“เฟยเฟย แต่จริงๆแล้ว ข้าชอบฤดูใบไม้ร่วงนั่นนะ! เพราะทุกครั้งที่มันเกิดขึ้น ข้าก็จะได้เห็นและพบเจอเจ้าเสมอ ฤดูใบไม้ร่วงของเราสองคน แท้จริงแล้วมันไม่ได้เป็นแค่คำสาป แต่มันคือความงดงามแห่งโชคชะตา เพราะถึงแม้กระจกบานที่สิบจะดับสูญไปจากโลกนี้แล้ว แต่ “สุสาส์นราคะ” ที่พันผูกจิตวิญญาณเราทั้งสองคนไว้ด้วยกันนั้นจะยังคงอยู่เป็นปัจจุบันขณะเสมอ ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นดั่งสัจจะนิจนิรันดร์” เจ้าวั่งซูเอ่ยพร้อมยิ้มอ่อนโยนให้คนรัก
ชาย-ชาย,รัก,ผจญภัย,แฟนตาซี,นิยายรักจีนโบราณ,นิยายรัก,นิยายจีนโบราณ,นิยายวาย,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
ดั่งเราสองที่พบพานจากวันวารสู่นิจนิรันดร์ (The Amid Autumn)“เฟยเฟย แต่จริงๆแล้ว ข้าชอบฤดูใบไม้ร่วงนั่นนะ! เพราะทุกครั้งที่มันเกิดขึ้น ข้าก็จะได้เห็นและพบเจอเจ้าเสมอ ฤดูใบไม้ร่วงของเราสองคน แท้จริงแล้วมันไม่ได้เป็นแค่คำสาป แต่มันคือความงดงามแห่งโชคชะตา เพราะถึงแม้กระจกบานที่สิบจะดับสูญไปจากโลกนี้แล้ว แต่ “สุสาส์นราคะ” ที่พันผูกจิตวิญญาณเราทั้งสองคนไว้ด้วยกันนั้นจะยังคงอยู่เป็นปัจจุบันขณะเสมอ ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นดั่งสัจจะนิจนิรันดร์” เจ้าวั่งซูเอ่ยพร้อมยิ้มอ่อนโยนให้คนรัก
นิยายเล่มนี้คือคัมภีร์แห่ง การค้นหาตัวตนผ่านโชคชะตาที่วนซ้ำ ความสนุกและมหัศจรรย์แห่งการเวียนว่ายของดวงจิตในภพภูมิทั้ง 9 และ มหากาพย์แห่งรักชั่วนิจนิรันดร์
“เจ้าวั่งซู และ ฮวาเฟยฟา (วั่งเฟย) สองดวงจิตที่พันผูกกันหลายแสนชาติ ถูกลิขิตให้หวนคืนเพื่อเล่นชะตาที่วนซ้ำ ผ่านการเดินทางทั้ง 9 ภพภูมิ: ภพมนุษย์ ภพอมนุษย์ ภพพืชพันธุ์ ภพฝันแห่งความเงียบงัน ภพเดรัจฉาน ภพจิตภูติ ภพสวรรค์ ภพปรภพ ภพปีศาจ
เพื่อค้นหาคำตอบในการหยุดวังวนแห่งโชคชะตา สู่การเริ่มต้นครั้งใหม่ เพื่อก้าวสู่ความเป็นนิจนิรันดร์”
..สุสาส์นราคะ..
