อบิเกล เด็กที่มีชีวิตที่ไม่เหมือนใคร เธอต้องตะลุยไปตามสถานที่ต่างๆ กับอาของเธอจนกระทั่งวันหนึ่งที่กับมาบ้านแล้วเธอก็ได้พบกับจดหมายที่เธอไม่คาดคิด จดหมายนี่จะเปลี่ยนชีวิตของเธอที่เธอไม่รู้จักอีกมากมาย
แฟนตาซี,ชาย-หญิง,รั้วโรงเรียน,ตะวันตก,อื่นๆ,แฟนฟิค,แฟนฟิคแฮร์รี่พอตเตอร์,เวทมนตร์,ฮอกวอตส์,รุ่นลูก,คาถา,แฮร์รี่พอตเตอร์,เด็กหญิงผู้รอดชีวิต,YukiCoCo,แฟนตาซีน,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
[Fanfiction Harry Potter รุ่นลูก] เด็กหญิงผู้รอดชีวิตอบิเกล เด็กที่มีชีวิตที่ไม่เหมือนใคร เธอต้องตะลุยไปตามสถานที่ต่างๆ กับอาของเธอจนกระทั่งวันหนึ่งที่กับมาบ้านแล้วเธอก็ได้พบกับจดหมายที่เธอไม่คาดคิด จดหมายนี่จะเปลี่ยนชีวิตของเธอที่เธอไม่รู้จักอีกมากมาย
++คำอธิบายจากนักเขียน++
สวัสดีทุกคนนะคะ ขอต้อนรับสู่อีกเรื่องที่เป็นแนวนิยายฟิครุ่นลูกอีกเรื่อง
เรื่องนี้ทุกคนก็น่าจะรู้จักก็คือเรื่อง แฮร์รี่ พอตเตอร์ ผู้เขียน เจ.เค.โรว์ลิง
เนื้อเรื่องนิยายครั้งนี้ก็เหมือนเคยไรท์อยากสนองฮีทของตัวเองเลย
สร้างเรื่องนี้ขึ้นแต่งรุ่นลูกของแฮร์รี่ขึ้น อันนี้จะแตกแขนงจากละครเวทีอย่างเรื่องเด็กต้องสาป
มาอีกทีเหมือนโลกคู่ขนามอีกโลกหนึ่ง เนื้อเรื่องอาจจะมีปวดตับมั้งหรือเปล่านะ
แต่ถ้าใครไม่ชอบก็ขอประทานอภัยกับเนื้อเรื่องที่ทางไรท์ต้องการนะคะ
บทนำของเรื่อง
อบิเกล เด็กสาวที่มีชีวิตที่ไม่เหมือนใคร เธอนั้นได้เดินทางไปกับอาของเธอโดยไม่รู้ว่าต้องออกเดินทางเพราะไร จนพวกเขาตั้งหลักได้แล้วก็กลับมายังลอนดอนอีกครั้งและใช้ชีวติจนเวลาผ่านไปนานจนอบิเกลได้อายุ 11 ปี พวกเขากลับมาจากทำงานแล้วกลับมาบ้าน แต่แล้วอบิเกลต้องดีใจที่เธได้ จดหมายจากโรงเรียนเวทมนตร์ ฮอกวอตส์ แต่เธอไม่รู้ว่าชีวิตของเธอกำลังจะเปลี่ยนไป เมื่อเข้าสู้โรงเรียนแห่งนั้น
เรื่องนี้เชื่อมโยงกับโลกเทพปกรณัมกรีกในนิยายแฟนฟิคของเรา
อย่างเรื่อง สายเลือดแห่งโพไซดอนที่หายสาบสูญ นะคะ
ไปติดตามกันได้นะ
ปล. เรื่องนี้เป็นนิยายฟรี ไม่อาจะคาดเดาในวันที่จะลงได้
ตอนที่ 29 อาการวัยเด็ก
ความมืดมิดที่เคยมืดสนิทเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทาจาง ๆ พร้อมกับเสียงพึมพำที่ฟังไม่ได้ศัพท์ดังสะท้อนอยู่ในหัว ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้คือความเย็นเฉียบของผ้าปูเตียงที่ถูกดึงจนตึงเปรี๊ยะและกลิ่นสะอาดสะอ้านแต่อบอวลไปด้วยไอระเหยของสมุนไพรขมปร่า กลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของห้องพยาบาลประจำโรงเรียน อบิเกลพยายามขยับเปลือกตาที่หนักอึ้ง แสงสว่างจากหน้าต่างบานสูงที่ส่องกระทบกำแพงหินโค้งทำให้เธอต้องหรี่ตาลงครู่หนึ่ง ภาพเพดานสูงตระหง่านและม่านสีขาวที่กั้นระหว่างเตียงค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น พร้อมกับเสียง ‘แกร๊ง’ ของขวดแก้วกระทบกันที่ดังมาจากโต๊ะข้างเตียง
“ฟื้นแล้วเหรอ... ดื่มนี่ซะมันจะได้ดีขึ้น รสชาติมันแย่หน่อยนะ แต่จะช่วยให้เลือดลมเดินดีขึ้น”
อบิเกลหลับตาจนเกิดรอยย่นรอบตาก่อนจะลืมตาขึ้นมาพยุงตัวเองขึ้น แต่มีมือหนึ่งประคองข้างหลังของเธอ ดวงตาเปิดมองถ้วยยาตรงหน้ากลิ่นควันสีขาวลอยเข้ามาจนฉุนขึ้นจมูก เธอหันหน้าหนีถ้วยยานั้นทันที
“อะไรนะ...ยาเหรอ?”
