อบิเกล เด็กที่มีชีวิตที่ไม่เหมือนใคร เธอต้องตะลุยไปตามสถานที่ต่างๆ กับอาของเธอจนกระทั่งวันหนึ่งที่กับมาบ้านแล้วเธอก็ได้พบกับจดหมายที่เธอไม่คาดคิด จดหมายนี่จะเปลี่ยนชีวิตของเธอที่เธอไม่รู้จักอีกมากมาย
แฟนตาซี,ชาย-หญิง,รั้วโรงเรียน,ตะวันตก,อื่นๆ,แฟนฟิค,แฟนฟิคแฮร์รี่พอตเตอร์,เวทมนตร์,ฮอกวอตส์,รุ่นลูก,คาถา,แฮร์รี่พอตเตอร์,เด็กหญิงผู้รอดชีวิต,YukiCoCo,แฟนตาซีน,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
[Fanfiction Harry Potter รุ่นลูก] เด็กหญิงผู้รอดชีวิตอบิเกล เด็กที่มีชีวิตที่ไม่เหมือนใคร เธอต้องตะลุยไปตามสถานที่ต่างๆ กับอาของเธอจนกระทั่งวันหนึ่งที่กับมาบ้านแล้วเธอก็ได้พบกับจดหมายที่เธอไม่คาดคิด จดหมายนี่จะเปลี่ยนชีวิตของเธอที่เธอไม่รู้จักอีกมากมาย
++คำอธิบายจากนักเขียน++
สวัสดีทุกคนนะคะ ขอต้อนรับสู่อีกเรื่องที่เป็นแนวนิยายฟิครุ่นลูกอีกเรื่อง
เรื่องนี้ทุกคนก็น่าจะรู้จักก็คือเรื่อง แฮร์รี่ พอตเตอร์ ผู้เขียน เจ.เค.โรว์ลิง
เนื้อเรื่องนิยายครั้งนี้ก็เหมือนเคยไรท์อยากสนองฮีทของตัวเองเลย
สร้างเรื่องนี้ขึ้นแต่งรุ่นลูกของแฮร์รี่ขึ้น อันนี้จะแตกแขนงจากละครเวทีอย่างเรื่องเด็กต้องสาป
มาอีกทีเหมือนโลกคู่ขนามอีกโลกหนึ่ง เนื้อเรื่องอาจจะมีปวดตับมั้งหรือเปล่านะ
แต่ถ้าใครไม่ชอบก็ขอประทานอภัยกับเนื้อเรื่องที่ทางไรท์ต้องการนะคะ
บทนำของเรื่อง
อบิเกล เด็กสาวที่มีชีวิตที่ไม่เหมือนใคร เธอนั้นได้เดินทางไปกับอาของเธอโดยไม่รู้ว่าต้องออกเดินทางเพราะไร จนพวกเขาตั้งหลักได้แล้วก็กลับมายังลอนดอนอีกครั้งและใช้ชีวติจนเวลาผ่านไปนานจนอบิเกลได้อายุ 11 ปี พวกเขากลับมาจากทำงานแล้วกลับมาบ้าน แต่แล้วอบิเกลต้องดีใจที่เธได้ จดหมายจากโรงเรียนเวทมนตร์ ฮอกวอตส์ แต่เธอไม่รู้ว่าชีวิตของเธอกำลังจะเปลี่ยนไป เมื่อเข้าสู้โรงเรียนแห่งนั้น
เรื่องนี้เชื่อมโยงกับโลกเทพปกรณัมกรีกในนิยายแฟนฟิคของเรา
