“เฟยเฟย แต่จริงๆแล้ว ข้าชอบฤดูใบไม้ร่วงนั่นนะ! เพราะทุกครั้งที่มันเกิดขึ้น ข้าก็จะได้เห็นและพบเจอเจ้าเสมอ ฤดูใบไม้ร่วงของเราสองคน แท้จริงแล้วมันไม่ได้เป็นแค่คำสาป แต่มันคือความงดงามแห่งโชคชะตา เพราะถึงแม้กระจกบานที่สิบจะดับสูญไปจากโลกนี้แล้ว แต่ “สุสาส์นราคะ” ที่พันผูกจิตวิญญาณเราทั้งสองคนไว้ด้วยกันนั้นจะยังคงอยู่เป็นปัจจุบันขณะเสมอ ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นดั่งสัจจะนิจนิรันดร์” เจ้าวั่งซูเอ่ยพร้อมยิ้มอ่อนโยนให้คนรัก
ชาย-ชาย,รัก,ผจญภัย,แฟนตาซี,นิยายรักจีนโบราณ,นิยายรัก,นิยายจีนโบราณ,นิยายวาย,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
ดั่งเราสองที่พบพานจากวันวารสู่นิจนิรันดร์ (The Amid Autumn)“เฟยเฟย แต่จริงๆแล้ว ข้าชอบฤดูใบไม้ร่วงนั่นนะ! เพราะทุกครั้งที่มันเกิดขึ้น ข้าก็จะได้เห็นและพบเจอเจ้าเสมอ ฤดูใบไม้ร่วงของเราสองคน แท้จริงแล้วมันไม่ได้เป็นแค่คำสาป แต่มันคือความงดงามแห่งโชคชะตา เพราะถึงแม้กระจกบานที่สิบจะดับสูญไปจากโลกนี้แล้ว แต่ “สุสาส์นราคะ” ที่พันผูกจิตวิญญาณเราทั้งสองคนไว้ด้วยกันนั้นจะยังคงอยู่เป็นปัจจุบันขณะเสมอ ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นดั่งสัจจะนิจนิรันดร์” เจ้าวั่งซูเอ่ยพร้อมยิ้มอ่อนโยนให้คนรัก
นิยายเล่มนี้คือคัมภีร์แห่ง การค้นหาตัวตนผ่านโชคชะตาที่วนซ้ำ ความสนุกและมหัศจรรย์แห่งการเวียนว่ายของดวงจิตในภพภูมิทั้ง 9 และ มหากาพย์แห่งรักชั่วนิจนิรันดร์
“เจ้าวั่งซู และ ฮวาเฟยฟา (วั่งเฟย) สองดวงจิตที่พันผูกกันหลายแสนชาติ ถูกลิขิตให้หวนคืนเพื่อเล่นชะตาที่วนซ้ำ ผ่านการเดินทางทั้ง 9 ภพภูมิ: ภพมนุษย์ ภพอมนุษย์ ภพพืชพันธุ์ ภพฝันแห่งความเงียบงัน ภพเดรัจฉาน ภพจิตภูติ ภพสวรรค์ ภพปรภพ ภพปีศาจ
เพื่อค้นหาคำตอบในการหยุดวังวนแห่งโชคชะตา สู่การเริ่มต้นครั้งใหม่ เพื่อก้าวสู่ความเป็นนิจนิรันดร์”
..สุสาส์นราคะ..
