“เฟยเฟย แต่จริงๆแล้ว ข้าชอบฤดูใบไม้ร่วงนั่นนะ! เพราะทุกครั้งที่มันเกิดขึ้น ข้าก็จะได้เห็นและพบเจอเจ้าเสมอ ฤดูใบไม้ร่วงของเราสองคน แท้จริงแล้วมันไม่ได้เป็นแค่คำสาป แต่มันคือความงดงามแห่งโชคชะตา เพราะถึงแม้กระจกบานที่สิบจะดับสูญไปจากโลกนี้แล้ว แต่ “สุสาส์นราคะ” ที่พันผูกจิตวิญญาณเราทั้งสองคนไว้ด้วยกันนั้นจะยังคงอยู่เป็นปัจจุบันขณะเสมอ ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นดั่งสัจจะนิจนิรันดร์” เจ้าวั่งซูเอ่ยพร้อมยิ้มอ่อนโยนให้คนรัก
ชาย-ชาย,รัก,ผจญภัย,แฟนตาซี,นิยายรักจีนโบราณ,นิยายรัก,นิยายจีนโบราณ,นิยายวาย,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
ดั่งเราสองที่พบพานจากวันวารสู่นิจนิรันดร์ (The Amid Autumn)“เฟยเฟย แต่จริงๆแล้ว ข้าชอบฤดูใบไม้ร่วงนั่นนะ! เพราะทุกครั้งที่มันเกิดขึ้น ข้าก็จะได้เห็นและพบเจอเจ้าเสมอ ฤดูใบไม้ร่วงของเราสองคน แท้จริงแล้วมันไม่ได้เป็นแค่คำสาป แต่มันคือความงดงามแห่งโชคชะตา เพราะถึงแม้กระจกบานที่สิบจะดับสูญไปจากโลกนี้แล้ว แต่ “สุสาส์นราคะ” ที่พันผูกจิตวิญญาณเราทั้งสองคนไว้ด้วยกันนั้นจะยังคงอยู่เป็นปัจจุบันขณะเสมอ ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นดั่งสัจจะนิจนิรันดร์” เจ้าวั่งซูเอ่ยพร้อมยิ้มอ่อนโยนให้คนรัก
นิยายเล่มนี้คือคัมภีร์แห่ง การค้นหาตัวตนผ่านโชคชะตาที่วนซ้ำ ความสนุกและมหัศจรรย์แห่งการเวียนว่ายของดวงจิตในภพภูมิทั้ง 9 และ มหากาพย์แห่งรักชั่วนิจนิรันดร์
“เจ้าวั่งซู และ ฮวาเฟยฟา (วั่งเฟย) สองดวงจิตที่พันผูกกันหลายแสนชาติ ถูกลิขิตให้หวนคืนเพื่อเล่นชะตาที่วนซ้ำ ผ่านการเดินทางทั้ง 9 ภพภูมิ: ภพมนุษย์ ภพอมนุษย์ ภพพืชพันธุ์ ภพฝันแห่งความเงียบงัน ภพเดรัจฉาน ภพจิตภูติ ภพสวรรค์ ภพปรภพ ภพปีศาจ
เพื่อค้นหาคำตอบในการหยุดวังวนแห่งโชคชะตา สู่การเริ่มต้นครั้งใหม่ เพื่อก้าวสู่ความเป็นนิจนิรันดร์”
..สุสาส์นราคะ..
