“เฟยเฟย แต่จริงๆแล้ว ข้าชอบฤดูใบไม้ร่วงนั่นนะ! เพราะทุกครั้งที่มันเกิดขึ้น ข้าก็จะได้เห็นและพบเจอเจ้าเสมอ ฤดูใบไม้ร่วงของเราสองคน แท้จริงแล้วมันไม่ได้เป็นแค่คำสาป แต่มันคือความงดงามแห่งโชคชะตา เพราะถึงแม้กระจกบานที่สิบจะดับสูญไปจากโลกนี้แล้ว แต่ “สุสาส์นราคะ” ที่พันผูกจิตวิญญาณเราทั้งสองคนไว้ด้วยกันนั้นจะยังคงอยู่เป็นปัจจุบันขณะเสมอ ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นดั่งสัจจะนิจนิรันดร์” เจ้าวั่งซูเอ่ยพร้อมยิ้มอ่อนโยนให้คนรัก
ชาย-ชาย,รัก,ผจญภัย,แฟนตาซี,นิยายรักจีนโบราณ,นิยายรัก,นิยายจีนโบราณ,นิยายวาย,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
ดั่งเราสองที่พบพานจากวันวารสู่นิจนิรันดร์ (The Amid Autumn)“เฟยเฟย แต่จริงๆแล้ว ข้าชอบฤดูใบไม้ร่วงนั่นนะ! เพราะทุกครั้งที่มันเกิดขึ้น ข้าก็จะได้เห็นและพบเจอเจ้าเสมอ ฤดูใบไม้ร่วงของเราสองคน แท้จริงแล้วมันไม่ได้เป็นแค่คำสาป แต่มันคือความงดงามแห่งโชคชะตา เพราะถึงแม้กระจกบานที่สิบจะดับสูญไปจากโลกนี้แล้ว แต่ “สุสาส์นราคะ” ที่พันผูกจิตวิญญาณเราทั้งสองคนไว้ด้วยกันนั้นจะยังคงอยู่เป็นปัจจุบันขณะเสมอ ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นดั่งสัจจะนิจนิรันดร์” เจ้าวั่งซูเอ่ยพร้อมยิ้มอ่อนโยนให้คนรัก
นิยายเล่มนี้คือคัมภีร์แห่ง การค้นหาตัวตนผ่านโชคชะตาที่วนซ้ำ ความสนุกและมหัศจรรย์แห่งการเวียนว่ายของดวงจิตในภพภูมิทั้ง 9 และ มหากาพย์แห่งรักชั่วนิจนิรันดร์
“เจ้าวั่งซู และ ฮวาเฟยฟา (วั่งเฟย) สองดวงจิตที่พันผูกกันหลายแสนชาติ ถูกลิขิตให้หวนคืนเพื่อเล่นชะตาที่วนซ้ำ ผ่านการเดินทางทั้ง 9 ภพภูมิ: ภพมนุษย์ ภพอมนุษย์ ภพพืชพันธุ์ ภพฝันแห่งความเงียบงัน ภพเดรัจฉาน ภพจิตภูติ ภพสวรรค์ ภพปรภพ ภพปีศาจ
เพื่อค้นหาคำตอบในการหยุดวังวนแห่งโชคชะตา สู่การเริ่มต้นครั้งใหม่ เพื่อก้าวสู่ความเป็นนิจนิรันดร์”
..สุสาส์นราคะ..
