“เฟยเฟย แต่จริงๆแล้ว ข้าชอบฤดูใบไม้ร่วงนั่นนะ! เพราะทุกครั้งที่มันเกิดขึ้น ข้าก็จะได้เห็นและพบเจอเจ้าเสมอ ฤดูใบไม้ร่วงของเราสองคน แท้จริงแล้วมันไม่ได้เป็นแค่คำสาป แต่มันคือความงดงามแห่งโชคชะตา เพราะถึงแม้กระจกบานที่สิบจะดับสูญไปจากโลกนี้แล้ว แต่ “สุสาส์นราคะ” ที่พันผูกจิตวิญญาณเราทั้งสองคนไว้ด้วยกันนั้นจะยังคงอยู่เป็นปัจจุบันขณะเสมอ ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นดั่งสัจจะนิจนิรันดร์” เจ้าวั่งซูเอ่ยพร้อมยิ้มอ่อนโยนให้คนรัก
ชาย-ชาย,รัก,ผจญภัย,แฟนตาซี,นิยายรักจีนโบราณ,นิยายรัก,นิยายจีนโบราณ,นิยายวาย,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
ดั่งเราสองที่พบพานจากวันวารสู่นิจนิรันดร์ (The Amid Autumn)“เฟยเฟย แต่จริงๆแล้ว ข้าชอบฤดูใบไม้ร่วงนั่นนะ! เพราะทุกครั้งที่มันเกิดขึ้น ข้าก็จะได้เห็นและพบเจอเจ้าเสมอ ฤดูใบไม้ร่วงของเราสองคน แท้จริงแล้วมันไม่ได้เป็นแค่คำสาป แต่มันคือความงดงามแห่งโชคชะตา เพราะถึงแม้กระจกบานที่สิบจะดับสูญไปจากโลกนี้แล้ว แต่ “สุสาส์นราคะ” ที่พันผูกจิตวิญญาณเราทั้งสองคนไว้ด้วยกันนั้นจะยังคงอยู่เป็นปัจจุบันขณะเสมอ ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นดั่งสัจจะนิจนิรันดร์” เจ้าวั่งซูเอ่ยพร้อมยิ้มอ่อนโยนให้คนรัก
นิยายเล่มนี้คือคัมภีร์แห่ง การค้นหาตัวตนผ่านโชคชะตาที่วนซ้ำ ความสนุกและมหัศจรรย์แห่งการเวียนว่ายของดวงจิตในภพภูมิทั้ง 9 และ มหากาพย์แห่งรักชั่วนิจนิรันดร์
“เจ้าวั่งซู และ ฮวาเฟยฟา (วั่งเฟย) สองดวงจิตที่พันผูกกันหลายแสนชาติ ถูกลิขิตให้หวนคืนเพื่อเล่นชะตาที่วนซ้ำ ผ่านการเดินทางทั้ง 9 ภพภูมิ: ภพมนุษย์ ภพอมนุษย์ ภพพืชพันธุ์ ภพฝันแห่งความเงียบงัน ภพเดรัจฉาน ภพจิตภูติ ภพสวรรค์ ภพปรภพ ภพปีศาจ
เพื่อค้นหาคำตอบในการหยุดวังวนแห่งโชคชะตา สู่การเริ่มต้นครั้งใหม่ เพื่อก้าวสู่ความเป็นนิจนิรันดร์”
..สุสาส์นราคะ..
