วารีพัฒนาประเทศต่ออย่างไม่หยุดยั้ง แถมคอยดูแลเหล่าเมียในฮาเร็มจนหมุนหน้าหมุนหลัง แต่ต้องมาเจอกับอดีตที่เคยผิดพลาดตามมาหลอกหลอนทั้งๆที่ลูกใกล้คลอด ทำให้เหล่าแฟนพากันมาช่วยเพื่อให้คนเดิมกลับมาหาพวกเธอ
วารีอยากทำงานค้าขายให้ดี รักฮาเร็มให้เต็มหัวใจ แต่โดนรุมเร้าจากทั้งจิตใจในอดีตและเหล่าผู้ก่อการร้าย ทั้งๆที่เมียท้องกันยกชุด เขาต้องทำทั้งหมดให้ได้ดี และสุดท้ายเมื่อทุกอย่างพร้อม เขาจะรับหน้าที่ราชา
รัก,แอคชั่น,แฟนตาซี,ชาย-หญิง,เกิดใหม่,ต่างโลก,คลั่งรัก,ชาย-ชาย,หญิง-หญิง,ฮาเร็ม,ชาย-หญิง,หญิงรุก,yaoi,โรมานซ์,โรแมนติก,ต่อสู้,รักวัยรุ่น,เกิดใหม่,ทำงาน,สร้างตัว,ฝึกฝน,นางเอกเก่ง,พระเอกเก่ง,รัก,แฟนตาซี,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
129 ความหวังในความสิ้นหวัง
ต้นเดือน 3 หลังวาโรซีเมียเรียบุกเข้ามาในสหพันธรัฐโคเม่
“แงงงงง” เสียงผู้หญิงแหบๆร้องไห้นอกเต็นท์
ด้านนอกเรียงรายไปด้วยเต็นท์แบบเดียวกัน มีทั้งเต็นท์ใหญ่และเล็ก
ทหารหน้าเต็นท์ต้นเสียงมองหน้ากัน
“เธอเป็นอะไรวะ?” ทหารคนหนึ่งพูดถามเพื่อนขึ้นมา
“คนนี้ข้าเห็นตั้งแต่มาแรกๆ ได้ข่าวว่าเธอทิ้งดาบแล้วนั่งกอดเข่าร้องไห้ไม่ขยับ” ทหารที่ยืนอยู่ข้างกันพูด
“เธอกลัวปืนเหรอวะ?” ทหารหน้าเต็นท์คนแรกหยิบปืนตัวเองมาดู “เจอของโหดแบบนี้ใครก็หลอนหมดแหละ”
ทหารด้านขวาส่ายหัว “ไม่น่าใช่ ตอนให้อาหารข้าก็ถือปืนเข้าไป แต่เธอมองแล้วก็เฉยๆ ไม่มีอาการอะไรนะ?” เขาพูด
“เออใช่ แล้วเธอเป็นอะไรวะ?” ทหารคนซ้ายงุนงง
ที่เขางงเพราะคนเราปรกติทำอะไรด้วยสัญชาตญาณ มีแต่คนบ้าที่ปล่อยเนื้อตัวแล้วหยุดนิ่งไม่ทำอะไร
“ไม่รู้ว่ะ แต่ก็ยังดีนะที่เธอกินข้าวได้ แสดงว่ายังไม่ได้อยากตาย ไม่งั้นงานเราคงหนักกว่านี้” คนขวาพูดขึ้นมา
เขาคิดว่าเขาโชคดี ถ้าต้องเข้าๆออกๆเต็นท์ผู้หญิงที่คิดฆ่าตัวตาย งานเขาคงหนักกว่านี้
“แค่กลิ่นใครก็ยอม อาหารเจ้คุมะโคตรเด็ด” คนซ้ายคิดถึงมื้อกลางวัน เปลี่ยนเรื่องพูด
“จริง” คนขวายิ้มแล้วคิดเมนูในใจ “อยากกินเกี๊ยวกุ้งทอดว่ะ หมดเวลาเข้ากะแล้วซื้อซัก 50 เงินดีป่ะ?”
