“เฟยเฟย แต่จริงๆแล้ว ข้าชอบฤดูใบไม้ร่วงนั่นนะ! เพราะทุกครั้งที่มันเกิดขึ้น ข้าก็จะได้เห็นและพบเจอเจ้าเสมอ ฤดูใบไม้ร่วงของเราสองคน แท้จริงแล้วมันไม่ได้เป็นแค่คำสาป แต่มันคือความงดงามแห่งโชคชะตา เพราะถึงแม้กระจกบานที่สิบจะดับสูญไปจากโลกนี้แล้ว แต่ “สุสาส์นราคะ” ที่พันผูกจิตวิญญาณเราทั้งสองคนไว้ด้วยกันนั้นจะยังคงอยู่เป็นปัจจุบันขณะเสมอ ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นดั่งสัจจะนิจนิรันดร์” เจ้าวั่งซูเอ่ยพร้อมยิ้มอ่อนโยนให้คนรัก
ชาย-ชาย,รัก,ผจญภัย,แฟนตาซี,นิยายรักจีนโบราณ,นิยายรัก,นิยายจีนโบราณ,นิยายวาย,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
ดั่งเราสองที่พบพานจากวันวารสู่นิจนิรันดร์ (The Amid Autumn)“เฟยเฟย แต่จริงๆแล้ว ข้าชอบฤดูใบไม้ร่วงนั่นนะ! เพราะทุกครั้งที่มันเกิดขึ้น ข้าก็จะได้เห็นและพบเจอเจ้าเสมอ ฤดูใบไม้ร่วงของเราสองคน แท้จริงแล้วมันไม่ได้เป็นแค่คำสาป แต่มันคือความงดงามแห่งโชคชะตา เพราะถึงแม้กระจกบานที่สิบจะดับสูญไปจากโลกนี้แล้ว แต่ “สุสาส์นราคะ” ที่พันผูกจิตวิญญาณเราทั้งสองคนไว้ด้วยกันนั้นจะยังคงอยู่เป็นปัจจุบันขณะเสมอ ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นดั่งสัจจะนิจนิรันดร์” เจ้าวั่งซูเอ่ยพร้อมยิ้มอ่อนโยนให้คนรัก
นิยายเล่มนี้คือคัมภีร์แห่ง การค้นหาตัวตนผ่านโชคชะตาที่วนซ้ำ ความสนุกและมหัศจรรย์แห่งการเวียนว่ายของดวงจิตในภพภูมิทั้ง 9 และ มหากาพย์แห่งรักชั่วนิจนิรันดร์
“เจ้าวั่งซู และ ฮวาเฟยฟา (วั่งเฟย) สองดวงจิตที่พันผูกกันหลายแสนชาติ ถูกลิขิตให้หวนคืนเพื่อเล่นชะตาที่วนซ้ำ ผ่านการเดินทางทั้ง 9 ภพภูมิ: ภพมนุษย์ ภพอมนุษย์ ภพพืชพันธุ์ ภพฝันแห่งความเงียบงัน ภพเดรัจฉาน ภพจิตภูติ ภพสวรรค์ ภพปรภพ ภพปีศาจ
เพื่อค้นหาคำตอบในการหยุดวังวนแห่งโชคชะตา สู่การเริ่มต้นครั้งใหม่ เพื่อก้าวสู่ความเป็นนิจนิรันดร์”
..สุสาส์นราคะ..