ทั้งหกเดินเท้าขึ้นมาถึงด้านบนสำนักเก้าจักยุตกรา มองไปรอบบริเวณหุบเขาทั้งหมดล้วนเป็นเหล่าผู้บำเพ็ญตน เซียน เทวดา และผู้มีพลังจักราทั้งหมด ขาดเพียงเหล่าทวยเทพจากสวรรค์ที่จะลงมาวันสวดจริง บ้างรวมตัว บ้างนั่งกระจาย เรียงร้อยตามทุกมุมของหุบเขาเตรียมตัวเพื่อร่วมสวดมนต์ “บทสวดส่งวิญญาณ” ในพิธีดวงประทีปนำวิญญาณ
“โห! สถานที่แห่งนี้ช่างยิ่งใหญ่ ลึกลับ ศักดิ์สิทธิ์ และงดงาม ข้าเคยได้ยินกิตติศัพท์มาจากผู้ใหญ่แต่ไม่เคยเห็น” เด็กน้อยซีเซียงและหลันอี้ ต่างพากันจ้องตะลึง และขนลุกกับความยิ่งใหญ่อลังการของลานพิธีสำนักเก้าจักยุตกรา และเหล่าบรรดาผู้วิเศษมากมายที่นั่งเรียงรายกระจายทั่วหุบเขา เมื่อเดินเข้าไปในปราสาทตรงกลางของสำนักก็พบกงซุนต้าเฉียน และปินลู่ซีเฉินอยู่พร้อมเหล่าเซียน ผู้ฝึกตน เทพบางส่วนจากสวรรค์กำลังยืนถกอะไรบางอย่าง
“ท่านปินลู่ซีเฉิน ท่านกงซุนต้าเฉียน” ฮวาเฟยฟาและเจ้าวั่งซูคารวะทักทายทั้งสอง
“องค์ชายมังกร คุณชายเจ้า ในที่สุดพวกท่านก็กลับมา ข้าได้ยินข่าวคราวจากศิษย์ในสำนักหลายคนมาแจ้งข่าวตั้งแต่พวกท่านเดินทางออกจากหมู่บ้านหมิงหยวน และไล่แจกโคมนำวิญญาณเรื่อยมาตลอดทาง และหลังจากนั้นเหล่าโคมก็ถูกทยอยส่งมาที่นี่เพื่อรอพิธีสวดคืนนี้” กงซุนต้าเฉียนพูดอย่างอ่อนโยน และภูมิในคนทั้งสอง
“ยินดีที่พวกท่านกลับมาอย่างปลอดภัย พวกท่านคงเหนื่อยมากสินะ สำหรับการเดินทางที่ยาวนานขนาดนี้ ภารกิจของพวกท่านดูราวกับว่าลุล่วงด้วยดี ส่วนทางนี้พวกเราได้ประชุมรวบรวมผู้คนที่จะเข้าร่วมคืนนี้และ รายชื่อที่จะเข้ามาสับเปลี่ยนภายใน 7 วันนี้ เพราะพิธีและจำนวนคน ทั้งหมดจะขาดช่วงขาดตอนไปไมได้ จะเสี่ยงต่อความส้มเหลว เวลาเริ่มพิธีประมาณ1ทุ่มถ้าผ่านพิธีคืนนี้ทอดยาวไปอีก7ราตรี โคมทั้งหมดก็จะพร้อมเข้าสู่พิธีปล่อยประทีป” ปินลู่ซีเฉินกล่าว
“ขอบคุณสำหรับความเป็นห่วงใยของท่าน พวกข้าได้เดินทางที่หมู่บ้านโลงศพแห่งนั้น และ ค้นพบว่าเหล่าผู้คนใช้ยูหลกโฮ่วทางที่ผิดเรียกคืนวิญญาณลัดกฎธรรมชาติเกิดความวิปริตทำให้ผู้คนในหมู่บ้านวิญญาณแปดเปื้อน และกลายเป็นผีร้ายเกือบทั้งหมด พวกข้าต้องเดินทางไปพบองค์พุทธะซิงซิงเจี่ยเพื่อขอความช่วยเหลือในการขจัดความชั่วร้ายของวิญญาณที่มาเกาะกินจนพวกชาวบ้านกลับคืนสู่สภาพเดิม รอพวกเค้าหายดี ถึงได้เริ่มทำโคม” เจ้าวั่งซูเล่า
“แล้วได้เจอสิ่งชั่วร้ายที่ข้ากล่าวถึงบ้างไหม” ปินลู่ซีเฉินกล่าว
“ท่านหมายถึง เย้าหลูกู่ หรือไม่” ฮวาเฟยฟาถาม ความเงียบคลืบคลาน และ ความตึงเครียดก็ผุดขึ้นบนสีหน้าของทุกคนอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่จะมีใครตอบอะไร ก็มีเสียงบทสวดส่งวิญญาณเริ่มดังบรรเลงขึ้นจากด้านนอก