“ถ้าพวกเจ้าพูดกันขนาดนี้ งั้นข้าต้องได้ชิมสุราดอกท้อนั่นให้ได้ละ งั้นพรุ่งนี้เราเดินทางไปหมู่บ้านซีเซียงกันเถอะ” ทุกคนพยักหน้ายิ้มดีใจที่จะได้มีอะไรทำคร่าเวลา ส่วนซีเซียงน้อยก็ยิ้มดีใจที่จะได้กลับบ้าน ฮวาเฟยฟาก็หันมาพยักหน้ายิ้มอ่อนโยน
ในตอนเช้า หลังจากที่ทานอาหารเช้า และ บอกหม่าเติง ทั้งสี่ก็ออกเดินทาง ซีเซียงและหลันอี้ ขึ้นขี่หลิ่งกวาง ขณะที่ชิงหลงก็ก้มย่อรอให้ฮวาเฟยฟาและเจ้าวั่งซูขึ้นขี่ ทั้งหมดมุ่งหน้าขึ้นทางเหลือสู่หมู่บ้านป่าท้อ ใช้เวลาไม่นาน หลังจากข้ามหุบเขาสองลูก ก็เดินทางมาถึงบริเวณทะเลสาบขนาดใหญ่ ที่ถูกปกคลุมด้วยป่าท้อสีชมพูมากมาย
“มีที่แบบนี้บนโลกด้วยหรอเนี๊ย! ช่างงดงามยิ่งนัก” เจ้าวั่งซูอุทานออกมา
“นั่นตรงนั้นคือ ศาลเทพไป่ฉวน และทางนั้นศาลเจ้าเก่านั่น คือที่เก็บศพร่างของท่านแม่” ซีเซียงพูดเสียงสั่น หลิ่งกวางและชิงหลงหยุดลงบริเวณลานวัดร้าง ใบไม้แห้งร่วงเต็มวัด ทั้งหกเดินเข้าไป ภายใน
แอ๊ดดดดด! เสียงผลักเปิดประตูแง้ม มีร่างคนตายมากมาย นอนเรียงราย มีผ้าคลุมคลุมร่างอยู่ หน้าองค์พระขนาดใหญ่ เด็กน้อยซีเซียงน้ำตาเอ่อร้องไห้โฮวิ่งเข้าไปโอบกอดร่าง ร่างนึงใต้ผ้าคลุม
“ท่านแม่ ท่านแม่ ข้าคิดถึงท่านมากเหลือเกิน” ซีเซียงร้องไห้กอดร่างไร้วิญญาณ
“ซีเซียงน้อยเอาอย่างนี้ ข้าจะส่งร่างของแม่เจ้าไปที่สำนักเก้าจักยุตกรา ยามที่พิธีเสร็จสิ้นเจ้าจะได้เจอท่านแม่เจ้าที่นั่นเลย มนต์เคลื่อนย้าย” สิ้นเสียงวั่งซู ก็เกิดลำแสงเปิดประตูมิติขนาดเล็ก และดูดรับเอาร่างของแม่ซีเซียงหายไป ฮวาเฟยฟาก็ลูบหัวเด็กน้อย
“ถ้าเจ้าไม่เข้มแข็งท่านแม่ที่อยู่บนนู้นคงจะห่วงเจ้านะซีเซียง ไปกันเถอะ ที่นี่เป็นบ้านของเจ้านะซีเซียง นำทางพวกข้าไปเยี่ยมชมสิ” ฮวาเฟยฟาเอ่ย ซีเซียงน้อยก้มหน้าก้มตารีบเช็ดน้ำตา
“ใช่ๆ! ได้ๆ! ข้าจะอ่อนแอไม่ได้ ท่านแม่จะเป็นห่วงข้า ได้สิ ข้าจะนำพวกท่านไปเอง ถัดไปทางใต้มีทุ่งดอกเหมย ที่นั่นมีสะพานหินโบราณ และลำธารที่งดงาม ข้าอยากให้พวกท่านได้เห็น”
“ออหรือว่า จะเป็นสะพาน “เสวี่ยซังเหน่” และ ทุ่งดอก “ลี่ปี้ฮวา” ” ฮวาเฟยฟาเอ่ย
“ใช่ เป็นที่นั่น ดอกเหมยที่นั่น ส่งกลิ่นหอมไกลไปสิบลี้และบานตลอดทั้งปี ยกเว้นในเดือนสองที่ดอกเหมยทั้งหมดอยู่ๆ ก็หุบและเหมือนจะเฉาตายลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ พร้อมกับน้ำแม่น้ำที่สีแดงตลอดทั้งเดือน” ซีเซียงเล่า