“ใช่...มาดามป๊อปปี้เป็นคนทำยานี้เลยนะ” สกอร์เปียสเอ่ยพูดขึ้น
“สกอร์เปียส?”
“ฉันอยู่ข้างหลังเธอนี่ล่ะ~”
“เพื่อนหลานอยู่ตั้งแต่หลานสลบจนมาถึงห้องพยาบาลเลยนะ” สก็อตเอ่ยพูด เขาเงยหน้ามองเจ้าเด็กชายที่อยู่ข้าง ๆ หลานสาวเขา
อบิเกลพยายามจ้องมองถ้วยยาที่เริ่มชัดขึ้นก่อนจะยกถ้วยยาดื่ม สัมผัสแรกที่เข้ามาภายในปากของเธอเป็นรสชาติที่เธอไม่ชอบสุด ๆ เพราะมันขมปร่าจนไม่สามารถอธิบายได้เลยว่ามันรสชาติขมจริง ๆ เหรอ
“ยี้!!!”
“อาเข้าใจ...ว่ามันไม่ได้เรื่อง...”
“หือ?”
อบิเกลตั้งสติได้นั้นเสียงแรกที่คุยกับเธอนั้นนอกจากสกอร์เปียส ภาพตรงหน้าของเธอเริ่มชัดเรื่อย ๆ เธอยืนนั่งตัวตรงบนเตียงก่อนจะเห็นข้างเตียงที่มีคนนั่งอยู่ขอบเตียงคืออาสก็อตของเธอ
“อา...”
“เป็นไงมั้ง...มีอาการอะไรแปลก ๆ ไหม?”
“อาการแปลก ๆ” อบิเกลเอ่ยถามอย่างสงสัย
“เธอจำเรื่องก่อนหน้าได้ไหม?” สกอร์เปียสนั่งลงข้าง ๆ อีกฝ่าย
“ก่อนหน้า...” อบิเกลลองนึกดูเธอจำได้เพียงว่ากำลังมองภาพครอบครัวของเจนน่าภาพก็ตัดไปทันที “จำไม่ได้เลย...เกิดอะไรขึ้น?”
“ตอนนั้นเธอสลบลงไป นกฟีนิกซ์เอาแต่ร้องนะ”
“หลานสลบไป เจ้าหนูผมบลอนด์ขาวนี้ก็วิ่งไปดูอาการของหลานก่อนเลยนะ”
อบิเกลหันหน้ามองอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกขอบคุณที่ห่วงเธอ “ขอบใจนะ”
“เรื่องเล็กน้อยนะ ขอเธอไม่เป็นอะไรก็พอ” สกอร์เปียสมองอีกฝ่ายที่ขอบคุณเขา เขาก็ดีใจมาก ๆ
สกอร์เปียสมองหลานสาวกับเด็กชายเขารู้สึกถึงบางอย่างที่ไม่ควรชอบกล แต่เขาก็หันมาสนใจหลานสาวทันที “หลานจำตอนสลบไม่ได้จริง ๆ เหรอ?”