“โห อยากขนาดนั้น นั่นมันเกือบสามกิโลเลยนะเว้ย ไหวเหรอ?” คนซ้ายอยากให้เพื่อนคิดดีๆก่อนกินแบบทำลายล้าง “ส่วนข้าต้องแคบหมูจิ้มช็อกโกแลต ทีเด็ด”
“ฮ่าฮ่าฮ่า” จากนั้นสองคนหัวเราะ
ในเต็นท์มีสาวในเสื้อผ้าสกปรก เธอมีหูหนู เธอคือเจ็นกิ้นที่โดนจับมา
หน้าเธอเปื้อนน้ำตา เธอร้องจนไม่มีน้ำตาไหล ร้องทั้งตลอดเวลาตอนโดนจับไปเต็นท์รวม จากนั้นก็ร้องต่อ เสียงเธอแหบเกินแหบ เพราะธรรมดาเธอก็เสียงแหบอยู่แล้ว
เธอไม่คิดทำอะไร แม้แต่ขยับร่างกาย การที่ต้องห่างพี่สาวไร้หนทางเจอกันอีกทำให้ดวงใจเธอเหมือนถูกแทง
เธอคิดจะอดอาหารตายๆไปซะ แต่ข้าวที่มาแต่ละมื้อกลิ่นหอมหวลและรสชาติเหมือนสวรรค์ เธอกินมันหมดทุกมื้อขัดกับใจตัวเอง
เธอรู้สึกสิ้นหวังแล้วสิ้นหวังอีก
“เด็กที่ร้องไห้เต็นท์นี้ใช่มั้ยครับ?” เสียงผู้ชายที่ลึกและนุ่มนวลดังอยู่หน้าเต็นท์
ตอนนี้เจ็นกิ้นอยู่ระหว่างการหยุดร้องเพื่อพักคอพอดี
“จะว่าใช่ก็ใช่นะ แต่เธอโตเกินเรียกว่าเด็กมั้ยครับ?” ยามคนหนึ่งพูดขึ้นมา
“ผลเลือดเธอบอกอายุเธอ 17 เองครับ” เสียงนุ่มบอกกับยาม
“อ้าวเหรอ? นึกว่าโตแล้ว แต่เด็กยังไม่โตมาอยู่อะไรที่สนามรบเนี่ย โคเม่มันบ้าไปแล้วหรือไง?” เสียงยามอีกคนพูดขึ้นมา
“หึหึหึ ผมอยากสานต่อประเด็นนั้นเหมือนกัน แต่ผมมีงานกับเต็นท์นี้” หนุ่มเสียงนุ่มตอบ
“โอเคครับ ว่าแต่… จากแผนกอะไรครับ?” ยามคนแรกพูดขึ้นมา
“จิตวิทยาครับ” หนุ่มเสียงนุ่มตอบ มีความมั่นใจและมีความภาคภูมิใจอยู่ในโทนเสียงที่เขาตอบ
เจ็นกิ้นไม่รู้ว่าจิตวิทยาคืออะไร
ความคิดที่อยู่ในคนทั่วไปยุคนีไม่มีใครรู้ว่าหมอใจ อาชีพโบราณ ทำอะไรได้ และคนที่เอาหมอใจมาใช้บนโลกมีไม่ถึง 10 คน
แต่ประเทศวาโรซีเมียเรียมีการสอนเรื่องนี้และแพร่กระจายไปอย่างมาก ถ้าถามเด็กห้าขวบ พวกเขาก็ตอบได้ว่าอาชีพนี้มีไว้ทำอะไร
เจ็นกิ้นมองประตูเขม็ง เธอเจ็บคอและร้องต่อไม่ไหว เธอมีความรู้สึกไม่สบอารมณ์
มีคนเข้ามาในเต็นท์ สิ่งแรกที่เจ็นกิ้นเห็นคือกล้าม เขาใส่เสื้อแขนยาวขายาวเรียบร้อยพอดีตัว
แต่กล้ามแขนที่ปูด น่องที่ใหญ่ กล้ามอกที่ขึ้นเหลี่ยมชัดเจนทะลุเสื้อผ้าที่เขาใส่มา
เจ็นกิ้นมองหน้าเขาเขม็ง