“อืมใช่ หลังจากนั้นโลกก็ค่อนข้างดูสงบ ทั้งที่ วิญญาณพยาบาทก็เพิ่มมากขึ้น ในช่วงคุณชายเจ้าวั่งซูรุ่นที่6 นั้นดูเหมือนความสามารถที่มีมาและโดดเด่นคือการใช้เคียวสู่ภพ และ การเยียวยาและซ่อมแซม คุณชายรุ่นที่6 ใช้เวลาทั้งชีวิตในการตรวจสอบหารอยรั่วและทำการอุดรอยรั่ววที่รุ่นก่อนหน้าทำไว้ทั้งหมด ทำให้ไม่มีเวลามากพอที่จะค้นหาวิญญาณที่หลุดลอยมาก่อนหน้า และส่งกลับสู่ภพเดิม จึงตกไปเป็นหน้าที่ของรุ่นถัดไป
เจ้าวั่งซูรุ่นที่7และ8 เป็นครั้งแรกที่มีการเกิดซ้อนทับของ เจ้าวั่งซู และทั้งสองรุ่นเกิดเวลาเดียวกันซ้อนทับกัน และ ถือเคียวมาคนละอัน สามารถนับได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ตระกูลเจ้าแข็งแกร่งที่สุดถัดจากสมัยเจ้าวั่งซูรุ่นที่1และองค์ชายมังกรออกร่วมสู้กัน แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ภพเกิดรอยกระแทกและรอยร้าวมากที่สุด เนื่องด้วยพลังที่มากเกินไปจากเคียวสู่ภพสองอันที่เฉิดฉายในช่วงเวลาเดียวกัน และเนื่องด้วยว่าคุณชายเจ้ารุ่นที่7และ8 ล้วนเกิดมามีจิตวิญญาณแห่งหมาป่าดำทัง้คู่ ทั้งสองจะอารมณ์รุนแรงและไม่ลงรอยกัน แต่ยามออกสู้ศัตรูก็ต่างออกฟาดฟันกันอย่างรุนแรง ไร้การวางแผน ไร้ความสามัคคี ด้วยความใจร้อนและบ้าพลัง ออกแนวเน้นฟาดฟันศัตรูให้พังราบเป็นหน้ากองแต่โลกก็พังไปด้วย ครั้งหนึ่ง เจ้าวั่งซูทั้งสองรุ่นต่างร่วมฟาดฟันพลังเคียวพร้อมมนต์ทำลายขั้นสุดพร้อมกัน เคียวสู่ภพคือศาตราที่พลังทำลายรุนแรงที่สุดในโลก และด้วยพลังทำลายที่มากมายขนาดนั้น รวมถึงการฟาดฟันพร้อมกันถึงสองอันในคราเดียวกัน เกิดแรงสั่นสะเทือนมากมายเกินไป สะเทือนไปทั้งภพ เหมือนโลกทั้งโลก ภพทุกภพจะพังลง แม้นจะไม่รุนแรงเท่าสมัยที่เกิดการระเบิดที่จตุรัสเฟิงสุ่ย แต่ด้วยพลังมหาศาลของเคียวสู่ภพภึงสองอันย่อมทำให้เกิดการเคลื่อน และร้าวขึ้นอีกรอบหนึ่งของรอยเชื่อมแต่ละภพ และก็แน่นอนเสียงกร่นด่าว่าสกุลเจ้านั้นเกิดมาเพื่อทำลายมากกว่ามาปกป้องผู้คน อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นยังเกิดการต่อสู้ที่รุนแรงมากมายในช่วงยุคสมัยที่ทั้งสองรุ่นนี้เกิดมาพร้อมกัน หลังจากที่หมดอายุขัย โลกนั้นสงบ และดวงวิญญาณที่ข้ามภพมามากมายก็หายสาบสูญไปคืนสู่ภพตน แต่รอยร้าวรอยรั่วระหว่างภพก็เกิดขึ้นมากมายเช่นกัน” ผู้เฒ่าเล่ายาวต่อมา
