แม้จะเป็นนักวิจัยในองค์กรนักฆ่า แต่ทว่าจิตใจเขาก็เป็นคนที่มีคุณธรรมนะ จะส่งเขาไปทำความดีอะไรอีก! :จะให้ผมสาธยายถึงวีรกรรมของโฮสต์ไหมครับ: "...."
แฟนตาซี,ชาย-ชาย,ข้ามเวลา,ไทย,รัก,นายเอกเก่ง,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
ภารกิจลับ(รัก)ข้ามมิติแม้จะเป็นนักวิจัยในองค์กรนักฆ่า แต่ทว่าจิตใจเขาก็เป็นคนที่มีคุณธรรมนะ จะส่งเขาไปทำความดีอะไรอีก! :จะให้ผมสาธยายถึงวีรกรรมของโฮสต์ไหมครับ: "...."
ภารกิจลับ(รัก)ข้ามมิติ
ดวงตากลมมองร่างของตัวเองนิ่งๆ โธ่ ชีวิตน้อยๆ ที่แสนมีค่าของเขา ตายดีๆ ไม่ตาย ดันมาตายเพราะตะกละกินขนมติดคอขณะกำลังทำวิจัยไปด้วย เขาแค่ตกใจที่ผลวิจัยพิษชีวภาพออกมาเกินคาด ยังไม่ทันได้ชมเชยก็ตายซะก่อน
“ตายทั้งทีขอตายท่าที่ดูดีกว่านี้ไม่ได้เลยหรือไง”
ถ้ามีคนรู้ว่านักวิจัยอัจฉริยะอันดับหนึ่งขององค์กรนักฆ่า ตายเพราะขนมติดคอคงได้พากันหัวเราะจนฟันร่วงแน่
ที่หนักไปกว่านั้นคือสวรรค์ไม่ต้อนรับ! ทั้งยังถีบเขาให้ไปทำความดีสะสมแต้มบุญกับระบบเซ็งเคร็งนี่อีก
: ผมได้ยินนะครับโฮสต์ :
“..แล้วไง อย่ามาอ่านใจกันนะ แล้วที่นี่ที่ไหน?”
: เดี๋ยวก่อนสิครับโฮสต์ ฟังกฎของเราก่อน :
“ไม่เอา ไม่อยากฟัง หิว ของกินอยู่ไหน? เอาออกมา”
: ถ้าโฮสต์เป็นเด็กดี ยอมนั่งฟังกฎน่ารักๆ ระบบมีตุ๊กตาช้างน้อยนั่งหลับสีขาวขนนุ่มที่โฮสต์อยากได้ให้เป็นรางวัลด้วยนะครับ :
“ฉ ฉันเป็นถึงนักวิจัยที่ทุกคนต่างก็มองว่าสงบและเยือกเย็น จะไปสนใจของเด็กๆ แบบนั้นได้ยังไง?!”
: ..งั้นคงไม่เอาสินะครับ :
“เอา! ฉันจะเอา!”
: …. :
_______________
สวัสดีค่ะ นิยายเรื่องนี้ไรท์ตั้งใจเขียนเป็นนิยายยาวน้าา
น้องเอสราของเราจะไปสะสมแต้มบุญหลายๆ โลกเลย ส่วน พอ. ของน้อง ขอสปอยล์ว่าเป็นคนเดียวกันน้า แต่ดวงจิตมีเหตุให้ต้องแตกกระจายไปหลายๆ ที่ ส่วนสาเหตุจะเป็นอะไรนั้นต้องไปตามดูในเนื้อเรื่องกันเองค่าา
เป็นกำลังใจให้น้องด้วยน้า
น้องเอสรา “ทำไมตัวละครเป้าหมายถึงมีแต่คนปากไม่ดีอะ แถมยังบ้า (กาม) ด้วย?”
มีอะไรสงสัยสามารถคอมเมนต์ติชมกันได้นะคะ
________________
เริ่มเขียนและคิดพล็อตนิยายวันที่
7 ก.ย. 66
ตอนที่ 23.
มือคนจับอาวุธ เอ็งเจ็บรึ?
“โฮสต์ครับ ถ้าไปช่วยขุนแผนปราบโจรจนสำเร็จ จะได้รับแต้มบุญ 2,000 แต้มเลยนะครับ”
เอสราผุดลุกขึ้นนั่งทันทีจนคนที่ยังนั่งอยู่บนเตียงด้วยกันสะดุ้ง ดวงตาสีทับทิมมองยอดรางวัลที่มากกว่าปกติ เพราะอย่างมากสุดที่เขาได้ก็คือ 1,500 แต้ม ตอนที่ไปรบกับพลายแก้วเท่านั้น ทั้งขนาดตอนช่วยชีวิตคนยังได้มาแค่ 500 แต้มเอง
แม้จะรู้ว่าพลายแก้วยังไงก็สามารถปราบโจรได้ แต่ว่าตามไปดูหน่อยก็แล้วกัน “ข้าไปกับเอ็งแล้วกัน”
“จริงรึ” ขุนแผนยิ้มกว้างทันที เขาคิดว่าคนงามคงนึกเป็นห่วงเขาขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ว่า “มันอันตราย เอ็งอยู่เรือนดีแล้ว”
“ข้าตัดสินใจจะไป เอ็งห้ามได้รึ?” เอสราเอ่ยเอาแต่ใจ เขาลุกขึ้นจากเตียงไปเตรียมของจำเป็นใส่ห่อผ้า โดยเฉพาะมีดสั้นใต้โต๊ะที่เขาต้องเอาไปด้วยแน่นอน
“ท่านลุงท่านป้าล่ะ เอ็งจะไม่บอกก่อนรึ?” ขุนแผนเอ่ยถามพลางส่ายหางดุกดิก แน่นอนว่าเขาห้ามอีกฝ่ายไม่ได้ แต่การที่จะเดินทางไกลถ้าไม่บอกผู้ใดอาจทำให้คนเป็นห่วงได้
ส่วนตัวเขาก็ไม่มีปัญหาหากต้องดูแลอีกฝ่ายยามที่ทำภารกิจ ออกจะสุขใจด้วยซ้ำที่มีคนงามคอยเคียงข้าง
“ข้าจะทิ้งจดหมายไว้” เอสราเขียนข้อความใส่กระดาษ ก่อนจะวางไว้บนโต๊ะ ตอนเช้านางชบาจะเข้ามาในห้อง เดี๋ยวก็คงเอาจดหมายไปให้บิดาเขาเอง
เมื่อเตรียมทุกอย่างเสร็จ เขาก็ทำท่าจะเดินไปทางประตู
“เดี๋ยวก่อน ข้าพาเอ็งออกไปจะง่ายกว่า” ขุนแผนรั้งคนงามไว้ ก่อนจะอุ้มขึ้นแนบอก แล้วกระโดดออกจากทางหน้าต่าง แม้วิชาของเขาจะแกร่งกล้า แต่ท่านลุงขุนศรีวิชัยก็ใช่เล่นเช่นกัน
ถ้าไม่อยากวุ่นวาย ออกทางหน้าต่างจะดีที่สุด
“ทำตัวเหมือนโจร ไม่ใช่ท่านพ่อบอกเอ็งว่าอยากมาที่เรือนตอนไหนก็ได้รึ เหตุใดยังทำลับ ๆ ล่อ ๆ” เอสราเอ่ยเสียงฉุน ในขณะที่นั่งนิ่งอยู่บนแขนแกร่งเพื่อให้อีกฝ่ายอุ้มออกจากบริเวณเรือน
“ยามนี้ดึกนัก มาหาเอ็งยามวิกาลคงถูกมองไม่ดี” ขุนแผนตอบ มุมปากมีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“หึ ปีนเรือนข้ามาตั้งแต่เด็ก เอ็งมันดูไม่ดีมาตั้งนานแล้ว” เอสราตอบกลับ คิดว่าบิดามารดาเขาไม่รู้หรือไง พวกท่านแค่ไม่พูดเท่านั้นเอง
“ปากร้ายนัก” ขุนแผนบีบแก้มเนียนแผ่วเบาด้วยความมันเขี้ยว ปากเล็ก ๆ นี่ชอบให้ร้ายเขานักแล
เอสราทำสีหน้าบูดบึ้ง ใบหน้างดงามหันหนีไปอีกทาง
เมื่อเดินไปอีกสักพัก พวกเขาก็เห็นกองทะลวงฟันที่ต้องไปช่วย พลายแก้วปราบโจรป่าอยู่ประมาณ ๑๕ นาย และม้าอีกกลุ่มหนึ่งที่กำลังพากันกินหญ้าดื่มน้ำอยู่
“ท่านขุน เหตุใดจึงพาคนผู้นี้มาขอรับ” หมื่นดรุณเอ่ยความด้วยน้ำเสียงแคลงใจ มิใช่อีกฝ่ายบอกว่าจะไปทำธุระรึ? เหตุใดพาคนติดมือมาด้วย
“เขาจะไปปราบโจรป่ากับพวกเรา” ขุนแผนเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจ ก่อนจะแนะนำคนงามข้างกายให้พวกเขารู้จัก “พ่อช้าง พวกเจ้าเรียกเขาเช่นนี้ เข้าใจหรือไม่”
“ขอรับ” หลายคนตอบรับอย่างช่วยไม่ได้ มีใครไม่รู้บ้างว่าขุนแผนยามนี้เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าแผ่นดินขนาดไหน แล้วจะมีผู้ใดจะกล้าขัดอีกฝ่าย
“พ่อช้าง ใช่คนที่ไปร่วมรบกับท่านหรือไม่ขอรับ” พันชลมาศเอ่ยถาม พลางจับคางครุ่นคิด ถ้าใช่เช่นนั้นก็อาจไม่น่าห่วงขนาดนั้น
“ใช่” ขุนแผนพยักหน้าครั้งหนึ่ง ก่อนจะหันไปยิ้มให้คนงาม “ไม่ต้องลำบากพวกเจ้า ข้าจะดูแลเขาเอง”
“…” เอสรามองตอบ ก่อนจะหันไปสำรวจคนที่ถูกส่งให้ไปปราบโจรอย่างพิจารณา ทุกคนมีร่างกายสมเป็นทหาร แต่ก็ยังคงมีท่าทีเคารพพลายแก้ว ในที่นี้พลายแก้วน่าจะยศสูงสุด
พักไม่นานพวกเขาก็ออกเดินทางต่อไปที่กาญจนบุรี ระหว่างทางต้องบุกป่าฝ่าดงเกือบทั้งคืน ทั้งยังต้องระวังสัตว์ป่าทุกทิศทาง
เมื่อใกล้รุ่งสาง ขุนแผนก็สั่งหยุดพักที่หมู่บ้านหนึ่งระหว่างทาง เพื่อให้ทั้งคนและม้าได้พักกินอาหาร
ชาวบ้านต่างออกมาต้อนรับขับสู้อย่างดี พวกเขาพากันทำกับข้าวกับปลามาให้ เพราะเห็นว่าเป็นทหารที่ออกตรวจตราบ้านเมือง
“หลังจากนี้ต้องเดินทางตากแดด เอ็งใส่ผ้าคลุมที่หนากว่านี้เถิด” ขุนแผนเอ่ยกับคนงามที่กำลังนั่งกินอาหารที่ชาวบ้านเตรียมมาให้ แก้มกลมที่เคี้ยวตุ้ย ๆ และนิสัยไม่เลือกกิน ทำเอาเขารู้สึกเอ็นดู
“ข้าทำน้ำปรุงกันแดดสำเร็จแล้ว เอ็งทาให้ข้าที” เอสราเอ่ยพร้อมกับมองเข้าไปในห่อผ้า มือเรียวล้างมือด้วยน้ำสะอาดที่ชาวบ้านเตรียมมาให้ช้า ๆ
“สิ่งนี้รึ” ขุนแผนค้นห่อผ้า ก่อนจะหยิบกระปุกไม้ขึ้นมา มันมีลักษณะคล้ายกระปุกที่เขาเคยเห็นครั้งยังเด็ก ตอนที่ทาแผลไหม้ให้อีกฝ่าย
“ใช่” เอสราพยักหน้าเบา ๆ
“เช่นนั้นไปทาตรงนั้นเถิด ข้าทาให้” ขุนแผนจูงมือคู่เคียงของตัวเองเดินไปนั่งที่แคร่ใต้ต้นไม้ซึ่งอยู่ห่างออกไปพอสมควร ก่อนจะบรรจงทาน้ำปรุงบนผิวกายขาวอย่างอ่อนโยน
“…มือสากนัก” เอสราเอ่ยเสียงเบายามที่ฝ่ามืออีกฝ่ายลูบไปทั่วแผ่นหลังและแขน
“มือคนจับอาวุธ เอ็งเจ็บรึ?” ขุนแผนชะงักเล็กน้อย ก่อนจะทาให้เบามือกว่าเดิม
เอสราส่ายหน้า เขาไม่ได้รู้สึกเจ็บสักนิด กลับรู้สึกสบายด้วยซ้ำที่มีคนทาครีมให้ เขาแค่แอบแปลกใจที่มืออีกฝ่ายสากราวกับคนทำงานและฝึกหนัก
มุมปากหนาของขุนแผนยกขึ้น จมูกคมก้มลงสูดดมกลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่ไหล่บาง “หอมนัก”
“…” ดวงตาหลายสิบคู่มองไปที่ทั้งสองคนที่ทำตัวราวกับมีกันเพียงสอง ทว่าเหล่าขุนนางทหารก็พูดอันใดไม่ได้ ทำได้เพียงเงียบและทำหน้าที่ของตัวเอง เพราะเรื่องของผู้อื่นบางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องยุ่ง
จะมีก็แต่ชาวบ้านบางคนที่ต้องการสอดรู้สอดเห็น พยายามกระซิบถามทหารที่นั่งอยู่เสียงเบา
“พวกท่าน คนผู้นั้นเป็นบุรุษหรือสตรีหรือขอรับ? ช่างงามนัก แต่ก็ไม่แน่ใจว่าใช่สตรีหรือไม่”
หมื่นดรุณเหลือบมองชาวบ้านที่ถาม “เขาเป็นบุรุษ”
“ตาย เช่นนั้นก็…” ชาวบ้านคนนั้นปิดปาก เขามองทั้งสองคนอย่างพิจารณาอีกครั้ง เพราะเรื่องเช่นนี้แปลกและใช่ว่าจะถูกยอมรับง่าย ๆ
ทว่าไม่รู้เหตุใด พอมองแล้วถึงให้ความรู้สึกว่าทั้งคู่เหมาะสมกัน ราวกับเทวดาต้องการให้เป็นเช่นนั้น “ชาติก่อนพวกเขาคงสัญญาจะรักกันกระมัง”
เพราะเหตุนั้นแม้ชาตินี้จะเกิดเป็นเพศเดียวกัน แต่ก็ยังเลือกที่จะคู่กันอยู่ดี
“…” ไม่มีใครพูดอันใด เพราะหลายคนก็คิดเช่นนั้น
“เสร็จแล้ว” ขุนแผนลุกขึ้นหลังจากที่ทาน้ำปรุงที่ขาของคนงามเรียบร้อย มือหนายื่นไปด้านหน้าเพื่อรอประคองร่างงามให้ลุกขึ้นตาม
เอสรายื่นมือไปจับฝ่ามือหนา ก่อนจะยืนขึ้นอย่างมั่นคง เท้าเล็กเริ่มเดินออกจากร่มไม้ มือเรียวขาวสัมผัสกับแสงแดดครั้งแรกหลังจากที่ได้มาอยู่ที่นี่
ความอุ่นที่ไม่ได้สัมผัสมานานทำให้ใบหน้างดงามมีรอยยิ้มบาง
ขุนแผนเห็นเช่นนั้นก็ยิ้มตามอย่างดีใจเช่นกัน ก่อนจะพาอีกฝ่ายเดินไปรับแสงแดดในยามเช้า “ร้อนหรือไม่? หากรู้สึกไม่ดีต้องรีบบอกข้าเลยหนา”
“ไม่ร้อน” ดวงตาสีทับทิมหลับตาพลิ้ว ใบหน้างดงามยิ่งเปล่งประกายมากขึ้นเมื่อต้องกับแสงแดดยามรุ่งอรุณ “ช่างอุ่นนัก”
“ข้าจะทาให้ทุกวัน เอ็งจะได้ออกแดดทุกวัน” ขุนแผนเห็นคนงามมีความสุข ก็ตั้งใจจะทาน้ำปรุงให้ทุกวัน เพราะการได้สัมผัสผิวนุ่มทุกวันสำหรับเขาแล้วถือว่าได้กำไรอย่างมาก
“ขอบใจ” น้ำเสียงนุ่มหวานตอบกลับแผ่วเบา
รุ่งอรุณที่อบอุ่นจบลงอย่างรวดเร็ว พวกเขาก็ต้องควบม้าเดินทางไปที่กาญจนบุรีต่อ ใช้เวลาถึงครึ่งวันก็มาถึงชานเมือง เป้าหมายของพวกเขาไม่ใช่ตัวเมือง แต่เป็นแถบถ้ำกระแซที่มีข่าวว่ามีซ่องโจรอยู่
เมื่อไปถึงสถานที่ที่ว่า พวกเขาก็เห็นกลุ่มโจรป่าอยู่จริง ๆ ทั้งพวกมันยังมีจำนวนมากถึง ๒๐๐ คน แต่ละคนร่างกายสูงใหญ่ ผิวกายหยาบกร้านเต็มไปด้วยรอยสัก ในมือถืออาวุธอยู่ตลอดเวลา
“ต้องขอกำลังเสริมมาเพิ่มด่วน” หมื่นดรุณเอ่ยเสียงเบาด้วยท่าทางเคร่งเครียด จำนวนมากขนาดนี้ พวกเขาแค่ ๑๖ คนไม่ไหวแน่นอน
“ถอยไปวางแผน” ขุนแผนสั่งเสียงนิ่ง ดวงตาคมสีอำพันจ้องมองกลุ่มโจรป่าที่บังอาจมาสร้างความเดือดร้อนให้บ้านเมือง
เมื่อคนอื่นได้รับสัญญาณให้ถอย พวกเขาก็พากันถอยทันที เพื่อไปวางแผนให้รอบคอบมากกว่านี้
ดวงตาสีทับทิมยืนมองกลุ่มโจรอย่างพิจารณา ทว่ามีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่สะดุดตาเขา ชายคนนั้นใส่ผ้าปิดตาไว้ข้างหนึ่ง รูปร่างหน้าตาคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นที่ไหน
ที่สำคัญตามร่างกายมีรอยเปื้อนดำคล้ำทั้งตัว
“เจ้าช้าง” ขุนแผนเอ่ยเสียงเบา ฝ่ามือหนาจับมือเรียวไว้ ก่อนจะจูงให้เดินตามกันมา “ข้าคิดไว้อยู่แล้วว่าเอ็งอาจจำได้ หัวหน้าที่คุมซ่องโจรนี้คืออ้ายเพชรอ้ายราม โจรที่เคยปล้นบ้านเอ็ง”
ขุนแผนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่มีความรู้สึกหลากหลาย ตอนนั้นเขาจำได้ดีว่าคนข้างกายหลับไปนานถึง ๓ วัน เขากลัวอีกฝ่ายจะไม่ตื่นขึ้นมา จึงให้คำมั่นว่าจะกำจัดอ้ายโจรที่ปล้นบ้านอีกฝ่ายให้ได้
และตอนนี้พวกมันก็อยู่ใกล้แค่เอื้อม “ข้าจะจัดการพวกมันแน่นอน เอ็งไม่ต้องกลัวไป”
“ใครกลัว” เอสราเอ่ยทันที ใบหน้างดงามบึ้งตึงเล็กน้อย เขาแค่แปลกใจที่อีกฝ่ายรอดจากพิษของเขาจนมีชีวิตมาถึงทุกวันนี้ได้ ‘นับว่าหนังเหนียวดี’
“ไม่กลัวก็ไม่กลัว” ขุนแผนยิ้มบาง ดูเอาเถิด สถานการณ์เคร่งเครียดเช่นนี้ อีกฝ่ายก็ยังทำให้เขายิ้มอย่างผ่อนคลายได้
‘พวกเจ้าสองคน จะพลอดรักกัน ช่วยดูเวล่ำเวลาบ้างเถิด!!’ หลายคนคิดในใจ
เมื่อออกมาอยู่บริเวณที่ปลอดภัย พวกเขาก็เริ่มปรึกษากัน หลายคนเห็นด้วยที่ว่าต้องขอกำลังเสริมและส่งใบบอกแจ้งพระเจ้าแผ่นดิน
“ข้าจะส่งสารให้เองขอรับ” หมู่วศิณเอ่ยหลังจากที่พวกเขาพูดคุยกันแล้วว่าควรต้องขอคนมาช่วย ถ้าเขาควบม้าด้วยความเร็ว ๔ วันก็น่าจะถึงกรุงศรีอยุธยา
ส่วนคนที่อยู่นี้ก็ต้องคอยเฝ้าดูสถานการณ์ และช่วยชาวบ้านยามจำเป็น หากพวกมันออกปล้น
หัวหน้าโจรเป็นผู้มีอาคมแกร่งกล้า ทั้งยังมีถึงสองคน ตำแหน่งก็เคยเป็นถึงขุน พวกเขาจะประมาทไม่ได้เด็ดขาด
“เอ็งมีความคิดเห็นเช่นไร?” ขุนแผนหันไปถามคนงามที่นั่งเงียบฟังอยู่นาน ในมือเรียวขาวมีดอกลำดวนที่เขาเก็บให้ระหว่างที่เดินออกจากจุดเสี่ยง
ดวงตาทั้งสิบหกคู่มองไปที่คนตัวเล็กที่สุดในกลุ่มทันที เพราะยังไงอีกฝ่ายก็เคยเป็นถึงที่ปรึกษาทัพ และเคยพาทัพรบชนะในเวลาอันรวดเร็วมาแล้ว
“ถอนรากพวกมัน” เอสราเอ่ยด้วยเสียงไม่ใส่ใจ มือเรียวหยิบของสิ่งหนึ่งออกจากห่อผ้า มันมีลักษณะกลม ๆ คล้ายยาลูกกลอน แต่ใหญ่เกือบเท่ากำปั้น “แบบไม่ให้ตั้งตัว”
“มันคืออะไรรึ?” หมื่นดรุณถาม ไอ้สิ่งนี้จะสามารถถอนรากพวกมันได้จริงรึ?
“ลูกระเบิด” เอสราตอบอย่างไม่ใคร่ใส่ใจ ทว่าดูเหมือนคำตอบของเขาจะทำให้หลายคนตกใจจนเผลอถอยหลังไปหลายก้าว “หึ มันเป็นระเบิดพิษที่ข้าทำขึ้นเอง หากมันแตกจะมีพิษกระจายออกมาประมาณ 1 วา พิษนี้จะทำให้ร่างกายเป็นอัมพาตหนึ่งวัน”
“ของอันตรายเช่นนี้ ท่านสร้างเองรึ? ไม่ใช่โอ้อวดเกินไปหรือ?” หมู่นาภีถามด้วยความเคลือบแคลงใจ ถ้าหากมีของอันตรายเช่นนั้นอยู่จริง พื้นดินนี้ก็คงอันตรายแล้ว “ที่สำคัญ พวกเราคงโดนพิษที่ว่านี้ด้วย”
“…ก็มีวิธีอยู่นะ” เอสรายิ้มบาง ดวงตาสีทับทิมเป็นประกาย ในตอนนั้นเองที่ของในมือเรียวขาวหล่นตกพื้น จนเกิดเสียงเปราะดังเบา ๆ และเปลือกนอกแตกออก ผงสีเทาอ่อนพวยพุ่งขึ้นคล้ายควันบาง ๆ ไม่นานก็จางหายไปในอากาศด้วยเวลาอันรวดเร็ว ถ้าใช้ตอนกลางคืนก็คงยากที่จะจับได้
หลายคนยังไม่ทันตั้งตัวก็ร่างกายแข็งค้าง ขาอ่อนล้มลง ความตื่นตระหนกทำให้พวกเขาอยากขยับดิ้นรน แต่ร่างกายไม่สามารถขยับได้ราวกับโดนผีอำ มีเพียงดวงตาและสติที่ยังมองและนึกคิดได้อยู่ แต่ไม่สามารถพูดออกมาได้
“ทีนี้ข้ายังดูเหมือนคนโอ้อวดอยู่หรือไม่” บนใบหน้างดงามมีรอยยิ้มพอใจกับผลลัพธ์ มาอยู่นี่เขาแทบจะไม่ได้ทดลองพิษกับมนุษย์ ทำได้แต่สร้างขึ้นจากความรู้ที่มี พอมีโอกาสได้ทดลองก็ทำเอาเขารู้สึกมีความสุขมากทีเดียว
…
จบตอนค่ะ
ตอนนี้ เน้นหวานค่ะ 5555 แต่ไม่หวานมาก
ต้องเข้าใจก่อนว่าไรท์ไม่เคยมีคนรัก
สิ่งที่สื่อสารออกมาผ่านตัวอักษรได้ก็เป็นแค่ความเข้าใจของไรท์ล้วนๆ
เพราะงั้นมันเลยไม่ซับซ้อนหรือหวือหวาค่ะ
แต่ก็ไม่แน่ในอนาคตไรท์อาจพัฒนาขึ้นค่ะ5555
ปล.หลังขุนแผนหนีเข้าป่าก็ไปกบด้านอยู่กับขุนเพชรขุนรามเพื่อให้พวกเขาช่วยตามหาของที่จะสร้างอาวุธชิ้นแรก และใช่ไปอยู่กับโจรที่ปล้นบ้านขุนช้างนั้นและค่ะ ร้ายมาก นี่สินะคนเทาๆ
ปล2.ตอนนี้มีตัวละครใหม่โผล่มาเยอะ แต่ก็ไม่ใช่ตัวหลักอะไรคะ เพราะงั้นไม่ต้องสนใจก็ได้ 55555 เรามาดูเรื่องยศกันค่ะ
ลำดับบรรดาศักดิ์ขุนนางไทย (ต่ำไปสูง)
1. นาย / หมู่: เป็นระดับหัวหน้ากลุ่มเล็กๆ หรือข้าราชการชั้นผู้น้อยที่สุด
2. พัน: หัวหน้าหน่วยขนาดเล็ก (เช่น พ่อนางวันทองชื่อ พันศรโยธา)
3. หมื่น: ตำแหน่งเริ่มเป็นที่รู้จักในสังคม
4. จมื่น (พระนาย) : ตำแหน่งพิเศษ เป็นหัวหน้ามหาดเล็กในวัง ยศนี้สูงกว่า "หมื่น" ทั่วไปมาก เทียบเท่า "พระ" (เช่น จมื่นไวยวรนาถ คือยศของพลายงามตอนหนุ่ม)
5. ขุน: บรรดาศักดิ์ชั้นสัญญาบัตรที่พบมากที่สุด (เช่น ขุนแผน, ขุนช้าง)
6. หลวง: ยศที่สูงขึ้นมา มักเป็นเจ้าเมืองขนาดเล็กหรือหัวหน้ากรม
7. พระ: ยศชั้นสูง (เช่น พระไวย ยศตอนท้ายเรื่องของลูกขุนแผน หรือ พระพิจิตร)
8. พระยา: ยศชั้นผู้ใหญ่ เป็นเจ้าเมืองใหญ่หรือเสนาบดี (เช่น พระยาสุโขทัย)
9. เจ้าพระยา: บรรดาศักดิ์สูงสุดของสามัญชน (เช่น เจ้าพระยาพระคลัง)
10. สมเด็จเจ้าพระยา: ยศพิเศษที่พระราชทานให้ผู้มีความชอบยิ่งใหญ่ (ปรากฏน้อยมากในสมัยโบราณ)
ปล3.ขอบคุณทุกดวงใจ ทุกคอมเม้นต์ ทุกยอดอ่าน ทุกยอดเข้าชั้น ทุกยอดซื้อและทุกโดเนทนะคะ ขอบคุณจริงๆค่ะ