หมู่บ้านชุนเทียนมีจตุรัสที่ตั้งอยู่กลางเมือง เป็นศูนย์ราชการสำหรับติดต่อ ตลาดใหญ่ ร้านค้ามากมาย มีแม่น้ำตัดผ่าน โรงเตี้ยมเรียงตัว ปกติหากเป็นทางบกจะมีผู้มาเยือนจากโลกภายนอกมากมายเนื่องด้วยที่นี่เป็นท่าเรือใหญ่ โรงเตี๊ยม และอาหารการกินมากมาย อีกทั้งเทศกาลโคมไฟที่จัดขึ้นจนเป็นเอกลักษณ์เปล่งแสงสว่างของท่าเรือหมู่บ้านชุนเทียน ต้อนรับผู้มาเยือนเสมือนเมืองนี้ไม่เคยหลับ จนผู้มาเยือนล้วนเรียกที่นี่ว่า “เมืองท่าดวงประทีป”
ซึ่งต่างจากในปัจจุบัน พันปีให้หลังที่ผู้มาเยือนนั้นน้อยมากเนื่องจากข่าวลือที่พัดโหมในเรื่องการสวมร่าง และความลึกลับของผู้คนในหมู่บ้านนี้ อีกทั้งการเดินทางที่ต้องผ่านปราการธรรมชาตินับไม่ถ้วนกว่าจะเข้ามาถึงตัวหมู่บ้าน แต่ถ้าเป็นการสัญจรทางน้ำ “แม่น้ำหยู่หลกเหลียง” นี้เป็นแม่น้ำที่ไหลผ่านทั่วทุกที่ และหมู่บ้านชุนเทียนก็ยังคงเป็นปากทางและท่าทางผ่านสำคัญ จึงเป็นธรรมดาที่ทุกคนที่สัญจรผ่านทางเรือจะต้องผ่านหมู่บ้านชุนเทียนแห่งนี้ บ้างก็ไม่ทราบว่าเป็นหมู่บ้านต้องสาปบ้างก็เผ่นหนีไม่แวะท่านี้! และบางรายยิ่งเมื่อพบผู้คนหน้าตาประหลาดผสมผสานหลายสิ่งมีชีวิตบางคนก็รีบเปิดแน่บไม่เห็นฝุ่น! บ้างก็เป็นลมล้มตึง! แต่บางคนก็ก็ตื่นตาตื่นใจเหมือนหลงเข้ามาหมู่บ้านในฝัน และตื่นเต้น ยิ้มแย้มพูดคุยกับชาวบ้านและเมื่อพูดคุยพบว่าเป็นผู้คนปกติก็อยู่ค้างแรมท่องเที่ยวในเมืองเป็นมิตรกันยาวนาน
ปกติเพื่อเป็นสีสันแก่หมู่บ้านต้องสาปแห่งนี้ ตั้งแต่ในอดีตมาใจกลางเมืองจะตลาดเป็นศูนย์กลางที่สร้างสีสัน และผู้คนในหมู่บ้านมารวมตัวกัน เป็นปกติ และที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์วันนี้ใจกลางจัตุรัสติดโคมไฟสว่างทุกที่ ตั้งแต่ต้นทาง ตามบ้านเรือน ร้านค้า โรงเตี๊ยมริมน้ำ ผู้คนที่มาเยี่ยม ชาวบ้าน นักเดินทาง ผู้ผ่านมาเยือน ก็เยอะแยะมากมาย เจ้าวั่งซูและฮวาเฟยฟาเดินเท้าจากคฤหาสถ์ผ่านทางจนมาถึงจตุรัสใจกลางเมือง
“วันนี้ผู้คนช่างมากมาย แสงสว่างจากตะเกียงจุดยาวตั้งแต่ทางมาจนถึงในเมืองนี่ยิ่งสว่างไสวงดงาม” เจ้าวั่งซูถือพัดดำคู่ใจกางออกโบกพัดไปมาเบาๆ ด้วยอารมณสุนทรีย์โดยมีหลิ่งกวางนั่งมองไปมาอย่างตระการตาอยู่บนบ่า ร้านรวงแถวนั้นเปิดหมด โรงเตี๊ยม หอนางโลมชื่อดัง ร้านอาหาร ร้านขายของ หยูกยา ของที่ระลึกยาวเหยียด ไปจนริมน้ำ ผู้คนต่างพากันร้องรำทำเพลง เดิน นั่งดื่ม กิน เสียงดังมีความสุขเสียงสรวลเฮฮาลอยคละคลุ้งกับแสงสว่างจากโคมไปทั่วทุกที่