อย่างเรื่อง สายเลือดแห่งโพไซดอนที่หายสาบสูญ นะคะ
ไปติดตามกันได้นะ
ปล. เรื่องนี้เป็นนิยายฟรี ไม่อาจะคาดเดาในวันที่จะลงได้
ตอนที่ 31 กลับบ้านกัน
เหล่านักเรียนบ้านสลิธีรินต่างพากันออกจากทางเข้าหอพักของตนเอง พวกอบิเกลก็เดินออกมาพร้อมกับคนอื่น ๆ แต่คำพูดของอาจารย์บริตนีย์ที่เอ่ยตามหลังของพวกเธอมานั้นทำให้พวกเอวาไม่ชอบใจเป็นอย่างมาก มันเหมือนกับกำลังแช่งอบิเกลไม่ให้กลับมาที่นี่อีก แต่อบิเกลก็เอ่ยให้พวกเธอใจเย็น ๆ เพราะเธอจะกลับมาที่นี่อีกไม่ยอมให้ใครมาทำให้เธอตกอยู่ในอันตรายแน่ ๆ ทั้งเจ็ดคนต่างพากันเดินไปตามทางพวกเขากำลังออกจากฮอกวอตส์กันก็มีเด็กบ้านอื่น ๆ ที่นำไปก่อน อบิเกลมองไปทางข้างหน้าที่ทอดยาวไปประตูฮอกวอตส์ เธอก็เห็นกลุ่มคนบ้านผมแดงตรงหน้า ทำเอาคิดเลยว่าชีวิตเธอจะเจอกับพวกนี้ตลอดหรือไง จนพวกเขาทั้งเจ็ดมาอยู่ตรงประตูโรงเรียนโดยมีอาจารย์แฮกริดกำลังดูแลเด็ก ๆ ขึ้นรถม้าเทียมไร้สิ่งขับเคลื่อน แต่สำหรับบางคนอาจจะไม่รับรู้ว่ามันมีสัตว์วิเศษค่อยนำทางอยู่
“เธสตรอล…”
อบิเกลจ้องมองสัตว์วิเศษตรงหน้าอย่างสนใจ แต่สายตาก็ปะทะกับสายตาของฮิวโก้เข้าให้ อีกฝ่ายเลยทำมือปาดคอตัวเอง ก่อนจะโดนพี่โดมินิคตีหัวเข้าให้ เธอก็แอบขำก่อนที่อาจารย์แฮกริดจะเดินเข้ามาพูดคุย
“เธอกับบ้านวีสลีย์นี่กัดไม่ปล่อยเลยนะ”
“หมอนั้นเริ่มก่อน มาเรียกหนูว่าลูกฆาตกร”
“ว่าไงนะ แบบนั้นมันแย่มากเลยนะ!!” แฮกริดได้ยินไม่นึกว่าเด็กที่เขารู้จักตั้งแต่เด็กจะกล้าพูดอะไรแบบนั้นออกมา
“คำพูดหมอนั้นยังเจ็บไม่เท่าสายตาผู้คนหรอกค่ะ อาจารย์” อบิเกลนึกถึงสมัยเด็กที่สายตาผู้คนที่จับจ้องมองที่เธอกับอาอย่างพุ่งร้าย “แค่นี้ยังเล็กน้อยค่ะ”
“หนูเข้มแข็งจริง ๆ ถ้าเป็นหลานฉันนะ ฉันอยากปกป้องไปตลอดจริง ๆ”
“ขอบคุณค่ะ” อบิเกลยกยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างชอบใจ
“แต่ว่าเมื่อกี้กำลังจ้องมองเธสตรอลงั้นเหรอ?”
