วารีพัฒนาประเทศต่ออย่างไม่หยุดยั้ง แถมคอยดูแลเหล่าเมียในฮาเร็มจนหมุนหน้าหมุนหลัง แต่ต้องมาเจอกับอดีตที่เคยผิดพลาดตามมาหลอกหลอนทั้งๆที่ลูกใกล้คลอด ทำให้เหล่าแฟนพากันมาช่วยเพื่อให้คนเดิมกลับมาหาพวกเธอ
วารีอยากทำงานค้าขายให้ดี รักฮาเร็มให้เต็มหัวใจ แต่โดนรุมเร้าจากทั้งจิตใจในอดีตและเหล่าผู้ก่อการร้าย ทั้งๆที่เมียท้องกันยกชุด เขาต้องทำทั้งหมดให้ได้ดี และสุดท้ายเมื่อทุกอย่างพร้อม เขาจะรับหน้าที่ราชา
รัก,แอคชั่น,แฟนตาซี,ชาย-หญิง,เกิดใหม่,ต่างโลก,คลั่งรัก,ชาย-ชาย,หญิง-หญิง,ฮาเร็ม,ชาย-หญิง,หญิงรุก,yaoi,โรมานซ์,โรแมนติก,ต่อสู้,รักวัยรุ่น,เกิดใหม่,ทำงาน,สร้างตัว,ฝึกฝน,นางเอกเก่ง,พระเอกเก่ง,รัก,แฟนตาซี,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
128 หนูท่อ
ในอดีต
ในประเทศที่ไม่สงบสุขอย่างสหพันธรัฐโคเม่ ความยากลำบากของประชาชนถือเป็นเรื่องปรกติ
สงครามภายในประเทศเกิดขึ้นไม่ต่ำกว่าปีละสองครั้ง ภาษีที่มาเก็บเพิ่มกับของกินของใช้แล้วเอาไปโปะเป็นเงินเรื่องการทหารทำทุกครัวเรือนลำบากลำบน
แต่แน่นอนว่าบ้านไร้หัวนอนปลายเท้าไม่มีสิทธิ์พูดอะไรกับพวกขุนนางในสภาสูง
หลายบ้านที่ไม่มีที่ทำกินต้องหาทางอยู่รอดกันด้วยการทำงานสองหรือสามที่
บ้านที่ดีหน่อยเพราะมีที่ทำกินอยู่รอดได้ดีกว่าเพราะปลูกอาหารเลี้ยงสัตว์เอาไว้กินเอง
อย่างบ้านของคริสซ่าน้อย สาวน้อยครึ่งหนูครึ่งคน
เธอมีหูหนูใหญ่อยู่บนหัว ผมสีเขียวอ่อนยาว เธออยู่ในวัยเด็ก เพิ่งขึ้น 10 ขวบ
เธอกำลังนั่งเป่าเตาถ่านเร่งไฟเพื่อให้ข้าวสุกเร็วขึ้น
บ้านเธอเป็นบ้านที่มีที่นาทำกิน และอยู่ได้ด้วยการปลูกข้าวเป็นส่วนใหญ่ แต่บ้านเธอมีพื้นที่ที่แบ่งมาปลูกผักสวนครัวไว้กินกันเองในบ้าน
และบ้านเธอเลี้ยงไก่คอกใหญ่ มันทำให้เธอไม่ขาดสารอาหารอย่างโปรตีน และโตมาได้อย่างสมบูรณ์
ต่อจากหุงข้าว เธอต้องไปตักน้ำที่บ่อแบกขึ้นบ่ามาเตรียมน้ำไว้ที่ตุ่มในบ้าน
งานหนักๆอย่างนี้น่าจะเป็นงานของผู้ชายแต่เธอต้องมาทำเพราะเธอไม่มีพ่อ
และตั้งแต่เธอจำความได้แม่เธอใช้งานเธอมาตั้งแต่เธอยังเล็ก ถ้าเธอไม่ยอมทำหรือทำได้ไม่ดี เธอจะโดนลงโทษ
