อบิเกล เด็กที่มีชีวิตที่ไม่เหมือนใคร เธอต้องตะลุยไปตามสถานที่ต่างๆ กับอาของเธอจนกระทั่งวันหนึ่งที่กับมาบ้านแล้วเธอก็ได้พบกับจดหมายที่เธอไม่คาดคิด จดหมายนี่จะเปลี่ยนชีวิตของเธอที่เธอไม่รู้จักอีกมากมาย
แฟนตาซี,ชาย-หญิง,รั้วโรงเรียน,ตะวันตก,อื่นๆ,แฟนฟิค,แฟนฟิคแฮร์รี่พอตเตอร์,เวทมนตร์,ฮอกวอตส์,รุ่นลูก,คาถา,แฮร์รี่พอตเตอร์,เด็กหญิงผู้รอดชีวิต,YukiCoCo,แฟนตาซีน,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
[Fanfiction Harry Potter รุ่นลูก] เด็กหญิงผู้รอดชีวิตอบิเกล เด็กที่มีชีวิตที่ไม่เหมือนใคร เธอต้องตะลุยไปตามสถานที่ต่างๆ กับอาของเธอจนกระทั่งวันหนึ่งที่กับมาบ้านแล้วเธอก็ได้พบกับจดหมายที่เธอไม่คาดคิด จดหมายนี่จะเปลี่ยนชีวิตของเธอที่เธอไม่รู้จักอีกมากมาย
++คำอธิบายจากนักเขียน++
สวัสดีทุกคนนะคะ ขอต้อนรับสู่อีกเรื่องที่เป็นแนวนิยายฟิครุ่นลูกอีกเรื่อง
เรื่องนี้ทุกคนก็น่าจะรู้จักก็คือเรื่อง แฮร์รี่ พอตเตอร์ ผู้เขียน เจ.เค.โรว์ลิง
เนื้อเรื่องนิยายครั้งนี้ก็เหมือนเคยไรท์อยากสนองฮีทของตัวเองเลย
สร้างเรื่องนี้ขึ้นแต่งรุ่นลูกของแฮร์รี่ขึ้น อันนี้จะแตกแขนงจากละครเวทีอย่างเรื่องเด็กต้องสาป
มาอีกทีเหมือนโลกคู่ขนามอีกโลกหนึ่ง เนื้อเรื่องอาจจะมีปวดตับมั้งหรือเปล่านะ
แต่ถ้าใครไม่ชอบก็ขอประทานอภัยกับเนื้อเรื่องที่ทางไรท์ต้องการนะคะ
บทนำของเรื่อง
อบิเกล เด็กสาวที่มีชีวิตที่ไม่เหมือนใคร เธอนั้นได้เดินทางไปกับอาของเธอโดยไม่รู้ว่าต้องออกเดินทางเพราะไร จนพวกเขาตั้งหลักได้แล้วก็กลับมายังลอนดอนอีกครั้งและใช้ชีวติจนเวลาผ่านไปนานจนอบิเกลได้อายุ 11 ปี พวกเขากลับมาจากทำงานแล้วกลับมาบ้าน แต่แล้วอบิเกลต้องดีใจที่เธได้ จดหมายจากโรงเรียนเวทมนตร์ ฮอกวอตส์ แต่เธอไม่รู้ว่าชีวิตของเธอกำลังจะเปลี่ยนไป เมื่อเข้าสู้โรงเรียนแห่งนั้น
เรื่องนี้เชื่อมโยงกับโลกเทพปกรณัมกรีกในนิยายแฟนฟิคของเรา
อย่างเรื่อง สายเลือดแห่งโพไซดอนที่หายสาบสูญ นะคะ
ไปติดตามกันได้นะ
ปล. เรื่องนี้เป็นนิยายฟรี ไม่อาจะคาดเดาในวันที่จะลงได้
ตอนที่ 30 เสนอช่วยเหลือ
เสียงกรนด่าของอาจารย์บริตนีย์ดังไปทั้งทางเดินออกมาจากห้องป้องกันตัวจากศาสตร์มืด อบิเกลรู้สึกสะใจที่อาจารย์บริตนีย์กล้าด่าเธอออกมา เพราะมันจะทำให้อีกฝ่ายดูแย่มากกว่าตัวเธอเสียอีก แต่ว่าพรุ่งนี้เธอคงโดนอีกฝ่ายเล่นงานเพิ่มแน่ ๆ แต่ตอนนี้คงต้องปล่อยไปก่อนนั้นละ อบิเกลเดินไปตามทางโดยมีสกอร์เปียสเดินอยู่ข้าง ๆ เขาก็แอบมองอีกฝ่ายที่กำลังคิดอยู่คนเดียวอยู่ ทั้งสองคนเดินไปตามทางเดินที่จะไปห้องเรียนถัดไปนั้นพวกเขาก็ต้องหยุดชะงักเมื่อมีใครบางคนเดินตัดหน้าพวกเธอจนอบิเกลค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมาก็เห็นใบหน้ารอยยิ้มที่เธอนั้นเห็นกี่ครั้งก็ไม่คุ้นเคย
“รองศาสตราจารย์...”