“ค่ะ...ถึงมันจะมีร่างกายผอมแห้ง แต่ว่ามันสวยมาก ๆ เลยนะคะ”
“หึ ๆ สมเป็นเจ้าหน้าที่สัตว์วิเศษจริง ๆ เธอนี่แตกต่างจากคนอื่นจริง ๆ ใครเห็นมันก็คิดว่าน่ากลัว”
“สำหรับหนู สัตว์วิเศษแต่ละสายพันธุ์มีความงดงามที่ต่างกัน~ จนแบบว่า...อยากจะเข้าไปจับพวกมันแล้วเอามาศึกษาสุด ๆ”
อบิเกลแสยะยิ้มอย่างพิลึกจนทำเอาพวกเพื่อน ๆ และอาจารย์แฮกริดรู้สึกว่าความคิดของอบิเกลดูแปลกหน่อย ๆ รถม้าเทียมคันใหม่ก็มาทันที
“เอาล่ะ ๆ พวกเธอขึ้นไปได้แล้วล่ะนะ”
“เย้!! ได้กลับบ้านแล้ว!!” เอวาพูดพร้อมกับรีบปีนขึ้นรถม้าเทียมทันที
ทุกคนต่างพากันขึ้นรถม้ากันอย่างรวดเร็ว อบิเกลมองทุกคนที่เดินขึ้นรถม้าก่อนจะหันไปหาอาจารย์แฮกริด
“งั้นหนูไปนะคะ อาจารย์ ไว้เจอกันตอนปีใหม่ค่ะ”
“กลับบ้านดี ๆ ล่ะ” แฮกริดยกมือขึ้นมาลูบหัวของเด็กน้อยเบา ๆ
อบิเกลขยับไปตามแรงของอีกฝ่ายที่ลูบหัวของเธอ เธอมองอีกฝ่ายที่มีผมสีขาวผสมสีเทาสมกับเป็นชายชราที่น่าเคารพ
“ค่ะ คุณปู่~”
แฮกริดอึ้งไปชั่วขณะเมื่อเด็กน้อยเอ่ยเรียกเขาว่าปู่ ทำให้เขาเห็นภาพซ้อนระหว่างเด็กน้อยคนหนึ่งกับเด็กน้อยตรงนี้ มันทำเอาเขาน้ำตาซึม ก่อนจะยอมปล่อยเด็กน้อยให้ขึ้นรถม้าเทียมไป อบิเกลนั่งข้าง ๆ สกอร์เปียส รถก็เริ่มเคลื่อนตัวเมื่อคนนั่งกันครบ อบิเกลหันไปมองอาจารย์แฮกริดที่กำลังมองเด็ก ๆ นั่งรถออกไป เธอก็ชูมือขึ้นเหนือหัวพร้อมกับโบกมือไปมาอย่างร่าเริงกว่าปกติ อาจารย์แฮกริดเห็นแบบนั้นก็ชูมือโบกมือกลับไป เขาคาดหวังจะได้เจอเด็กน้อยอีกครั้ง ขอให้ทางข้างหน้าของเด็กน้อยโรยไปด้วยกลีบกุหลาบ
แสงภายในรถไฟที่มืดสนิททุกขบวนหลังจากออกเดินทางจากชานชาลาได้หลายชั่วโมง อบิเกลกำลังเขียนหนังสือเล่มหนึ่ง เธอกำลังคิดค้นวิจัยคาถาตัวใหม่ที่อยากให้มีถึงตัวเก่าจะยังไม่สามารถทำอะไรได้เลย แต่เธอก็วาดฝันให้มันใช้งานได้ในอนาคต เธอมองข้างนอกที่เริ่มมีแสงสว่างเกิดขึ้น มันหมายถึงวันใหม่กำลังเริ่มต้นขึ้น วันใหม่ที่เธอนั้นอาจจะได้เจอกับอะไรในช่วงวันหยุด รถไฟเริ่มแจ้งเตือนว่าใกล้ถึงชานชาลาสุดท้าย ทุกคนตื่นกันเป็นที่เรียบร้อย พวกเขากำลังเตรียมตัวที่จะลงจากสถานีสุดท้าย พวกเอวากำลังมองออกไปข้างนอกเพื่อมองหาครอบครัวของตนเอง รถไฟวิ่งไปอย่างช้า ๆ สายตาของเอวาก็เห็นหญิงสาวที่ยืนอยู่ไม่ใกล้ เธอมองออกไปอีกครั้งก่อนจะเห็นแม่ของตนเองกำลังโบกมือให้
“แม่!! แม่มารับฉัน!!!”
