เมื่อพูดเสร็จ ราชาฮัซซายื่นมือให้วาโร
วาโรจับมือและราชาฮัซซาจะจับมือวารีต่อ
วารีจับมือเขา และออเบียยื่นมือมาให้เขาเหมือนกัน
วารีอยากเอามือมาจูบหลังมือ แต่มันดูไม่ค่อยมืออาชีพเท่าไหร่ เขาไม่ชอบความคิดนั้นและจับแบบมั่นคงกับออเบียแทน
เขาคิดว่าแบบนี้ให้ค่าเธอมากกว่าแค่เห็นเธอเป็นผู้หญิง
เธอดูเหมือนถูกใจที่วารีไม่ได้พยายามจีบเธอ เหมือนเธอให้คะแนนเขามากขึ้นในครั้งนี้
“ว่าแต่ ท่านหญิงออเบีย มันจะเป็นเกียรติมากถ้าท่านหญิงจะมากินข้าวกับผมซักมื้อได้มั้ยครับ?” วารีถาม
วารีมองตาเธอตรงๆ เขาจริงจังในครั้งนี้
ออเบียครุ่นคิดแล้วพูด “อืม ข้าวมันหนักไปหน่อย ฉันอิ่มแล้วเพราะฉันกินมาแล้ว”
วารีทำหน้าผิดหวัง เขาไม่ได้คิดว่าเธอจะเห็นมัน
จากนั้นเธอยิ้มแล้วพูด “แต่ถ้าเป็นดื่ม ฉันจะสนใจมากกว่า ฉันมีที่ๆฉันไปประจำ ฉันจะพาไป”
วารีหน้าเบิกบานทันที “ยินดีครับ ผมจะเลี้ยงทุกดื่ม โปรดกินให้เต็มที่เลยครับ”
“ฉันดื่มหนักนะ ไหวเหรอ?” ออเบียพูดแหย่
“กับท่านหญิง หนักเท่าไหร่ผมก็ยินดีเสีย” วารีบอก
“ดูเหมือนทั้งฮาเร็มยังไม่พอกับอย่างท่านนะ วารี ถามหน่อย อะไรเป็นสิ่งที่ผลักท่านให้ไม่หยุดที่จะหาคู่เพิ่ม นั่นเป็นเป้าหมายที่เข้าหาฉันใช่มั้ย? ไม่ต้องตอบเรื่องนั้นก็ได้ แต่ว่าฉันอยากรู้ ท่านมีอะไรผลักดันอยู่ในใจ” ออเบียหวังรีดข้อมูลจากวารี
“ไม่รู้สิ ผมไม่ได้คิดว่าของที่มีมันไม่พอ ไม่ใช่เลย พวกเธอพอสำหรับผมในทุกด้าน แต่มันมีความรู้สึกที่เวลาได้เจอคนใหม่ มันเหมือนเจอรักแรกอีกครั้ง ผมไม่เคยระงับรักแรกนั้นแม้ยังไม่รู้ว่าอีกฝ่ายดีหรือไม่ แต่ผมไม่ระงับมัน ผมปล่อยให้มันเป็นไป ให้ได้สานต่อหรือตอบสนองกับรักแรกครั้งใหม่ก่อน ถ้ามันไม่ล้มเหลวไม่เป็นท่า ผมก็ไม่คิดทิ้งทิ้งความรู้สึกนั้นไป” วารีอธิบาย
“รักแรก… ฉันนึกว่ามีแต่วัยรุ่นที่รู้สึกแบบนั้น คนมีลูกแล้วก็รู้สึกได้เหมือนกันเหรอ?” ออเบียถาม
“มันเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะมีลูกหรือไม่มีครับ ผมว่า” วารียิ้มแล้วพูด
ออเบียหัวเราะ มันเหมือนเยาะเย้ย แต่มุมหนึ่งมันเหมือนเธอพอใจกับการแลกเปลี่ยนคำพูดครั้งนี้
“ฉันจะไปจัดการธุระส่วนตัวของฉันก่อน เอาเป็นว่าดึกๆเจอกัน ฉันจะส่งทหารไปเรียก” ออเบียบอกแล้วกำลังจะออกเดิน หรือเลื้อย?
“เดี๋ยวก่อนครับ เอาคนของผมไปด้วย คนนั้นคือหนูนา” วารีชี้หนูนา “เธอจะแต่งหน้าให้ท่านหญิง แล้วท่านหญิงจะตกใจกับความสามารถของเธอ”
หนูนาหันมาเห็นพอดีแล้วพยักหน้ายกมือไหว้ออเบีย
“นั่นเอาไว้หลังอาบน้ำก่อนนะ โอเค ให้เธอตามมา ไปก่อนนะ วารี” ออเบียพูดแล้วเดินออกไป
วารีเตรียมกลับกับทุกคนและคิดถึงคืนนี้ที่จะมาในไม่นาน เขากลับบ้านพักด้วยความตื่นเต้น