“ไง คุณเมอร์รัล คุณมัลฟอย~”
“สวัสดีครับอาจารย์...” สกอร์เปียสรู้สึกสั่นเทาตอนเจออาจารย์บลัดเวิร์ท
บลัดเวิร์ทยกยิ้มแล้วเอ่ยถาม ”กำลังจะไปเรียนคาบต่อไปเหรอ?”
“ค่ะ...”
“เรียนเป็นไงมั้งล่ะ? ง่าย ๆ ไหม? สำหรับเด็กอย่างเธอนะ”
“เอ่อ...ก็...พอได้นะคะ...”
“พอได้เหรอ? ฉันนึกว่าเธอจะตอบว่าทำได้ซะอีกนะ”
“ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ...”
อบิเกลยิ้มให้อีกฝ่าย เธอก็งงกับตัวเองว่าทำไมถึงโกหกออกไปแบบนั้น เพราะตลอดมาเธอก็ทำตัวเก่งมาตลอด แต่ไม่รู้ทำไมหลังจากเธอฟื้นจากการสลบไปนั้นเองทำให้เธอรู้สึกระแวงรอบข้างมากกว่าเดิมเป็นสองเท่า แล้วยิ่งมีความรู้สึกต่อรองศาสตราจารย์มันเป็นความรู้สึกที่กระอักกระอ่วนหน่อย ๆ
“เหรอ ๆ แล้วเมื่อกี้มีปัญหาอะไรนะ? ได้ยินเสียงมิลเกรดมาแต่ไกล?”
สกอร์เปียสสะดุ้งเล็กน้อย เขากลัวว่าอีกฝ่ายจะหันมาถามเขาจนเขาต้องหันหน้าหนีไปทางอื่น อบิเกลได้แต่กลืนน้ำลายเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยพูดออกไป
“ไม่มีอะไรมากค่ะ แค่อาจารย์บริตนีย์ไม่พอใจกับสิ่งที่หนูขัดคำสั่งเขานะคะ”
“ขัดคำสั่ง?”
“ค่ะ อาจารย์เขาสั่งการบ้านหนูนะคะ”
“มันก็ปกติไม่ใช่เหรอ?”
“แต่จะไม่ปกติที่คนอื่น ๆ ได้แค่งานเดียว แต่พอกำลังจะเลิกคาบกลับมาสั่งงานหนูเพิ่มมากกว่าสิบงาน รองศาสตราจารย์คิดว่าแบบนี้เอาเปรียบเด็กไปไหมคะ?”
“ตายจริง...แย่เลยนะเนี่ย...เดี๋ยวฉันเอาเรื่องนี้ไปบอกอาจารย์ใหญ่ให้เอาไหม?”