“คงได้เวลาเริ่มพิธี บทสวดส่งวิญญาณ พวกเราไปตรงลานพิธีกันเถอะ ทั้งข้า ท่านกงซุนต้าเฉียน และพวกท่านพวกเราต่างต้องไปช่วยกันดูแลเหล่าวิญญาณมากมายที่มารวมกัน ถ้ามีการบิดเบี้ยว มนต์พิธีทั้งหมดจะสูญเปล่า ส่วนเรื่องการกลับมาของเจ้าภพปีศาจนั่น ไว้พวกเราค่อยหารือกันอีกทีหลังจากเสร็จสิ้นพิธีนี้เถิด” ปินลู่ซีเฉินกล่าว ทั้งหมดพยักหน้าและพากันเดินออกไปลานพิธี
ด้านนอกมีการจุดโคมไฟสว่างไสวปกคลุมไปทั่วหุบเขาเก้ากระจก และเหล่าเทพจากภพสวรรค์ก็ต่างทยอยลงมาประจำตามจุดต่าง และเริ่มร่วมสวดกับคนอื่นๆ “บทสวดส่งวิญญาณ” เริ่มถูกบรรเลงขึ้นดังก้องไปทั่วทุกทิศทุกนาม โคมนำวิญญาณนับล้านถูกปล่อยลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือสำนักเก้าจักยุตกราลอยเท้งเต้ง รับ พลังสวด และทยอยเริ่มเปล่งแสงสว่าง กลิ่นยูหลกโฮ่วลอยคลุ้งทั่วบริเวณ หมู่ดาวนับหมื่นก็ยังคงส่องแสงเหนือมวลเหล่าโคม รอบๆ นอกหุบเขามีเหล่าวิญญาณมากมายทั้งวิญญาณร้าย วิญญาณร่อนเร่และวิญญาณเถื่อน ต่างกรูเข้ามารุมเกาะค้างพยายามเข้าสู่ลานพิธีเพื่อเข้ายึดโคม แต่ด้วยพลังป้องกัน ของ กงซุนต้าเฉียน ปินลู่ซีเฉิน เจ้าวั่งซู และ ฮวาเฟยฟา วิญญาณเหล่านั้นได้แต่ลอยมาออกองติดอยู่ภายนอกหุบเขา ไม่สามารถเข้ามาถึงลานพิธีได้ การสวดดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องวันแล้ววันเล่า มีเหล่าทวยเทพ เซียน ผู้ฝึกตน พระอรหันต์ สับเปลี่ยนกันไปมาเข้าประจำตำแหน่งเพื่อร่วมสวดอย่างต่อเนื่องยาวนาน ฮวาเฟยฟาและเจ้าวั่งซูสลับกันกลับไปพักที่เรือนจันทร์มืด และกลับมาทำแนวป้องกันร่วมกับปินลู่ซีเฉิน กับ กงซุนต้าเฉียน และเหล่าปรมาจารย์แต่ละภพ
พิธีสวดบทสวดส่งวิญญาณดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง แสงสว่าง เสียงสวด กระจายปกคลุมทั่วหุบเขาเก้ากระจกกินเวลายาวนานล่วงมาคืนที่หก ก่อนที่พิธีทุกอย่างจะเสร็จสิ้นในคืนที่เจ็ด โคมหลายล้านดวงที่ลอยอยู่กลางท้องฟ้าเปล่งแสงว่างเต็มดวง และ ชื่อของผู้ตาย ดวงวิญญาณที่เป็นเจ้าของโคมแต่ละอันเริ่มปรากฏชัดเต็มตัว
“ข้ากำลังจะได้เจอท่านแม่ของข้าแล้วใช่ไหม” เด็กน้อยซีเซียงยืนอยู่ข้างๆ กับหลันอี้มองบนท้องฟ้าเหนือหุบเขาที่ปรากฏโคมนับล้านเปล่งแสงและชื่อของผู้วายชนม์ ก็ระลึกถึงแม่ของตน และ น้ำตาคลอ
“อื้อ หลังจากจบพิธีนี้ ดวงประทีปจะนำวิญญาณกลับสู่พระแม่แห่งจิตวิญญาณ และท่านปินลู่ซีเฉินจะคืนร่างให้กับทุกดวงวิญญาณ และข้าจะส่งทุกคนกลับคืนสู่ภพที่จากมา” เจ้าวั่งซูเดินมาลลูบหัวเด็กน้อยซีเซียงอย่างมีเมตตา
“ข้าอยู่มายาวนานขนาดนี้ เคยเห็นและเข้าร่วมพิธีสวดส่งวิญญาณนี้มาเพียงสองครา คือครานี้ และ คราก่อนหน้าเมื่อยามเกิดการระเบิดที่จัตุรัสเฟิงสุ่ย แต่ตอนนั้นทุกอย่างยุ่งเหยิงพัลวัน และ เหล่าวิญญาณก็เข้ารุมโคมพิธีจนพิธีนั้นไม่สำเร็จ อีกทั้งเกิดการแตกออกของเหล่าดวงวิญญาณ และเข้าแฝงร่าง ผู้วิเศษที่ยังมีชีวิตอยู่แ ละยังพอมีพลังจักราหลงเหลือจากการต่อสู้ก็พากันรวมพลังกักความโกลาหลนั้นทั้งหมดไว้ที่หมู่บ้านชุนเทียน