“ส่วนรุ่นที่9 และ รุ่นที่10 นั้นข้ากลับมาทัน หลังจากที่ข้ากลับคืนสู่ใต้ทะเลลึกคล้ายการหลับไหลลงอีกครา ข้าได้ท่องเที่ยวอยู่ในความฝันที่ข้าสร้างขึ้น ความฝันที่ข้าและวั่งซูได้อยู่ร่วมกัน เดินทาง สู้รบ ปกป้องผู้คน จนวันหนึ่งข้าตื่นขึ้นจากการนิทราอันยาวนานลอยขึ้นเหนือน้ำ และได้ยินเสียงคนจากเรือประมงที่แล่นผิวน้ำพูดกันถึงคุณชายตระกูลเจ้า ข้าพยายามคืนร่างมนุษย์ขึ้นปะปนคนบนเรือ ทุกคนต่างพากันเล่าถึงความบ้าระห่ำของคุณชายรุ่นที่7และ8 และพากันกร่นด่าสาปแช่งมากกว่าชื่นชมที่กำจัดวิญญาณร้ายต่างๆได้ ข้าเลยพึ่งรับรู้ว่ามีการเกิดรุ่นใหม่ของเจ้าวั่งซูในทุกๆหนึ่งร้อยปี ตอนนั้นพลังจักราข้าฟื้นกลับ และร่างกลับมาแข็งแรง ข้านึกในใจ “แสดงว่าที่วั่งซูสัญญาว่าจะกลับมาอีกครานั่นเป็นความจริง” ข้าได้สติเลยรีบเร่งเดินทางมายังหมู่บ้านชุนเทียน และได้เฝ้าดูอยู่ที่คฤหาสถ์จันทร์มืด เจ้าวั่งซูคนแรกที่ข้าได้พบคือรุ่นที่9 หน้าตาท่าทางสง่างามแต่ไม่ใช่เจ้า ข้าคอยตามสังเกตการต่อสู้ และการใช้ชีวิตของเค้า ก็พอสรุปได้ว่าเค้าไม่ใช่เจ้าวั่งซูที่ข้ารอคอยแน่นอน แต่สิ่งที่ข้าค้นพบคือ เจ้าวั่งซูคนนั้นปัญญาเฉียบแหลม น่าจะเฉียบแหลมกว่าในบรรดาทุกรุ่นที่ผ่านมา อันนี้น่าจะมาจากเทพธิดาแห่งแสงจันทร์ ครั้งนึงที่ท่านอยู่บนสวรรค์นอกจากความงามที่เป็นที่โจษจันก์แล้ว ก็มีเรื่องปัญญานี่แหล่ะที่ยากหาผู้ใดเปรียบ แม้แต่เทพโจววังซือ หรือ เทพแห่งปัญญา และ ..........” ฮวาเฟยฟายังเล่าไม่จบก็โดนแทรก
“หรือแม้แต่ข้า เทพดวงตาสวรรค์ ก็ยังไม่สู้นาง แต่คงมีหนึ่งคนที่พอจะสู้ได้ในเรื่องปฏิภาณก็คือท่านองค์ชายมังกร ฮ่าๆๆ!” ผู้เฒ่ารั่วเจี๋ยพูดพลางหัวเราะในลำคอ
“ท่านกล่าวชมข้าเกินไป” ฮวาเฟยฟาโค้งรับและเริ่มเล่าต่อ
“เจ้าวั่งซูคนที่9 นั้นใช้ชีวิตในช่วงสงบสุขส่วนใหญ่ไปกับการใช้ปัญญาสอนคน ข้าเห็นว่าเค้านอกจากเป็นมือปราบมารที่สำนักแล้วยังเป็นอาจารย์สอนที่สำนักคุ้มภัยเก้าจักยุตกราเกี่ยวกับการป้องกันตัว และ เรื่องราวจิปาถะของทุกภพ และรายละเอียดเกี่ยวกับบรรดาปีศาจวิญญาณที่เคยพบเจอมา บั้นปลายชีวิตเค้าตายอย่างสงบในวัยชรา เนื่องจากรุ่นที่9 มีชีวิตอยู่อย่างยาวนานทำให้รอยต่อมารุ่นที่10 ถือว่าเป็นช่วงสั้นๆก็ถือกำเนิด