“ดีใจด้วยล่ะ เอวา” แพนซี่มองข้างนอกก็เห็นพ่อของเธอที่ตัวสูงกว่าใครกำลังโบกมือมาทางเธอเช่นกัน “พ่อ!!”
“พ่อมาเหรอ?” ฟาร่ารีบเดินมาดูที่หน้าต่างเช่นเดียวกับแพนซี่ทั้งสองดี๊ด๊ากันยกใหญ่ เมื่อเห็นพ่อกับแม่มารอรับพวกเธอ “รีบลงกันเลยไหม?”
“อย่าพึ่งดีกว่านะ ตอนนี้ทุกคนกำลังลงจากรถไฟพร้อมกัน เดี๋ยวก็เกิดอุบัติเหตุกันนะ”
อบิเกลกล่าวไม่นานก็เกิดเสียงล้มกัน ทำให้พวกเอวาต่างมองกันก่อนจะยืนรอกัน อบิเกลโผล่หน้าออกมามองดูว่ามีอะไรตรงทางเดินก็เห็นว่ามีกลุ่มเด็กกลุ่มหนึ่งล้มกัน ทำให้หลายคนต้องช่วยกันพยุงขึ้น อบิเกลส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนที่เธอจะหันไปอีกทางก็เห็นกลุ่มคน กลุ่มหนึ่งที่เธอยังไม่อยากเจอหน้าเลยจริง ๆ
“หลบหน้าเข้าไป!! เกะกะชะมัด!!” เฟร็ดตะโกนใส่อบิเกลที่กำลังชะโงกหน้ากลับเข้าตู้ของเธอ
“พี่!! ขึ้นเสียงทำไมกัน” โดมินิคกล่าวก่อนจะเอ่ยขอโทษ “ขอโทษแทนเขานะ เขาเป็นหมาบ้านะ!!”
“ว่าไงหมาบ้ากัน!?” เฟร็ดหันไปมองโดมินิคที่กำลังเดินตามหลังมา
“พี่ไง!!”
อบิเกลส่ายหัวเบา ๆ ก่อนที่จะเห็นอีกคนที่เธอเกลียดขี้หน้ายกยิ้มอย่างชอบใจ
“สมน้ำหน้า ยัยลูกฆา-” ฮิวโก้ยังพูดไม่ทันจบเขาก็ล้มลงข้างหน้า “แอ๊ด!!!”
เสียงหัวเราะดังขึ้นทำให้อีกฝ่ายก็รู้สึกอับอายจนรีบลุกเดินตามพี่ ๆ อบิเกลมองอย่างสงสัยว่าอีกฝ่ายล้มได้ไง ก่อนที่เธอจะเห็นขาใครบางคนยืนมือข้างหน้า เธอเงยหน้าขึ้นมองคือมอลลี่ที่มีสีหน้าที่รำคาญ ก่อนจะมองอบิเกลที่กำลังมองตนเองอยู่
“ไม่ต้องขอบคุณ ฉันแค่รำคาญหมอนั้นเท่านั้น” มอลลี่กล่าว
“ขอบใจนะ มอลลี่”
มอลลี่มองอีกฝ่ายที่ยกยิ้มให้ แต่รอยยิ้มนั้นทำให้เธอนึกถึงญาติอีกคนที่หน้าตาคล้ายอีกฝ่าย
“ถ้าเธอเป็นอบิเกล พอตเตอร์...ฉันจะดีใจมากเลยล่ะ”
“เอ๋?”
“เพราะฉัน...คิดถึงพี่สาว...คิดถึงครอบครัวพี่...”