อบิเกลยกยิ้มให้อีกฝ่ายทันที “ไม่เป็นไรค่ะ หนูไม่อยากมีปัญหาเพิ่ม ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือค่ะ”
อบิเกลเดินหลบออกไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว สกอร์เปียสเห็นอีกฝ่ายเดินนำหน้าไปก่อน เขาได้แต่มองรองศาสตราจารย์เล็กน้อยก่อนจะเดินตามอีกฝ่ายไปอย่างรวดเร็ว สายตาของรองศาสตราจารย์จับจ้องมองเด็กทั้งสองคนอย่างไม่วางตา ทั้งสองเดินจนลับสายตาจนใกล้มาถึงสนามฝึกขี่ไม้กวาด ทุกคนต่างพากันเดินไปหยิบไม้กวาด ระหว่างที่เดินกันอยู่นั้นสกอร์เปียสก็มีคำถามบางอย่างเขาสงสัยว่าทำไมอีกฝ่ายถึงไม่รับความช่วยเหลือจากรองศาสตราจารย์โดยที่ปกติยากมากที่จะมีคนได้รับการช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ เขากำลังจะอ้าปากพูด
“เอ่อ...”
“ถ้านายจะถามเรื่องของรองศาสตราจารย์ ฉันจะบอกว่าไม่”
สกอร์เปียสถึงกับนิ่งไปเลยที่อีกฝ่ายตอบแบบนั้น “ทำไมล่ะ?”
“ฉันไม่อยากตอบ...”
“เธอรู้เหรอว่าฉันจะถามอะไร?”
ทั้งสองคนเดินจนมายืนรวมกับทุกคน อบิเกลเงยหน้ามองอีกฝ่าย เธอจ้องมองดวงตาสีฟ้าของอีกฝ่าย
“นายคงสงสัยว่าทำไมฉันถึงไม่รับความช่วยเหลือจากรองศาสตราจารย์จากเรื่องของอาจารย์มิลเกรดใช่ไหม?”
“ใช่...เธอจะปล่อยให้เขาแกล้งเธอตลอดไปเหรอ?”
“นายก็เห็นตอนฉันเล่นงานใครต่อใครที่มาวุ่นวายกับฉันสิ ฉันไม่เคยขอความช่วยเหลือจากไหน ฉันจัดการเองได้...นายไม่ต้องห่วง ฉันไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใคร”
“แต่ฉันห่วงเธอนะ เรายังเป็นแค่เด็ก...เราไม่ได้เก่งอะไร...”
“คนที่ไม่ได้เก่งนะ มันนาย แต่ฉันเก่งพอจะต่อกรกับสิ่งรอบตัว สกอร์เปียส”
คำพูดของอีกฝ่ายทำให้สกอร์เปียสรู้สึกจุกอกเมื่อความเป็นห่วงของเขาถูกตอกกลับด้วยคำว่าเขาไม่เก่งเหมือนเธอ ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองนั้นช่างอ่อนแอกว่าอีกฝ่ายจนเขานั้นอยากแข็งแกร่งจนสามารถปกป้องอีกฝ่าย สกอร์เปียสนิ่งเงียบไปเมื่ออบิเกลเอ่ยพูดแบบนั้น เธอไม่ขอโทษอีกฝ่ายเพราะเธอพูดจริง ๆ ว่าเธอนั้นเก่งกว่าอีกฝ่ายเธอสามารถปกป้องตัวเองจากสิ่งอันตรายได้ไม่เหมือนอีกฝ่าย แล้วการตัดบทแบบนั้นมันทำให้อีกฝ่ายเลิกถามอะไรเยอะแยะกับเธอ แต่จริง ๆ เธอไม่อยากตอบว่าทำไมถึงไม่อยากขอความช่วยเหลือจากรองศาสตราจารย์แต่มันมีเหตุผลที่เธอรู้สึกว่าไม่อยากติดหนี้จากใครยิ่งจากชายที่เธอรู้สึกว่าเขามีความรู้สึกที่ทำให้เธอไม่ไว้วางใจ