“ไม่ได้ค่ะ...” อบิเกลส่ายหน้าเบา ๆ
สีหน้าของสก็อตนิ่งไป แต่ข้างในของเขารู้สึกตึงเครียดไปหมดอาการของอบิเกลกลับมาอีกครั้งในรอบหลายปี เขาจำได้ดีว่าหลานเคยมีอาการแบบนี้ช่วงแรก ๆ ตอนอายุสามขวบมันเหมือนกับความทรงจำของหลานสาวต้องการจะรื้อฟื้นขึ้นมา มันทำให้อบิเกลทรมานจนสลบไปหลายครั้ง เขาต้องหาคนช่วยรักษาแล้วปิดการทำงานของความทรงจำของหลานทุกอย่างเพื่อปกป้องหลานของเขาจากสิ่งที่ทำให้หลานเป็นแบบนี้
อบิเกลมองอาสก็อตที่นิ่งไปไม่พูดอะไรเลยจนเธอต้องเอ่ยหาอาสก็อต “อาสก็อต...”
ตึง!!!
“อบิเกล!!!!”
เสียงของเอวาดังขึ้นพร้อมกับเสียงประตูที่เปิดทั้งสองบานกระแทกกับกำแพงจนพวกที่อยู่ด้านหลังมองอย่างเหนื่อยใจกับความบ้าพลังของเอวา มาดามป๊อปปี้วัยแปดสิบกว่า ๆ เดินออกมาเห็นเด็กน้อยกลุ่มหนึ่งเข้ามาก็เสียงดังกัน ทำให้เธอต้องเดินมาอยู่ข้าง ๆ พร้อมกับยกนิ้วชี้ขึ้นมาแล้วส่งเสียงให้เด็ก ๆ เงียบเสียงเพื่อไม่ให้รบกวนบางคนที่พักผ่อนอยู่ภายในห้องพยาบาลแห่งนี้
“ชู่วววว!! นี่ห้องพยาบาล เสียงเบา ๆ กันหน่อย เด็ก ๆ”
เอวาถึงกับปิดปากเงียบทันทีก่อนจะหันมาชู่วให้ทุกคนเงียบเหมือนกัน “เงียบ ๆ พวกเรา โดนดุเลย”
“เธอส่งเสียงอยู่คนเดียว เอวา!!!” ทั้งสี่คนต่างพูดพร้อมกันใส่เอวา
ทำเอาอบิเกลที่มองอยู่ก็หลุดขำออกมาเบา ๆ ที่พวกนั้นช่างร่าเริงยิ่งกว่าใครที่เธอเคยเจอ สก็อตมองเด็ก ๆ ที่มาหาอบิเกลนั้นทำให้เขารู้สึกโล่งใจที่หลานยังมีเพื่อนที่สนิทด้วย พวกนั้นต่างเงียบกันแล้วเดินตรงมาหาอบิเกลกันอย่างรวดเร็ว
“เป็นไงมั้ง!!”
“ดีขึ้นยัง?”
“ดีขึ้นแล้วล่ะ...”
“แน่ใจนะ”
“ตอนเธอสลบไปทำเอาตกใจกันหมดเลยนะว่าเกิดอะไรขึ้นนะ”
“อืม ๆ”
“ไม่ต้องห่วง รู้สึกดีขึ้นเยอะเลยล่ะนะ” อบิเกลยกแขนทั้งสองข้างเหมือนคนที่แข็งแรงแล้วจริง ๆ
“แน่นะ ถ้าเป็นอีกพวกเราจะพาเธอตรงดิ่งมาห้องพยาบาลแน่ ๆ”
“ไม่มีทางหรอกน่า...” อบิเกลปฏิเสธร่างกายเธอไม่น่าจะเป็นอะไรมาก คงไม่มีครั้งที่สองหรือสามแน่ ๆ
ระหว่างที่พูดคุยกับเพื่อน ๆ อบิเกลหันไปหาอาสก็อตที่กำลังยืนมองพวกเขาคุยกัน แต่ว่าสีหน้าของเขานั้นดูยังเหมือนกำลังมีเรื่องในใจจนสีหน้าเขานั้นไร้อารมณ์มาก ๆ กว่าปกติ เธออยากถามเขาว่าเป็นอะไรไหมทำไมทำหน้าแบบนั้น สก็อตรู้สึกถึงสายตาของหลานสาวเขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยดวงตาสีดำจดจ้องมองเธอก่อนที่จะเปลี่ยนสีหน้าเป็นยกยิ้มให้หลานสาวตัวน้อยก่อนจะเข้าไปลูบหัวหลานเบา ๆ
“งั้นเพื่อนของหลา- อ๊ะ ลูกมาแล้ว”
“พูดปกติก็ได้ค่ะ...หนูบอกเพื่อนอยู่ว่าอาสก็อตกับหนูเป็นอะไรกัน”
“แอ็บบี้บอกพวกเขาเหรอ?”