หนุ่มที่เข้ามาชะงักเมื่อเจ็นกิ้นมองหน้า
เจ็นกิ้นคิดในใจว่าอาการนี้เขาน่าจะเกลียดหน้าเธอทันทีและรีบๆทำธุระให้เสร็จ
“หน้าดุจังนะครับน้อง” แต่หมอทำใจดีสู้หน้าโฉด ทักทายแบบพูดชวนคุยขึ้นมา
เจ็นกิ้นกำลังจะมีแรงร้องต่อ และจะพักอีกแค่พักเดียว
หนุ่มกล้ามเดินเข้ามาหยิบเก้าอี้ นั่งข้างเตียงและเริ่มพูด
“ผมมาจากแผนกจิตวิทยาทหารแห่งวาโรซีเมียเรีย เราได้รับรายงานมาว่าน้องเอาแต่ร้องไห้ และไม่ให้ความร่วมมือไม่ว่าเรื่องใดๆทั้งสิ้น ผมมาเปิดอกคุยว่าน้องต้องการอะไร?” หนุ่มแผนกแปลกพูดอธิบาย
“แผนกอะไรก็ไม่รู้ ไม่รู้จัก” เจ็นกิ้นตอบด้วยเสียงที่แหบกว่าเดิม
“คนทั่วไป ถึงจะไม่ได้เป็นที่แพร่หลาย พวกเขาเรียกคนอย่างพี่ว่าหมอใจ” หมออธิบาย
“ที่ไว้คุยกับคนบ้าน่ะเหรอ? ใช่สินะ หนูมันบ้าไปแล้ว” เจ็นกิ้นพอได้ยินเรื่องคนแบบนี้มาจากท้องถนนอยู่บ้างไม่ใช่ไม่รู้เรื่อง
“เราเชื่อว่าน้องไม่ได้บ้า คนของเรารู้ดีว่าใจของคนที่ต้องการที่ปรึกษาเป็นแบบไหน และเราคือคนที่จะมารับให้ปรึกษา คนที่จะมาช่วยน้อง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับน้อง” หมออธิบาย
“กลุ่มคนดีๆแบบนั้นไม่มีอยู่จริงหรอก สุดท้ายเดี๋ยวพี่ก็ต้องการนั่นนี่ หนูไม่มีค่าอะไร และต่อให้หนูแหกขาก็ยังไม่มีค่าอะไร ประเทศใหญ่จะมาขออะไรจากนักโทษสงคราม” แม้เล็กน้อย เจ็นกิ้นเริ่มเปิดอกเพราะเสียงที่นุ่มนวลขัดกับกล้ามกรรมกรสามคนรวมร่าง
“ขอทำให้น้องผิดหวัง ถึงมันฟังดูเป็นไปไม่ได้ แต่ราชินีของเรา ท่านหญิงวล็อดซีเมียผู้ยิ่งใหญ่และราชาวารีที่ไม่อยากเป็นใหญ่แต่ก็ใหญ่อยู่เห็นพวกน้องเป็นบุคคลมีค่า ที่จะย้ายมาเป็นคนของประเทศเรา หรือจะอยู่ในโคเม่หลังเราบุกสำเร็จ และต่อให้น้องแหกขา คนของประเทศเรามีแต่จะวิ่งหนีเพราะกฎหมายพรากผู้เยาว์เราหนักอย่างมาก” เสียงหนุ่มนุ่มๆตอบกลับมา แต่พอพูดถึงเรื่องขา น้ำเสียงเขาหนักแน่นมากๆ
เจ็นกิ้นเริ่มเห็นภาพว่าประเทศวาโรซีเมียเรียเป็นประเทศแบบไหน แต่ถ้าถามว่ามันให้ความหวังเธอหรือเปล่า เธอคงตอบว่าไม่ เพราะถ้าเธอช้า พี่เธออาจถูกย้ายไปที่อื่นและไม่มีวันหากันเจออีกเลย