“วันนี้ก็จะข้ามเข้าเดือนสองหนิ ว่าแต่เรื่องราวแบบนั้นมันเกิดเพราะอะไร หรือมีสิ่งชั่วร้ายใดทำห้เกิด” วั่งซูถามสงสัย
“นั่นสิ ที่หมู่บ้านหมิงหยวนของข้าเคยมีผู้คนเล่าเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีตำนานว่าในเดือนสองจะมียักษ์สองตนขึ้นมายังภพมนุษย์ ตนนึงจะสูดกลิ่น และกินดอกเหมยทั้งหมดแทนไอวิญญาณ และอีกตนจะล้างหน้าลงบนสายธารศักดิ์สิทธิ์ นั่นทำให้แม่น้ำมีสีดั่งเลือดและเลือดนั้นก็ห้ามแตะต้องโดน เพราะมันคือเลือดของมนุษย์ที่โดนยักษ์นั่นฆ่าชีวิตไป” ซีเสียงเล่ายาว
“จริงๆ แล้ว เรื่องราวมันไม่ใช่แบบนั้นหรอก ว่าแต่ เราเดินเท้าไปที่นั่นกัน และระหว่างทาง ข้าจะเล่าให้พวกเจ้าฟัง” ฮวาเฟยฟาเอ่ย
หลิ่งกวางและชิงหลงหดตัวเล็กลง และกระโจนขึ้นนั่งบนบ่าเจ้าวั่งซูและฮวาเฟยฟา และทั้งหกก็เริ่มออกเดินเท้าลัดเลาะไปใน หมู่บ้าน ผ่านบ้านผ่านตลาด และเจอผู้คนแต่บางตา น่าจะเป็นผู้รอดชีวิตจากอมนุษย์ หมู่บ้านแห่งนี้สะอาดเป็นระเบียบ และ ร้านรวงครบครัน ระหว่างเดินไปเจอร้านบะหมี่ ที่มีชายชราและหญิงชรา ยืดลวก ไอควันจากหม้อน้ำร้อนลอยปะทะหน้าทั้งหก เหมือนเชิญชวนให้หยุดพัก
“ข้าหิวแล้ว พวกเจ้าหิวไหม” ในขณะที่สายตาวั่งซูมองไปตามควันจากถังน้ำลวกบะหมี่ที่ลอย และเผลอพูดไป เมื่อได้สติหันกลับมาทางด้านหลังก็เห็นทั้งซีเซียงและหลันอี้ทำตาปริบๆ
“อื้อๆ” เจ้าวั่งซูมองหน้าสองคนอย่างเข้าใจ
“งั้นเราแวะทานบะหมี่ก่อนเนอะ ค่อยเดินทางกันต่อ” ฮวาเฟยฟาเอ่ยแทน และ อมยิ้ม
“ท่านลุง ขอบะหมี่หกชาม หมั่นโถว และ น้ำชา” ซีเซียงกล่าวกับชายชราท่าทางใจดีที่กำลังยืนนวดบะหมี่อยู่
“อ้าว ซีเซียง เจ้ากับท่านแม่เจ้าเป็นยังไงบ้าง ซ่อมบ้านซ่อมเรือนเสร็จรึยัง” ชายชราทักทายเด็กน้อยซีเซียงอย่างคนรู้จักและอ่อนโยน เจ้าวั่งซูได้ยินคำถามก็เกรงว่าเด็กน้อยจะร้องไห้โฮอีกจึงรีบลุกขึ้นมาจะมาตอบคำถามแทน
“ท่านแม่ข้าเดินทางไปหมู่บ้านชุนเทียนขอรับ ท่านไปทำธุระต่างที่สักพักถึงจะค่อยกลับ แต่ข้าก็ไม่เหงาเพราะมีพวกพี่ชายมาอยู่เป็นเพื่อนข้าระหว่างนี้ขอรับ” ซีเซียงตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น และยิ้มแย้ม เจ้าวั่งซูที่เดินมาข้างหลังก็มอง และยิ้มอย่างภูมิใจ พร้อมเดินเข้ามาลูบศีรษะอย่างอ่อนโยน
“ท่านลุง พวกข้าพึ่งมาที่นี่ไม่รู้ธรรมเนียมว่า สวนดอกเหมย และ ป่าท้อ สามารถเข้าเยี่ยมชมได้ไหมในฤดูกาลนี้ ขอคำชี้แนะ” เจ้าวั่งซูกล่าวถามชายชรา
“เก่ง มากนะเจ้าหนู เจ้าเข้มแข็งมาก”
“ได้สิ เจ้าหนุ่ม พวกเจ้าไปได้ทุกสถานที่ ที่โดนทำลายไปคือชีวิตมนุษย์ หาใช่สถานที่เหล่านั้น ที่ดงดอกเหมย ที่สะพานหินเก่า ที่ป่าท้อ ธรรมชาติทุกที่ยังงดงามและคงทน ต่างกับชีวิตมนุษย์ที่ช่างเปราะบางยิ่งนัก” ชายชราตอบในขณะที่ก็ยังลวกบะหมี่อยู่
“ข้าขอล่วงเกินถาม ในครอบครัวท่านมีผู้สูญเสียชีวิตไปจากพวกอมนุษย์หรือไม่” เจ้าวั่งซูเอ่ยถามตรงๆ ชายชราหยุดกึกไปก่อนที่จะก้มหน้าก้มตาลวกบะหมี่ต่อ และเริ่มกล่าวตอบ
“มีสิ อย่างที่เจ้าเห็น ตอนนี้เหลือแค่เราตายายสองคน เหตุกาณ์วันนั้นเกิดขึ้นเร็วมาก ลูกสาว ลูกเขย ลูกชาย ลูกสะใภ้และหลานอีกสี่คน ต่างอุ้มพวกข้าสองคนเข้าไปหลบในโอ่งก่อน ในขณะที่พวกข้าก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไร แต่ก็พยายามดึงพวกหลานทั้งสี่เข้ามาด้วย แต่โอ่งนั้นก็เล็กมาก ซะจนไม่สามารถเพิ่มใครเข้ามาอีกได้ พวกเค้าบอกไม่เป็นอะไรจะไปหลบอีกทาง หลังจากฝาถูกปิดลง ข้างนอกเกิดเสียงอึกทึกครึกโครม กรีดร้อง ไม่นานเมื่อทุกอย่างสงบลง พวกข้าคลานออกมา ก็ไม่เห็นใครอีกแล้ว มีเพียงกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งเต็มไปหมด หลังจากนั้นทุกศพก็ถูกลำเลียงไปไว้ที่วัดเซียงกง และพวกเค้าก็นอนอยู่ที่นั่นหมด ทำไมนะ ทำไมถึงไม่เอาคนแก่อย่างพวกเราไป แต่กลับเอาคนหนุ่มสาวไปจนหมด สวรรค์ทำไมท่านช่างไร้เมตตา” เสียงแทรก และร้องไห้โฮของหญิงชราด้านหลังแทรกขึ้นมา ชายชราเดินไปกอด และประคองภรรยาขึ้นมา ซีเซียงน้อยน้ำตาห้อ และเดินเข้าไปลูบหลัง
“ท่านยายท่านอย่าเศร้าเลย พวกพี่พี่ข้าเหล่านี้ ไม่ใช่คนธรรมดา แต่พวกเค้ามาเพื่อช่วยชุบชีวิตทุกคน ครอบครัวของพวกท่านจะไม่เป็นอะไร อย่าร้องไห้ไปเลย” ซีเซียงน้อยพูดปลอบใจเสียงสั่น
“จริงเหรอ เจ้าหนู เจ้าไมได้หลอกพวกข้าใช่ไม๊ ว่าลูกๆ ของพวกเราจะฟื้นขึ้นมาจริงๆ” สองตายายจับมือซีเซียงน้อยเขย่าไปมาพร้อมน้ำตารื้น และดวงตาห้อไปด้วยน้ำตาที่มองหาคำตอบอย่างมีความหวัง
“เป็นเรื่องจริง การข้ามภพมาของอมนุษย์นั้นเป็นเรื่องผิดธรรมชาติที่เกิดความวิปริตของรอยต่อแห่งภพ และ การมีอยู่ที่ยาวนานของเจ้าภพก็นำพาความปั่นป่วน และความเสื่อมแก่ร่างนั้นๆ ทำให้ความมืดเข้าครอบงำจิตวิญญาณ แต่ทุกอย่างที่เกิดก็ล้วนแล้วแต่เป็นโชคชะตาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และภพมนุษย์ ภพที่อ่อนแอที่สุดในทุกภพก็เป็นทางเลือกเแรกๆ สำหรับการรุกราน และเข้าครอบงำ แต่ทั้งนี้มนุษย์ทั้งหมดที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ถือว่าตายก่อนชะตา และเจ้าภพอมนุษย์เมื่อได้สติก็ยินยอมพร้อมสูญพลังจักราทั้งหมดในฐานะเจ้าภพเพื่อชุบชีวิตทุกดวงวิญญาณ ตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอน เมื่อถึงเวลาคนที่จุดโคมนำวิญญาณ และพาคนที่รักกับมาก็คือพวกท่านเอง” ฮวาเฟยฟาเล่า
“โฮๆๆๆ!” เมื่อฟังจนจบตายายสองคนก็ก็เข่าทรุดลงกะพื้นกอดกันร้องไห้ระงมด้วยความดีใจ พอได้สติก็ลุกขึ้นเดินมากุมมือฮวาเฟยฟาและเจ้าวั่งซู
“ขอบคุณพวกท่านมาก พวกท่านช่างสง่างาม และงดงามดั่งโพธิสัตว์มาโปรดได้โปรดช่วยลูกๆ และหลานข้าด้วย ถ้าพวกข้าทำอะไรก็ได้ขอให้บอก พวกข้ายินดีเป็นอย่างยิ่ง ได้โปรดเชิญนั่ง! เชิญนั่งก่อน! บะหมี่กับหมั่นโถวมื้อนี้ให้ข้าเลี้ยงเอง เชิญพวกท่านกินให้อิ่มก่อนค่อยออกเดินทางเถิด” ตายายรีบไปทำบะหมี่ต่อให้เสร็จ และนำบะหมี่ชามใหญ่ควันโขมงหอมฉุยมาวางให้ทุกคน ทั้งหกตาลุกวาว กล่าวขอบคุณ
“งั้น ข้าไม่เกรงใจละนะ” เจ้าวั่งซูเอ่ย
“ข้าด้วย ข้าก็ด้วย” ซีเซียง และ หลันอี้รีบรับตาม และทุกคนก็รีบกินบะหมี่กันอย่างเอร็ดอร่อย เมื่อกินกันอิ่มทั้งสี่ก็ลา ท่านตายาย และสัญญาว่าจะส่งโคมกลับมาให้ และทุกคนก็เดินไปต่อยังทุ่งดอกเหมย แม้จะยังไม่ถึงทุ่งดอกเหมยแต่ทั้งหมู่บ้านแห่งนี้ก็ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นจากทุ่งดอกเหมยมาตลอด
“เสวี่ยซังเหน่ เทพปลาคู่ เซียนผู้ดูแลจักรราศีปลาคู่ และ ลี่ปี้ฮวา เซียนผู้ดูแลจักราศรีดอกไม้ เมื่ออดีตทั้งสองเกิดเป็นเทพที่อยู่ห่างไกลกันนัก แต่เนื่องด้วยงานเลี้ยงสังสรรค์ที่จัดขึ้นทุกปีที่บนภพสวรรค์ เหล่าบรรดาเทพ และเซียนทั่วทุกสารทิศจะเดินทางมาพบปะกัน เสวี่ยซังเเหน่ และ ลี่ปี้ฮวา คือตัวแทนจากกลุ่มดาวที่ว่า ทั้งสองได้รับมอบหมายจากเทพไป่ฉวนให้เป็นผู้อัญเชิญท้อถวายองค์จักรพรรดิและองค์จักรพรรดินี