“ก็เพื่อน ๆ หนูนี่น่า หนูไว้ใจพวกเขา”
พวกเอวาได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มอย่างดีใจที่พวกเขานั้นเป็นกลุ่มคนที่เพื่อนสาวไว้ใจที่สุด สก็อตไม่คาดคิดว่าหลานสาวจะไว้ใจเด็ก ๆ พวกนี้ เขาได้แต่ยกยิ้มก่อนจะลูบผมหลานสาวเบา ๆ
“งั้นอาขอตัวกลับไปทำงานต่อนะ”
“จะกลับแล้วเหรอคะ?” อบิเกลทำหน้าหงอย ๆ เธอไม่อยากให้อาสก็อตไปไหน
“ใช่...เดียวอากลับไปทำงานต่อ แล้วก็...” สก็อตหันไปทางปลายเตียง
อบิเกลมองตามก่อนจะมองเจ้านกเพลิงสีแดงชาดเกาะอยู่บนแท่งเหล็กสำหรับยึดเกราะพักพิง มันกางปีกออกก่อนจะหัวเราะชอบใจโดยมีเพียงแค่อบิเกลได้ยิน
“เจ้านายฉันอยู่ด้วยคนนะ”
“เดียวนะคะทำไม...” อบิเกลมองเจ้านกฟีนิกซ์ตรงหน้าก่อนจะหันไปหาอาสก็อตของเธอ
“ตอนแรกเราว่าจะพามันกลับไปด้วยนะ แต่มันไม่ยอมเอาแต่อยู่กับหลาน อาเลยคิดว่าหลานคงได้สัตว์ภายใต้การดูแลเพิ่มมาแล้วล่ะนะ”
“ห๊า!!!” อบิเกลอุทานออกมาอย่างไม่เชื่อสายตาว่าเธอจะได้สัตว์วิเศษตัวใหม่เพิ่มมาอีกแล้ว
“อยู่ที่นี่ตั้งใจเรียนล่ะ อาจะหาเวลาส่งจดหมายมาหา”
“ก็ได้ค่ะ...”
อาสก็อตมองหลานสาวที่ไม่อยากที่จะให้อาทิ้งเธอไปไหน เขาย่อตัวลงมาจุ๊บที่หน้าผากของหลานสาวเบา ๆ เขาเอาหน้าพิงกับผมอ่อนนุ่มของหลานสาว อบิเกลกอดอีกฝ่ายอย่างรักใคร่ ทุกคนมองสองอาหลานกำลังกอดกันอย่างบอกลา สก็อตรู้สึกว่าหลานสาวยังคงเป็นเด็กขี้แยที่ต้องการใครสักคน ก่อนที่เขานั้นจะเดินออกจากห้องนั้นไป อบิเกลจ้องมองแผ่นหลังกว้างของอาสก็อตผ่านประตูบานใหญ่ออกมาก่อนจะปิดตัวลง ทุกคนมองอบิเกลที่สายตาทอดมองออกไปโดยไม่มองอะไรเลยจนสกอร์เปียสต้องทักอีกฝ่าย
“อย่าคิดมากเลยนะ เดียวช่วงคริสต์มาสก็ได้เจอกันแล้วนะ”
อบิเกลมองสกอร์เปียสที่เอ่ยพูดแบบนั้นเธอหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะยกยิ้มให้อีกฝ่ายที่ปลอบใจเธอ
“อืม!! เดียวก็ได้เจอไม่นานหรอก...”
