“เฟยเฟย แต่จริงๆแล้ว ข้าชอบฤดูใบไม้ร่วงนั่นนะ! เพราะทุกครั้งที่มันเกิดขึ้น ข้าก็จะได้เห็นและพบเจอเจ้าเสมอ ฤดูใบไม้ร่วงของเราสองคน แท้จริงแล้วมันไม่ได้เป็นแค่คำสาป แต่มันคือความงดงามแห่งโชคชะตา เพราะถึงแม้กระจกบานที่สิบจะดับสูญไปจากโลกนี้แล้ว แต่ “สุสาส์นราคะ” ที่พันผูกจิตวิญญาณเราทั้งสองคนไว้ด้วยกันนั้นจะยังคงอยู่เป็นปัจจุบันขณะเสมอ ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นดั่งสัจจะนิจนิรันดร์” เจ้าวั่งซูเอ่ยพร้อมยิ้มอ่อนโยนให้คนรัก
ชาย-ชาย,รัก,ผจญภัย,แฟนตาซี,นิยายรักจีนโบราณ,นิยายรัก,นิยายจีนโบราณ,นิยายวาย,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
ดั่งเราสองที่พบพานจากวันวารสู่นิจนิรันดร์ (The Amid Autumn)“เฟยเฟย แต่จริงๆแล้ว ข้าชอบฤดูใบไม้ร่วงนั่นนะ! เพราะทุกครั้งที่มันเกิดขึ้น ข้าก็จะได้เห็นและพบเจอเจ้าเสมอ ฤดูใบไม้ร่วงของเราสองคน แท้จริงแล้วมันไม่ได้เป็นแค่คำสาป แต่มันคือความงดงามแห่งโชคชะตา เพราะถึงแม้กระจกบานที่สิบจะดับสูญไปจากโลกนี้แล้ว แต่ “สุสาส์นราคะ” ที่พันผูกจิตวิญญาณเราทั้งสองคนไว้ด้วยกันนั้นจะยังคงอยู่เป็นปัจจุบันขณะเสมอ ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นดั่งสัจจะนิจนิรันดร์” เจ้าวั่งซูเอ่ยพร้อมยิ้มอ่อนโยนให้คนรัก
นิยายเล่มนี้คือคัมภีร์แห่ง การค้นหาตัวตนผ่านโชคชะตาที่วนซ้ำ ความสนุกและมหัศจรรย์แห่งการเวียนว่ายของดวงจิตในภพภูมิทั้ง 9 และ มหากาพย์แห่งรักชั่วนิจนิรันดร์
“เจ้าวั่งซู และ ฮวาเฟยฟา (วั่งเฟย) สองดวงจิตที่พันผูกกันหลายแสนชาติ ถูกลิขิตให้หวนคืนเพื่อเล่นชะตาที่วนซ้ำ ผ่านการเดินทางทั้ง 9 ภพภูมิ: ภพมนุษย์ ภพอมนุษย์ ภพพืชพันธุ์ ภพฝันแห่งความเงียบงัน ภพเดรัจฉาน ภพจิตภูติ ภพสวรรค์ ภพปรภพ ภพปีศาจ
เพื่อค้นหาคำตอบในการหยุดวังวนแห่งโชคชะตา สู่การเริ่มต้นครั้งใหม่ เพื่อก้าวสู่ความเป็นนิจนิรันดร์”
..สุสาส์นราคะ..