เธอมีพี่สาวหนึ่งคน พี่สาวเธอสวยและท่าทางการวางตัวสง่างามเหมือนพวกสาวๆที่เป็นขุนนาง
แม่เธอยอมทุ่มเงินเก็บซื้อหนังสือเรื่องการฝึกเป็นขุนนางให้พี่สาวเรียน พี่สาวเธอเรียนเรื่องการทำตัวเป็นขุนนางจากเหล่าหนังสือที่มีไม่ถึงห้าเล่มสลับไปมาอย่างนี้ทุกปี
แม่ไม่ยอมให้พี่สาวลงมาทำงานใช้แรงเหมือนเธอและแม่มีแผนให้พี่สาวแต่งงานกับคนใหญ่คนโต
แม้ยังไม่มีคนใหญ่คนโตมาแลมองพี่เธอ แม่ก็ยังไม่ทิ้งความหวังนั้นไป
แต่พี่เธอเป็นพี่ที่ดี และแอบมาช่วยน้องตลอด เพราะพี่เธอรู้ว่าเธอลำบาก
“คริสซ่า มาให้พี่ช่วยมา” สาวที่โตกว่าคริสซ่าประมาณสองปีเข้าห้องครัวร้อนๆเต็มไปด้วยควัน
“พี่กลีน่า แม่ไม่ให้พี่เข้าห้องครัวไม่ใช่เหรอ? แล้วพี่อยุ่ในเวลาสำหรับอ่านหนังสือด้วย!” คริสซ่ารู้ดีว่าพี่สาวของเธอไม่ได้มีเวลาว่าง และต้องใช้เวลาทั้งวันฝึกการเป็นขุนนาง
“เรื่องนั้นช่างมันเถอะน่า เล่มที่พี่ต้องอ่านพี่อ่านมันมาเป็น 20 รอบแล้ว ถึงแม่จะทดสอบพี่ พี่ก็จำได้หมดแล้ว มา! ให้พี่ช่วย” กลีน่าพูดด้วยความมั่นใจและเสียงที่เหมือนคนร้องเพลง
ไม่เหมือนกับคริสซ่าที่เสียงแหลมและแหบแห้ง
เมื่อพี่สาวเธอช่วยหุงข้าวเสร็จ คริสซ่าและพี่เดินไปตักน้ำ คริสซ่าแบกน้ำถังเดียวรู้สึกสบายกว่าปรกติที่ต้องแบกสองถังขึ้นบ่า
เมื่อพี่เธอช่วย งานมันก็ง่ายขึ้นเยอะ
“คริสซ่า… เหนื่อยมั้ย? เหนื่อยที่พี่มาช่วยไม่ได้หรือเหนื่อยกับภาระที่หนักมากไปมั้ย?” กลีน่าถามน้องสาวระหว่างเกาหูหนูของน้อง
“พี่มีอนาคตที่ดีรออยู่ เหล่าขุนนางอาจไม่เห็นพี่ตอนนี้ แต่จากมารยาทและการวางตัว ทุกคนจะตกหลุมรักพี่ในครั้งแรกที่ได้คุยกัน ต่างจากหนูที่หน้าตาก็ไม่ดี มารยาทก็ไม่เคยได้ศึกษา หนูคิดว่าหนูถ่วงอนาคตพี่ด้วยซ้ำ หนูกับหูของหนูเนี่ยแหละที่จะทำให้คนไม่ชอบพี่” คริสซ่าบอกความในใจกับพี่สาว
“น้องยังติดใจเรื่องหูหนูอยู่เหรอ? พีคิดว่าหูน้องน่ารักออก มันเข้ากับตาเรียวๆแหลมๆของน้อง ทำไมไม่เชื่อในตัวเองให้มากกว่านี้หน่อย คริสซ่า เธอสวยในแบบของเธอ ดูผมเขียวอ่อนของเธอสิแม้โดนฝุ่นควันจากเตากลบขนาดนี้ยังเด่นสวยอยู่เลย” กลีน่าไม่ได้พยายามโกหกน้อง เธอเข้าใจว่าคนอื่นไม่ได้เห็นด้วยกับเธอ แต่เธอเห็นความสวยของน้องในมุมของเธอเอง