สก็อตกำลังเดินไปตามทางเดินผ่านไปฮอกวอตส์ เด็กนักเรียนที่กำลังจะกลับบ้านพักต่างมองเขาเป็นตาเดียวกัน พวกเขาไม่คาดคิดว่าจะได้เจอหัวหน้าหน่วยของสัตว์วิเศษที่นี่ เขากำลังเดินไปตามทางอยู่นั้นเองสายตาของเขาก็เห็นหญิงชราที่ยืนอยู่ปลายทางของเขา เธอยังคงใส่ชุดโทนสีเขียวเข้มเหมือนปีแรก ๆ ที่เขาเคยเจอ เธอหันมามองเขาจนเขานั้นเดินลงมาอยู่ตรงหน้าเธอพร้อมกับโค้งคำนับให้เธออย่างให้เกียรติให้ฐานะผู้ใหญ่ที่เขานับถือมาเนิ่นนาน
“ศาสตราจารย์ใหญ่มักกอนนากัล”
“พอว่างคุยกับฉันไหม? สก็อต”
สก็อตมองอีกฝ่ายที่เอ่ยพูดกับเขาก่อนที่ทั้งสองจะเดินทางไปยังห้องของศาสตราจารย์ใหญ่ เขาเดินเข้ามายังภายในห้องที่ไม่เคยเห็น เพราะไม่เคยได้เข้ามาในห้องนี้จนเขานั้นเห็นศาสตราจารย์คนเก่าที่เสียไปแล้ว
“ศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์...”
“เธอเคยเจอเขาสินะ...”
สก็อตหันไปมองศาสตราจารย์มักกอนนากัล “เจอเขาทันตอนผมอยู่ปี 1 แล้วก็ตอนปี 2...”
ทุกอย่างเงียบลงเหมือนสก็อตเงียบ เขานึกถึงช่วงเวลานั้นมันช่างวุ่นวายมาก ๆ ก่อนที่เขาจะขึ้นปี 3 สงครามก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
“ฉันเข้าใจ สก็อต...ตอนนั้นการสูญเสียคนสำคัญของโรงเรียน ทุกอย่างก็วุ่นวายตอนนั้นพวกเราต้องลุกขึ้นสู้หลายครั้ง”
“สงครามนั้นทำให้สูญเสียไปหลายคน...ผมคนหนึ่งที่ต้องสูญเสียพ่อแม่เช่นเดียวกัน...”
“ช่างเรื่องนั้นเถอะเรื่องผ่านมานาน แต่ว่าไม่เจอกันนาน ครั้งก่อนตอนหลานเธอเจอเข้ากับเคสแรกของโรงเรียน เธอไม่มาหาฉันเลยนะ?”
“ขออภัยที่ผมไม่ได้ไปหาตอนนั้น ผมต้องรีบจัดการเรื่องในวันนั้นให้จบเลยไม่ได้มาหา”
“น่าเสียดายตอนนั้นฉันอยากคุยกับเธอ สมัยเด็กเธอเป็นเด็กที่ร่าเริง รักเหล่าสัตว์วิเศษยิ่งกว่าอะไรเหมือนนิวส์ไม่มีผิด”
“ได้ยินแบบนี้ผมก็เขินนะครับ...” เขารู้สึกดีใจที่โดนเปรียบคล้ายนิวส์ สคามันเดอร์
”หึ ๆ แล้วครั้งนี้พานกฟีนิกซ์มางั้นเหรอ? ใช้ตัวเดียวกับของศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์หรือเปล่า”
“อันนี่ไม่แน่ใจ ผมไม่ได้ถามหลานสาวให้ถามเจ้านกนั้น”
“ถามเหรอ?” ศาสตราจารย์มักกอนนากัลขยับใบหน้าเล็กน้อยเหมือนสงสัยคำพูดของเขา
“หลานสาวผม...มีความสามารถที่ไม่ทราบว่าได้มาจากใคร เธอสามารถสื่อสารกับพวกสัตว์ได้”
“ว้าว...มันช่าง...”
“ประหลาดสำหรับพวกเราที่ยังไม่มีความสามารถในการสื่อสารกับพวกสัตว์ได้เลย ถึงเรามีคาถาก็ตามนี้ แต่หลานสาวผมไม่ต้องมีตัวช่วยอะไร แต่กับทำมันได้โดยสัญชาตญาณของเธอ”
“เรื่องมหัศจรรย์ของครอบครัวนี้จริง ๆ”
“ครับ”
“แล้วครั้งนี้หลานเธอเป็นอะไรถึงสลบในคาบของแฮกริด?”
สก็อตรู้สึกจุกในคอว่าควรจะทำยังไงดีก่อนจะเงยหน้ามองอีกฝ่ายที่เอ่ยถาม “อาการในวัยเด็กของอบิเกลกำเริบขึ้นครับ...”
“อาการวัยเด็ก...?”
“หลังเหตุการณ์นั้นที่อาจารย์รู้ว่าคืออะไร...เด็กคนนั้นจำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นใคร...”