วันวานภายในโรงเรียนกำลังเดินไปตามกาลเวลาเหมือนสายลมที่พัดผ่านร่างไป ระยะเวลาผ่านไปครบสามเดือนกว่า ๆ ตลอดมาอบิเกลพบเจอกับเหตุการณ์มากมายให้วุ่นวายถึงมันจะผ่านไปอย่างไม่ได้ง่ายดายอะไรมากนั้น แต่เธอก็พุ่งชนกับมันตลอด ดีที่ตลอดหนึ่งเดือนหลังจากเรื่องในสนามควิดดิชไม่ค่อยมีอะไรมากนอกจากการเรียนถึงจะโดนแกล้งมั้ง แต่เธอก็รับมือแบบหนักหน่วงใส่กลับถึงจะโดนร้องเรียน ศาสตราจารย์ใหญ่ก็ได้แต่มองและถามเหตุผลกับเธอก่อนเสมอนั้นทำให้เธอไว้ใจอีกฝ่ายมากกว่ารองศาสตราจารย์ นั้นทำให้เธอรับรู้ว่าถึงอยู่ภายในรั่วโรงเรียนแห่งนี้ก็มีทั้งคนดีและคนไม่ดีเช่นเดียวกับข้างนอกที่เธอเคยเผชิญ หิมะตกลงเป็นช่วงที่ทุกคนรอมานานแสนนาน คริสต์มาส คำที่ทุกคนรอมานานรอที่จะได้กลับไปพักผ่อนที่ที่ทุกคนเรียกว่าบ้านเหมือนกับอบิเกล
เสียงภายในหอสลิธีรินช่างเจี๊ยวจ๊าวกันดังไปทั่วทั้งหอ อบิเกลที่อยู่ภายในห้องของเธอที่ตอนนี้มีเพียงเธอนั้นที่ยังไม่ได้เก็บอะไร เพราะตอนแรกสองจิตสองใจว่าจะกลับบ้านดีไหม เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่อาสก็อตออกไปทำภารกิจไม่น่าจะได้อยู่บ้าน แต่ทว่าเพราะสกอร์เปียสเชิญชวนเธอไปบ้านเขาช่วงคริสต์มาสนั้นทำให้เธอรู้สึกดีใจที่เพื่อนคนแรกของเธอชวนเธอไปบ้านของเขาเพื่อทานอาหารในวันครอบครัวแบบนั้น อบิเกลกำลังเก็บเสื้อผ้าของเธอลงกระเป๋าโดยการจับยัด
“ไม่ควรทำแบบนั้นนะ!!”
น้ำเสียงอ่อนโยนกล่าวออกมา แต่น้ำเสียงออกดุใส่อบิเกลเล็กน้อย อบิเกลค่อย ๆ หมุนตัวหันกลับไปไปหาเจ้าของเสียงที่อยู่ภายในหนังสือ หน้าหนังสือหนึ่งมีหญิงสาวที่อบิเกลให้ความเคารพพอ ๆ กับอาสก็อต
“คุณหมายถึงอะไรเหรอคะ? จิเนฟรา”
จิเนฟรามองที่มือของอบิเกลที่กำลังจับยัดเสื้อผ้าที่กำลังเก็บใส่กระเป๋า “เธอควรจับพับเสื้อผ้าไม่ใช่จับยัดมันเข้าไปนะ”
“แต่ว่า...หนูกำลังรีบนะคะ”
“ไม่ได้ พับซะ!!”
คำสั่งนั้นทำเอาอบิเกลเม้นปากของตัวเองเข้าหากันก่อนที่จะเอาเสื้อผ้าพวกนั้นออกมาพับใหม่อีกรอบ ระหว่างที่กำลังพับนั้นเธอยืดตัวตรงเหมือนคิดอะไรบางอย่างได้เช่นตัวเองมีไม้กายสิทธิ์ ก็ใช้ไม้เก็บข้าวของเข้าที่ก็จบ เธอกำลังหยิบไม้กายสิทธิ์ออกมาจากกระเป๋าเสื้อของเธอ
“ห้ามใช้ไม้กายสิทธิ์เด็ดขาด!!”
จิเนฟราส่งเสียงห้ามอีกครั้งนั้นทำเอาอบิเกลรู้สึกว่าอีกฝ่ายนั้นห้ามเธออีกครั้ง แล้วรู้สึกวันนี้อีกฝ่ายห้ามเยอะกว่าปกติเลย
“แต่ว่า!!”
“ไม่ หนูต้องทำอะไรด้วยตัวเอง ห้ามใช้ไม้เด็ดขาด!!”