“เอาล่ะ น้องต้องการอะไร ถึงได้ร้องไห้ปล่อยเนื้อปล่อยตัวขนาดนั้น?” หนุ่มหมอใจถามขึ้นมา ตอนนี้มาถึงประเด็นที่เขามา
เจ็นกิ้นกอดเข่าและไม่พูด
“น้องอาจคิดว่า การไม่ทำอะไรเลยเพราะตัวเองทำอะไรไม่ได้ หรือทำอะไรก็ไม่ดีเลยเลิกทำคือทางเลือกที่ดี เพราะสิ่งที่น้องเคยเจอมาในชีวิตทำให้น้องคิดแบบนั้น แต่พี่จะบอกว่า การไม่ทำอะไรเลยเวลามีโอกาสทำได้ก็เป็นทางเลือกที่ผิดเหมือนกัน เพราะอนาคตไม่ได้เป็นเป้าหมายที่อยู่กับที่ แต่เป็นเป้าหมายที่ขยับไปมาใกล้หรือไกลตัวตลอด ตอนนี้เป็นหนึ่งช่วงที่น้องต้องตัดสินใจเรื่องนั้น บอกเรามาว่าต้องการอะไร แล้วไปอาบน้ำดับกลิ่นท่อระบายน้ำ เดินเล่นในลานที่เราเตรียมไว้ แล้วรอผลลัพธ์ที่จะทำให้น้องสาบานเป็นคนของเรา หรือจะเลือกเก็บเงียบ ให้มันผ่านไป …พี่ไม่ได้ยิกว่าน้องต้องตอบ แต่น้องเลือกได้ มาปรึกษากับเรา เราพร้อม และเรามีความสามารถสูงเกินสามัญสำนึกที่น้องมี” หนุ่มหมอใจพูดอย่างมั่นใจ
เจ็นกิ้นเก็บคำพูดมาคิด ‘ความผิดที่ไม่ได้ทำอะไรเลย…’ ประโยคนี้ตรึงใจเธอ
ตอนนี้ก็พูดได้ว่าหมอที่ตกปลาในบ่อน้ำที่มองไม่เห็นเบ็ดกระตุกแล้ว
“พี่หนูอยู่ในซ่องในเมือง หนูไม่รู้ว่าพี่ถูกย้ายไปแล้วหรือยัง แม่เราขายพี่สาว และหนูหนีออกจากบ้านตามมา พี่ไม่รู้ว่าหนูแอบอยู่ในเมืองเพราะหนูไม่อยากให้พี่มาวุ่นวายกับเสนียดอย่างหนูจนถ่วงแข้งถ่วงขา พี่กำลังอยู่ในช่วงฝึกเป็นโสเภณี” เจ็นกิ้นลองพูดเรื่องที่ถ่วงใจเธออยู่ คิดว่าตัวเองฝันลมๆแล้งๆ
“มีหลายเรื่องที่น้องต้องปรับแนวคิด พี่คิดว่าหนูจะเริ่มจากชื่อตัวเองก่อน แต่… โอเค พี่หนูกับหนูชื่ออะไร อยู่ที่ไหน รูปร่างภายนอกและสิ่งที่น้องรู้กับพี่แค่สองคน” หมอใจหยิบกระดาษอีกแผ่นมาเตรียมจด
เจ็นกิ้นพูดขึ้นมาทันที มองหน้าหมอเป็นครั้งที่สองตั้งแต่เข้ามา ถึงเธอเห็นหมอกลืนน้ำลายเมื่อเธอมองเธอก็ไม่จับมาเป็นประเด็น “พลาซ่าที่สองด้านขวาของเมือง มุมที่มีต้นมะยม ร้านพี่เยื้องกับมุมนั้น มีซ่องเดียว พี่หนูชื่อซันกะ ผมขาวไม่มีหูหนู ส่วนหนูชื่อเจ็นกิ้น”
เมื่อหมอได้ยินก็รีบจด เปิดกระดาษแผ่นแรกจด “เจ็นกิ้น… แล้วเรื่องที่รู้กันแค่สองคนล่ะ?”