คำพูดอีกฝ่ายทำให้อบิเกลรู้สึกจุกที่หน้าอกอย่างมาก เธอเคยได้ยินเรื่องครอบครัวพอตเตอร์มาช่วงหนึ่งทำให้เธอลองสืบหาข้อมูลเพิ่มเติม แต่รู้สึกมีคนปิดบังเรื่องราวทุกอย่างของเขาตลอดที่เธอทำงานเลยไม่ค่อยเห็นภาพของชายที่ชื่อแฮร์รี่พอตเตอร์เท่าไหร่ นั้นยิ่งน่าแปลกใจถ้าเขานั้นเป็นชายที่ทุกคนเคยเคารพจริง ๆ ร่วมถึงครอบครัวของอีกฝ่าย
“ฉันเสียใจด้วยนะ มอลลี่”
“เรื่องผ่านมานานแล้วไม่ต้อง-”
“มอลลี่!!” ฮิวโก้ชะโงกหน้าเข้ามาในรถไฟ “รีบมาเร็ว!! อย่าไปคลุกคลีกับพวกบ้านฆาตกร!!”
อบิเกลได้ยินก็ได้แต่ก้มหน้าและถอนหายใจเบา ๆ มอลลี่ก็เช่นกัน เธอมองอบิเกลก่อนจะยกยิ้ม
“งั้นฉันขอตัวก่อนนะ ไว้เจอกันที่โรงเรียนนะ อบิเกล”
“ไว้เจอกัน มอลลี่”
มอลลี่ยกยิ้มก่อนจะเดินไปข้างหน้าเธอก็มองญาติตัวเองก่อนจะเตะขาอีกฝ่ายให้เดินไป ฮิวโก้เจ็บขาตัวเองก่อนจะหันมามองอบิเกลแล้วยกนิ้วสองนิ้วของเขาขึ้นมาชี้ที่ตาของเขาแล้วหันมาทางอีกฝ่ายมันเหมือนบอกว่าเขาจับตาดูอีกฝ่าย อบิเกลเห็นแบบนั้นก็กำลังเตรียมคว้าบางอย่างในกระเป๋าเสื้อของตัวเอง นั้นทำให้อีกฝ่ายก็รีบหนีออกไปอย่างรวดเร็ว เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะหยิบไม้กายสิทธิ์มาเล่นงานเขา พวกเอวาโผล่หน้าออกมา
“เมื่อกี้หมอนั้นหนีเธอเหรอ?”
“คงคิดว่าฉันจะหยิบไม้กายสิทธิ์มั้ง แต่ว่า...” อบิเกลหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมา “ฉันแค่จะหยิบสมุดเดินทางออกมาเท่านั้น”
“ฮ่า ๆ หมอนั้นกลัวจนหัวหดหมดแล้วอบิเกล”
“ทำตัวเอง ฉันไม่ได้ทำอะไรให้สักหน่อยนี่น่า”
“มันก็จริงนะ พวกเราลงเถอะ คนเริ่มน้อยล่ะ” แพนซี่หยิบของเล็กน้อยของเธอเตรียมออกจากขบวนของเธอ
อบิเกลมองทุกคนก่อนจะเห็นสกอร์เปียสที่กำลังรอเดินไปพร้อมเธอ “ไปเถอะ ไม่ต้องรอฉัน”
“ไม่เอา ฉันอยากเดินไปพร้อมเธอมากกว่า”
อบิเกลได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกจั๊กจี้หัวใจที่เธอได้เพื่อนสนิทที่ตามติดแบบนี้ ก่อนจะขอตรวจของภายในขบวนที่นั่งว่าลืมอะไรไหม ก่อนที่พวกเอวาจะขอลงจากรถไฟไปหาพ่อแม่ก่อน อบิเกลก็ปล่อยพวกเขาออกไป เมื่อตรวจอะไรเสร็จเธอกับสกอร์เปียสก็ลงจากรถไฟ เมื่อออกมาจากรถไฟนั้นเสียงผู้คนก็ดังก้องไปทั่วชานชาลา อบิเกลมองผู้คนมากมายที่มีพ่อแม่มารับ นั้นทำให้เธอแอบรู้สึกน้อยใจที่เธอนั้นเป็นเด็กกำพร้าตั้งแต่เล็ก มีเพียงอาของเธอที่ดูแลเหมือนพ่อ แต่เธอก็ยังรู้สึกเหมือนขาดบางอย่างในชีวิตไป
สกอร์เปียสมองซ้ายมองหาครอบครัวของเขา แต่เขาคิดว่าพ่อกับแม่น่าจะติดธุระคงจะมีแต่คนใช้มารับเขาแน่ ๆ ระหว่างนั้นเองเขาก็หันมามองอบิเกลที่กำลังมองรอบ ๆ อยู่
“อบิเกล อาของเธอไม่มารับเหรอ?”