อบิเกลฟังคำสั่งนั้นรู้สึกว่าอีกฝ่ายนั้นต้องการให้เธอพยายามอะไรด้วยตัวเอง แต่ปกติเธอก็ทำทุกอย่างเองอยู่แล้ว แต่วันนี้เธอต้องรีบเก็บเสื้อผ้า นั้นทำให้เธอรีบพับเสื้อผ้าทุกตัวของเธอ
“คุณนี่น่า!! ทำตัวเหมือนแม่หนูจริง ๆ สั่ง ๆ ตลอด”
“ได้ยินแบบนั้นทำให้ฉันอยากเป็นแม่ของเธอเลยล่ะ ฉันจะสั่งสอนจนเธอเข้าใจทุกอย่างเกี่ยวกับโลกนี้และโลกมักเกิ้ล”
“ขอบคุณ...แต่ว่า...หนูก็รู้เยอะอยู่นะ...คุณสอนหนูมาตลอดตั้งแต่หนู 5 ขวบ”
“ใช่...ฉันดีใจที่ได้อยู่ข้าง ๆ หนูได้เห็นหนูเติบโต...จนวันนี้...ทำให้อยากให้พ่อแม่เธอเห็นว่าพวกเขานั้นมีลูกสาวที่เก่งและเข้มแข็งแค่ไหน”
อบิเกลได้ยินแบบนั้นเธอจับฝากระเป๋าแล้วปิดลง “หนูถามหน่อยสิ...ทำไมอาสก็อตไม่เคยอยากบอกหนูว่าพ่อแม่หนูเป็นใครกัน?”
จิเนฟรามองอบิเกลที่หันมามองเธอด้วยความสงสัยถึงที่สก็อตไม่เคยบอกใครเด็กน้อยถึงพ่อแม่ของเขา
“เขาคงไม่รู้จักพ่อแม่หนูก็ได้อบิเกล”
“หนูไม่เชื่อ...เพราะว่าอาสก็อตชอบพูดเสมอ พ่อแม่หนูเขาเก่ง...และรักหนูมากแค่ไหน...คนที่ไม่รู้จักพวกเขาจะไม่มีวันพูดแบบนั้น”
“อบิเกล...” จิเนฟรารู้สึกผิดกับสิ่งที่เธอไม่สามารถพูดออกมาได้ เธอจ้องมองเด็กน้อยที่กำลังเดินเข้ามาหาเธอ
“คุณเป็นคนที่หนูเคารพเหมือนกับทุกคนที่หนูเคารพนะคะ...แต่ว่า...สิ่งที่อากำลังปิดบังเรื่องพ่อแม่หนู...เพราะหนูจำพวกท่านไม่ได้เหรอ?”
“อาจจะเป็นแบบนั้น...”
“ทำไมละค่ะ? พ่อแม่หนูเป็นคนดังเหรอ? หนูไม่เคยเจอพวกท่านไม่เคยมีภาพให้เห็น หนูจะรู้ได้ไงว่าพวกเขาคือพ่อแม่โดยที่หนูจำไม่ได้สักครั้ง!?” อบิเกลนั่งลงกับเตียงเธอล้มตัวนอนกับเตียงของตัวเอง “ขอโทษค่ะ หนู...มีคำถามมากมายอยากถามพ่อแม่...พวกเขาเป็นใคร ทำไมถึงทิ้งหนู...หรือว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาเล่าให้หนูฟังก็ได้...”
“พวกเขาก็คงไม่อยากบอกหนูหรอกว่าพวกเขาเสียไปเพราะอะไร”
“แต่หนูรู้สึกบางอย่าง...”
“รู้สึก?”
อบิเกลลุกขึ้นมานั่งอีกครั้ง “เหมือนพ่อแม่ยังอยู่ข้าง ๆ หนู”
“โธ่...อบิเกล...พ่อแม่หนูเสียชีวิตไปนานแล้วนะ”
“มันไม่แน่นะคะ...” อบิเกลมองอีกฝ่ายที่กำลังมองเธอพร้อมกับจับบริเวณหน้าอกของเธอ “หนูรู้สึกข้างในนี้...”
“อบิเกล...”