“ข้าขอโทษ รั่วเจี๋ย ข้าจะตามไปอยู่กับเจ้าบัดเดี๋ยวนี้” เจ้าตุ๊กตาหุ่นกระบอกกางมือขึ้น และขยับบรรดารากหมู่ซู่เพื่อเข้าโจมตีร่างของตัวเองให้ดับสูญไป แสงสว่างวาบขึ้นบริเวณหน้าผากชิงหลง เกราะถูกสร้างขึ้นเข้าป้องกันร่างหุ่นกระบอกก่อนที่จะโดนรากไม้นั้นเข้าแทง
“ปู๋จือเต๋อเจ้าจงอย่าพึ่งหมดหวัง ภารกิจของเจ้า และบาปกรรมที่เจ้าก่อ เจ้าเป็นคนผูกเจ้าต้องอยู่เพื่อเรียนรู้ และแก้ไขมันด้วยตัวเอง และภพอมนุษย์นั่นก็ยังต้องการเจ้าในฐานะเจ้าภพ” ฮวาเฟยฟาเดินเข้าไปหาตุ๊กตาหุ่นกระบอกที่นั่งหมดอาลัยตายอยากตรงนั้น พร้อมผายมือเรียวงามขึ้นปรากฏดวงแก้วสว่างสีขาว หัวใจบริสุทธิ์แห่งอมนุษย์ ด้านในปรากฏดวงจิตของซินรั่วเจี๋ยมังกรดิน ยิ้มให้ปู๋จื๋อเต๋อที่นั่งคลุกอยู่บนพื้นดินข้างหน้าหน้าตามอมแมมเหมือนเหมือนเปื้อนดินโคลนเหมือนสมัยที่เค้าทั้งสองพบกันครั้งแรก ทั้งคู่ต่างเป็นตุ๊กตาที่ถูกทิ้งไว้ข้างกองขยะสกปรกมอมแมม ในขณะที่ทั้งโลกหันหลังให้พวกเค้า และโชคชะตาที่ถูกกำหนดมาก็โหดร้ายเกินกว่าจะฝ่าออกไป แต่แสงก็ไม่มืดซะทีเดียว เพราะทั้งคู่เกิดมาพร้อมโชคชะตา พลัง และ ภาระที่ยิ่งใหญ่ เค้าทั้งสองคือผู้ที่ถูกรับเลือก ทั้งสองมองตากันอย่างเข้าใจ และอภัยพร้อมยิ้มอ่อนโยนให้กัน
“ข้าขอโทษ รั่วเจี๋ย ที่ข้าทอดทิ้งท่านมานานเหลือเกิน” ปู๋จือเต๋อนั่งน้ำตานองหน้าเลอะเทะเหมือนหุ่นกระบอกสีตาเปรอะเปื้อน
“ข้าเองก็ต้องขอโทษเจ้าจือเต๋อ ที่ข้าทอดทิ้ง และไม่วิ่งตามเจ้าไปดั่งที่สัญญาว่าจะเคียงข้าง และตักเตือนกันเสมอ” ซินรั่วเจี๋ยพูดยิ้มอ่อนโยน เฟยฟายิ้ม และ ยื่นมอบหัวใจบริสุทธิ์แห่งอมนุษย์ที่มีดวงจิตของซินรั่วเจี๋ยให้กับเจ้าตุ๊กตตาหุ่นกระบอก หุ่นกระบอกค่อยๆยื่นมือหนึ่งมารับและอีกมือก็ฉวยกลับคว้าเข้าหัวใจตัวเองและดึงดวงแก้วสีดำออกมา “หัวใจดำมืดแห่งอมนุษย์”
“รั่วเจี๋ยต่อไปนี้เราทั้งคู่จะอยู่ร่วมกันไม่แยกจากกันอีก” สิ้นเสียงปู๋จือเต๋อหัวใจทั้งสองดวงก็ลอยเข้าประสานกันเกิดแสงสว่างวาบ ร่างตุ๊กตาหุ่นกระบอกดับลงกลายเป็นหุ่นไม้ไร้มีชีวิต แสงที่สว่างปะทะชนกันระหว่างหวัใจบริสุทธิ์ และหัวใจดำมืดนั้นก่อให้เกิดร่างที่หลอมรวมใหม่ของทั้งสองปรากฏร่างเป็น “สัตว์ดึกดำบรรพ์ร่างใหญ่โตลักษณะคล้ายมังกร มีเขาเก้าอันม้วนขดเป็นเกลียวสวยงามแผ่ไปด้านหลังเหมือนซินรั่วเจี๋ย และมีลำตัวเป็นไม้เหมือนหุ่นกระบอก มีต้นพืชงอกกิ่งก้านสาขาออกมาตามร่างรวมถึงกอปรกันขึ้นเป็นปีกเฉกเช่นปู๋จือเต๋อ”