“มีแต่พี่ที่คิดแบบนั้น คนเห็นหน้าหนูทีไรก็คิดว่าหนูทำหน้าเหมือนอยากมีเรื่อง” คริสซ่ามีแต่ประสบการณ์ที่ไม่ดีกับคนแปลกหน้า
เพราะตาที่เรียวดุ และเนื้อตัวที่สกปรกอยู่ตลอดเวลา คนมองเธอเดินหนีไม่ก็เดินเข้ามาหาเรื่องอย่างเดียว บวกกับหูหนูจากเชื้อครึ่งหนู เธอโดนรังเกียจอยู่ตลอด
แม้แต่แม่เธอที่มีหูหนูเหมือนกันยังรังเกียจเธอที่มีหน้าดุและไม่มีใครที่ไหนต้องการ
คริสซ่ารู้ดีว่าถ้าวันใดเธอไม่มีประโยชน์กับแม่เธอจะถูกขายทิ้งเป็นทาสแบกหามทั่วไปเหมือนม้าลากเกวียน
เธอพยายามมาตลอด มันทำให้เธอแข็งแรงกว่าเด็กทั่วไป มันเป็นส่วนหนึ่งที่เด็กรุ่นเดียวกันหรือแม้กระทั่งเด็กที่โตกว่าสองสามปีมาหาเรื่องเธอ แค่เธอผลักกระเด็นหงายท้องหงายไส้ทีเดียวพวกนั้นก็ไม่กล้าหาเรื่องเธอต่อแล้ว
ความต่างในร่างกายยิ่งเห็นชัดเมื่อพี่เธอแบกน้ำเหมือนเธอมาที่บ่อในบ้าน พี่เธอเหงื่อแตก ตัวเปียก แต่เธอยังไม่มีเหงื่อซักหยดเลยด้วยซ้ำ
แต่คริสซ่าไม่เคยมองแรงวัวควายของตัวเองมีค่าเลย
เธอทำงานบ้านกับพี่สาวเธอต่อ เก็บครัว ล้างจาน ดูนาดูสวนเก็บวัชพืชกับพี่เธอ
คริสซ่าหัวเราะเมื่อพี่เธอเหน็บดอกไม้ที่หูเธอ
“ฮ่าฮ่า พี่... หน้าอย่างหนูดอกไม้ก็ไม่ช่วยหรอก” คริสซ่าจับท้อง เห็นเรื่องนี้ตลกที่สุด
“เอ๊ะ อย่าพูดไปน้องนี่ เนี่ยแหละเหมาะ เธอเหมาะกับสีม่วงที่ตัดกับตาสีเหลืองเขียวนั่น” เมื่อพี่เธอพูดเสร็จ พี่เธอตักน้ำมา
จากนั้นพี่เธอคว้าคอคริสซ่าไม่ให้หนีเพราะคริสซ่าไม่ชอบส่องกระจก
คริสซ่าถูกลากไปมองน้ำในถัง ขัดกับความรู้สึกของเธอ
ตาเรียวดุที่ไม่เป็นมิตร ตัวที่เล็กกว่าคนอื่น หูหนู และหน้าที่เหมือนดุอยู่ตลอดเวลา คริสซ่ามองหน้าตัวเองในถังน้ำและถอนหายใจ
“ดูสิ ตาเธอเรียวสวย ถ้าจับเธอแต่งตัวน่ารักหน่อยไม่ให้ดูดุ หนุ่มทั้งหลายต้องสยบเพียงแค่เธอมอง” พี่เธอไม่ได้พูดโกหกและเชื่อแบบนั้นจริงๆ แต่คริสซ่าไม่เห็นด้วย
“พี่ก็พูดเกินไป…” คริสซ่าเข้าใจพี่ที่พยายามชมเธอ แต่เธอคงไม่มีโอกาสได้เจอหนุ่มมาจีบ
ขณะที่สองคนเถียงกันอยู่ว่าคริสซ่าสวยหรือไม่สวย เสียงผู้หญิงแผดเสียงดังลั่นขึ้นมาจนบ้านสั่น “คริสซ่า! กลีน่า!”