จิเนฟราจ้องมองเด็กน้อยตรงหน้าที่มีสีหน้าที่ยังคาดหวังว่าพ่อแม่ของตนเองยังอยู่ พวกเขาอาจจะยังไม่ได้ตาย แต่ตัวของจิเนฟรารู้ว่าพ่อแม่เด็กเสียไปนานแล้วจนเธออยากบอกความจริงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของพ่อแม่อีกฝ่าย
“อบิเกล...คือว่าฉัน...”
ตึง!!!
“อบิเกล!!!!” เอวาตะโกนเสียงดังเข้ามาภายในห้องพร้อมกับวิ่งตรงมาหาอบิเกลอย่างรวดเร็ว “เร็วเข้า!!! ใกล้จะกลับบ้านกันแล้วนะ มัวทำอะไรอยู่นะ”
“อ๊ะ...โทษที...ฉันกำลังเพลียนะ...”
“ไหวไหมนะ? ช่วงนี้เห็นว่ามีอาการสลบอีกแล้วนี่น่า...เห็นว่าช่วงนี้เป็นตอนอยู่กับพวกวีสลีย์บ่อย ๆ ด้วยสิ”
“ไม่ต้องห่วง เอวา ฉันยังไหว”
“เร็วเถอะ รีบลงไปเดียวอาจารย์มิลเกรดมาจะวุ่นวายอีกเยอะ”
“โอเค...”
เอวายกยิ้มก่อนจะเดินออกไปจากห้องพักไป อบิเกลหันกลับมามองจิเนฟราที่ตอนนี้หายไปจากหนังสืออย่างรวดเร็ว เธอสงสัยว่าทำไมอีกฝ่ายถึงหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อมีคนภายนอกเข้ามาตลอด นั้นยิ่งทำให้เธอสงสัยมากกว่าเดิมมีอะไรปิดบังกันแน่ อบิเกลลุกขึ้นจากเตียงแล้วเดินไปที่หนังสือก่อนจะเก็บเข้ากระเป๋าคาดเอวของตัวเอง เธอหมุนตัวไปที่กระเป๋าเดินทางที่อยู่ปลายเตียง เธอปิดฝากระเป๋าลงพร้อมกับยกลงลากไปตามทางแล้วออกจากห้องพักไปตามทางเดินที่มีเหล่านักเรียนภายในหอสลิธีรินเดินกันไปกันมา ทุกคนเห็นก็เธอเดินผ่านก็มีแต่ทักทายกันด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นมิตร
“ไง เมอร์รัล!!”
“ไง~”
“นี่จะกลับบ้านเหมือนกันเหรอ?”
“ใช่~”
อบิเกลทักทายตอบผู้คนที่เดินผ่านมาแล้วทักทายจนเธอนั้นมาถึงห้องโถงใหญ่ที่มีหลายคนรอบเวลาที่จะเตรียมเดินทางกันออกไปเพื่อกลับบ้านของพวกเขากัน บางคนก็มียังอยู่ที่นี่ยังคงแต่งตัวด้วยชุดนักเรียนตามปกติบางคนก็ใส่ชุดไปรเวท อบิเกลมองหาเพื่อน ๆ ของตัวเองก่อนจะเห็นพวกเอวาที่กำลังพูดคุยโดยมีหนึ่งในนั้นที่ต่างจากคนอื่น เพราะเป็นผู้ชายในดงเด็กหญิงทั้งหลายนั้นล่ะ สกอร์เปียสกำลังพูดคุยกับเพื่อนสาวทั้งหลายก่อนจะมองไปทางอบิเกล
“อบิเกล~”
รอยยิ้มบนใบหน้าของสกอร์เปียสช่างเด่นชัดว่าเขาดีใจแค่ไหนที่เพื่อนสนิทของเขามาแล้ว
“ไง สกอร์เปียส ไงทุกคน”
“มาสักที นึกว่าจะให้รอจนกระทั่งอาจารย์มาเสีย”
“ไม่มีทางที่ฉันยอมให้ยัยป้านั้นมาจิกหัวฉันหรอกนะ”
“อุ๊ย แรงนะนั่น~”
อบิเกลยกยิ้มอย่างชอบใจ “แล้วมีใครกลับบ้านมั้งนะ?”