“นี่ ตระกูลของเถ้าแก่หลัวนี่ ได้สถานที่ที่งดงามขนาดนี้มาก แล้วยังมีสร้างสิ่งของแปลกประหลาดเพิ่มความพิศวงให้กับที่นี่อีก ช่างเป็นตระกูลที่น่าสนใจจริงๆ” เจ้าวั่งซูเอ่ย
“ทะเลสาบกระจก เรือนกระจก และแสงสว่าง ที่นี่คล้ายกับดินแดนสวรรค์ ข้าว่าต้นตระกูลเถ้าแก่หลัวน่าจะมีภพกำเนิดที่สวรรค์เป็นแน่แท้” เฟยฟาครุ่นคิด
“ดูสิกลางน้ำนั่น คือดงดอกบัว มีใบบัวใหญ่ ข้ารู้แล้วพวกเราไปลอยตรงนั้นกันเถอะ” เจ้าวั่งซูเอ่ยเพราะเหาะนำไปลงในใบบัวขนาดใหญ่สิบคนยืนได้ พร้อมกวักมือเรียกทั้งให้ตามมา ทั้งสามลอยมาพร้อมโคมแตะเท้าลงใบบัว เมื่อทั้งสี่ยืนตามตำแหน่งชื่อของโคมสี่ด้านแล้ว หลิ่งกวางก็จุดไฟขึ้น โคมเริ่มเผากองควันสุมขึ้นเตรียมตัวลอย
“ขอให้เราทั้งสี่ได้ หาทางปลดปล่อยวิญญาณผู้คนทั้งหมดได้อย่างครบถ้วน และทันเวลา” เจ้าวั่งซูเอ่ย
“และขอให้ดวงวิญญาณทั้งหมดเดินทางไปมาอย่างปลอดภัย และได้กลับเข้าร่างตนอย่างสวัสดิภาพ” ฮวาเฟยฟาเอ่ย ในขณะที่ทั้งหลิ่งกวาง และชิงหลงก็ก้มหน้าตั้งสมาธิอวยพรในใจ เมื่อเสร็จสิ้นคำอธิษฐาน ทั้งสี่ก็ค่อยปล่อยโคมปราสาทตระกูลเจ้าลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงสว่างจากผืนน้ำสะท้อนกระจกภายใต้โคมส่องแสงแตกเป็นแฉกเหมือนส่งพลังดันตัวโคมขึ้นสู่ท้องนภา ช่างเป็นภาพที่งดงาม และเป็นความทรงจำที่ดีงาม ที่ทั้งสี่ได้มาปล่อยโคมกันในสถานที่วิเศษเช่นนี้ร่วมกันอีกครา ทั้งสี่อมยิ้มมองโคมค่อยๆ ลอยเปล่งแสงริบๆ ค่อยๆ ไกลออกไป ทั้งสี่นั่ง และนอนลงใบบัวยักษ์นั่น และมองดูดาวมากมายบนท้องฟ้า และรวมถึงกลุ่มวิญญาณ และผีเสื้อราตรีที่ยังทยอยบินผ่านท้องฟ้าไปมา
“ดูนั่นสิ! กลุ่มดาวมังกร ดาวประจำตัวข้ายังเปล่งแสงสว่างมีชีวิตชีวา และนั่น ก็กลุ่มผีเสื้อราตรีกลุ่มใหญ่ที่นำดวงวิญญาณเดินทางสู่ความตาย ชีวิตนี้คือความไม่แน่นอน การเกิดการตายล้วนหมุนเวียน และหลีกเลี่ยงไม่ได้ จะมีทางใดกันนะที่จะสามารถหยุดวงจรความเศร้า และการลาจากพวกนี้ได้” ฮวาเฟยฟาเอ่ย
“บางทีอาจจะมีการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายที่แท้จริงรออยู่ แต่ข้าว่าการเวียนว่ายในวัฏฏะนี้ ที่มีพระแม่แห่งจิตวิญญาณเป็นผู้ให้กำเนิด และซ่อมแซมดวงจิตก็ไม่แย่ อย่างตัวข้าเองก็เคยตายไปแล้ว และการที่ข้าได้กลับมาก็เพราะยังงมีการเวียนว่ายนี้ ข้าหน่ะไม่รู้หรอกว่าวันข้างหน้าข้าจะต้องพบการสูญเสียหรือเรื่องน่าเศร้าเพียงใด แต่ข้าจะไม่มีวันยอมแพ้ หรือทิ้งทุกอย่าง และจากคนที่ข้ารักไปอย่างแน่นอน” วั่งซูพูดจาแน่วแน่ดวงตามองกลุ่มดาวมังกร ฮวาเฟยฟาหันมามองคนรัก และอมยิ้ม
“ข้าก็เช่นกัน ถ้าการหลุดพ้นที่ว่ามีอยู่จริง แต่ มันทำให้ข้าต้องจากเจ้าไป ข้าก็ขอมีชีวิตเวียนว่ายอยู่อย่างนี้เพื่อติดตามเจ้าไปชั่วนิจนิรันดร์” ฮวาเฟยฟาเอ่ยหันมามองอมยิ้มพร้อมขยับตัวเข้าซบอกเจ้าวั่งซู เจ้าวั่งซูเอื้อมมือเข้าโอบคนรักกดซบลงอก และพูดเบาๆ
“ชั่วนิจนิรันดร์” ทั้งสองสองนอนมองกลุ่มดาวในอ้อมกอดกันได้สักพัก น้ำก็กระเซ็นมาใส่หน้าทั้งสองคน
“นี่น้ำอะไร มาจากไหน” เจ้าวั่งซูเอ่ย เมื่อหันหน้าไปก็เจอหลิ่งกวาง และชิงหลงอมน้ำมาพ่นใส่คนทั้งสอง ที่นอกอดตระกองกันอยู่
“เอ๊ะๆ! นี่พวกเจ้ากล้าทำแบบนี้กับพวกข้าหรอ มานี่เลย” เจ้าวั่งซูพูดพร้อมเตรียมกระโจนจับมังกรขาว และจิ้งจอกดำ แต่ก็สู้แรงพ่นน้ำ ที่ถาโถมมาไม่ไหว เปียกแฉะกระเด็นกลับมานั่งกองบนใบบัว
“เดี๋ยวนะเจ้าทั้งสอง นี่!” ยังพูดไม่ทันจบ ก็หันมาเห็นฮวาเฟยฟานั่งหัวเราะเปียกชุ่มเช่นกัน
“ทั้งสองคงเห็นเรานอนกอดกันลืมโลกไปหมดเลย โจมตีหนัก ฮ่าๆๆ!” ฮวาเฟยฟาพูดหัวเราะลั่นอย่างมีความสุขผิดวิสัยแต่ก็งดงามยามเปียกปอน
“นั่นสิ ถ้าไม่มีน้ำมาขัดจังหวะ เราสองคนคงกอดกันอยู่บนใบบัวนี่ชั่วนิรันดร์จริงๆ ฮ่าๆๆ!” เจ้าวั่งซูหัวเราะไปพร้อมกับฮวาเฟยฟาพร้อมเอามือลูบปัดหน้าผมที่เปียกปอน ทั้งสี่กลับมาที่ระเบียง เปลี่ยนเสื้อ ร่วมดื่มกิน และขับขานเสียงดนตรีจากผีผา และ ซวิน ยาวจนเกือบรุ่งเช้าก็ต่างพากันผล็อยหลับไปพร้อมกับความงามตระการตาของหุบเขาชุนเทียนและทะเลสาบกระจกแห่งนี้
เสียงนกร้องและแสงอาทิตย์เรื่มแยงตา ทั้งสี่ลืมตาตื่นขึ้น พร้อมกับทะเลสาบที่เป็นสีฟ้าใสปกติ และ หุบเขา แสงแดดส่องในเช้า
“ความลับของความงามของหุบเขานี่อยู่ที่ตอนกลางคืนสินะ” ฮวาเฟยฟาเอ่ย พร้อมกับเสียงเคาะประตู และ อาหารเช้าที่ลำเลียงเข้ามา อย่างมากมาย เจ้าวั่งซู หลิ่งกวาง และชิงหลง ลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมเริ่มบรรเลงกินทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้า อย่างโขมงโฉงเฉง ฮวาเฟยฟานั่งมอง และยิ้มอ่อนโยน
“ข้าเคยได้ยินว่ามีวัดอยู่บนเขาชุนเทียน เป็นที่ประทับของท่านเทพไป่ฮัว (เทพแห่งโชคชะตา) กินเสร็จแล้วเราแวะไปไหว้ท่านกันก่อนกลับไปที่สำนักจักเก้ายุตกราไม๊” ฮวาเฟยฟาเอ่ย
“อื้ม! แต่เทพแห่งโชคชะตา คือเทพเพื่อการใดกัน” เจ้าวั่งซูถาม
“ท่านเทพไป่ฮัวคือ กามเทพที่แผลงศรให้คนรักกัน ท่านมีหน้าที่ผูกด้ายแดงให้คนที่เป็นเนื้อคู่กันมามิให้พรากจากกันหรือพลัดไปหาคนอื่นนานจนเกินไป ตามตำนานว่าถ้าไม่ใช่คู่จะไม่มีด้ายแดง แต่ถ้าเป็นคู่ครองกันมาก็จะมีด้ายแดงที่มองไม่เห็นที่ผูกโดยเทพไป่ฮัวที่ข้อเท้า สำหรับภพมนุษย์ ผู้คนก็นิยมพากันมาขอความรัก คู่ครอง แต่งงาน การสร้างรอบครัว การมีบุตร
“ห่ะ! กามเทพ! แล้วข้ากับเจ้ามีด้ายแดงผูกที่ข้อเท้าไม๊ ถ้ามี ทำไมแม้แต่พวกเราก็ไม่เห็น” เจ้าวั่งซูถามขณะที่ยังก้มหน้าก้มตากิน ฮวาเฟยฟาอมยิ้มอ่อนโยน
“นั่นสิ! แม้แต่ตัวข้าเองก็มองไม่เห็น แต่ข้ากับเจ้านั่นรู้สึกถึงกัน และพันธ์ผูกกันทางจิตวิญญาณมากกว่า ข้าไม่แน่ใจนั่นหมายถึงด้ายแดงที่ข้อเท้าด้วยไหม แต่เดี๋ยวเราจะแวะไปหาคำตอบกันที่ตำหนักทวยเทพแห่งโชคชะตา” ฮวาเฟยฟาพูดฉลาดอ่อนโยน เมื่อตระเตรียมตัวเองเสร็จทั้งสี่ก็สอบถามเหล่าบ่าวไพร่ในนั้นถึงทางไป ก็ได้ความว่าต้องเดินลงไปทางทะเลสาบเลียบไป และขึ้นบันไดตีนเขาทางปีกทิศตะวันออก แต่ถ้าเดินทางมาจากในหมู่บ้านไม่ผ่านที่นี่จะขึ้นจากบันไดอีกฝั่ง และ จะไม่สามารถข้ามมาถึงทะเลสาบแห่งนี้ได้ เจ้าวั่งซูและฮวาเฟยฟาพยักหน้า และ ขอบคุณบ่าวไพร่
“ถ้าอีกด้านมีทางลงงั้นพวกเราแวะไปลาเถ้าแก่หลัวก่อน แล้วค่อยขึ้นเขาไป เมื่อเสร็จกิจ จะได้ลงอีกด้านเพื่อกลับสำนักเลยไม่ต้องกลับมาทางนี้อีก” เจ้าวั่งซูเอ่ย
บ่าวไพร่โค้งคำนับ และเชิญพาไปชั้นบนของโรงเตี้ยม ด้านบนทั้งหมดบริเวณกว้างใหญ่เห็นทุกอย่างไกลสุดลูกหูลูกตาคือที่พำนักของเจ้าของร้านโคมที่ใหญ่ที่สุดในหมู่บ้านชุนเทียน และคือเจ้าของ โรงเตี๊ยมที่ไม่มีวันหลับ ทะเลสาบกระจก และหุบเขาชุนเทียนแห่งนี้ เมื่อทั้งสี่เดินมาถึงก็พบเถ้าแก่หลัวในชุดลำลองกำลังยืนป้อนอาหารนกที่อยู่ในกรง
“อ้าว คุณชายทั้งสอง พวกท่านหลับสบายไม๊ หากมีอะไรบกพ่องต้องขออภัย” เถ้าแก่หลัวกล่าวถ่อมตน หัวเราะร่าเริง