“แม่มาแล้ว! พี่ไปก่อนนะ” กลีน่ารีบปลีกตัวจากคริสซ่า
เธอไม่ได้ทำเพราะจะเอาตัวรอด แต่ถ้าแม่เธอเห็นสองคนอยู่ด้วยกัน คนที่จะโดนลงโทษหนักคือคริสซ่า
“มาแล้วค่ะแม่” กลีน่าพูดกับแม่เธอ คริสซ่าเงียบอยู่ด้านหลังห่างๆคอยมองเป็นห่วงพี่
“ไปไหนมา? ไปเล่นกะอีหนูท่อนั่นอีกแล้วใช้มั้ย?! แม่บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าไปยุ่งกับมันแล้วให้อ่านหนังสือ ทำไมเอ็งไม่จำที่แม่บอก” เพียะ แม่เธอพูดเสร็จก็ตบหัวกลีน่า
คริสซ่าแทบจะวิ่งไปหาพี่เธอ แต่ความกลัวว่าเธอกับพี่จะยิ่งโดนหนักกว่านี้ทำให้ไม่กล้าเดินออกไป
แม่เธอกระดกเหล้าขาวที่อยู่ในอีกมือ “ไปซะ ไปอ่านหนังสือ”
“ค่ะ…” กลีน่ายอมเข้าบ้านแต่โดยดี
เมื่อแม่เธอเห็นกลีน่าเดินเข้าบ้าน เธอดิ่งไปหาคริสซ่า
“ส่วนเอ็ง หน้าอย่างเอ็งจะมีปัญญาหาแดกอะไร เกินมาอัปปรีแบบนี้ใครจะเอา แทนที่เอ็งจะช่วยงานบ้าน กลับมากินเวลาพี่สาว กูพูดกี่ครั้งแล้ว!” เพียะ เพียะ แม่คริสซ่าตบหัวเธอ เสียงมันดังกว่าครั้งที่แล้ว และคริสซ่าเซไปด้านข้าง
จากนั้นแม่เธอเตะเข้าเอวของคริสซ่า
เจ็นกินจับท้องทรุด แม่เธอเตะเข้าที่หน้าของเธอ “อีอัปปรีเอ้ย!”
และเมื่อคริสซ่าทนเจ็บไม่ไหว เธอล้มลงไป แต่แม่เธอไม่หยุด
แม่คริสซ่ากระทืบลูกตัวเองแทนกับแกล้มเหล้า
กลีน่าน้ำตาตกหน้าประตู ดูน้องที่ตัวเองรักโดนกระทืบ ทำอะไรไม่ได้
เพราะเป็นบ้านนอก ไม่มีบ้านที่อยู่ข้างเคียงมาดูแลช่วยเหลือ คริสซ่าโดนแบบนี้ประจำ และไม่มีใครมาช่วยหยุด
และวันแบบนี้ก็ผ่านไปเรื่อยๆ จนถึงวันที่คริสซ่าอายุ 15
“เอ้า แดกเข้าไป” แม่คริสซ่าและกลีน่าเรียกลูกมากินข้าว
กับข้าวเป็นข้าวและน้ำพริกกับปลาเค็ม เมนูที่ช่วงนี้เห็นบ่อย
หลังๆมาเรื่องการเงินของบ้านคริสซ่ายิ่งแย่ลงเพราะแม่เธอติดพนัน
ข้าวเริ่มไม่มีเนื้อสัตว์เพราะขายไก่หมด ผักก็มีแต่ผักที่ปลูกไว้ แต่คริสซ่าและพี่สาวคอยแต่อดทน
พี่สาวเธอคอยพูดให้แม่เลิกเล่นพนัน แต่ความพยายามทุกอย่างล้มเหลว
พี่สาวเธอเริ่มตัวผอม ไม่มีเนื้อ และแม่ของพวกเธอเริ่มเห็นค่าพี่สาวเธอน้อยลงทุกวัน
ส่วนเรื่องที่แม่พยายามปั้นพี่ให้เจอผัวดีก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะบ้านนอกแบบนี้ไม่มีบ้านรวยๆที่มีลูกชายมาขอแต่งงาน
แม่เธอเริ่มมองพี่กลีน่าด้วยความแค้นใจ โทษที่ลูกเธอสวยไม่พอ แถมยังติดเสนียดคนอย่างคริสซ่า
จนกระทั่งมีคนมาเรียกหน้าบ้าน “เจ้! ออกมาดิ้!”