“พวกเราทุกคนยกเว้นลูน่านะ”
อบิเกลหันไปมองลูน่าที่กำลังยกยิ้มให้เธอ “เธอไม่อยากกลับบ้านเหรอ?”
“อ๋อ...เปล่านะ เดียวฉันกลับพร้อมพ่อกับพี่ชายอีกทีนะ”
“จริงสิ ฉันยังไม่เคยเจอพี่เธอเลยนะ”
“ฮ่า ๆ ทำไงได้ล่ะนะ พี่ไม่ค่อยอยากสนใจอะไรนอกจากสิ่งรอบตัวละนะ อีกอย่างเขาอยู่กริฟฟินดอร์คงไม่มาสนใจฉัน”
“กริฟฟินดอร์?”
ทุกคนเอ่ยพูดก่อนจะนึกถึงผู้ชายผมสีน้ำตาลเข้มแอบตามทุกจุดเมื่อมีการเปลี่ยนคาบเรียนตลอด พวกเขาก็สงสัยว่าอีกฝ่ายตามใจมา เพราะดูเป็นรุ่นพี่ที่น่าสงสัย แต่จะมีแค่เอวา แพนซี่ กับ ฟาร่ารู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
“จริงเหรอที่เขาไม่สนใจเธอนะ”
“จริงด้วยนะ...งั้น...ปกติที่มีคนตามตลอด ใครกันนะ?”
“เธอหมายความว่าไงนะ แพนซี่?”
“แพนซี่คงบอกหมายถึงผู้ชายผมยาวลอน ๆ ดูเป็นหนุ่มเซ่อ ๆ น่าจะอยู่ปี 5 กริฟฟินดอร์ เวลาเราเปลี่ยนคาบ เขาจะชอบแอบตามตลอดนะ เห็นพวกเอวาบอกว่าเขาเป็นพี่ชายเธอนี่น่า”
“ว่าไงนะ!!!” ลูน่าถึงกับหน้าแดงแล้วมองทุกคนที่มองเธอ “พอ ๆ ฉันจะไปว่าพี่!!!”
ทุกคนต่างหัวเราะกับลูน่าที่กำลังเขินอายกับสิ่งที่พี่ชายกระทำสิ่งที่น้องสาวไม่รู้แต่คนรอบ ๆ รู้หมด ระหว่างที่พวกเธอกำลังพูดคุยกันนั้นก็เป็นที่สนใจของรุ่นพี่ที่รู้จักกันก็เดินตรงมาหาพวกเธอ
“แหม ๆ ใกล้กลับบ้านกันก็หัวเราะชอบใจกันสนุกแล้วเหรอ?”
“พี่คามิว”
“อบิเกลกลับบ้านไปจะไปทำงานหรือเที่ยวล่ะ?”
“หนูอยู่บ้านค่ะ เพราะพ่อทำงานหนูไม่ควรตามไปเอง ถ้าไม่มีพวกเขานะคะ”
“แย่นะนั่น แล้วแบบนี้มีคนอยู่ดูแลไหมนะ”
อบิเกลจ้องมองอีกฝ่ายก่อนจะยกยิ้มให้อีกฝ่าย “ไม่ต้องห่วงค่ะ หนูมีคนดูแลตลอดนะคะ”
“เหรอ...” คามิวมองเด็กน้อยด้วยความรู้สึกห่วง ๆ แต่ก็คงต้องอย่างทำอะไรที่เกินเลยเกินไป
ชาร์ลีเดินตรงมาหาพวกอบิเกลที่ยืนเกาะกลุ่มกัน “นึกว่าเดินทางไปแล้ว...”
“รุ่นพี่!!”
ทุกคนต่างมองอีกฝ่ายเดินเข้ามาร่วมกลุ่ม คามิวมองอีกฝ่ายที่เข้ามาหาอย่างสงสัย
“นายมาทำอะไร ชาร์ลี”
“ฉันอยากมาคุยกับเด็กน้อยพอดีนะ” ชาร์ลีหันมามองอบิเกล
“มีอะไรคะ? รุ่นพี่ชาร์ลี”
“เดือนหน้าเรามีแข่งควิดดิชกับบ้านที่แข่งรอบที่สอง”
“พวกกริฟฟินดอร์เหรอ?”