“ข้าคือ “ปินลู่ซีเฉิน” ร่างสมบูรณ์ที่รวมเอาทั้งหัวใจบริสุทธิ์ และดำมืดเข้าไว้ด้วยกัน เจ้าแห่งภพอมนุษย์” ข้าขอขอบใจพวกท่านมากที่ทำให้ฟื้นคืนสติร่างต้นกำเนิด ในร่างนี้และจิตดวงนี้ พวกท่านอย่าได้กังวลว่าจะเกิดอาเพธใดๆอีก สำหรับอมนุษย์ทั้งหมดข้าจักนำทางพวกเค้ากลับสู่มาตุภูมิ ในกาลนี้ต้องรบกวนท่านคุณชายเจ้าเปิดประตูสู่ภพ”
ปินลู่ซีเฉินดวงตาสว่างวาบขึ้นและเริ่มส่งพลังสะกดโดยการผิวปาก “ลำนำเพรียกหาอมนุษย์” ไปที่เหล่าอมนุษย์ที่ข้ามมาทุกตนสะดุดกึก และหยุดฟัง มองหาที่มาของเสียงลำนำพลังนั้น และหันหลังเดินกลับมาทางทิศหุบเขาจินลู่ซี เจ้าวั่งซูพยักหน้า และลอยขึ้นเหนือท้องฟ้า พร้อมเหวี่ยงเคียวสู่ภพตัดจนเกิดช่องอากาศโดยบริเวณรอบ
“ด้วยอำนาจแห่งข้า เจ้าวั่งซูรุ่นที่11 ประตูสู่ภพจงเปิดออกเพื่อนำทางกลับบ้านให้เหล่าอมนุษย์” สิ้นเสียงเจ้าวั่งซูพร้อมการตวัดเหวี่ยงเคียวคว้านเปิดช่องอากาศจนครบวง ลำแสงจากปลายทางอุโมงค์สาดลอดผ่านช่องที่ถูกเปิด พลังมากมายไหลรวม และสวบพุ่งในทีเดียว ทำให้เกิดช่องประตูสู่ภพที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ช่องมิติแห่งเวลาถูกเเปิดขึ้นบริเวณกลางสนามประลองหุบเขาจินลู่ซี เหล่าอมนุษย์มากมายต่างเดินต้องสะกดตามทำนองเพรียกหาที่ปินลู่ซีเฉินผิวร้องเรียก ตนแล้วตนเล่า ในภารกิจนี้เกิดขึ้น และใช้เวลานานหลายวันหลายคืน ลำนำเพรียกหาอมนุษย์นั้นถูกฮัม และร้องต่อเนื่องไม่หยุดหย่อนกินเวลาเกินกว่า9วัน9คืน เจ้าวั่งซูจึงปิดประตูสู่ภพและปิดผนึกจนไร้อยต่อแห่งภพ
“ขั้นต่อไปก็ตาข่ายดักวิญญาณ” สิ้นเสียงปินลู่ซีเฉิน เขาทั้งเก้าก็สว่างขึ้นและลอยหลุดออกขึ้นบนอากาศ และเปลี่ยนขยายร่างออกเป็นเหมือนถุงของเทพคนโท และเริ่มดูดหมอกทั้งหมดกลับเข้าด้านใน บรรยากาศ หุบเขาเก้ากระจก และหมู่บ้านชุนเทียนกลับคืนสู่ปกติ แต่บริเวณทั้งหมดก็เกลื่อนกลาดไปด้วยศพ และคราบเลือด คนตายมิอาจฟื้นคืนมีร่างมากมาย และดวงวิญญาณที่ต้องสูญเสียไปมากมายจริงๆ ทั้งผู้คนของหมู่บ้านชุนเทียน เหล่าปรมาจารย์ มือปราบมารสำนักเก้าจักยุตกรา เทพเซียนจากสวรรคภพ และตัวแทนจากภพอื่นๆ อีกมากมาย ก็แทบจะไม่เหลือทุกคนถูกหมู่ซู่ดูดพลังแห้งตายหมดสิ้น