เสียงนี้เป็นเสียงของเจ้าหนี้ที่พักหลังมาประจำจนคนในบ้านจำเสียงได้
แม่เธอทำหน้าเลิ่กลั่ก เหมือนจะหาทางหนี
แต่บ้านเล็กๆแบบนี้ไม่มีที่ให้หนีหรือซ่อน และเจ้าหนี้ดูท่าจะเร่งรีบด้วย พวกเขามาเคาะประตูเสียงดัง
“ออกมาๆ อย่าให้ต้องพังเข้าไป” เสียงผู้ชายพูดแบบไม่สน
“เออๆ!” ในที่สุดแม่คริสซ่าก็ยอมไปเปิดประตู
คนที่อยู่หน้าประตูเป็นผู้ชายวัยรุ่นแต่ตัวใหญ่ มาพร้อมกับชายหน้าโฉดสี่คน ที่แต่ละคนดูน่ากลัวจนใจคริสซ่าตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม
“ไหนเงิน?” ชายตัวใหญ่แบมือ เรียกหาเงินที่ติดค้างกันไว้
แม่คริสซ่าเงียบและพูดเบาๆ “ไม่มี…”
“ไม่มีได้ไง เห็นบอกอยู่ปาวๆว่าวันนี้จะจ่าย เมื่อวานก็เล่นสนุกไปแล้วจะมาปากหมาอย่างนี้ได้ไง?” ชายตัวใหญ่ลดมือลง ก้าวขาหนึ่งเข้าบ้านมา กันไม่ให้ปิดประตูหนี
“ก็มันไม่มีให้ทำยังไง ของมีค่าอะไรก็ขายไปหมดแล้ว แล้วจะหาที่ไหนมาให้ได้เล่า” แม่ของคริสซ่าพยายามอธิบายการเงินของตัวเอง
จากนั้นชายร่างใหญ่เดินเข้ามาในบ้านแบบไม่เกรงกลัว มองรอบบ้าน เปิดลิ้นชักตู้นั้นตู้นี้ พยายามหาของมีค่า
“เห็นมั้ยล่ะ? ไม่มีแล้วเงินอ่ะ” แม่คริสซ่าพูดอีกครั้ง พยายามให้คนพวกนี้ไปจากบ้านให้เร็วที่สุด
จากนั้นชายร่างใหญ่มองคริสซ่า
คริสซ่าตกใจและสั่นกลัว ชายร่างใหญ่เดินมาจับหน้าเธอ หันเธอไปซ้ายและขวา
“ไม่ได้เรื่องว่ะ อีนี่” ชายร่างใหญ่พูดด้วยความรู้สึกผิดหวัง
จากนั้นเขามองพี่เธอ กลีน่า เมื่อกลีน่าถูกมอง เธอก็ตกใจและสั่นกลัวเหมือนน้องสาวเธอ
แต่เธอกัดฟันและอดทน
ชายร่างใหญ่จับหน้ากลีน่าหันซ้ายขวา “เอางี้ ขายอีนี่ปลดหนี้ทองนึงที่ค้างไว้ แล้วเราจะให้อีกทอง เอาไง? จะเอาไม่เอา”
“หา? กลีน่าแค่สองทองเนี่ยนะ? ลูกกูราคาเป็นสิบทอง ไม่มีทาง!” แม่เธอแผดเสียงกลับใส่พวกทวงหนี้
คนข้างนอกเมื่อได้ยินเสียงแม่เถียงก็มาออกันที่ประตูกดดัน
“มึงน่าจะไม่เข้าใจ มึงจะเอาทองนึงไปแล้วเงียบไปซะ หรือจะให้พวกกูเผาบ้านแล้วชิงนังสองคนนี้ไป จะเอาแบบไหน?” ชายร่างใหญ่พูดแบบไม่เกรงกลัว