อบิเกลนึกถึงการแข่งรอบสองที่มีแข่งตอนพฤศจิกายน ตอนนั้นเธอไปดูเช่นกัน เพราะอยากดูการแข่งขันว่าทั้งทีมสองทีมนี้เล่นแบบไหนกัน แต่กริฟฟินดอร์ดูมีความว่องไวพอตัว แต่ก็มีซีกเกอร์ที่เก่งจากครอบครัววีสลีย์อยู่ อบิเกลเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย
“แล้วยังไงคะ?”
“ฉันอยากชวนเธอมาเป็นซีกเกอร์ของทีมเรา”
”จะดีเหรอคะ?” อบิเกลมองอีกฝ่ายที่ตั้งคำชวนนี้ที่ถูกชวนมาแล้วหลายรอบ
“ดีสิ เราขาดตำแหน่งที่แม็กนัสเคยอยู่ แต่หมอนั้นโดนไล่กลับบ้านไปแล้ว เราขาดตำแหน่งนี้ เธอเหมาะที่สุด อบิเกล”
ทุกคนต่างหันมามองอบิเกลที่ได้รับคำชวนจากรุ่นพี่ต่อหลาย ๆ ครั้ง จนถ้าเป็นพวกเขาคงยอมตกลง อบิเกลนึกอยู่สักหนึ่งก่อนเงยหน้าขึ้นมามองอีกฝ่าย
“ไม่รู้สิคะ” อบิเกลเอ่ยพูดก่อนจะนึกถึงเรื่องหลังจากนี้ “ช่วยรออีกหน่อยได้ไหมคะ? ตั้งเดือนหน้ากว่าจะมีการแข่งขัน”
“ได้สิ ขอให้ช่วงวันหยุดขอให้มีอะไรทำให้เธอเปลี่ยนใจ”
ชาร์ลีอยากให้มีโอกาสที่อบิเกลเปลี่ยนใจมาเข้าทีม เขาอยากให้ช่วงวันหยุดของอบิเกลมีอะไรที่เปลี่ยนใจ ระหว่างที่พวกเขากำลังพูดคุยกันนั้น อาจารย์บริตนีย์ก็เดินเข้ามาในหอพักสลิธีรินด้วยสายตายิ้มเยาะอย่างดีใจที่จะได้ไล่พวกเด็กที่เธอเกลียด
“เจ้าพวกเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม!!”
เด็กทุกคนต่างพากันหันไปมองอาจารย์ที่กำลังเดินเข้ามาภายในห้องโถงที่เด็ก ๆ กำลังยืนคุยกัน เธอเริ่มไล่เด็ก ๆ ให้ออกจากหอเพื่อเตรียมตัว ทุกคนต่างเตรียมตัวหยิบกระเป๋าเตรียมตัวเดินออกในทันใด เพราะรับรู้ว่าอาจารย์นั้นต้องการไล่พวกเขาให้ออกจากที่นี่โดยไว อบิเกลหันมองหน้าทุกคนด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์กัน ก่อนจะหันไปลากกระเป๋าเดินทางของตัวเองออกจากตรงนั้น แต่ก่อนจะออกจากตรงนั้นอาจารย์ก็เอ่ยพูดตามหลังพวกเธอ
“ขอให้ไม่ต้องกลับมาน่าจะดีกว่านะ”
อบิเกลได้ยินก่อนจะหันกลับไปมองอีกฝ่ายที่พูดแบบนั้น “เมื่อกี้พูดอะไรนะ?”
“ฉันพูดครั้งเดียวยัยเด็กแก่แดด”
คำพูดนั้นทำให้อบิเกลรับรู้เลยว่าตอนอยู่ข้างนอกต้องระวังตัว เพราะเจ้าแม็กนัสอยู่ในโลกมักเกิ้ลไม่ได้อยู่ในรั้วโรงเรียนยิ่งมีความเสี่ยงที่เธออาจจะโดนทำร้ายนอกโรงเรียนมากกว่าเดิม
“ถ้าเล่นไม้นี้...ก็เจอกัน...”
จบตอนที่ 30 โปรดติดตามตอนที่ 31 ต่อไป