“นั่นคือ ดังโงะภพมนุษย์ใช่ไม๊! ข้าเคยเห็นในตำรา ข้าอยากลองทาน” ฮวาเฟยฟาเอ่ยมองนิ่งไปที่ขนมเสียบไม้สีสันสดใสข้างหน้า เจ้าวั่งซูหันมองยิ้มอ่อนโยน และรีบจับมือคนรักลากเข้าไป “ท่านป้า ข้าขอสองไม้” เจ้าวั่งซูเอ่ยกับผู้หญิงสาวคนขาย พร้อมยื่นเงินในมือให้ และรับมาส่งให้ฮวาเฟยฟาหนึ่ง และตนอีกหนึ่ง ฮวาเฟยฟารับมา และมองอย่างตั้งใจ และยิ้มแบบไม่มีหุบ “ทีนี้เจ้าคงพอใจละสินะ ดูหน้าเจ้าสิเหมือนเด็กได้อมยิ้มยังงัยยังงั้น ฮ่าา!”เจ้าวั่งซูเอ่ยแซวคนรัก พร้อมหัวเราะเสียงดังอย่างพอใจ ฮวาเฟยฟาเชิลหน้าแดง
“ข้าก็แค่ตื่นเต้นเพราะไม่เคยเห็น” ฮวาเฟยฟาแก้เขิลหน้านิ่ง
“เอ๊ะ! นั่นเราไปหาร้านนั่งทานบะหมี่ ข้าเริ่มหิว” เจ้าวั่งซู เอ่ยพร้อมเดินนำหน้าไปทางรถเข็นไม้เก่าที่อยู่ริมน้ำ ที่เจ้าของร้านเป็นคนแก่ชายหญิงสองคนท่าทางใจดี ขมักขเม้น “ท่านทั้งสองจะทานอะไรดี?”
“ข้าขอเป็นบะหมี่ชามใหญ่ สองที่ และหมั่นโถว เอ๊ะ! นั่นมันคือสุราโม่วซาง หรือไม่ท่านยาย ท่านมีมันด้วยรึ?” เจ้าวั่งซูเอ่ยตาโต
“ใช่! พ่อหนุ่ม ตระะกูลข้าเลี้ยงหิ่งห้อยมช้านาน และตกทอดการหมักสุราโม่วซางนี่มาถึงข้า พวกท่านจะลองชิมด้วยไม๊?” ท่านยายตอบอ่อนโยน
“เอา ท่านยาย พวกข้ามาวันนี้ก้เพื่อมาลิ้มลองสุราโม่วซางนี่ ไม่นึกว่าจะมีวาสนาได้เจอกับตระกูลท่านที่หมักบ่มสุรานี้มานาน ถือเป็นวาสนาที่ดี ฮ่าๆๆ!” เจ้าวั่งซูพูดหัวเราะร่ามีความสุข ฮวาเฟยฟาหันมองคนรักอ่อนโยน
“ท่านตาท่านยาย ข้าขอเรียนถาม ข้าเคยได้ยินว่าหิ่งห้อยนั้นเป็นอมตะ เมื่อทุกสิ่งมืดมิด พวกมันจะเปล่งแสงในความมืด และหลับสนิทเหือนจำศีลในตอนกลางวัน เรื่องนี้เป็นจริงมาน้อยเพียงใด โปรดชี้แนะ” ฮวาเฟยฟาเอ่ยถาม
“คุณชายท่านช่างเป็นผู้ทรงปัญญา ข้าเดาว่าท่านคงไม่ใช่คนจากภพมนุษย์ ถูกต้องพวกหิ่งห้อยนี้ คือตั้งแต่ต้นตระกูลบรรพบุรุษสืบทอดมา พวกมันไม่ตาย และยังมีการแบ่งตัวเองออกเพื่อให้เกิดหิ่งห้อยรุ่นใหม่ๆ” ท่านตาลวกหมี่ไป และ เริ่มเล่าไปด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“แล้วตัวที่ต้องถูกแบ่งออกจะยังมีชีวิตอมตะต่อไปหรือท่านตา” เจ้าวั่งซูเอ่ยสงสัย
“ไม่หรอก! พวกมันแสงจะอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่ตาย มันยังคงรอทำหน้าที่ครั้งสุดท้ายของมัน” ท่านยายเอ่ย