“ข้ารู้ ว่านี่คือวามผิดใหญ่หลวงที่ไม่อาจอภัย แต่พวกท่านอย่าได้กังวลไป ดวงจิตทุกดวงล้วนมีเหลือเศษเสี้ยวในตัวข้า ข้าจักส่งพวกเค้ากลับสู่อ้อมอกพระแม่แห่งจิตวิญญาณเพื่อฟื้นฟูดวงจิตหลังจากพวกเค้าถูกส่งกลับมาหาข้า ข้าจะมอบชิ้นส่วนที่เหลือที่เป็นเหมือนเสี้ยวความทรงจำในชาติที่ผ่านมาของเค้าเข้าไป และใส่พลังจักราแห่งเจ้าภพอมนุษย์เข้า เพื่อคืนกายหยาบให้พวกเค้าทั้งหมด พวกท่านไม่ต้องกังวล ทุกคนจะได้คืนกลับในร่าง และหัวใจดวงเดิม และค่อยรบกวนท่าน คุณชายเจ้า นำทางเค้ากลับบ้านที่เค้าจากมาตามสมควร” ปินลู่ซีเฉินกล่าวเศ้ราใจแต่ก็หนักแน่น ตอนนี้เมื่อพวกเค้าสองรวมเป็นหนึ่งและดูช่าง แข็งแรง แข็งแกร่ง และยิ่งใหญ่ กว่าที่ผ่านมาที่ต่างแยกออกจากกัน
สิ้นเสียงปินลู่ซีเฉิน ดวงตาเค้าสว่างวาบขึ้นมองไปเหนือท้องฟ้าเป็นเวลาสักพัก ก็มีแสงสว่างปะหลาดค่อยๆพวยพุ่งเข้ามาเป็นหลุมก้อนใหญ่ปรากฏขึ้นด้านหลังบริเวณที่ประตู่สู่ภพเปิด เหล่าดวงวิญญาณมากมายที่ถูกลูกบอลสีทองฟาดกระหน่ำ และแยกพวกเค้าออกมาจากร่างอมนุษย์นั่น เกาะกลุ่มเป็นเหมือนหมู่ดาวขนาดใหญ่แต่นิ่ง และ ไร้ทางไป สักพักปรากฏตัวขึ้นของกลุ่มผีเสื้อแห่งความตาย กระพือผีก เข้าโอบล้อมกลุ่มดวงวิญญาณผู้วายชนม์ไร้หนทางไปต่อ ทั้งหมดเข้ารวมกัน สว่างไสว และกลุ่มดาวที่สว่างระยิบระยับนั้นก็ค่อยๆ พากันเคลื่อนขึ้นสู่ท้องฟ้า และ ลอยออกห่างไกลออกไปเรื่อยๆ สู่พระแม่แห่งจิตวิญญาณ
“พลังจักราอมนุษย์ที่จะกอปรรวม และคืนกายหยาบให้เหล่าวิญญาณที่ท่านว่า ก็คือ พลังชีวิตท่านใช่หรือไม่ ท่านปินลู่ซีเฉิน ถ้าเช่นนั่นตัวท่านเองจะต้องสูญเสียพลังน่าจะทั้งหมด แล้วท่านจะเป็นอย่างไร” ฮวาเฟยฟาเอ่ยถาม
“ท่านช่างปราดเปรื่อง องค์ชายมังกร แต่ท่านไม่ต้องกังวลไปพวกเราอมนุษย์คือร่างที่เป็นอมตะ และยิ่งเป็นเจ้าภพ ไม่ว่าจะนั่งแข็งอยู่บนบังลังค์เหมือนมังกรดิน หรือ พลังจักรา พลังชีวิตของ เหล่าดวงวิญญาณทั้งหมดจะออกจากร่าง ร่างนี้ก็จะยังคงไม่มีวันดับสูญ เพราะข้ามีสุดยอดหัวใจแห่งอมนุษย์ถึงสองดวง แต่การสูญเสียพลังที่มากมายขนาดนั้นไปการเข้านิทราที่ยาวนานย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปข้าคงฟื้นคืนกำลังมาเอง ข้าเข้าใจว่ามันคงใช้เวลานานหลายร้อยปีทีเดียว เฉกเช่นกับช่วงเวลาที่ท่านหลับไหลเมื่อพันปีก่อน ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุผลที่มันควรเกิด และควรมีในเวลาที่ถูกที่ควร ล้วนหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งเรื่องการจากไปของเจ้าวั่งซู และการแตกสลายขององค์ชายมังกร และการถูกครอบงำโดยด้านมืดของหุ่นกระบอก ความอ่อนแอของมังกรดิน และการถือกำเนิดใหม่ของข้า ล้วนแล้วแต่เป็นโชคชะตาที่ถูกกำหนดมา และดีที่สุดอยู่แล้วในตัวของมันเอง การนี้ที่เกิดกับภพภูมิมนุษย์ สิ่งมีชีวิต และตัวข้าเอง จึงเปรียบเสมือนเป็นการเสียสละ และการรับการลงทัณฑร์ที่สมควร มันคือการหมุนวนของโชคชะตา” ปินลู่ซีเฉินกล่าวเชิดหน้ามองฟ้าดูสง่างามสมเป็นเจ้าภพ