แน่นอนสหพันธรัฐโคเม่มีกฎหมาย แต่เขตบ้านนอกแบบนี้หมดสิทธิ์หวังพึ่งพาใคร ไม่มียามเมืองที่ไหนจะมาเหลียวแลบ้านตามเขตชายแดน
แม่คริสซ่าหน้าเสีย จนสุดท้าย “เออ ก็ได้”
“แม่!” คริสซ่าขึ้นเสียงใส่แม่ของเธอ หวังให้แม่เปลี่ยนใจ
“เงียบไปนังหน้าดุ เสียงก็เหมือนกบโดนเหยียบ” ชายร่างใหญ่พูดขึ้นมา
แม้โดนคนโฉดด่า คริสซ่าไม่สะทกสะท้านและเดินเข้าหาแม่ของเธอ “แม่ขายพี่ไม่ได้นะ! แม่ก็รู้ว่าพวกเลวแบบนี้จะทำอะไรกับพี่!”
“แล้วมันยังไงล่ะ อีโง่! กูไม่มีเงิน!” แม่เธอด่าคริสซ่าสวนขึ้นมา
ชายร่างใหญ่คว้าคอคริสซ่าด้วยมือเดียวแล้วยกขึ้น “ด่ากูเหรอ? อีเวรเอ้ย” จากนั้นเขาเขวี้ยงเจ็นกินไปอัดกำแพง
คริสซ่ากระแทกอย่างแรงจนลมออกจากท้อง ทรุดลงพื้นด้วยสายตาพร่ามัว
แต่เธอไม่ยอมหมดสติ
พี่เธอวิ่งมาหาเธอ ถอดบางอย่างมาใส่คอของเธอ จากนั้นถูกชายร่างใหญ่อุ้มไป
คริสซ่าพยายามหายใจ ดึงสติกลับมา
เหล่าชายโฉดให้เงินแม่และเดินจากบ้านไป
คริสซ่าพยุงตัว ลุกขึ้นแบบโซเซ
“ลุกแล้วก็ไปล้างจาน...” แม่เธอใช้งาน เหมือนเรื่องเมื่อกี้ไม่เคยเกิดขึ้น
คริสซ่าหยิบจานออกจากบ้าน น้ำตาไหลพราก รู้สึกไร้เรี่ยวแรงและไร้พลัง
เธอจับสิ่งที่พีเธอเอามาใส่คอเธอ จี้เปลือกหอยสีม่วง
จากนั้นเธอตัดสินใจ คว้ามีดมาเล่มหนึ่งแล้วตัดผมเขียวยาวๆของเธอทิ้ง
เธอจากบ้านไปพร้อมมีดเล่มนั้น และผมที่ตัดทิ้งไว้บนจานสกปรก
คริสซ่าสะกดรอยตามรอยเท้าม้าคนที่เอาพี่สาวเธอไปจนสุดท้ายเข้าเมือง
พี่สาวเธอถูกขายให้ซ่องในเมือง
มันไม่ได้เป็นซ่องที่หรูหรา และเป็นซ่องธรรมดา
ส่วนคริสซ่าอยู่รอดด้วยการขโมยของกิน แม้เธอมีมีด แต่เธอไม่เคยปล้นใคร
ช่วงแรกเธอนอนในซอยเปลี่ยว แต่หลังจากที่ถูกคนแปลกหน้าตามมาคอยมองเธอ เธอเปลี่ยนไปอยู่แถวที่ระบายน้ำของเมือง
เธอสร้างคอกเล็กๆข้างท่อระบายน้ำที่ไม่มีใครเข้าใกล้เพราะกลิ่น และเธออยู่แบบนั้นตั้งแต่ตอนนั้นมา
จนสองปีผ่านไป คริสซ่าอายุ 17
เธอเคยคิดจะเก็บเงินแต่ก็ทำไม่ได้เพราะไม่มีใครจ้างคนตัวเล็กอย่างเธอทีละเยอะๆ
เธอฝึกวิชาแห่งท้องถนน วิชาขโมย ย่องเบา เธอเก่งจนขโมยของของโจรอีกทีได้
คริสซ่าเคยคิดถึงการพาพี่สาวหนี แต่เพราะเจ้าของซ่องเป็นคนมีอิทธิพล เธอไม่น่าจะรอดจากเมืองนี้ได้หลังจากที่ทำอย่างนั้น
สุดท้ายเธอต้อกลั้นใจอดทน มองพี่เธอทำงานแบบนั้นต่อไป
พี่สาวเธอยังปลอดภัย จากข่าวถนน ซ่องนี้มีธรรมเนียมฝึกเป็นเด็กยกน้ำก่อนสามปี แล้วฝึกวิชาบนเตียงทุกวัน ปีหน้าพี่เธอถึงจะต้องรับแขก
สองปี เธอฝึกมีดทุกวัน
เธอเคยฟันมือคนเพื่อขู่ให้พวกที่ตามรังควานเธอถอยห่าง
เธอมีแต่ชื่อเสียงที่ไม่ดีในเมือง และไม่มีใครต้องการเธอ
คนส่วนใหญ่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอเป็นผู้หญิงเพราะผมที่สั้นและตาที่ดุของเธอ
เธอใช้ชีวิตเรื่อยมาจนกระทั่งวันหนึ่ง
วันที่ประเทศเข้าสู่สงคราม ข่าวบอกว่าวาโรซีเมียเรียจะบุกเข้ามาในโคเม่เป็นครั้งแรก
ทุกคนตื่นตระหนก ชาวบ้านมีทั้งคนที่อาสาเป็นทหาร และคนที่หนีไปต่างประเทศเพราะไม่อยากเป็นทหาร
แต่ในเมืองแบบที่คริสซ่าอยู่ เมืองชายแดนมีการเกณฑ์คนครั้งใหญ่เพื่อไปสู้ที่ชายแดน
หลายคนกลัววาโรซีเมียเรีย เพราะที่นั่นเป็นประเทศที่ใหญ่และคนเยอะกว่าสหพันธรัฐโคเม่หลายเท่า
ทั้งยังมีอาวุธที่ชี้แล้วฆ่าคนระยะไกลได้ แต่แม้ข้อมูลอาวุธยังเป็นแค่คำบอกเล่าปากต่อปากและยังไม่แพร่กระจายมาก คนก็กลัววาโรซีเมียเรียอยู่แล้ว
คริสซ่ากำลังเดินในตัวเมือง เธอตัวเล็ก ใส่ฮู้ดปิดหน้า ผมสั้นติดหัว เธอไม่กลัวว่าจะโดนจับไปเกณฑ์เพราะเธอเหมือนเด็ก
เธอหยิบขนมปังจากร้านที่ไม่ได้ระวัง เดินกินและมองคนแตกตื่น
เธอเดินไปหาจุดประจำ ซอยเปลี่ยวเยื้องซ่องที่พี่สาวเธออยู่ หวังว่าจะได้เห็นพี่ของเธอ
เธอคอยและคอย อยากเห็นพี่สาว แต่วันนี้ซ่องน่าจะปิด เมื่อทำอะไรไม่ได้ เธอตัดสินใจกลับบ้านหลังจากเห็นยามเมืองสองสามคนเดินมาหน้าซ่อง
“ซ่องปิดว่ะ” ยามคนหนึ่งพูดขึ้นมา
“หาตามซอยก็ได้ เมื่อกี้เห็นอยู่แว้บๆ” ยามอีกคนชวนเพื่อนหาทางเลือกอื่น
เมื่อคริสซ่าได้ยินก็เร่งฝีเท้าหนี
แต่มันไม่ทันการ