“ผมเขียวอ่อนตาดุ และนี่… สร้อยคอจี้หอยม่วง” เจ็นกิ้นยอมถอดสร้อยที่ใส่มาตลอดออก
“โอเค เราจะเริ่มงานทันที มีอะไรอยากปรึกษาเพิ่มมั้ย?” หมอรับสร้อยไปและเก็บหอยใส่ในถุงที่พอบีบปากถุงดังแก้บๆ
จากนั้นเขาหยิบกระดานจิ๋วๆสี่เหลี่ยมดำๆมาชูใส่เจ็นกิ้น มีเสียงดังแช้ะ และเขาก็เก็บลงไป
เจ็นกิ้นคิดขู่ “ถ้าจี้หาย หนูจะอาละวาดด้วยแรงทั้งหมด”
“เหมือนคำที่ว่า ‘อย่าขู่หนูจนมุม’ สินะ เข้าใจแล้วครับ เอาละ” หมอใจตบมือ เสียงมันดังเพราะมือเขาใหญ่ “รอผลในสามวัน อาบน้ำ เดินเล่น คุยกับคนในค่ายบ้างหรือจะไม่คุยก็ได้เราไม่ว่า ต้องให้คนช่วยตอนอาบน้ำมั้ย? เรามีน้ำร้อนนะ”
“หนูไม่สน” เจ็นกิ้นไม่คิดพูดอะไรต่อ และจะรอผลอย่างเดียว
“เราจะให้คนมาช่วย เอาล่ะ ได้เวลาหมอไปเริ่มงานแล้ว ยินดีที่ได้คุย น้องเจ็นกิ้น ยิ่งพี่กลัวหน้าน้องพี่ยิ่งคิดว่าน้องหน้าตาดีอยู่นะ” หมอพูดอย่างร่าเริง
เจ็นกิ้นขมวดคิ้วมองหน้าหมอ แต่แม้เธอพยายามปั้นหน้าดุ รอบนี้หมอไม่สะทกสะท้าน
หมอใจเดินออกห้องไป ทิ้งเจ็นกิ้นให้อยู่คนเดียว
ไม่ถึงนาทีเจ็นกิ้นก็ร้องไห้ต่อ เธอไม่รู้จักวาโรซีเมียเรีย เธอไม่ไว้ใจใครหน้าไหนทั้งนั้น และตอนนี้สิ่งสุดท้ายที่พี่ให้มาก็จากเธอไปแล้ว ถึงตอนนี้เธอจะไม่เหลืออะไรของจริง มันทำให้เธอร้องไห้สะอึกสะอื้นแทนที่จะร้องงอแง
ยามสองคนมองหน้ากัน ยิ้มแล้วคิดในใจ ‘หมอจิตวิทยาโคตรเด็ด’
หลังจากที่เจ็นกิ้นสะอื้นได้ซักพัก
พรึ่บ ผ้าคลุมทางเข้าเต็นท์ดีดเปิดและมีทหารหญิงเดินเข้ามา
เจ็นกิ้นมองทหารหญิงหัวจรดเท้า สิ่งแรกที่เธอเห็นคือกล้าม
เธอคิดในใจ ‘วาโรซีเมียเรียมีแต่คนหัวกล้ามหรือไง?’
ไม่ใช่ว่าคนของวาโรซีเมียเรียหัวกล้าม แต่ตั้งแต่ราชาวารีมาแรกๆและยังไม่เป็นราชา เขาตีพิมพ์ตำราออกกำลังกายมา และบ้านเล็กบ้านใหญ่สนใจเรื่องออกกำลังกายกันเยอะ
ไม่ต้องพูดถึงเหล่าทหารที่มีลูกน้องที่วารีฝึกมาเองโดยตรงเป็นคนนำการออกกำลังกาย
เรื่องการอวดกล้ามและแข่งกันยกน้ำหนักทำสถิติเป็นที่นิยมในวงการทหาร ลานออกกำลังกายคนแน่นทุกวันและบาร์ยกน้ำหนักมีคนล้อมเพื่อแข่งกันว่าใครยกได้มากกว่ากัน
ทหารหญิงคนนี้ก็เป็นหนึ่งในคนหัวกล้ามเหล่านั้น
“ไปอาบน้ำกันค่า” ทหารมาและชวนเจ็นกิ้นไปอาบน้ำ