“หน้าที่ครั้งสุดท้ายคือสิ่งใด” ฮวาเฟยฟาเอ่ยถาม
“การจุดโคมนำวิญญาณ โคมนั้นที่ทำจากต้นยูหลกโฮ่ว แสงไฟแห่งโคมจะไม่มีวันติดจากไฟอื่นใดในโลกนอกจากหิ่งห้อย ดั่งคำในโครงโบราณที่ว่า
“ยูหลกโฮ่วเอนรับไฟหิ่งห้อย
โชยกลิ่นกฤษณากลั่นลอยละลิ่ว
อีกทั้งเผยวจนะสู่คนเป็นและคนตาย
และสุดท้ายโอบห่อเปล่งแสงนำวิญญา” ท่านตาเล่าพร้อมนำบะหมี่ทัสองชามมาวาง
“เป็นตามตำราว่า นอกจากผีเสื้อแห่งความตาย ก็ มีหิ่งห้อยที่เปล่งแสงให้ผู้วายชนม์ และ โคมนำวิญญาณยูหลกโฮ่วคือวัตถุจากมือมนุษย์ และวัตถุดิบจากภพพืชพันธ์ เมื่อทั้งสามอย่างรวมตัวกัน เปล่งแสง และนำพาวิญญาณคืนสู่ภพต้นกำเนิด แสงที่นำทางเหล่าดวงวิญญาณนั้นจะกระจายสว่างไปทั่วคุ้งฟ้า เห็นว่ากันว่ามันสว่างวาบไปถึงทั่วทุกภพ และเมื่อนั้นจะเกิดปรากฏการณ์ “ความงามที่แท้จริงแห่งแสง” แสงที่นำทางจากการดับสูญสู่การเกิดใหม่ คงเป็นลำแสงที่แผ่กว้าง สว่าง และงดงามมากเนอะ ข้าอยากประสพด้วยตัวเองสักครั้ง และต้องได้เห็นมันพร้อมกับคนที่ข้ารักด้วย” ฮวาเฟยฟาเอ่ย พร้อมหันมามองวั่งซูอ่อนโยน เจ้าวั่งซูอ้าปากค้าง และ หุบยิ้มอ่อนโยน
“ได้สิ ข้าสัญญาว่าวันนึงเจ้าจะได้เห็น ความงามที่สุดแห่งแสงนั่น โดยที่เจ้าจะมีข้าอยู่เคียงข้างและชื่นชมมันด้วยกัน” เจ้าวั่งซูยิ้มตาปิดอบอุ่นให้ฮวาเฟยฟา พร้อมกับการมาของไหสุราโม่วซาง
“อ่ะ เชิญพวกท่านตามสบายนะ ต้องการอะไรก็เรียกข้าได้” ท่านยายยิ้มอ่อนโยน
เมื่อทั้งสองกินจนอิ่มก็กล่าวลาคุณตากับคุณยายเจ้าของร้านพร้อมสัญญาว่าจะเดินทางกลับมาแวะที่ร้านอีกแน่นอนทั้งสี่ยิ้มและโก้งโค้งจากกัน หลิ่งกวางที่นั่งอยู่บนหัวเจ้าวั่งซู และชิงหลงที่ขดอยู่บนบ่าฮวาเฟยฟาทั้งสี่ออกเดินเที่ยวชมงาน งานคืนนี้ช่างครึกครื้นยิ่งดึกแสงจากโคมไฟเริ่มเปล่งแสงสว่างขึ้นมากกว่าเดิม แสงไฟจากโคมกระทบหน้าคนทั้งสองปรากฏรอยยิ้ม และความสุข และการสบตาของทั้งสองเป็นระยะ ตามร้านค้ามีขายโคมไฟมากมาย มีสลักคำเตือนใจ คำรัก และมีภาพวาดต่างๆ อยู่บนนั้นพร้อมให้ผู้คนที่มาเยือนเลือกสรรมากกว่าพันแบบ
“เจ้าอยากได้เป็นรูปภาพหรือตัวอักษรข้าให้เจ้าเลือก เฟยเฟย” เจ้าวั่งซู หันมองนั่น หันมองนี่ แต่ปากก็บอกให้คนรักเป็นคนเลือก ก่อนที่ฮวาเฟยฟาจะเอื้อมมือไปจับโคมไฟอันหนึ่งที่มีตัวอักษรเขียนว่า “นิจนิรันดร์” ชิงหลงก็เหาะลอยลงไปขดบนโคมไฟนิจนิรันดร์อันนั้นก่อน