เจ้าวั่งซูคนนั้นข้าเห็นแวบแรกก็รับรู้ได้เลยว่าไม่ใช่เจ้าอย่างแน่นอน แววตาเย็นชา แข็งทื่อ ไม่มีมนุษสัมพันธ์ เค้าคือคนเก็บตัว และไม่คบค้าสมาคมกับใคร แต่ในยามต่อสู้นั้นเฉียบคมหลักแหลม รุ่นที่10 เป็นคนที่เข้าถึงยากแต่หน้าที่ไม่ขาดตกบกพร่อง เค้ากำจัดศัตรูส่งกลับภพ และซ่อมแซมรอยรั่วระหว่างภพ พลังจักราเค้าแข็งแกร่ง และแบ่งกึ่งหนึ่งได้รับมาจากเสด็จพ่อเจ้า และกึ่งหนึ่งจากสเด็จแม่เจ้าอย่างลงตัว และที่สำคัญข้ายังเห็นอีกอย่างหนึ่งที่เค้าทำได้ แต่รุ่นอื่นๆที่ผ่านมาทำไม่ได้ นั่นคือใช้เคียวสู่ภพหยุดเวลา และที่น่าประหลาดใจไปกว่านั้นคือ เค้าใช้เคียวสู่ภพหยุดเวลาในยามที่ทุกคน ทุกอย่างรอบกายนั้นวุ่นวาย เค้าจะปลีกวิเวกนอนเงียบๆ ชมนกชมไม้ และคุยกับสัตว์น้อยใหญ่ ในมุมที่ข้าไม่เคยเห็นเค้าเป็น และไม่เคยมีใครในชีวิตเค้าได้เห็นอย่างแน่นอน” ฮวาเฟยฟาเล่า
“นี่การหยุดเวลามาทำได้ในรุ่นก่อนหน้าข้าอีกทีหรอ แต่ปกติการหยุดเวลาเป็นเรื่องใหญ่และเรื่องต้องห้ามหนิ เพราะหยุดเวลาทีจะกระทบเวลาแต่ละภพจะเคลื่อนผิดทิศผิดจังหวะ ท้ายสุดจะนำไปสู่รอยแยก และผิดแผกต่อการเวียนว่ายของดวงวิญญาณ แต่ข้าก็รู้แต่เพียงว่าตั้งแต่อดีตมีการหยุดเวลาเพียงครั้งเดียวก็คือท่านปู่ทวด ที่หยุดเวลาในการสู้รบครานั้น และแม้นั่นดูเป็นเหตุจำเป็นก็ยังโดนประนามมาจนทุกวันนี้ บรรพบุรุษข้ารุ่นที่10 นี่ถือเป็นยอดคนโดยแท้ที่เอาความสามารถในการหยุดเวลามาใช้เพื่อความสงบที่แท้จริงแม้เพียงชั่วยามก็ถือว่าได้คุณค่าที่แท้จริงของการมีชีวิตอยู่คืนมา ยอดเยี่ยมจริงๆ แล้วหลังจากนั้นเค้าเป็นอย่างไร” เจ้าวั่งซูเอ่ย ถามต่อ
“เค้าใช้ชีวิตแบบนั้นสงบเยือกเย็นสันโดษ แต่รับผิดชอบหน้าที่ครบถ้วน และหยุดเวลาหาความสงบเป็นครั้งคราจนสิ้นชีวิตยามชรา หลังจากที่ข้าสืบย้อนหลังจนมาถึงวั่งซูรุ่นที่10 ทำให้ข้าแน่ใจว่ารุ่นต่อไปต้องเป็นเจ้าแน่นอน” ฮวาเฟยฟาเอ่ยยิ้มอ่อนโยน
“ทำไมหล่ะ ทำไมเจ้าถึงแน่ใจเช่นนั้น” เจ้าวั่งซูหันมองเฟยฟาค้างและเอ่ยปากถามออกไป
“เพราะเจ้าสัญญากับข้าไว้แล้วไง ซูซู ส่วนเรื่องการกลับมาในรุ่นที่11 นั้นข้าเข้าใจว่า ทุกรุ่นที่ผ่านมาล้วนรวมทุกอย่างที่เป็นเจ้าวั่งซูที่แข็งแกร่งที่สุดไว้ โดยแบ่งกันไปคนละสัดส่วน เด่นบ้าง ด้อยบ้าง ในแต่ละรุ่น แต่เมื่อเอาทั้งสิบรุ่นที่กำเนิดมารวมกันเป็นหนึ่งจะกลายเป็นเจ้าวั่งซูที่ครบถ้วน และสมบูรณ์แบบที่สุดเหมือนรุ่นที่1 อย่างแน่นอน ข้ามั่นใจและมันก็เป็นอย่างันั้นจริงๆ ว่าในที่สุดท่านก็ถือกำเนิดขึ้นมาในฐานะเจ้าวั่งซูรุ่นที่11ตามที่ข้าเฝ้ารอคอยมาตลอดหลายร้อยปี” ฮวาเฟยฟายิ้มอ่อนโยน
“และก็ตามที่ข้าสัญญา ว่าจะกลับมาหาเจ้าอย่างแน่นอน เจ้ารอข้านะ” เจ้าวั่งซูยิ้มรับอ่อนโยนเช่นกัน
“ท่านผู้เฒ่า แล้ววิธีแก้ไขที่พระแม่แห่งจิตวิญญาณให้มาถามท่าน แท้จริงแล้วคือสิ่งใด” ฮวาเฟยฟาเอ่ยถามต่อ