“อ๊า...” อบิเกลได้ยินก็รู้สึกลำบากใจเลยว่าจะตอบยังไง “ไม่ต้องห่วงอาเขามาช้านะ”
“แน่นะ”
“ทำไมกลัวฉันโกหกเหรอ?”
“เปล่า...ฉันแค่...เป็นห่วงเธอนะ”
“ขอบใจนะ เราไปเอากระเป๋าดีกว่านะ” อบิเกลชวนอีกฝ่ายไปเอากระเป๋าเดินทางเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายถามอะไรเยอะอีก
ทั้งสองคนเดินไปเอากระเป๋าของตัวเองกัน ระหว่างที่เดินไปนั้นพวกเอวาก็เดินกลับมาหาอบิเกลพร้อมกับพ่อแม่ของตัวเอง
“อบิเกล~” เอวาเดินนำหน้าพ่อแม่ของตนเองมาหาอบิเกล “ดีที่ยังไม่กลับนะ”
“เอวา ฉันนึกว่าเธอกลับบ้านแล้วซะอีก”
“พอดีอยากให้พ่อแม่รู้จักเธอนะ” เอวาหันไปหาพ่อแม่ทันที “นี่พ่อแม่ฉัน แม่ค่ะ พ่อค่ะ นี่เพื่อนหนู อบิเกล เมอร์รัล และก็สกอร์เปียส มัลฟอยนะคะ”
“สวัสดีค่ะ” อบิเกลยกยิ้มอย่างน่าเอ็นดู
สกอร์เปียสแอบเขิน ๆ จนไปหลบหลังของอบิเกล “สวัสดีครับ...”
“ฮ่า ๆ ไม่นึกเลยนะ ลูกสาวฉันจะสนิทกับเจ้าเด็กบ้านมัลฟอยที่เป็นคู่ปรับของเพื่อนฉันมาก่อนนะ”
ชายหนุ่มวัยสามสิบปีกว่า ๆ เขามีหนวดเคราและผมที่สั้นจนจับได้เล็กน้อย เขาจ้องมองเด็กชายที่แอบอยู่หลังเด็กหญิง อบิเกลจ้องมองอีกฝ่ายที่มองเพื่อนเธอไม่วางสายตา แต่สายตาของเขาก็จับจ้องมองเธอที่มีดวงตาเหมือนเพื่อนของเขาที่เสียไป
“เด็กคนนี้ลูกบอกว่าชื่ออบิเกลเหรอ?”