“ฮ่าๆๆ! ชิงหลงเจ้าช่างรู้ใจข้า ซูซู ข้าว่าพวกเราได้โคมที่ดีที่สุดแล้วหล่ะ” ฮวาเฟยฟาพูดพร้อมเอื้อมมือไปอุ้มโคมยักษ์ขึ้นมาอุ้มไว้ในมือพร้อมกับมังกรขาวคู่ใจแผ่กายอยู่บนนั้น
“ได้! ตกลงเอาอันนี้ ไปเราไปตรงมุมนั้นกัน ข้าเห็นคนมุงเต็มไม่รู้มีอะไรกัน” มือขวาเจ้าวั่งซูยื่นเงินให้คนขาย และ มือซ้ายก็เข้าคว้าจับมือคนรัก และลากไปตรงบริเวณคนมุงตรงหัวมุมฝั่งตรงข้าม ตรงหัวมุมข้างๆ ร้านขายข้าวสารนั้นเป็น โรงละครขนาดเล็ก มีคนมาเล่าเรื่องราวความรักของหนุ่มสาว และชักตุ๊กตาหุ่นกระบอกบอกเล่าเรื่องราว
“นี่มัน เรื่องของเทพธิดาสี่เซียนและชายปลูกผัก พวกเค้าโดนลงโทษให้พบกันได้แค่7ปีครั้ง เพราะฝ่าฝืนกฏสวรรค์รักข้ามภพ” ฮวาเฟยฟาเล่า
“เรื่องราวกฏเกณฑร์การขัดขวางห้ามมีความรักนี่มันยังมีอยู่ในชีวิตเราๆ อีกหรอเนี๊ยะ ความรักมันเกิดกันที่คนสองคน ทำไมคนอื่นถึงเข้ามาตัดสิน เห้อ! ข้าละเหนื่อยใจกับคนพวกนี้จริงๆ ถ้าข้าเจอใครที่พยายามขัดขวางความรักของคนอื่นต่อหน้าข้า มันผู้นั่นไม่เหลือลมหายใจแน่” เจ้าวั่งซูเอ่ยพร้อมกำหมัดชกเช้าฝ่ามือตัวเอง เจ็บใจแทนคนเหล่านั้น
“นั่นก็สมเป็นเจ้า วั่งซู ข้าก็เช่นกันถ้าใครมาขัดขวางหรือพลัดพรากความรักคนอื่นก็ต้องเจอข้าเช่นกัน เพราะข้าจะไม่มีวันยอมให้ใครมาทำแบบนั้นกับตัวข้าแน่นอน” ฮวาเฟยฟาพูดพร้อมมองชายคนรัก เจ้าวั่งซูหันหน้าเข้าประสานตาทั้งคู่หน้าแดงชั่วขณะ และแก้เขิลด้วยการเอามือเกาหัว และชี้โบ้ชี้เบ้ไปทางร้านขายทังฮูลู (ลูกพลับเชื่อมไม้) อีกฟาก แต่ก่อนจะเดินไปก็เอา มืออีกข้างเอื้อมมาจับมือคนรักจูงกันไปพร้อมพูดเบาๆ ว่า “ข้าก็เช่นกันเจ้ารู้ใช่ไหม” ฮวาเฟยฟาก็ก้มหน้าอมยิ้มหน้าแดง
“ฮะนี่! ลูกพลับเชื่อม! ข้าก็อยากลอง!” และรีบเข้าหยิบสองไม้ส่งให้คนละไม้ และหยิบออกจากไม้ส่งให้ชิงหลง และหลิ่งกวางตัวละลูก ในขณะที่ตัวเองก็รีบคว้าอีกลูกใส่ปากแก้เขิล น้ำเชื่อมจากลูกพลับก็ละลายลงเลอะขอบปาก เจ้าวั่งซูรีบเอานิ้วโป้งเข้าปาด
“ดูเเจ้าสิ มีมุมที่ทะเล่อทะล่า! ประหม่า! ไม่มีมาดแบบนี้ด้วยหรอ คุณชายมังกร” เจ้าวั่งซูพูด และยิ้มอ่อนโยน มือก็ไม่ปล่อยจากหน้าคนรัก ฮวาเฟยฟาเอามือขึ้นมาทาบบนมือคนรัก และพูดว่า “ข้าก็เป็นคนธรรมดาแค่ตอนอยู่กับเจ้านี่แหล่ะ” พร้อมมองตาเจ้าวั่งซูแต่หน้าแดง