ด้วยพรหมลิขิตจากปางก่อนทำให้คนสองคนเมื่อสบตาพบพักต์ก็ลืมกันไม่ลง เสวี่ยซังเหน่เซียนผู้มีหน้าที่พ่นฝนทิพย์ก็บกพร่องต่อหน้าที่มนุษย์ และสัตว์จากภพอื่นมากมายได้รับความเดือดร้อนจากภัยแล้ง ลี่ปี้ฮวาก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการพลอดรักกับเสวี่ยซังเหน่ ทำให้ดอกสวนดอกไม้บนสวรรค์แห้งเหี่ยวล่วงโรย ไม่นานเรื่องนี้ก็ถูกร้องเรียนไปถึงองค์จักรพรรดิและองค์จักรพรรดินี
แน่นอน ทั้งสองถูกลงโทษเสวี่ยซังเหน่โดนสาบเป็นสะพานหินที่เฝ้ารอคนรักเดินผ่านห้าพันชาติ ส่วนหลี่ปี้ฮวากลายเป็นดอกเหมยที่ส่งกลิ่นความรัก แต่ไม่มีวันขยับเข้าใกล้หาคนรักได้ห้าพันชาติ และทุกเดือนสองที่วิญญาณทั้งคุ่มีโอกาสหลุดออกจากสะพานและดอกเหมย ทั้งคู่จะพบกันเพียงร่างโปร่งใส ไม่อาจจับต้องกันได้ สิ่งที่เสวี่ยซังเหน่ต้องแลกกับการเจอวิญญาณคนรักคือ เลือดของหลี่ปี้ฮวาจะถูกหลั่งออกเพื่อรักษาร่างสะพานไม่ให้พังทลายลงนั่นเป็นที่มาของแม่น้ำสีเลือด ในขณะเดียวกันเมื่อวิญญาณออกจากดอกเหมยและตายลงนั่นหมายถึงเศษเสี้ยวของดวงจิตที่ถูกริดรอนไปในทุกปี เหล่านี้คือที่มาที่ไปที่ถูกต้องของสะพานเสวี่ยซังเหน่ และ ทุ่งดอกเหมยปี้ฮวา” ฮวาเฟยฟาฉวยโอกาสเล่าขณะทัง้หกเดินมาถึงทึ่งดอกเหมยที่กว้างใหญ่เหมือนกำแพงหมู่บ้าน
“ขะตาอะไรกันช่างโหดร้ายนัก คล้ายกับเรื่อง ถูหลันกับเม่งเซี๊ยะเลย สวรรค์นะ องค์จักรดิพรรดิ และองค์จักรพรรดินี ที่เหล่ามนุษย์กราบไหว้ทำไมถึงลงทัณฑ์คนที่มีความรักได้เหี้ยมโหดยิ่งนัก ทั้งที่ความรักควรจะเป็นสิ่งที่ดี ที่ทุกคนร่วมอวยพรและยินดี” เจ้าวั่งซูพูดพร้อมกำหมัด
“ข้าก็ว่ามันหนัก แต่ร่างเทพเซียนนั้นแกร่งกว่าร่างมนุษย์ พลังจักราตบะที่สั่งสมมาก็มากมาย สติสัมปชัญญะ และความสำนึกรู้ควรมีสูงกว่า สิ่งมีชีวิตในภพอื่นๆ แต่การที่เทพเซียนที่ถือกำเนิดขึ้นเพื่อปกป้อง ภพอื่นๆ กลับทำผิดหน้าที่เอง ข้ามองว่ามันเป็นเรื่องร้ายแรงเพราะมันจะได้รับผลกระทบในทุกภพ ข้าเองก็เช่นกัน ในยามที่ข้าหลับใหลตอนนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างก็แปรปรวนเพราะข้าเองที่โศกเศร้าเพราะเรื่องส่วนตัว และ ไม่สามารถตื่นมาทำหน้าที่ได้ ผลกระทบกับภพอื่นๆ นั้นร้ายแรงเกินกว่าจะคาดเดา ดังน้นข้าคิดว่าโทษที่เค้าทำผิดสมควรได้รับ เพียงแต่ความรุนแรงนั้นข้ามิอาจตัดสินได้” ฮวาเฟยฟาพูดหน้าเศร้าเมื่อคิดถึงความหลัง