“ทุกท่านพักผ่อนเถิด หลังจากนี้ต้องรบกวนแรงจากพวกท่าน เดี๋ยวพวกเราค่อยพบกัน” ฮวาเฟยฟาและเจ้าวั่งซูรับการคำนับ และ กล่าวกลับถึงทุกคนด้วยความเมตตา ทุกคนแยกย้าย ส่วนเจ้าวั่งซู หลิ่งกวาง ฮวาเฟยฟา ชิงหลง หลันอี้ ซีเซียง ต่างตามไปพักที่คฤหาสน์ของหม่าเติง
ณ คฤหาสน์หม่าเติงยามหัวค่ำ หลังจากรับประทานอาหารค่ำด้วยกัน ก็แยกย้าย หลันอี้และซีเซียงพักอยู่ใกล้เรือนใหญ่ ของหม่าเติงและภรรยา ส่วนทั้งสี่ พักอยู่เรือนทางตะวันออกซึ่งหันหน้าไปทาง หุบเขาหมู่บ้านทางตะวันตก
“ฮวาเฟยเฟย เจ้าดูบรรยากาศที่หุบเขานั้นสิ ทะมึน มันมีเมฆดำลอยปกคลุมตลอด และเป็นส่วนที่มืดที่สุดของหมู่บ้านแห่งนี้ และไม่มีทีท่าว่าแสงสว่างจะเข้าไปได้”
“อืม! ข้าว่าครานี้ คงเป็นศึกใหญ่ และข้าก็สังหรณ์ใจว่ามันจะไม่ต่างอะไรกับเหตุการณ์ในอดีต ที่เกิดขึ้นที่จัตุรัสเฟิงสุ่ย” ทั้งสองมองกันหน้าวิตกกังวล
“เรื่องร้ายๆ เราควรลืมไปก่อน ตอนนี้เรายังมีเรื่องดีๆ อย่างการทำโคมนำวิญญาณ ถ้าโคมถูกทำสำเร็จในส่วนแรก จนพวกเราแน่ใจแล้วว่าทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี ช่วยท่านปินลู่ซีเฉิน และท่านกงซุนต้าเฉียน ปลดปล่อยวิญญาณทั้งหมดกลับสู่พระแม่แห่งจิตวิญญาณ และรอการปฏิสนธิใหม่กลับมาในร่างเดิม ถึงเวลานั้นค่อยว่ากัน” เจ้าวั่งซูนั่งพิงประตูระเบียง ยกเอามือขึ้นเท้าประตู ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มจมูกโด่งเป็นสันคมดวงตาประกายเหลือบสีแดง เมื่อต้องกับแสงจันทร์เป็นประกายงดงามลึกลับ ฮวาเฟยฟาหันมองหน้าคนรักด้วยความรักและอ่อนโยน และค่อยๆ ขยับร่างกายเลื่อนเข้าไปด้านหน้า และเริ่มเข้าสวมกอดเอาหน้าเรียวงามแนบที่ซอกคอวั่งซู เจ้าวั่งซูเขิลตกใจ แต่ก็เอนหัวเข้ารับ
“นี่เจ้าจะทำอะไร”
“ข้าแค่อยากอยู่แบบนี้ และข้าอยากจะบอกให้เจ้ารู้ว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่ดีที่สุดที่เจ้าว่าจริงๆ แล้วหาได้อยู่ไกลไม่ ในเมื่อข้ามีเจ้าเคียงข้างแบบนี้ในทุกวัน ต่อให้พบเจอเรื่องร้ายๆ อะไร ข้าก็ไม่เคยรู้สึกเลยว่าชีวิตนี้ไม่คุ้มค่า หรือเคว้งคว้างที่เกิดมายาวนานขนาดนี้ ขอแค่มีเจ้า ต่อให้ต้องอยู่ไปยาวนานอีกหลายพันปี หรือต้องเจอเรื่องร้ายๆ ข้าก็ยังยิ้มได้เสมอ” ฮวาเฟยฟาซบ และกระซิบอยู่บริเวณซอกคอคนรัก เจ้าวั่งซูหน้าแดงพร้อมเอามือเข้าโอบบ่าคนรักไว้กระชับแน่นมากขึ้น
“ข้าก็เช่นกัน ทั้งที่เรื่องต่างๆ ที่เราพบเจอล้วนหนักหนา และภาระหน้าที่ ที่มากับการถือกำเนิดของพวกเรามันช่างดูวุ่นวายเกาะเกี่ยวพันกันเหมือนไม่มีวันจบ แต่ข้าเองที่ไม่เคยรู้สึกเลยว่ามีอะไรที่หนักหนา แก้ไขไม่ได้ และการเดินทางในทุกวันก็คือความสุข เพราะมีเจ้าข้างกาย ต่อให้ข้าต้องเจออีกร้อยเรื่องพันเรื่อง และอยู่ไปอีกหมื่นปี ข้าก็ไม่ขออะไร แค่มีเจ้าเคียงข้างกันไปตลอดเส้นทางนี้” เจ้าวั่งซูพูดจบก็มือโอบกระชับไหล่เฟยฟาขึ้น และก้มลงประทับริมฝีปากลงบนปากได้รูปงดงาม ใบหน้าอ่อนหวานหล่อเหลางดงามของอีกฝ่าย ฉาบแดงขึ้นบริเวณแก้ม พร้อมปากงามที่ตั้งรับการประทับจูบนั้นอย่างดูดดื่ม และดวงตาคู่งามก็หลับพริ้มลง ภายใต้แสงจันทร์สาด และความรักที่ผลิบานเพิ่มขึ้นในทุกวัน ทอดยาวเป็นนิรันดร์ของคนทั้งสอง มีแสงจันทร์เป็นสักขีพยาน
เวลาล่วงมาสองอาทิตย์ ที่หมู่บ้านหมิงหยวนบรรยากาศสงบ ชาวบ้านต่างรับหยูกยา และ พักผ่อนอยู่กับครอบครัว และคนรัก ยามบ่ายแก่ๆ ของวันที่สิบสี่หลังจากเหตุการณ์การฟื้นคืนชีวิต ชาวบ้านต่างรวมใจนัดกันมารวมตัวที่ลานหน้าบ้านหม่าเติง
“ท่านหม่าเติง พวกข้าคิดว่า ร่างกายและจิตใจของพวกข้าน้อยคืนสภาพกลับมาเกือบเต็มที่แล้ว และทั้งองค์ชายและคุณชายก็น่าจะมารอนานมากแล้ว เรื่องโลกด้านนอกก็เป็นกิจที่ต้องเร่งรีบ พวกข้าเลยจะเริ่มทำโคมนำวิญญาณกันเลย ท่านเห็นว่าอย่างไร”
“ดีสิ! ดีเลย! เป็นเรื่องดี พวกเจ้ารีบดำเนินการได้เลย”
“แล้วพวกข้าควรจะไปประกอบโคม และ ทำพิธี กันที่ไหน เพราะหุบเขาทางตะวันตกถูกปิดตายไป”
“อืม หุบเขาทางตะวันตกเต็มไปด้วยพลังชั่วร้าย และอาจจะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่พวกเจ้ากลายเป็นผีร้ายในการเปลี่ยนถ่ายวิญญาณ เห้อ! คิดถึงเรื่องนั้น นอกจากพวกเจ้าแล้ว ข้าเองก็ทำผิดบาปแบบไม่น่าอภัย พวกเราละเลยหน้าที่ ที่ศักดิ์สิทธิ์อันนี้ และทำเพื่อประโยชน์ของตัวเราเอง หมู่บ้านโลงศพแห่งนี้ เกิดขึ้นธำรง และสร้างของวิเศษมากมาย เพื่อนำพาดวงวิญญาณคนตายไปสู่ที่งดงาม การทำโคมวิญญาณ คือหน้าที่ และความภาคภูมิใจของพวกเราชาวหมู่บ้านหมิงหยวนตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษลงมา พวกเราล้วนเอยู่และเกี่ยวข้องกับความตายมาช้านาน ข้าโลภไปจริงๆ พวกเราโลภไปจริงๆ” หม่าเติงคุกเข่าลงต่อหน้าเสาฟ้าดิน และร่ำไห้ตัดพ้อด้วยความรุ้สึกผิด
“ใช่ ท่านหม่าเติง เพราะพวกเราเองที่อยากให้คนในครอบครัวกลับมา ถึงสร้างความวุ่นวาย และแอบใช้ยูหลกโฮ่วนี้ในทางผิด พวกข้าก็รู้สึกผิดบาปกับเรื่องเหล่านี้มากเหลือเกิน” ชาวบ้านต่างพากันคุกเข่าไปพร้อมกับเทพหม่าเติงถึงความผิด ความโลภ ความเห็นแก่ตัวของทุกคน
“ข้าน้อยคิดออกแล้ว ท่านหม่าเติงทุกคน พวกเราควรสร้างวิหารอนุสรณ์สถานสำหรับบูชาไว้ในป่ายูหลกโฮ่ว สำหรับรำลึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนี้ และ สำนึกในความผิดบาปที่พวกเราได้กระทำไป และอีกอย่างพวกเรายังสามารถใช้สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนั้นเป็นที่สำหรับผลิตโคมนำวิญญาณสืบไป”
“ใช่! ข้าก็เห็นด้วย”
“ข้าก็คิดแบบนั้น พวกเราชาวหมู่บ้านจะได้มีที่รำลึกถึงเหตุการณ์ครั้งนี้”
“ใช่! และ พวกเราจะได้สถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับทำโคมสืบต่อไป” เสียงชาวบ้านทุกคนต่างโห่ร้อง และเห็นต้องกันถึงการสร้างวิหารศักดิ์สิทธิ์สำหรับทำโคมนำวิญญาณ
“ข้าก็เห็นด้วย ในเมื่อทุกคนเห็นพ้องต้องการ งั้นเริ่มการสร้างวิหารกลางป่ายูหลกโฮ่วพรุ่งนี้”
“เฮ! เฮ!” เสียงชาวบ้านต่างโห่เสียงรับ
“ก๊อก! ก๊อก!” เสียงเคาะประตูเรือนทางตะวันออกที่เจ้าวั่งซูและฮวาเฟยฟาอยู่ ขณะที่ทั้งคู่ นั่งอ่านหนังสือ ขับกลอน หลิ่งกวางก็วิ่งไปเปิดประตูแง้มให้คนด้านนอกเข้ามาได้
“องค์ชายฮวาเฟยฟา คุณชายเจ้าวั่งซู ข้ามารบกวนท่านทั้งสองหรือไม่” หลันอี้กล่าวพร้อมคำนับ พร้อมกับการวิ่งโร่เข้ามากอดหลิ่งกวางของซีเซียง
“อ้าวหลันอี้ ซีเซียง ไม่เลย เข้ามาๆ ก่อน” เจ้าวั่งซูตะโกนทักทายเด็กหนุ่มอย่างเป็นกันเอง
“ข้าจะมาเรียนว่า เนื่องจากหุบเขาทางตะวันตกถูกปิดตายไปทำให้ไม่มีที่สำหรับทำโคม ท่านหม่าเติงและชาวบ้านจึงมีความคิดรวมใจกันสร้างวิหารศักดิ์สิทธิ์ขึ้นกลางป่ายูหลกโฮ่ว เพื่อเป็นการระลึกถึงผู้ตาย การไถ่บาป และเป็นสถานที่สร้างโคมนำวิญญาณ”
“นั่นก็เป็นเรื่องดีสิ หมู่บ้านโลงศพแห่งนี้จะได้เปิดสู่โลกภายนอก และจะได้กลับมามีชื่อเสียงอีกทีหนึ่ง” เจ้าวั่งซูเอ่ย
“แล้วสถานที่จะแล้วเสร็จเมื่อไหร่ และการทำโคมหล่ะ จะเริ่มได้ประมาณเมื่อไหร่” ฮวาเฟยฟาเอ่ยถาม
“วิหารศักดิ์สิทธิ์จะเริ่มสร้างพรุ่งนี้ แล้วเสร็จภายในสามเดือน แต่ตัวโครงสร้างบริเวณสำหรับทำโคมจะถูกสร้างก่อน และจะสามารถใช้งานได้ภายในหนึ่งเดือน พวกชาวบ้านจะแบ่งออกเป็นสองส่วนในช่วงวิหารยังไม่เสร็จ ผู้ชายจะเริ่มงานสร้างอาคารให้เสร็จ ส่วนผู้หญิงจะเริ่มทำโคมนำวิญญาณน่าจะประมาณหนึ่งเดือนนับจากนี้” หลันอี้กล่าว
“แล้วท่าแม่ข้าหล่ะ หลังจากนี้พวกเราต้องทำอย่างไร” ซีเซียงน้อยที่กอดหลิ่งกวางไม่ปล่อยถามขึ้นมาด้วยสายตามีหวัง
“หลังจากพวกเราได้โคมนำวิญญาณแล้ว พวกเราจะเดินทางกลับไปที่หมู่บ้านชุนเทียน ให้ผู้คนกระจายโคมสู่หมู่บ้านทั่วทั้งยุทธภพ และ พิธีสวดบูชารวมวิญญาณจะเริ่มที่หมู่บ้านชุนเทียน ในขณะที่ทุกคนต้องเริ่มจุดโคม และทยอยปล่อยขึ้นท้องฟ้าพร้อมกัน รวมทั้งเจ้าด้วยผู้เป็นที่รัก โคมนำวิญญาณที่ถูกจุด และอธิษฐานเรียกดวงวิญญาณโดยคนที่รัก และเป็นที่รัก จะช่วยเป็นแสงสว่างนำวิญญาณสู่โคม เมื่อวิญญาณเจอแสงแห่งโคม จะตามกันไปสู่สุคติภูมิ” ฮวาเฟยฟาเอ่ย
“แล้วแม่ข้าจะกลับมายังงัย เมือ่ไหร่ข้าจะได้เจอท่านแม่” ซีเซียงตาคลอๆ ถามต่อ
“วิธีการคืนกลับเข้าร่างของดวงวิญญาณ จะเป็นการเรียกกลับของเจ้าภพ ในที่นี้คือ ท่านปินลู่ซีเฉิน เจ้าแห่งภพอมนุษย์ แต่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนการที่วิญญาณมากมายจะพวยพุ่งกลับเข้าร่าง เคยเห็นแต่ออกจากร่างทีละไม่กี่ดวง แต่คิดว่าการเวียนว่ายที่เป็นไปตามขั้นตอน และพิธีแบบนี้ทุกอย่าง รวมถึงพลังการดึงกลับ และไถ่ถอนของเจ้าภพ ทุกอย่างจะกลับมาไม่นานเกินไป เจ้าไม่ต้องกังวลนะซีเซียง เจ้าจะได้พบท่านแม่ของเจ้าในไม่ช้าแน่นอน” เจ้าวั่งซูพูดพร้อมอมยิ้มไปที่ซีเซียงน้อยที่ยังกอดหลิ่งกวางไม่ยอมปล่อย
“ท่านแม่! ท่านแม่! ท่านรอข้านะ ข้าจะชุบชีวิตท่านกลับมาอยู่กับข้า” ซีเซียงน้อยน้ำตาคลอก้มซบในขนของหลิ่งกวาง เจ้าวั่งซูเดินเข้ามาลูบหัวเด็กน้อย
“นี่ต้องรออีกเป็นเดือนหรอ พวกเราจะทำอะไรกันดีหล่ะทีนี้” เจ้าวั่งซูเอาสองแขนรวบไว้ท้ายทอย นั่งสั่นขามองออกไปด้านนอก
“ท่านทั้งสองไปที่หมู่บ้านของข้าไม๊ อยู่ห่างจากนี่ไปแค่สองหุบเขา” ซีเซียงน้อยเอ่ย
“หมู่บ้านเจ้าคือที่แห่งใดกัน ซีเซียงน้อย” เจ้าวั่งซูเอ่ยถาม
“หมู่บ้านข้ามีชื่อว่า “หมู่บ้านป่าท้อ” พวกท่านเคยได้ยินหรือไม๊”
“หรือว่า หมู่บ้านป่าท้อ ริมน้ำที่ผลิตสุราเลิศรส” ฮวาเฟยฟาเอ่ย
“ใช่ ที่นั่นแหล่ะ ท่านแม่ของข้าก็คือหนึ่งในผู้ที่หมัก”สุราท้อเซียน” ได้เลิศรสไม่แพ้ใครในหมู่บ้าน” จากเสียงที่ร่าเริงก็ดูเบาและเศร้ามากขึ้นเมื่อพูดถึงผู้เป็นแม่
“เจ้าคงคิดถึงท่านแม่เจ้าใช่ไหม เด็กน้อย อีกไม่นานเจ้าก็จะได้พบกัน ว่าแต่สุรานั่นเป็นอย่างไร กัน และมีอะไรอีกที่นั่น สมควรที่จะไปเยือนหรือไม่ เฟยเฟย” เจ้าวั่งซูเอ่ยพร้อมกวักมือเรียกซีเซียงน้อยมาลูบหัว
“สุราท้อเซียนนั้นเป็นหนึ่งในสุราที่เลิศรสในใต้หล้านี้ หมักจากกลีบดอกท้อ และลูกดอกท้อ ป่าท้อที่เกิดขึ้นมาหลายร้อยปีก่อนนั้นเกิดจาก ท่านเทพไป่ฉวน (เทพลูกท้อ) ท่านสลัดเมล็ดท้อจากสวรรค์ลงมายังโลกมนุษย์ เนรมิตทะเลสาบ และ ป่าท้อขึ้น เพื่อเป็นที่สำหรับการสังสรรค์ของเหล่าเทพเทวา สุราดอกท้อถูกนำขึ้นถวายองค์จักพรรดิและองค์จักรพรรดินีในงานรื่นเริงทุกปี ชาวบ้านที่นั่นก็ต่างนับถือท่านเทพไป่ฉวน และมีการสร้างศาลพำนักให้ท่านกลางบริเวณป่าท้อ และที่หมู่บ้านนั้น ข้ายังได้ยินตำนานเรื่องสะพานหิน และ ทุ่งดงดอกเหมย” ฮวาเฟยฟาเล่ายาวI
“ท่านรู้ทุกอย่างเลยเกี่ยวกัยหมู่บ้านข้า ท่านแม่จะพาข้าไปไหว้ที่ศาลเจ้าของท่านเทพไป่ฉวนเสมอ เพื่อการหมักเหล้าที่เลิศรสนั้นออกมา ครั้งหนึ่งเคยมีหัวหน้าหมู่บ้านเค้าสามารถหมักสุราออกมาได้เลิศรสเกินใครๆ เป็นที่ประจักษ์ แต่หลังจากที่ครอบครัวเค้าสุขสบาย เค้ากลับไปที่ศาลเจ้าไป่ฉวน และโวยวายว่าท่านเทพเอาเปรียบครอบครัวเค้า ภรรยาและญาติทำมาหากินได้ล้วนแต่นำของมาเซ่นมาถวายมากมายเกินจริง หลังจากวันนั้นที่เค้าสร่างจากสุราตื่นขึ้นมา สุราดอกท้อที่เค้าหมักไว้มากมายกลับเน่าเสีย และไม่สามารถนำมาดื่มกินได้ และเค้าก็ไม่เคยหมักสุราดอกท้อสำเร็จอีกเลย ไม่ว่าจะมีการบรวงสรวงอ้อนวอนเช่นไร ฝีมือในการหมักนั้นก็ไม่อาจคืนมา และข้าได้ยินว่าไม่กี่ปีต่อมาเค้าก็ตรอมใจตายไป แต่ภรรยาและลูกชายเค้าก็สามารถสืบทอด และหมักเหล้าออกมาได้เลิศรสเฉกเช่นเดิม ผู้คนที่หมู่บ้านเลยศรัทธาและนับถือท่านเทพไป่ฉวนมาก” ซีเซียงน้อยเล่า
“จริงๆ แล้วท่านเทพไป่ฉวนมาจากทะเลทางใต้ ท่านเป็นหนึ่งในเทพเจ้าสำราญ ท่านไม่ลงโทษใครขนาดนั้นหรอก แต่การที่ชายผู้นั้นไม่สามารถหมักเหล้าที่ดีออกได้ ข้าน่าจะเป็นการหวาดกลัว และ สูญเสียกำลังใจของตัวเค้าเอง แต่อย่างไรก็ตามสุราที่หมักโดยมนุษย์ไม่สามารถเลิศรสได้ขนาดนั้นหรอก นอกจากท่านไป่ฉวนจะแอบใส่อะไรลงไป” ฮวาเฟยฟาเอ่ย