ทันใดนั้นพลุก็ถูกจุดขึ้นเสมือนเป็นการเริ่มงานของค่ำคืนนี้ เจ้าวั่งซูใช้มือเชยคางคนรักขึ้น และยื่นหน้าเข้าปากประกบกัน ทั้งสองหลับตาพริ้มไปกับบรรยากาศ ครึกครื้น ซึ้ง งดงาม โดยที่ฉากหลังคือพลุลูกใหญ่ที่ถูกจุดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งสองคลายปากออกจากกัน และเหลือบมองไปที่พลุ ที่จุดตระการตาอยู่ต่อหน้าคนทั้งสอง เมื่อเริ่มดึกความหนาวเย็นของอากาศก็เริ่มแผ่เคลื่อนเข้ามาปะทะร่าง
“เจ้าหนาวไม๊? เฟยเฟย เราไปแวะร้านชาตรงนั้นกันก่อนดีไหม” เจ้าวั่งซูเอ่ยชวนพร้อมโอบคนรักเดินไป ที่ร้านชานี้ประดับประดาเต็มไปด้วยโคมไฟหลากสีสันงดงาม ภายในครึกครื้น เหมือนโรงละครขนาดใหญ่ ผู้คนที่มาล้วนนั่งจิบชาอู่หลง จิบสุรา ดูการละเล่น การฟ้อนรำ และที่เยอะสุดในนี้คือเล่นเกมเว่ยฉี (โกะ) หลังจากที่จิบชาจนคลายหนาว ฮวาเฟยฟาก็เอ่ยชวน “พวกเราไปปล่อยโคมที่ริมน้ำกันดีไหม ซูซู”
“อื้มเอาสิ! ถ้าเจ้าหายหนาวแล้วเราไปกัน” ทั้งสี่ออกจากร้าน และเดินตรงไปทางริมน้ำแม่น้ำหยู่หลกเหลียง ที่นั่นมีผู้คนนั่งอยู่มากมาย ทั้งกินของว่า นั่งคุย นั่งพลอดรักเดินไปมาขวักไขว่ ทั้งสี่กางโคมขนาดใหญ่สลักคำว่านิรันดร์กางออก หลิ่งกวางดวงตาสีแดงลุกวาบ และไฟก็ติดขึ้นควันประโคมดึงตัวโคมกางออกสว่างงดงาม ทั้งสี่คนก้มหน้าอธิษฐาน ไม่ว่าวันหน้าจะเกิดอะไรขึ้นขอให้พวกเราทั้งสี่ได้อยุ่ร่วมกัน ต่อสู้ร่วมกัน และเวียนกลับมาหากันเสมอ อย่าได้มีอะไรพลัเพรากจากกัน” ทั้งสี่ยิ้มให้กัน และเริ่มปล่อยมือจากโคมลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า โดยฉากหลังที่แม่น้ำแห่งนี้คือ ไฟจากพลุมากมายที่ถูกยิงขึ้นท้องฟ้า แสงสว่างจากร้านค้าขายบ้านคน และแสงสว่างจากตะเกียงมากมายที่ทยอยถูกปล่อยขึ้นฟ้า เงาสะท้อนวิบวับดั่งกระจกจากแม่น้ำ
“งดงามเนอะ บรรยากาศที่หมู่บ้านนี้ ช่างครบไปด้วย ผู้คน สิงสาราสัตว์ ธรรมชาติ การใช้ชีวิต วัฒนธรรม และธรรมเนียมที่สืบมา ความรื่นเริงความครื้นเครง ความมีชีวิตชีวา อยากให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้ไปตลอดกาล” ฮวาเฟยฟาพูดจบ และหันมายิ้มอ่อนโยนให้คนรัก เจ้าวั่งซูมองกลับ และพยักหน้ายิ้มอ่อนโยน ภาพแสงสว่างจากโคมที่ลอยขึ้นฟ้าค่อยๆ จางเลือน และหายลับตาขึ้นท้องฟ้าดำมืดแต่สว่างไปดวงแสงดาวระยิบระยับ ภาพเริ่มเลือนหาย และตัดสลับหลับมาในยุคปัจจุบัน