เธอชูมือขอมือเจ็นกิ้น
เจ็นกิ้นมีอารมณ์อยากปัดมือทิ้งและปฏิเสธ แต่เพราะเธอเปิดอกคุยเรื่องพี่สาวไปแล้ว มันทำให้เธอมองวาโรซีเมียเรียดีขึ้น
ในที่สุดเจ็นกิ้นก็ยื่นมือไปจับกับทหารสาว
เจ็นกิ้นโดนลากด้วยแรงช้างแรงม้า ถ้าเจ็นกิ้นล้ม เธอคงโดนลากไปกับพื้น
เมื่อออกจากเต็นท์มาเจ็นกิ้นเห็นเต็นท์เรียงเป็นแถวบนลานดินกว้าง
จริงๆเธอน่าจะเห็นไปแล้วครั้งหนึ่งตอนมาแรกๆ แต่เพราะเธอมัวแต่ร้องไห้เธอเลยไม่ได้สังเกตถึงเต็นท์อื่นๆ
คนที่ยืนกันข้างนอกมีคนที่ใส่เสื้อเหมือนชุดนอนนุ่มๆบางๆมีลาย หลายคนใส่เสื้อเหมือนกันและมีบางคนที่ยังใส่เสื้อเก่าตั้งแต่เป็นทหารของโคเม่
เจ็นกิ้นสังเกตว่าหลายเต็นท์ไม่มีทหารคุมหน้าเต็นท์ มีแต่ของเธอที่มีทหารสองคน
เธอถามทหารที่ลากเธอเดินด้วยความเร็ว “ไม่มีทหารคุมเหรอ? คนออกมาเดินข้างนอกกันหมดแล้ว”
“เราไม่จำเป็นต้องเอาทหารมาคุมคนที่ยอมแพ้แล้วอย่างหนักแน่น ทุกคนมีสิทธิ์ลุก, เดิน, ซื้อของกิน, และเล่นในลานที่เราจัดให้เป็นพื้นทีพักของนักโทษสงคราม” ทหารหญิงหยุดและหันมาตอบไปยิ้มไป
“แล้วทำไมเต็นท์หนูมีทหารสองคน?” เจ็นกิ้นชี้เต็นท์ตัวเองที่ห่างไปแล้ว
“เพราะน้องงอแงและไม่ให้ความร่วมมือ เราคิดว่าน้องมีความคิดทำร้ายตัวเอง ทหารของเราพร้อมเพื่อหยุดเรื่องแบบนั้น มันไมใช่น้องเป็นอันตรายกับประเทศเรา น้องเป็นอันตรายกับตัวเอง” ทหารหญิงอธิบายสิ่งที่วาโรซีเมียเรียกลัวในตัวเจ็นกิ้น
“เหรอ?” เจ็นกิ้นมองลานว่างที่คนนั่งล้อมวงคุยกันเป็นวงๆ และมีคนเล่นเตะลูกบอลใส่กัน
ทหารหญิงเดินเบาลงและพาเจ็นกิ้นไปถึงเต็นท์หนึ่งที่เป็นเต็นท์ใหญ่
มันเป็นเต็นท์ที่ใหญ่กว่าเต็นท์เดี่ยวประมาณยี่สิบเท่า เจ็นกิ้นนึกถึงจำนวนคนที่ต้องใช้ในการกางเต็นท์แบบนี้
ทหารหญิงเปิดเต็นท์เข้าไป เมื่อเข้ามา มันมีโต๊ะที่มีทหารนั่งอยู่และมีนมที่อยู่ในตู้มีไฟ เมื่อมองในตู้จะเห็นไอเย็นเกาะกระจกตู้ทำให้รู้ว่านมเป็นนมแช่เย็น
หลังโต๊ะเป็นสองทางแยก ซ้ายเขียนว่าหญิง และขวาเขียนว่าชาย
เจ็นกิ้นไม่ถึงกับอ่านหนังสือไม่ออก มีแค่บางคำที่อ่านยากๆที่เธออ่านไม่ได้
ทหารหญิงลากเธอเข้าห้องที่เขียนว่าหญิง หลังเข้ามา มีตู้เรียงกันหลายตู้ และในตู้แบ่งเป็นชั้นๆ แต่ละชั้นมีตะกร้าวางอยู่เรียงรายกันและมีโต๊ะตรงมุมมีเสื้อนอนนุ่มๆที่หลายคนข้างนอกใส่แจกอยู่