“ท่านกล่าวเกินไป ที่นี่เหมือนสวรรค์ ช่างงดงามไปทุกจุด ข้าอยากล่วงเกินถามว่า บรรพบุรุษท่านนั้นมีอะไรเกี่ยวเนื่องกับภพสวรรค์หรือไม่” ฮวาเฟยฟายกมือคำนับ พร้อมกล่าวถมสิ่งที่ตนสงสัยตั้งแต่แวบแรกที่เห็นสถานที่แห่งนี้
“ฮ่าๆๆ! คงปิดท่านไม่ได้สินะองค์ชาย ท่านคงรู้จักท่านเทพไป่ฮัว หรือที่ผู้คนเรียกว่ากามเทพ”
“ใช่ ข้าเคยพบท่านเมื่อนานมาแล้วก่อนที่ข้าจะลงมายังโลกมนุษย์มาอยู่กับสหายที่สกุลเจ้า และหลังจากลาท่าน ข้ากับวั่งซูก็คุยกันว่า จะแวะไปหาท่านที่ศาลเจ้าบนเขาทางปีกทิศตะวันออก” ฮวาเฟยฟาเอ่ยตื่นเต้น
“ฮ่าๆๆ! ท่านเทพไป่ฮัวคือบรรพบุรษของตระกูลข้า และสถานที่นี้ก็คือเหมือนสวนสวรรค์บนภพแดนมนุษย์ที่ท่านสร้างไว้ให้เหล่าลูกหลานสืบไป โคมไฟนั่นก็เช่นกัน การจุดโคมคือการจุดดวงประทีปให้ตัวเอง และคนรักนั้นหากันเจอ และชะตาชีวิตสว่างไสวอยู่ด้วยกันตลอดไป ท่านรู้ไหมความลับที่ซ่อนอยู่ในการจุดโคมคือ คนที่มากับคนรัก และไม่สามารถจุดโคมติด นั่นคือผู้ที่ไม่มีด้ายแดง ฮ่าๆๆ โคมเหล่านั้นที่ข้าทำล้วนถูกถักทอ และซ่อนด้ายแดงแห่งโชคชะตาเอาไว้ มันเป็นความลับแห่งตระกูลข้ามาช้านาน” เถ้าแก่หลัวเล่ายาว
“โอว! ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง ที่นี่คือวังของท่านเทพไป่ฮัว สถานที่นี้ถึงได้งดงาม และปนเปื้อนไปด้วยความอิ่มเอม ปีติ และความรัก ด้วยเพราะพลังของเทพแห่งโชคชะตา” ฮวาเฟยฟาเอ่ย
“ฮ่าๆๆ! ถูกต้อง ผู้คนที่เข้ามา และออกไปล้วนมีความสุข และเติมเต็มขณะอยู่ที่นี่ แม้สำหรับบางคู่บางคนอาจจะเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ เพราะพลังแห่งท่านเทพไป่ฮัว แต่ข้ารู้สึกยินดีมากที่ได้อยู่เฝ้าสถานที่ที่ดีเช่นนี้ และได้เห็นผู้ที่มาเยือนล้วนมีความสุขและลืมความทุกข์ของพวกเค้าไป” เถ้าแก่หลัวพูดพร้อมยิ้มอ่อนโยน
“ช่างดีงามโดยแท้ ถ้าพวกข้ามีเวลาจะขอแวะกลับมาหาท่าน และสถานที่แห่งนี้แน่นอน” เจ้าวั่งซูเอ่ย
“ด้วยความยินดี ขอให้พวกท่านร่วมเดินทาง ต่อสู้และแก้ไขปัญหา ปกป้องผู้คนอย่างที่พวกท่านทำมา ส่วนสถานที่นี้ก็จะเปิดรอให้พวกท่านได้หวนกลับมาแวะเวียนเยี่ยมชมอยู่เสมอ นี่! เดี๋ยวก่อนกลับพวกท่านจะไปที่ศาลไป่ฮัวใช่หรือไม่? เดี๋ยวข้าจะให้เด็กๆ นำทางพร้อมของเซ่นไหว้ไป” เถ้าแก่หลัวกล่าวพร้อมกวักมือเรียกเด็กรับใช้แถวนั้น