“ค่ะ อบิเกลเป็นเพื่อนบ้านเดียวกันและอยู่ห้องนอนเดียวกับหนูค่ะ อย่างที่หนูเขียนจดหมายไปหาพ่อกับแม่นะ”
“อ๋อ...เธอสินะ ที่กำลังมีปัญหากับบ้านวีสลีย์ เพราะทั้งชื่อและใบหน้า...ดันคล้ายกับหลานบ้านนั้นที่เสียชีวิตไปแล้วนะ”
อบิเกลได้ยินก็รับรู้เลยว่าเขาเอ่ยถึงใคร ก่อนที่จะถอนหายใจเบา ๆ “หนูเข้าใจค่ะ ว่าคุณหมายถึงใคร แต่หนูคือหนูไม่ใช่ใครหรือเป็นตัวแทนของใคร โลกนี้ก็เคยมีคนพูดนี่ค่ะ ว่าอาจจะมีคนแบบเราประมาณ 1 คน ไม่แน่หนูอาจจะแค่หน้าตาคล้ายกับเด็กคนนั้นก็ได้”
“เธอก็พูดมีเหตุผลนะ แต่ว่านะ...ลูกฉันคงไม่เผลอสร้างปัญหาให้นะ อย่างเช่นทำอะไรให้เกิดระเบิดนะ รู้สึกพันธุกรรมของฉันส่งต่อถึงลูกเยอะไปนิด”
“พ่อค่ะ!!!” เอวาส่งเสียงสูงใส่คนเป็นพ่อก่อนจะเข้าไปเตะขาของเขา
“อะไรลูกคนนี้ เขินหรือไง”
“อย่ามาเผาหนูต่อหน้าเพื่อน ๆ สิ”
อบิเกลเข้าใจเลยว่าอีกฝ่ายเขินเพราะคนเป็นพ่อนั้นล่ะนะ “ไม่ต้องห่วงค่ะ เอวาไม่ค่อยสร้างระเบิดเกิดเกินกว่าแค่หม้อต้นยาแล้วระเบิดหรอกค่ะ”
“อ๊ายยย อบิเกลอย่าเผากันสิ!!!”
“คิก ๆ”
“แหม ๆ ลูกฉันมีเพื่อนดีแบบนี้ก็เบาใจหน่อยละนะ”
“ได้ยินเสียงใครแกล้งลูกตัวเองนะ” เสียงของชายอีกคนก็ดังขึ้นจนทุกคนหันไปมองก็เห็นชายผิวสีตัวสูงมาก ๆ กำลังเดินเข้ามาหาพวกเขา
“ดีน!!”
“ไง ซีมัส!!” สองพ่อพากันกอดอย่างดีใจที่ได้เจอกันในรอบหลายเดือน
“นายมารับสองแฝดเหมือนกันเหรอ?”
“ใช่ นายก็มารับเอวาสินะ”
“สวัสดีค่ะ ลุงดีน”
“ดีจ้า เด็ก ๆ” ดีนมองเด็กน้อยที่ทักทายก่อนจะหันไปมองเด็กสองคนที่อยู่ตรงนั้น
“พ่อค่ะ นี่เพื่อน อบิเกลกับสกอร์เปียสค่ะ” แพนซี่แนะนำอบิเกลให้พ่อรู้จัก
“อ๋อ เจ้าหน้าที่สัตว์วิเศษที่อายุน้อยที่สุด ที่ลูก ๆ ฉันปลื้มมานานมากเลยล่ะนะ”
“เจ้าหน้าที่?” ซีมัสมองโทมัสอย่างงุนงงว่าอีกฝ่ายหมายความว่าไง
“นายไม่รู้เหรอ? เด็กหญิงตรงหน้านายคือเจ้าหน้าที่ของกระทรวงตั้งแต่อายุ...”
“7 ขวบค่ะ”
“ใช่...”