“ท่านหมายถึงสิ่งใด ว่าเรื่องข้ากับเจ้าวั่งซูจำเป็นต้องเกิด หลีกเลี่ยงไม่ได้ และล้วนเป็นเรื่องที่เหมาะที่ควร” ฮวาเฟยฟาเอ่ยถาม
“แล้วพวกท่านจะพบคำตอบ ไม่นานเกินรอ จงเริ่มต้นจากการออกเดินทางเพื่อทำหน้าที่ปกปักษ์ และปกป้องภพภูมิมนุษย์แห่งนี้ และระหว่างภารกิจนั้นความหมายของการมีอยู่แ ละการดับสูญของพวกท่านทั้งสองจะถูกตระตรียม และปรากฏขึ้น อย่างเหมาะสม” ปินลู่ซีเฉินกล่าว
“นี่ยังมีเรื่องราวที่พวกข้ายังไม่รู้อีกหรือเนี่ย แต่เรื่องของท่านปินลู่ซีเฉิน ถ้าท่านมีอะไรที่พวกข้าสามารถช่วยได้โปรดบอก” เจ้าวั่งซูเอ่ย
“ขอบคุณท่านทั้งสองสำหรับมิตรภาพที่งดงามและความเอื้ออารีย์ ถ้าจะมีก็คงต้องฝากท่านแวะเวียนมาที่ภพอมนุษย์บ้าง ถ้าเป็นพวกท่านน่าจะสามารถข้ามไปมาได้ ในระหว่างที่ข้าเข้าสู่การนิทราที่ยาวนาน ข้าเกรงถึงความโกลาหล และภัยร้ายที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้น เพื่อเป็นการไม่รบกวนพวกท่านมากจนเกินไปพวกท่านก็อาจจะแค่เป็นหูเป็นตาให้แบบที่ท่านทำมาตลอดก็คงมากเพียงพอแล้ว ยังไงซะก่อนที่ข้าจะเข้าสู่นิทรา ข้าจะวางมนต์ป้องกัน และ ควบคุมเหล่าพี่น้องอมนุษย์ให้อยู่ในตามครรลองที่เหมาะที่ควร จนกว่าข้าจะกลับมา” ปินลู่ซีเฉินกล่าวนอบน้อม
“ได้สิ! ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย อย่างที่ท่านว่าเป็นหน้าที่ของพวกเราอยู่แล้วในฐานะมือปราบมารผู้เฝ้าระวังสอดส่ายระหว่างภพ ท่านอย่ากังวลไป ช่วยเหลือดวงวิญญาณที่ดับสูญเหล่านั้นและเข้าสู่การนิทราให้สบายเถิด” เจ้าวั่งซูเอ่ย
“แต่ มีอีกสิ่งหนึ่งที่ข้าคงทำไม่ได้ มันอยู่นอกอาณาเขตข้า” ปินลู่ซีเฉินกล่าวขึ้น
“ท่านหมายถึงอะไร” ฮวาเฟยฟาเอ่ย
“บรรยากาศจากภพอมนุษย์นั้นถูกถ่ายเทมาที่นี่มากเกินไป ข้าเกรงว่าแม้นพลัง และพี่น้องแห่งข้าจะถูกพากลับหมดแล้วแต่บรรยากาศและผลเสียหายอื่นๆยังอยู่ ตาข่ายดักวิญญาณนั้นไม่ใช่แค่เพื่อพรางตา ล่อลวง และกลืนกิน แต่มีพลังในการดึงดูดและรวบรวมความชั่วร้ายให้มาซ่องสุม อย่างที่พวกท่านทราบว่าในเวลาที่สิ่งชั่วร้ายมารวมกันย่อมเกิดความวิปริตกับสิ่งมีชีวิตในบริเวณนั้นๆ ในที่นี้คือเหล่ามนุษย์พวกพ้องของท่าน มนุษย์ในภพภูมิมนุษย์ต้องได้รับอานิสงค์จากไอบรรยากาศแห่งภพอนุษย์แน่นอน