ทหารหญิงถอดเสื้อเจ็นกิ้นด้วยความรวดเร็วจนเจ็นกิ้นตกใจ เมื่อถอดเสร็จเจ็นกิ้นปิดหน้าอกและหว่างขาด้วยความอาย
แม้เธอบอกกับตัวเองว่าทิ้งทุกอย่างไปแล้ว บางอย่างที่มันอยู่ในสามัญสำนึกมันคงทิ้งไม่ได้จริงๆ
หลังจากทหารพับเสื้อของเจ็นกิ้นใส่ในตะกร้า เธอถอดเสื้อของเธอบ้าง แม้เป็นเสื้อทหาร แต่มันดูถอดและใส่ง่ายกว่าที่คิดไว้เยอะ
ตัวเธอมีแผลเล็กๆตรงนั้นตรงนี้ กล้ามเธอแน่นทั่วตัว เจ็นกิ้นมองแบบไม่คิดเกรงใจและคิดในใจว่าเธอสวยมาก
แต่ดงป่าข้างล่างเธอเยอะไปนิด
เจ็นกิ้นกับทหารสาวเข้าไปล้างตัว ลงอ่างน้ำร้อน
เจ็นกิ้นตกใจว่าวาโรซีเมียเรียถึงขั้นเตรียมน้ำร้อนให้นักโทษสงครามอาบ
ถ้าเธอไม่ได้มาลงบ่อเองและฟังจากคนอื่น เธอคงไม่มีวันเชื่อ
เมื่อแช่น้ำนานพอแล้ว ทหารหญิงพาเจ็นกิ้นยืนและไปใส่เสื้อ
ทหารหญิงใส่เสื้อทหารของตัวเองด้วยความชำนาญจนเสร็จ จากนั้นเธอใส่เสื้อนอนที่แจกอยู่ให้เจ็นกิ้น และเอาเสื้อเจ็นกิ้นใส่ถุงถือไปด้วย
ทหารหญิงเดินจูงเจ็นกิ้นออกจากเต็นท์บ่อน้ำร้อน จากนั้นเธอเดินเข้าเต็นท์ใหญ่ที่อยู่ติดกับลานว่าง
ในเต็นท์มีตะกร้าใหญ่ที่ใส่ลูกบอลหลายๆแบบ มีอุปกรณ์เล่นกีฬาหลายชิ้น
ทหารหญิงเดินไปคุยกับทหารหน้าโต๊ะ “ขอไม้กับลูกแบตหน่อยจ้า”
“ได้เลยๆ มากับนักโทษเหรอ?” ทหารหน้าโต๊ะชวนคุย
“เด็กคนนี้พิเศษหน่อย ต้องมีผู้ช่วย” ทหารหญิงตอบ
จากน้ำเสียงเธอเจ็นกิ้นฟังออกว่าเธอไม่ได้หมายความไปทางที่ไม่ดี
ทหารหน้าโต๊ะมองเจ็นกิ้นและเมื่อเธอมองสวนไปเขาชะงักและหลบตา
เจ็นกิ้นรู้สึกชอบตัวเองน้อยลงอีกครั้งเพราะตาที่ดุของเธอ
ทหารหญิงเบิกตาข่ายและเสาแบกขึ้นบ่า เจ็นกิ้นอาสาช่วยถือตาข่ายกับไม้แบต
ทหารหญิงพาเจ็นกิ้นเดินไปสุดลาน สุดลานมันใกล้กับป่า พื้นเป็นพื้นหญ้าและมีต้นไม้ใหญ่ที่มีผลไม้เต็มต้นหลายๆชนิด
ทหารหญิงหาพื้นหญ้า วางเสาห่างกันสองข้าง กางตาข่าย เมื่อกางเสร็จทหารหญิงเอาไม้จากเจ็นกิ้นไปอันนึง แล้วไปยืนอีกฝั่ง
“เอาไม้ตีลูกข้ามตาข่าย แล้วตีโต้กันไปมา มันเล่นไม่ยากหรอก” เมื่อพูดเสร็จทหารหญิงก็ตีลูกประหลาดที่มีขนนกเรียงเป็นวงกลมใส่เจ็นกิ้น
เจ็นกิ้นตกใจและตีมั่วๆ แต่เธอตีโดนลูก ลูกบินเฉียงออกไปด้านขวาของตาข่าย