“ว่าไงนะ!?” ซีมัสมองอย่างงุนงงว่าเด็กน้อยอายุ11ตรงหน้าเขาเป็นเจ้าหน้าที่กระทรวงจริง ๆ เหรอ “เป็นเจ้าหน้าที่ต้องสอบอะไรอีกเยอะเลยนะ”
“ค่ะ เมื่อหลายปีก่อนหนูเลยเข้าสอบพร้อมกับทุกคนที่วันนั้นจะสอบเข้ามาทำงานที่กระทรวง หนูติดอันดับ 3 ของคนเข้าสอบค่ะ”
“โห...อันดับ 3 สุดยอดเลยนะนั้น”
“ว้าว...แล้วหนูทำไมยังมาเรียนหนังสือล่ะ”
“อ๋อ...ก็...ทางกระทรวงอยากให้หนูมีเอกสารจบการศึกษาและก็...หนูอยากลองเปิดโลกที่เรียกว่าโรงเรียนดูนะคะ”
“คำพูดที่น่ารักจริง ๆ”
“ขอบคุณค่ะ”
“แต่ลูกสาวฉันบอกว่าเธอชอบสร้างปัญหา”
“พ่อ หนูไม่ได้เขียนขนาดนั้นนะ” ฟาร่ากล่าว
“จริงด้วย”
สองแฝดรีบแก้ตัวก่อนจะมองอบิเกลที่เข้าใจว่าคงมีแต่ผู้ใหญ่ที่คิดว่าเธอสร้างปัญหาตลอด
“ขอโทษนะคะ หนูไม่ได้เป็นคนไปหาเรื่อง แต่เรื่องมักจะเข้ามาหาหนูเสมอ”
ดีนและซีมัสฟังเด็กน้อยพูดทำให้พวกเขาสองคนตะลึงกับประโยคของเด็กน้อยที่คล้ายกับคนที่พวกเขารู้จักเคยพูดเสมอว่าตัวเขาไม่เคยอยากจะมีปัญหาแต่เรื่องต่าง ๆ กับตรงมาหาเขาเองเสมอ
“แฮร์รี่...” ซีมัสเอ่ยออกมา
“ประโยคนั้น...”
“เธอได้ยินมาจากไหน?”
เสียงของชายคนหนึ่งเอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงอันเรียบนิ่ง แต่แฝงความเย็นยะเยือกไว้ หางตาของอบิเกลเห็นเส้นผมสีแดงอันคุ้นเคยของชายที่เธอเคยเจอหลายครั้งเวลาไปทำงาน เธอหันไปมองเขาที่มีสีหน้าอันไม่พอใจนั้นทำให้อบิเกลไม่ชอบเขามากกว่าปกติร่วมลูกชายของเขาที่หาเรื่องเธอ พวกผู้ใหญ่เห็นแบบนั้นก็เข้าไปหาอีกฝ่ายที่พยายามจะเข้ามาหาเด็ก
“อย่าทำอะไรเด็กนะ รอน” ดีนเข้ามาขัดขวาง
“จริงด้วย เด็กไม่เกี่ยวข้องนะ”
“แต่เด็กนั้น!! เจ้าสก็อตมันต้องสอนแน่ ๆ หมอนั้นรู้ทุกอย่างที่แฮร์รี่เคยพูด”
อบิเกลฟังก็ส่ายหัวที่อีกฝ่ายนั้นดูจะยึดติดกับคนที่ชื่อแฮร์รี่มากเกินไป ก่อนที่เธอจะกอดอกแล้วเตรียมจะพูดบางอย่าง
“ขอโทษ-”
“แหม ๆ”
เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นทุกสายตาจับจ้องไปทางเจ้าของเสียงที่มีโครงหน้าอันเรียวคม นัยน์ตาสีฟ้าอ่อนจ้องมองอย่างสุขุมแต่มีความร้ายกาจแฝงอยู่สายตานั้น การแต่งกายดูย้อนยุค เสื้อโค้ตตัวยาวสีดำสนิททรงเข้ารูปขยับไหวเบา ๆ ตามแรงเดิน ชายเสื้อยาวลงมาจนถึงต้นขาช่วยขับเน้นให้รูปร่างของเขาดูสูงโปร่งและภูมิฐานอย่างน่าเกรงขาม แต่ทว่าสายตาของผู้ใหญ่สามตรงที่อยู่ตรงหน้ากับมีสายตาไม่พอใจที่เจออีกฝ่ายสักหน่อย แล้วคนที่มีสายตาไม่ชอบใจที่สุดน่าจะเป็นหัวหน้าวีสลีย์
“ไม่นึกว่าจะเจอนายที่นี่...มัลฟอย!!”
จบตอนที่ 31 โปรดติดตามตอนที่ 32 ต่อไป