หมู่บ้านต้องสาบแห่งนี้ โดยที่มีกระจกทั้งเก้าคอยปกปักป้องกันอาณาเขตนี้ไว้ และนับจากนั้นมาพิธีการนี้ก็ถูกลบออกจากหน้าประวัติศาสตร์ บทสวดถูกเก็บไว้ส่วนลึกสุดของหอมนต์ตราสววรค์ ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกมาใช้อีก แต่ครานี้เหมือนเป็นการรื้อประวัติศาสตร์ที่ผิดพลาดขึ้นมาปัดกกวาดใหม่ และดูราวกับว่าทุกอย่างน่าจะไปได้ด้วยดีในครานี้” ฮวาเฟยฟาเอ่ย
“ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน พลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ข้าเคยเห็นก็คือ เคียวของสกุลเจ้า และกระบี่สุสานมังกรชองเจ้า แต่ข้าว่าดูแล้วพลังแห่งเจ้าภพ และประทีปนำวิญญาณที่สามารถส่ง และเรียกกลับวิญญาณทั้งหมดในทุกภพได้ ข้าเชื่อว่าก็น่าจะยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน” เจ้าวั่งซูเอ่ย
“ซูซู เจ้าก็คือเจ้าภพมนุษย์ เจ้าก็ทำได้จริงๆ แล้ว”
“เออ! จริงด้วย ทำไมข้าไม่เคยรู้สึกถึงพลังพวกนั้นเลย!?”
“นั่นอาจจะเป็นเพราะทั้งเจ้าและข้า เราสองคนอาจจะมีสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่ารออยู่” ทั้งสองมองหน้ากันและยิ้มปนสงสัย
ณ ยามค่ำคืน เจ้าวั่งซูและฉวาเฟยฟาอยู่บริเวณลานพิธี และในที่สุดการสวดก็เดินทางมาถึงคืนที่เจ็ดราตรีสุดท้าย โคมนับล้านลอยอยู่เหนือหุบเขาเก้ากระจก ส่องแสงสว่างไสวระยิบระยับงดงาม รายชื่อผู้วายชนม์เริ่มโผล่ปรากฏ เจ้าวั่งซูและฮวาเฟยฟามองผู้คนมากมายที่กำลังพยายามทยอยเบียดเสียดเข้ามาบริเวณลานพิธีโดยที่ปลายแถวนั้นลงจากบันไดยาวไปไกลโพ้น ทุกคนมายืนรอส่งคนที่ตนรัก เหล่าเทพ เซียน ผู้วิเศษ ผู้ฝึกตน ที่นั่งกระจายตัวสวดมาจนถึงบทสุดท้าย
บทส่งท้ายเป็นคาถาโบราณที่แตกต่างจากบทสวดที่สวดมาตลอดเจ็ดวัน เมื่อเสียงสวดสุดท้ายแผ่วพลิ้วลอยไปในสายลม แสงสีทองอ่อนๆ เริ่มแผ่ซ่านจากโคมทุกดวง โคมเปล่งแสงสว่างสีทองดั่งได้รับพลังจนเต็ม และเริ่มลดระดับลอยกระจายออกคนละทิศมุ่งตรงไปสู่อ้อมอกคนเป็นที่รัก แสงจากโคมมากมายลอยกระกระจายไปคนละทิศคนละทางมุ่งตรงสู่ครอบครัว ผู้เป็นที่รักของดวงวิญญาณ ผู้ที่ผูกพันและหัวใจเพรียกหา
"พวกท่านคิดว่าแม่ของข้าจะมาไหม หรือท่านจะลืมข้าไปแล้ว?" ซีเซียงถามเบาๆ ขณะมองหาโคมของแม่ตน
เจ้าวั่งซูยิ้มอ่อนโยน "ความรักไม่เคยทิ้งเราไปไหน เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบไป แต่ก็เพียงแค่ชั่วครู่ชั่วคราว...แม่เจ้าต้องจำได้และมาแน่นอน"
“นั่นไงได้แล้ว" เฟยฟากระซิบ จูงมือซีเซียงลงบันไดเดินไปหาโคมดวงหนึ่งลงนามว่า “จางหม่านอวี้” ทั้งสามเดินผ่านฝูงชน เห็นผู้คนกำลังก้มหน้าก้มตาเขียนข้อความบนโคม บ้างร้องไห้ บ้างยิ้มน้อยๆ หลายคนกอดโคมไว้แนบอก ราวกับกำลังกอดคนที่พวกเขาคิดถึง
เฟยฟาผายมือเรียวงามเสกปรากฏพู่กันหมึก ส่งให้ซีเซียง "เจ้ามีอะไรอยากบอกท่านแม่ไหม?"
ซีเซียงรับพู่กันมา น้ำตาคลอ "ข้าคิดถึงท่านแม่ทุกวัน... แต่ตอนนี้ข้าเข้าใจแล้วว่าท่านไม่เคยจากไปไหน ท่านอยู่ในทุกลมหายใจของข้า ท่านอยู่กับข้าเสมอ"
ซีเซียงเขียนตัวอักษรบนโคม: "ขอบคุณที่สอนให้ลูกรู้จักรักที่ไร้การยึดมั่นถือมั่น และปล่อยวาง ท่านแม่ ลูกได้พบความรัก และประสบการณ์มากมาย ข้าเติบโตขึ้นแล้ว แต่ข้าก็ยังคิดถึงการกลับมาของท่านทุกวัน" เสียงร้องไห้สะอื้น พร้อม มือจรดปลายพู่กัน
เสียงระฆังจากหุบเขาเก้ากระจกดังกังวานขึ้น ผู้คนเริ่มยกโคมขึ้น ปินลู่ซีเฉินลุกขึ้นยืนและหันมองขึ้นท้องฟ้าทิศเหนือ พร้อมเปล่งแสงสว่างกลางหน้าผากพุ่งตรงขึ้นสู่ท้องฟ้า เสมือนเรียกและนำทางให้เหล่าประทีป แสงสีทองจากโคมสว่างวาบ
"พร้อมไหม?" เจ้าวั่งซูกระซิบ
ซีเซียงพยักหน้า น้ำตาไหลอาบแก้ม "พร้อมแล้ว... ปล่อยให้พวกเขาได้ไปตามทางแห่งการหลุดพ้น"
ทันใดนั้น ฝูงหิ่งห้อยนับหมื่นก็บินวนเวียนมา ตามด้วยผีเสื้อราตรีปีกแก้วที่ส่องประกายระยิบระยับ พวกมันบินเป็นวงกลมรอบลานพิธีสำนักเก้าจักยุตกรา ก่อนจะพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
"ปล่อย!" เสียงตะโกนดังก้อง
โคมนับล้านจากทุกสารทิศที่ถูกปล่อยจากคนที่รักลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าพร้อมกัน แสงสีทองผสานกับแสงของหิ่งห้อยและผีเสื้อราตรี กลายเป็นลำแสงมหึมาพุ่งทะยานสู่ฟากฟ้า สว่างไสวราวกับมีดวงอาทิตย์ดวงที่สองผุดขึ้นกลางราตรี
วั่งซูและเฟยฟามองเห็นเงาร่างโปร่งแสงนับไม่ถ้วนลอยขึ้นตามลำแสง บ้างยิ้มให้ บ้างโบกมือลา ก่อนจะจางหายไปในความสว่าง
"ดูสิ...!" เจ้าวั่งซูชี้ไปรอบๆ
ต้นไม้ที่เคยเหี่ยวเฉาของหมู่บ้านชุนเทียนเริ่มผลิใบอ่อน ดอกไม้ที่เคยร่วงโรยบานสะพรั่ง สายน้ำที่เคยขุ่นข้นใสสะอาด แม้แต่ผู้คนก็ดูเปล่งปลั่งมีชีวิตชีวาขึ้น ราวกับความโศกเศร้าได้ถูกชะล้างไปกับแสงสว่างนั้น
"ความตายไม่ใช่จุดจบ" ฮวาเฟยฟากระซิบ "แต่เป็นการเริ่มต้นใหม่"
เจ้าวั่งซูโอบคนรักเข้ามาซบไหล่เขา มองดูดวงประทีปแต่ละดวงค่อยๆ ลอยหายไปในราตรี "เช่นเดียวกับพวกเรา...ทุกวันของเราสองก็คือการเริ่มต้นใหม่ที่ดีงามเสมอ"
เวลาผ่านมาเกือบเดือน ดวงประทีปนำวิญญาณนับล้านยังคงทยอยลอยขึ้นสู่ท้องฟ้ากว่าทั้งหมดจะเดินทางกลับสู่พระแม่แห่งจิตวิญญาณหมดก็กินเวลาเกินเดือน ปินลู่ซีเฉินยังคงยืนสง่ามองไปท้องฟ้าทางทิศเหนือรอสัญญาณการกลับมาของเหล่าดวงวิญญาณ จนเมื่อยามพลบค่ำถัดไปสี่ราตรี มีแสงจากกลุ่มดาวปรากฏสว่างขึ่น ตาวาววับของปินลู่ซีเฉินวาววับสว่างขึ้น ร่างกายเปล่งแสงสว่างสีขาว พลังแห่งเจ้าภพส่องแสงสว่างขึ้นบนท้องฟ้า
“ไปกันเถอะ พวกเราต้องข้ามไปภพพืชพันธุ์” ปินลู่ซีเฉินเรียกเจ้าวั่งซูและฮวาเฟยฟา ทั้งสองพยักหน้า และเหาะตามลำแสง ทั้งสามหายวับไปปรากฏตัวที่ภพพืชพันธุ์ด้านหน้าต้นไม้ให้แห่งชีวิต และพระแม่แห่งจิตวิญญาณปรากฏเบื้องหน้า ด้านบนคือเหล่าดวงวิญญาณนับล้าน ที่พร้อมออกเดินทาง
“ลำบากพวกท่านแล้วนะ ภารกิจนี้ช่างยิ่งใหญ่ เหล่าดวงวิญญาณที่น่าสงสารเหล่านี้พร้อมแล้วสำหรับการเดินทางกลับ” เสียงกระซิบจากพระแม่แห่งจิตวิญญาณแทรกเข้ามาใจความคิดทั้งสาม
“เจ้าวั่งซู จงเปิดประตูสู่ภพนำเหล่าดวงวิญาณคืนสู่ภพที่จากมา ข้าจะคืนร่างเดิมให้กลับพวกเค้า” ปินลู่ซีเฉินกล่าว
เจ้าวั่งซูผายมือในอากาศปรากฏเคียวสู่ภพสีทอง พร้อมตวัดไปมาในอากาศ เกิดลำแสงสีทองพวยพุ่งแทรกแหวกไปตามอากาศ
“ประตูสู่ภพจงเปิดออก” แสงสว่างวาบเปิดออก ประตูสู่ภพปรากฏขึ้น
ร่างของปินลู่ซีเฉินสว่างวาบขึ้นพร้อมส่องนำทางเปล่งประกายเปลี่ยนถ่ายเหล่าดวงวิญญาณให้คืนร่างพร้อมผ่านประตูสู่ภพกลับสู่ภพต้นกำเนิด
“ท่านปินลู่ซีเฉิน ร่างของท่าน” เจ้าวั่งซูเอ่ยเมื่อเห็นร่างงามนั้นเริ่มโปร่งแสง
“ไม่ต้องกังวล ยังไงซะร่างนี้ก็ต้องดับสูญอยู่ดี อย่าลืมเรื่องที่ข้าฝากฝังให้แวะเวียนไปภพอมนุษย์บ้าง ข้าเกรงว่าถ้าไม่มีเจ้าภพอย่างข้าอยู่นานไปที่นั่นจะวุ่นวาย และอีกอย่างห่วงเรื่องพวกท่านเถอะ การเดินทางหลังจากนี้ไม่ง่าย พวกท่านอยากรู้สิ่งใดโปรดถามมาเผื่อข้าจะสามารถแนะนำอะไรได้ ก่อนที่ร่างนี้จะหลับใหลไปอีกยาวนาน”
“ปินลู่ซีเฉินเจ้าอย่ากังวล แม้ร่างและดวงวิญญาณแห่งเจ้าภพจะต้องแตกสลายด้วยภารกิจครั้งนี้ แต่ด้วยความดี และกุศลแห่งความเสียสละที่ทำ ข้าจักรักษาจิตเจตสิกให้ท่าน และส่งกลับไปยังภพต้นกำเนิด แต่ท่านอาจจะต้องครองร่างอมนุษย์ทั่วไปก่อนจนกว่าพลังในฐานะเจ้าภพจะคืนกลับ ซึ่งข้าเห็นว่าไม่นาน ดังนี้ท่านก็ยังคงสามารถดูแลความสงบในฐานะเจ้าภพที่นั่นได้ ภพอมนุษย์ที่ข้าสร้างขึ้นคือแหล่งรวมวิญญาณพเนจรที่ยังไม่ถึงวาระไม่สามารถกอปรร่างขึ้นได้ ภพนั้นสำคัญจะให้เกิดความยุ่งเหยิงดั่งครานี้ไม่ได้” พระแม่แห่งจิตวิญญาณกล่าว