“ถ้าเป็นเรื่องนั้นสาเหตุก็คือตัวข้าเองในอดีตใช่ไหม เฟยเฟยเจ้าไม่ต้องแบกรับความผิดนั้นเอาไว้คนเดียวหรอก ข้าจะเป็นคนช่วยเจ้าแบ่งเบาภาระอันนั้นเอง” เจ้าวั่งซูเดินมาโอบบ่าคนรักพร้อมดวงตาคมยิ้มอ่อนโยน ฮวาเฟยฟาหันมองคนรักจากหน้าตาที่เศร้าหมองเปลี่ยนเป็นรอยยยิ้มที่สดใส พร้อมเอามือมาทาบลงบนหลังฝ่ามือวั่งซู
“นั่นไงตรงทางเข้าทุ่งดอกเหมย สะพานเสวี่ยซังเหน่ ตำนานว่าถ้าเราได้ข้ามกับคนรักไม่ว่าเจออุปสรรคใดๆ ก็จะก้าวข้ามมันไปได้ และจะวนกลับมาเจอกันเสมอ พวกเราไปกัน” เด็กน้อยซีเซียงร้องเรียกทุกคนพร้อมเดินนำหน้าไป ตามด้วยหลันอี้ หลิ่งกวาง ชิงหลง และอวาเฟยฟากับเจ้าวั่งซูก็เดินจับมือกันเดินข้ามสะพาน แห่งความรักนั้นด้วยกัน ขณะที่ทั้งหกยืนอยู่กลางสะพานนั้นลำธารใสในแม่น้ำเริ่มถูกย้อมเปลี่ยนสีเป็นสีแดง เฟยฟาและวั่งซูหันหน้าเข้าทุ่งดอกเหมยปี้ฮวา บริเวณที่เกิดลมหมุน ทั้งสองมองเห็นร่างโปร่งใส ของเสวี่ยซังเหน่ และ หลี่ปี้ฮวา ปรากฏขึ้น ทั้งสองนั่งกุมมือ กกกอดกัน ด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข สีแดงของสายน้ำเริ่มมเข้มข้นขึ้น และ สีดำก็เข้าปกคลุมทุ่งดอกเหมย ความเจ็บปวดและทุกข์ทรมานจากการโดนกัดกร่อนวิญญาณที่ทั้งสองต้องพานพบมาตลอด แทบทำอะไรไม่ได้เลยเมื่อเทียบกับความรักแท้ ที่ทนทานมั่นคงของคนทั้งสอง
“พวกท่านเห็นพวกเค้าหรอ อยู่ที่ไหนกัน ทำไมพวกข้าไม่อาจเห็น” หลันอี้ถามอวาเฟยฟาและเจ้าวั่งซูเมื่อเห็นทั้งคู่มองไปกลางลมหมุนและน้ำตารื้น เจ้าวั่งซูผายมือนิ้วเรียวงามขึ้นกลางอากาศ “จงปรากฎ” ร่างโปร่งแสงระยิบระยับของทั้งคู่ปรากฏต่อสายตาทุกคู่ ทั้งสองยิ้มแย้มมองกันไปมาแม้นมีความเจ็บปวดของกายที่ฉาบอยู่บนใบหน้า แต่ความรักของทั้งสองก็เป็นเรื่องจริงและเป็นนิรันดร์
“มันช่างคุ้มค่าเนอะ กับความรักนิรันดร์เฉกเช่นนี้” เจ้าวั่งซูเอ่ยพร้อมโอบไหล่อวาเฟยฟาเข้ามาแนบชิด ฮวาเฟยฟาเงยมองหน้าคนรักแบบอ่อนโยน “คุ้มสิ มันคุ้มค่าเสมอ” พร้อมผายมือโอบรัดร่างวั่งซูไว้แน่น ทั้งหกมองไปที่ เสวี่ยซังเหน่และหลี่ปี้ฮวา และยิ้มเบิกบาน ทั้งสองก็หันหน้ามาและก้มโค้งทำความเคารพ เจ้าวั่งซูและฮวาเฟยฟา ทั้งสองโบกมือเป็นสัญญาณรับรู้ และ ส่งกระแสจิตขอให้ทั้งสองรักกันไปตราบชั่วนิรันดร์