ทหารหญิงเดินไปหยิบลูกที่พื้น “ตีให้ข้ามต่าข่ายมาทางพี่สิ ใจเย็นๆ มองตามลูกดีๆ”
จากนั้นทหารหญิงตีใส่มาทางเจ็นกิ้นอีกครั้ง
เจ็นกิ้นอาย ถึงเธอไม่ได้รู้เรื่องมาก เธอรู้ว่าลูกเมื่อกี้ถือเป็นลูกที่ไม่ได้เรื่องและผิดกติกา
เธอมองลูกมั่นๆ จับไม้มั่นๆ แล้วตี
ลูกโค้งข้ามตาข่ายกลับไปอีกด้าน แล้วพี่สาวทหารตีกลับมาหาเธออีก
เธอตีไปตีมากับพี่สาว บางลูกเร็ว บางลูกช้า
เจ็นกิ้นรู้สึกสนุก สนุกมาก ถึงรู้สึกสนุกน้อยกว่าตอนอยู่กับพี่สาวตัวเอง แต่มันรู้สึกสนุกที่สุดเท่าที่เคยเจอมาในชีวิต
เธอเริ่มขอบคุณวาโรซีเมียเรีย เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นประเทศนี้ในมุมที่ดี
เมื่อเล่นได้ซักชั่วโมง พี่ทหารเก็บตาข่ายและพาเจ็นกิ้นนั่งพักที่ม้านั่งไม้
เจ็นกิ้นเห็นพี่สาวทหารเดินไปปีนต้นไม้หยิบแอปเปิ้ลมาให้เธอ
เจ็นกิ้นมองพี่สาวปีนด้วยความคล่องแคล่ว หยิบและกระโดดลงมา
พี่สาวเดินมาและยื่นแอปเปิ้ลให้เจ็นกิ้น “เดี๋ยวไปซื้อชาไข่มุขมาให้ ของดีประเทศเรา”
พี่สาวเดินจากไป
เจ็นกิ้นได้อยู่กับตัวเองอีกครั้งและมองฟ้า กินแอปเปิล เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอมองคนอื่นเป็นพี่สาวนอกจากพี่ของตัวเอง
เธอไม่รู้จะรู้สึกแบบไหนกับความคิดนี้ แต่ในใจลึกๆ เธอรู้สึกดี
พี่สาวทหารถือแก้วน้ำสีส้มอ่อนๆ มีเม็ดดำๆก้นแก้วมาให้เจ็นกิ้น
“เมื่อกี้พี่ได้ข้อความมาว่าต้องไปประชุม หนูกลับห้องเองได้ใช่มั้ย?” พี่สาวบอกข่าวเจ็นกิ้น
เจ็นกิ้นจิบน้ำและตาวาวกับรสชาติหอมหวานพร้อมเม็ดนุ่มเคี้ยวสนุก เจ็นกิ้นพูดทุกอย่างที่คิดได้ “กลับได้ค่ะ พี่ชื่ออะไร?”
“ทหารม้าแผนกจิตวิทยา ฟาโรส ไปล่ะ แล้วเจอกันอีกนะ บาย” พี่ฟาโรสแบกตาข่ายและเดินจากไป
“ฟาโรส…” เจ็นกิ้นพูดลอยๆ
ตอนนี้มีแต่เธอกับชาไข่มุข
เจ็นกิ้นเริ่มมองโลกดีขึ้นด้วยการออกกำลังกายแค่นิดหน่อย แต่นั่นคือผลของการปรับสุขภาพจิตให้ดีขึ้น
เจ็นกิ้นยังไม่วางใจและยังไม่เจอพี่สาว
แต่เธอแน่ใจอยู่หนึ่งอย่าง ถ้าวาโรซีเมียเรียให้พี่สาวเธอได้ เธอจะยอมทุกอย่าง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
เจ็นกิ้นบอกกับตัวเองอย่างนั้นและมองพระอาทิตย์ตกที่ม้านั่งใกล้ต้นแอปเปิ้ล