“ถึงว่า...ฉันนึกว่าเธอเลี้ยงเด็กคนนั้นให้ลืมบ้านวีสลีย์ซะอีก...”
“เปล่าครับ...แค่...เด็กคนนั้นเสียความทรงจำทุกอย่างตั้งแต่เกิดไปหมด แล้วอาการวัยเด็กมันกำเริบตอนเธอมาอยู่กับผมช่วงอายุสี่ขวบหลังเธอฟื้น มันเหมือนความทรงจำอยากรื้อฟื้น แต่ร่างกายกลับไม่ยอม”
“การต่อต้านสินะ”
“ครับ...เหมือนว่าตัวของอบิเกลกำลังปฏิเสธความทรงจำที่อยากตื่นขึ้น ผมว่าคงเพราะความเจ็บปวดตอนนั้นมันทรมานกว่าเด็กตัวเล็ก ๆ จะรับไว้...ผมเลย...”
“เธอทำอะไร? สก็อต”
“ผมหาคนที่จะรักษาแล้วปิดผนึกความทรงจำของอบิเกล...ผมคิดว่ามันช่วยได้ระยะยาวแต่ตอนนี้...การรักษาคงจะหมดฤทธิ์ของมันแล้ว...”
“แล้วเธอจะทำไงจะให้เด็กคนนั้นกลับไปรักษาอีกเหรอ?”
“ลึก ๆ ของผมอยากพาแกไปรักษานะครับ ศาสตราจารย์ แต่ว่า...” สก็อตเงยหน้าขึ้นมาด้วยสีหน้ามุ่งมั่น “ผมจะปล่อย...ให้เธอเจอกับสิ่งที่ตัวเองควรได้รับมัน...สักวันเธอจะจำได้ว่าตัวเองเป็นใคร แล้วเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัว...”
“มันดีแล้วใช่ไหม? ที่เธอจะให้หลานสาวรับรู้ถึงการตายของครอบครัวเด็กคนนั้น...ว่าพ่อแม่และพี่น้องของเธอเจอกับอะไร”
“ถึงไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่สักวันก็ต้องเกิด...ถึงไม่อยากให้แก้เจ็บปวดที่ต้องมารับรู้ถึงการตายของครอบครัว แต่ผมอยากให้เธอรับรู้และเข้มแข็งต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเธอ แต่ภัยอันตรายอะไรเข้ามาเล่นงานเด็กคนนั้น ในฐานะอาผมจะจัดการพวกมันถึงจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตามที”
ศาสตราจารย์มักกอนนากัลตบมือกับคำพูดอีกฝ่ายที่ลึกซึ้งจนกินใจมาก ๆ “แฮร์รี่ต้องภูมิใจในตัวเธอ สก็อต ที่เขามีน้องชายที่เขาเลี้ยงดูมาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่น่าพึ่งพาได้แบบนี้”
“ผมก็อยากได้รับคำชมจากพี่เขาเหมือนกัน...แต่ทว่า...”
“ฉันเข้าใจเธอว่าไม่มีวันได้ยินเสียงของเด็กคนนั้นอีก...”
“ขอบคุณที่เข้าใจครับ ศาสตราจารย์”
“เธอรู้ไหมว่าหลานตัวเองมีศัตรูเยอะแค่ไหนในโรงเรียนแห่งนี้”
“คนแรกที่เป็นศัตรูก็คงไม่พ้นบ้านวีสลีย์อันดับแรก”
“ถูก...แต่ก็มีเด็กบ้านเดียวกันที่กำลังจะเป็นศัตรูกับหลานของเธอ”
“เด็กบ้านเขียวนั้นนะเหรอ?”