ท่านผู้เฒ่ารั่วเจี๋ย นำมือที่เป็นกรงเล็บมังกรมารองรับการคายยออกบางสิ่งจากบริเวณปากที่เต็มไปด้วยหนวดมากมาย ดวงตาดำมืดมิดยาวแข็งแรงเหล็บยาวแหลม และภายในช่องปากยามอ้าอออกที่มืดมิดนั้น เปล่งแสงสีขาวสว่างจ้า พร้อมกับการคายลูกแก้วสีใสเปล่งประกายและมีพลังสายฟ้าล้อมรอบ เคลื่อนออกมาจากลำคอ สู่ปาก และลอย เด่นกลางอากาศ พร้อมกับกรงเล็บของรั่วเจี๋ยมังกรดินที่เข้าช้อนรับไว้
“หัวใจบริสุทธิ์แห่งอมนุษย์ พวกเจ้าจงรับไป และนำมันไปใส่ในตัวอมนุษย์หุ่นกระบอก” รั่วเจี๋ยพูดกับทั้งสี่พร้อมมอบหัวใจบริสุทธิ์ดวงนั้นให้
“ทำไม หัวใจดวงนี้ถึงสว่างไสวและทรงพลังขนาดนี้ และ ข้าก็รู้สึกถึงพลังจักราที่หายไปของท่าน อันนี้มันคือวิธีการปกติที่ท่านสร้างและมอบหัวบริสุทธิ์ให้อมนุษย์หรอ” ฮวาเฟยฟาเอ่ยถาม เมื่อรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างกับพลังจักราของมังกรดิน เพราะมันไม่ใช่แค่ลดเพื่อรอเพิ่ม แต่มันหายไปทั้งหมดพร้อมพลังการมีอยู่ของดวงจิตก็ริบหรี่แบบน่าใจหาย
“คล้ายๆกัน แต่ไม่ใช่กับครั้งนี้ ปู้จื๋อเต๋อ นั้นเค้าละทิ้งหัวใจบริสุทธิ์แห่งอมนุษย์มานานเกินไป นานหลายร้อยปี อีกทั้งมีดวงจิตและร่างกายถูกดูดกลืนผนวกเข้ากับร่างหุ่นกระบอกนั้นมากมายเหลือคณานับ ดังนั้น ร่างอมนุษย์ของเค้านั้นเปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่รอระเบิดออก หัวใจบริสุทธิ์ธรรมดาในแบบที่ข้าสร้าง และมอบให้กับบรรดาสหายอมนุษย์นั้นไม่เพียงพอที่จะชะล้างความดำมืดนั้นออกและเอาแสงสว่างนี้เข้าไปแทน
มีสิ่งที่ข้าไม่ได้เล่าไปเมื่อตอนต้น จริงๆแล้วตามชะตาข้า และจื๋อเต๋อต้องเกิดมาในร่าง และดวงจิตเดียวกันตามเจตจำนงแห่งการมีอยู่ของพวกเราทั้งสอง “หัวใจดำมืดและหัวใจบริสุทธ์ พลังหยินและพลังหยางแห่งอมนุษย์” แต่เพราะทั้งข้าและจื๋อเต๋อล้วนมีความฝันและความต้องการในการมีชีวิตอยู่ไม่ต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อย่างอิสระเสรี ชีวิตของพวกเราที่โดนทำร้ายในอดีต การก้าวข้ามเรื่องเลวร้ายที่ไม่สามารถลืมและยากอภัย อีกทั้งความน้อยใจในโชคชะตา ของตุ๊กตาไร้ชีวิตอย่างพวกเรา มันคือทิฐิ และใจที่ต้องการโบยบินออกสู่เสรี พวกเราจึงปฏิเสธที่จะเข้ารวมเป็นหนึ่งมาตลอด จนทุกอย่างมันสายเกินไป และเดินกลับยังจุดที่ชะตากำหนดมา และเลี่ยงไม่ได้อีก”