“ช้าก่อน เถ้าแก่หลัว พวกข้านั้นมีกิจรีบเร่ง ต้องจักกลับไปสำนักเก้าจักยุตกรา ร่วมประชุม แจ้งข่าวคราว และต้องออกเดินไปหมู่บ้านหมิงหยวน เพื่อ......” ยังไม่ทันที่เฟยฟาจะกล่าวจบเสียงเถ้าแก่หลัวก็ดังแทรกขึ้น
“ยูหลกโฮ่ว ใช่หรือไม่ที่ท่านจะไปเอา มาเพื่อทำโคมนำวิญญาณ”
“ใช่ พวกข้าจะไปขอให้คนที่หมู่บ้านนั้นช่วยทำโคมกระดาษยูหลกโฮ่วเพื่อเป็นอีกแรงในการช่วยปลดปล่อยวิญญาณที่ดับสูญไป” ฮวาเฟยฟาเอ่ย
“โอ้ว! งั้นก็เป็นเรื่องดี ในอดีตข้าเคยมีโคมที่ทำจากยูหลกโฮ่ว ซึ่งนำมาปลดปล่อยวิญญาณบรรพบุรุษ แต่หลายร้อยปีมานี้ ไม่มีใครสามารถเดินทางเข้าที่นี่ได้ และ ผู้คนจากหมู่บ้านก็หายสาบสูญ เหมือนหมู่บ้านนั้นคือดินแดนลับแล ผู้คนต่างโจษจันว่าหมู่บ้านโลงศพ กล่าวกันว่า ผู้คนคงทำกระดาษห่อศพตัวเองตายกันหมดยกหมู่บ้าน เห้อช่างไร้สาระจริงๆ แต่เรื่องที่หมู่บ้านนั้นหายสาบสูญหาทางเข้าไม่เจอก็น่าคิด” เถ้าแก่หลัวกล่าวสงสัย
“นั่นเป็นสิ่งที่พวกข้ากำลังจะไปหาคำตอบ เพราะอย่างไรก็ตาม ก็มีแค่ ผู้คนในหมู่บ้านนั้น และ ยูหลกโฮ่ว ที่เป็นคำตอบของการปลดปล่อย และนำกลับวิญญาณของมนุษย์ในตอนนี้” เจ้าวั่งซูเอ่ย
“ได้ ข้าขออวยพรให้พวกท่านปลอดภัย และ ประสบความสำเร็จตามตั้งใจ ตัวข้าก็จะขอเป็นกำลังใจ และถ้ามีสิ่งใดที่ข้าสามารถช่วยได้ก็ให้บอก อย่าได้เกรงใจ” เถ้าแก่หลัวกล่าว
“เออจริง! ถ้าในกรณีที่คนในหมู่บ้านไม่สามารถทำโคมทั้งหมดได้ทัน พวกข้าสามารถนำกระดาษยูหลกโฮ่วมาให้ท่านทำโคมได้หรือไม่ เพราะในปฐพีนี้นอกจากคนจากหมู่บ้านนั้น แล้วก็คงจะมีแต่ท่านที่ามารถทำโคมพิเศษเช่นนั้นได้” ฮวาเฟยฟาเอ่ย
“โอ้ว! ได้แน่นอน ตระกูลข้าคือต้นแบบการทำโคม แม้เราจะไม่มีกระดาษที่วิเศษแบบยูหกโหลวแต่ความสามารถในการประกอบโคมวิญญาณนั้นตกทอดมารุ่นสู่รุ่น ข้ายินดีเป็นอย่างยิ่ง” เถ้าแก่หลัวกล่าว
“ขอบคุณท่านมาก เดี๋ยวพวกข้าจะพยายามนำกลับมาให้ท่านประกอบหลังจากนี้” เจ้าวั่งซูเอ่ย
“เอ่อ! ว่าแต่พวกท่านไม่ต้องไปทำธุระสำคัญที่ท่านว่าที่ศาลเทพไป่ฮัวจริงหรอ” เถ้าแก่หลัวถาม เจ้าวั่งซูและฮวาเฟยฟาอมยิ้มมองกัน
“คงไม่ต้องแล้วหล่ะ เพราะธุระสำคัญที่ว่า พวกข้าได้คำตอบจากท่านเรียบร้อยแล้ว” ฮวาเฟยฟาเอ่ยเขิล
“ฮะ! อะไรนะ ยังไง เมื่อไหร่ ธุระคืออะไร แล้วข้าจะไปตอบแทนท่านไป่ฮัวได้ยังไงกัน” ขณะที่เถ้าแก่หลัวยังงงและพยายามซักไซ้ ทั้งสี่ก็อมยิ้มและกล่าวลา เดินหันหน้ามุ่งตรงสู่สำนักเก้ากระจก