“ใช่...แต่ว่าศัตรูของหลานเธอกำลังจะโดนไล่ออกในไม่ช้ากับสิ่งที่เขากระทำ แล้วฉันเชื่อได้ว่าหลังจากเหตุนี้ หลานของเธอก็จะมีศัตรูเป็นอาจารย์ เพราะว่าเด็กที่กำลังจะโดยไล่ออกดันเป็นญาติกับอาจารย์คนนั้น”
หลายวันต่อมา
สถานการณ์ภายในห้องเรียนตอนนี้ช่างเป็นอะไรที่น่าอึดอัดยิ่งกว่าอะไร ตั้งแต่ต้นคาบ ในชั่วโมงนี้คือคาบป้องกันตัวจากศาสตร์มืด ทุกทีจะมีภาควิชาจะมีแต่ปฏิบัติ แต่วันนี้กับมีภาคทฤษฎีโผล่มาทำเอาอบิเกลรู้สึกตงิดใจแปลก ๆ จนกระทั่งในชั่วโมงเรียนอาจารย์บริตนีย์เอาแต่หันมาถามคำถามกับเธอตลอด โดยไม่มีใครโดยถามเลย ทำเอาคิดแล้วว่าอีกฝ่ายคงจะโกรธเธอที่ทำให้หลานชายของตนเองต้องโดนพักการเรียนไปหนึ่งเทอม ตอนแรกเธอก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นญาติผู้ใหญ่ของอีกฝ่ายจนพวกรุ่นพี่บอกนั้นล่ะ จนกระทั่งจบวิชานั้นอาจารย์ก็เรียกอบิเกลไปหาจนเธอสงสัยว่าอะไร พวกเพื่อน ๆ ต่างรออยู่แถว ๆ ประตู
ตึง!!
อบิเกลเดินมาถึงเสียงตึงนั้นทำเอาเธอหันไปมองกองหนังสือมากมายที่วางตั้งหลายสิบเล่มจนเธอหันกลับไปมองอาจารย์บริตนีย์ด้วยสายตาสงสัย แต่สีหน้าอีกฝ่ายก็มองออกเลยว่าเธอมีแผนอะไร เธอคงอยากสั่งการบ้านเธอให้หัวหมุนแน่ ๆ ก่อนที่เธอจะทำเป็นไม่รู้แล้วเอ่ยถาม
“นี่อะไรคะ?”
“โง่หรือไง? หนังสือไง!!”
“รู้ว่าหนังสือ แต่ให้ทำอะไร?”
“หนังสือพวกนี้เป็นการบ้านทุกอย่างที่พวกรุ่นพี่เธอเคยทำส่งฉัน ฉันจะให้เธอทำส่งฉันทั้งหมดสิบเล่มนี้ โดยทุกหน้าต้องเอาไปแก้คำตอบให้หมด!!”
“ว่าไงนะ!?”
“ห้ามตอบเหมือนที่รุ่นพี่เธอตอบด้วย!!”
“การบ้านมีแค่ที่คุณสั่งแค่ 1 งาน แต่นี่อะไรดันมีการบ้านเพิ่มแล้วแค่หนูคนเดียวเนี่ยนะ? ไม่มีทางทำแน่ ๆ”
“แกคิดว่าแกจะผ่านวิชาฉันงั้นเหรอ? แกไม่ทำฉันจะหักคะแนนบ้านสลิธีรินไปเลย 300 คะแนน”
อบิเกลกอดอกมองอีกฝ่ายก่อนจะหัวเราะในลำคอจนอีกฝ่ายมองอย่างสงสัยว่าทำไมเจ้าเด็กตรงหน้าถึงหัวเราะเธอ
“แกหัวเราะทำไม!?”
“หัวเราะกับความโง่ของคุณที่ไม่อยากให้บ้านตัวเองได้ดีไงคะ? คุณคงไม่ลืมนะว่าตัวเองเป็นอาจารย์ประจำบ้านสลิธีรินนะ”
อาจารย์บริตนีย์ได้ยินก็ลืมไปว่าตัวเองเป็นอาจารย์ประจำบ้านของเด็กตรงหน้า อบิเกลหัวเราะในลำคอก่อนจะยกคิ้วให้แล้วหมุนตัวเดินออกจากตรงนั้นอย่างไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะด่าอะไรตามหลัง ถึงอีกฝ่ายจะด่าไปแล้วก็ตามที่ อบิเกลเดินตรงมาที่ประตูก็เห็นสกอร์เปียสมองอาจารย์ที่ด่าอบิเกล ก่อนที่จะตามอบิเกลที่เดินออกไปทั้งสองคนเดินมาตามทางเดิน สกอร์เปียสก็เอ่ยถามอีกฝ่าย
“เธอทำแบบนั้น อาจารย์จะไม่เล่นงานเหรอ?”
“นายคิดว่าไงล่ะ?”
“เอ่อ...”
“ไม่ต้องห่วง ไม่เหลือที่ยัยอาจารย์นั้นจะเล่นงานฉันอีกเยอะ!!”
จบตอนที่ 29 โปรดติดตามตอนที่ 30 ต่อไป