“หัวใจดำมืดจะต้องหลงทาง และหัวใจบริสุทธิ์จะเข้าโอบอุ้ม และรวมเป็นหนึ่ง นี่คือคำพูดที่ทิ้งไว้แก่เราทั้งสองจากพระแม่แห่งจิตวิญญาณ” พระแม่แห่งจิตวิญญาณเองก็รับรู้ถึงสิ่งนี้ตั้งแต่แรกเริ่ม และมาจนตอนนี้ ท่านรู้ว่ามีแต่ข้าเท่านั้นที่จะช่วยจื๋อเต๋อได้ และวิธีเดียวในโลกที่จะแก้ไขสิ่งนี้ได้นั้น ไม่หยินก็หยางต้องยอมทิ้งร่างกาย สลาย และหลอมรวมเข้าเป็นหนึ่ง ในตอนนี้ก็คงต้องเป็นข้าที่จะต้องสละชีวิตตัวเอง และรวมเข้ากับร่างหุ่นกระบอกนั่น ทีนี้ หัวใจบริสุทธิ์แห่งอมนุษย์ และ หัวใจดำมืดแห่งอมนุษย์ ก็จะรวมเป็นหนึ่งอย่างแท้จริงในร่างเดียว เมื่อพลังหยินและพลังหยางกลายเป็นหนึ่งพวกเราก็จะกลายเป็นหนึ่งอย่างแท้จริง
ชะตาของพวกเจ้าสองคนนั้นคือ “มีคนนึงจากไป คนนึงรอคอยการกลับมา” มันยาวนานมากใช่ไม๊ ใช่ มันยาวนานเหลือเกินชีวิตนี้ ทั้งตัวข้าและจื๋อเต๋อนั้น เราสองคนเป็นสหายกันมายาวนาน เค้าเป็นดวงจิตที่ดี และสว่างไม่เคยทำอะไรที่แหกหรือนอกกฏ และความอ่อนโยนในหัวใจของเค้าข้าสัมผัสได้เสมอ” ท่านผู้เฒ่าพูดเสี่ยงสั่นเศร้า และหยุดชะงักสักพักหนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ
“ข้าฝากพวกเจ้าด้วยนะ ปลดปล่อยเค้าแทนข้าที และฝากบอกเค้าว่า ดวงจิตของซินรั่วเจี๋ยจะอยู่กับเค้าเสมอไม่ไปไหน ข้าไม่ได้จากเค้าไปไหน ปู้จื๋อเต๋อหัวใจดำมืดแห่งอมนุษย์ และซินรั่วเจี๋ยหัวใจบริสุทธิ์แห่งอมนุษย์ จะอยู่ร่วมกันนิรันดร์” สิ้นเสียงผู้เฒ่ารั่วเจี๋ยร่างมังกรดินที่ถูกตรึงไว้ไว้กับโซ่ตรวนขนาดใหญ่กับบัลลังค์ทองคำนั้นก็เริ่มสลายลงเป็นเกล็ดผง เมื่อร่างเริ่มสลาย ก็เห็นการปลดปล่อยดวงจิตหมื่นแสนล้านดวงกระจัดกระจายออกจากร่างลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า พร้อมกับการปรากฏตัวขึ้นของกลุ่มผี้เสื้อราตรีนำทางดวงวิญญาณเหล่าที่พากันเปล่งแสงเกาะกลุ่มโผบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
“ช่างสวยงามโดยแท้ ข้าคิดว่าพวกเค้าหลุดจากพันธนาการที่ตรึงพวกเค้ามายาวนานและคงกำลังบินกลับสู่อ้อมกอดแห่งพระมารดาแห่งจิตวิญญาณ” เจ้าวั่งซูเอ่ยมองตามลำแสงที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ามากมายนั้น
“ใช่ และเวลานี้พวกเค้าก็ล้วนได้เป็นจิตวิญญาณอิสระแห่งการใช้ชีวิตที่แท้จริง สักที” ฮวาเฟยฟามองตามวั่งซูไปทางดวงจิตมากมายที่เกาะกลุ่มลอยตามผี้เสื้อแห่งความตายพวยพุ่งสู่ท้องฟ้า พร้อมกับหลิ่งกวาง และชิงหลงที่เงยหน้ามองตามแสงสว่างระยิบระยับนั้นค่อยๆ เกาะกลุ่มเปล่งประกายลอยห่างออกไปบนฟ้าไกล