“ข้าขอน้อมขอบคุณองค์พระแม่” ปินลู่ซีเฉินกล่าว
“แต่มีอีกเรื่องที่พวกข้ากังวล และต้องขอคำแนะนำจากท่าน ในฐานะเจ้าภพ ทั้งข้า เจ้าภพคนอื่นๆ และเจ้าวั่งซูเจ้าแห่งภพมนุษย์ และองค์ชายมังกรแห่งภพสวรรค์ พวกเราต่างต้องรับรู้ถึงไปวิญญาณร้ายนี้ในฐานะเจ้าภพเช่นกัน แต่พลังจักราที่ร้ายกาจขนาดนี้ เหมือนมันจะเพิ่มเติมมามากจากเมื่อหลายพันปีก่อน ข้าคิดว่าการมาครั้งนี้ของเจ้าภพปีศาจจะทำให้เกิดหายนะ หรือทุกสรรพสิ่งอาจสูญสิ้น”
“พระแม่แห่งจิตวิญญาณ เย้าหลูกู่ สรุปคือมันคืนชีพกลับมาจริงๆ ใช่ไม๊ หรือนี่คือภัยอันตรายที่ท่านเคยกล่าวถึง ตอนแรกพวกข้าเข้าใจว่าคือภัยจากภพอมนุษย์ที่เป็นภัยร้ายแรงที่สุด” ฮวาเฟยฟาเอ่ย
“ภัยอันตรายที่ว่านั้นมีมาสามทาง ความปรวนแปรในใจของเจ้าภพอมนุษย์ ความคั่งแค้นของเจ้าภพปีศาจ และคำตอบของการมีอยู่ที่แท้จริงของเจ้าทั้งสองคนเจ้าวั่งซูผู้ถือเคียวสู่ภพ และ ฮวาเฟยฟาผู้ถือกระบี่สุสานมังกร ตอนนี้ผ่านไปหนึ่ง เหลือสอง อย่างสุดท้ายพวกเจ้าจะพบคำตอบไม่ช้านานในระหว่างการเดินทาง ส่วนที่เป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขตอนนี้ คือปัญหาที่สองการฟื้นกลับ และเรืองอำนาจของเจ้าภพปีศาจ จิตวิญญาณดวงนั้นจ่ำจมอยู่กับความเกลียดชัง โทสะ เคียดแค้น และบ่มเพราะมันอยู่ในสถานที่อยู่ก้นบึ้งสุดของจักรวาล พลังความชั่วร้ายความืดทั้งหมดพยายามวิ่งเข้าหาที่เกาะเกี่ยวจนเจ้าภพปีศาจนั้นยามนี้แข็งแกร่ง และข้าคิดว่าน่าจะเกินตัวข้าและพุทธะไปไกลมากแล้ว”
“ห๊า! มันร้ายกาจขนาดที่ท่านทั้งสองยังไม่สามารถต่อกรแล้วพวกเราจะไปสู้อย่างไร ว่าแต่เจ้าปีศาจตัวนี้มันเป็นใครกันแน่ใครก็ได้ช่วยบอกข้าที” เจ้าวั่งซูเอ่ย
“เป็นเพราะเจ้ามีชะตาเกิดตายเวียนว่ายในฐานะกายมนุษย์ทุกหนึ่งร้อยปีเพื่อรักษาประตุสู่ภพ ทำให้ความทรงจำยังกอปรรวมไม่หมดขาดหายสินะ จึงทำให้เจ้าลืมความชั่วร้ายของปีศาจตนนี้ไปหมดสิ้น เจ้าวั่งซู” ปินลู่ซีเฉินเอ่ย