“เฮ้ อีหนู! รับงานมั้ย?” ยามเมืองมายืนตรงที่เธอยืนเมื่อกี้
คริสซ่าไม่ตอบและรีบเดินหนี แต่ยามวิ่งมาคว้าไหล่เธอ
คริสซ่าหันกลับด้วยความรวดเร็วและฟันมือที่จับไหล่เธอ
“เฮ้ย ผู้ชายนี่หว่า” ยามคนที่โดนฟันมือเอามือหนีทันและโดนฟันแค่แผลตื้นๆ
ยามที่เหลือล้อมคริสซ่าด้วยความรวดเร็ว ชักดาบพร้อมสู้
แม้คริสซ่าฝึกมีดมา เธอไม่เคยสู้จริงจัง ไม่ต้องพูดถึงการโดนรุม
คริสซ่าพยายามฟันยาม แต่การสลับกันเขยิบถอยหน้าหลังให้คริสซ่าหัวหมุนทำให้ยามไม่โดนโจมตี แต่คริสซ่ากลับเหนื่อยหอบ
คริสซ่าหมดหนทางสู้ และสุดท้ายเธอโดนด้ามดาบตีหัวสลบไป
“เอาดาบไป! อย่ามัวแต่หลับ” คริสซ่าตื่นด้วยความเจ็บจากการถูกตีหัว
เธอมองคนตรงหน้าที่ยื่นดาบให้เธอและมองไปรอบข้าง คนนั่งเป็นแถวๆมีดาบคนละอันเป็นพันๆคน
คริสซ่าหยิบดาบ
ในหัวเธอว่างเปล่า
วิชาที่เรียนรู้จากถนนมาสองปีช่วยอะไรเธอไม่ได้แล้ว และเธอต้องออกไปสู้กับคนของวาโรซีเมียเรียแบบนี้ คริสซ่านึกถึงหน้าพี่สาว
โอกาสรอดของเธอน้อยนิด เธอเดินทัพเหมือนคนไม่มีวิญญาณ ทหารเดินขบวนกันไปที่ชายแดน
เมื่อตั้งแถวเสร็จ ทุกอย่างพร้อมปะทะ มีเหล็กบินได้มาบินอยู่เหนือหัวเธอและแถวของเธอ
“ถ้าท่านวางอาวุธและยอมแพ้ ท่านจะถูกปฏิบัติอย่างดีและไม่ถูกฆ่า จงวางอาวุธและเลิกสู้” เสียงมาจากเครื่องบินดังก้องบนแถวทหารของเธอ
คริสซ่าไม่เชื่อว่าประเทศหนึ่งจะปฏิบัติอย่างดีกับคนที่คิดสู้และชีวิตเธอหลังโดนจับโดยวาโรซีเมียเรียคงมีแต่ฝันร้าย
เธอเดินแถวบุกพร้อมคนที่ถูกเกณฑ์พร้อมเข้าปะทะ
แต่เมื่อถึงระยะ เสียงระเบิดเล็กๆจากหลายต้นเสียงดังมาจากด้านหน้า
ทหารที่ยืนข้างเธอล้มกันเหมือนมีคนตัดเชือกหุ่นกระบอก
ทหารวาโรซีเมียเรียแค่ชี้อาวุธที่ถือ กดระเบิด คนประเทศเดียวกับเธอก็ล้มหลังจากนั้นเป็นแถวๆ
ในหัวคริสซ่ามีแต่ความว่างเปล่า สิ้นหวัง สุดท้ายเธอโยนดาบลงพื้น กอดเข่ากลางสนามรบ ร้องไห้
เธอคิดถึงแต่พี่ของเธอ อยากคุย อยากพากันไปสร้างชีวิตใหม่
สุดท้ายคนของวาโรซีเมียเรียก็หิ้วเธอไปสู่อนาคตที่ไม่มีใครรู้