ถ้าให้ข้าแนะนำ ข้าคิดว่าพวกท่านควรออกตรวจบริเวณทั้งหมดที่หมอกกลืนกินไป เพราะฤทธิ์ของตาข่ายดักวิญญาณนั้นไม่ธรรมดามันไม่เกิดขึ้นหรือแสดงผลในวันนี้ แต่จะกัดกลืนกินวิญญาณจนบูดเบี้ยว และถึงเวลานั้นทุกอย่างก็จักสายเกินแก้เฉกเช่นที่ตุ๊กตาหุ่นกระบอกเป็น และที่สำคัญมากอีกอย่างคือไอหมอกนั้นนอกจากครอบงำ ยังดึงดูดสิ่งชั่วร้าย ที่ทั้งตายไปแล้วให้คืนกลับ หรือเปิดทางแก้สิ่งชั่วร้ายให้มารวมตัว ข้าพูดเท่านี้ข้าคิดว่าพวกท่านน่าจะพอเข้าใจว่าท่านควรทำอย่างไรกันต่อไปหลังจากนี้” ปินลู่ซีเฉินกล่าวสงบนิ่ง
“ในความหมายของท่านคือ พวกข้าควรออกเดินทางสำรวจ ป้องกัน กำจัดสิ่งชั่วร้ายก่อนมันขยายอาณาเขต และกลืนกินที่นี่ สิ่งชั่วร้ายที่ยิ่งใหญ่กำลังคลืบคลานมาที่ภพมนุษย์แห่งนี้ เหมือนที่พระแม่แห่งจิตวิญญาณเตือนพวกเราก่อนหน้า” เจ้าวั่งซูเอ่ย
“อย่างที่พวกท่านทราบว่า ที่แห่งใดเคยถูกความมืดครอบงำ ที่แห่งนั่นย่อมไม่มีวันเหมือนเดิม เฉกเช่นหมู่บ้านต้องสาบแห่งนี้ที่ถึงแม้จะมีความพยายามมากมายในการคืนชีวิตให้กับที่นี่แต่ความปรารถนานั้นก็เป็นจริงได้แค่ช่วงสั้นๆคล้ายดังฝัน รวมถึงภพภูมิมนุษย์แห่งนี้เช่นกัน ถึงแม้จะมีการถือกำเนิดของเจ้าวั่งซู บุตรแห่งเจ้าปรภพ เพื่อเปิดปิดป้องกันและซ่อมแซมรอยแยกรอยต่อระหว่างภพมาอย่างยาวนานหลายร้อยปีแต่ความชั่วร้ายนั่นไม่เคยหมดไปจากจากภพภูมินี้
และ ณ ขณะนี้ความมืดได้คลืบคลานเข้ามา ถึงแม้ว่ามันจะเกิดขึ้นเนื่องจากส่วนหนึ่งของตัวข้าที่หลงผิดไปกับความเย้ายวนในด้านมืด แต่นั่นก็คืออดีต และทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมานั้นล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ดั่งโชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้แล้ว ว่าความวิปริตและความเปลี่ยนแปลงจะต้องเกิด ณ ที่แห่งนี้ ที่ใดมีแสงสว่างที่นั่นย่อมเรียกหาความมืด ความสว่างดึงดูดความมืดและความมืดก็โหยหาแสงสว่าง ดั่งหยินและหยาง เป็นวัฏจักรธรรมชาติที่เป็นสัจจะธรรมอันแท้จริง แต่บัดนี้หาใช่ข้าที่จะเป็นผู้ที่นำพาความมืดขนาดนั้นมา ณ สถานที่แห่งนี้ แต่สิ่งที่พวกเจ้าจะต้องเผชิญต่อไปคือสิ่งที่ชั่วร้ายมากกว่าที่ข้าสัมผัสได้ พวกท่านจงไปสืบหาและป้องกันก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป”