แม้จะเป็นนักวิจัยในองค์กรนักฆ่า แต่ทว่าจิตใจเขาก็เป็นคนที่มีคุณธรรมนะ จะส่งเขาไปทำความดีอะไรอีก! :จะให้ผมสาธยายถึงวีรกรรมของโฮสต์ไหมครับ: "...."
แฟนตาซี,ชาย-ชาย,ข้ามเวลา,ไทย,รัก,นายเอกเก่ง,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
ภารกิจลับ(รัก)ข้ามมิติแม้จะเป็นนักวิจัยในองค์กรนักฆ่า แต่ทว่าจิตใจเขาก็เป็นคนที่มีคุณธรรมนะ จะส่งเขาไปทำความดีอะไรอีก! :จะให้ผมสาธยายถึงวีรกรรมของโฮสต์ไหมครับ: "...."
ภารกิจลับ(รัก)ข้ามมิติ
ดวงตากลมมองร่างของตัวเองนิ่งๆ โธ่ ชีวิตน้อยๆ ที่แสนมีค่าของเขา ตายดีๆ ไม่ตาย ดันมาตายเพราะตะกละกินขนมติดคอขณะกำลังทำวิจัยไปด้วย เขาแค่ตกใจที่ผลวิจัยพิษชีวภาพออกมาเกินคาด ยังไม่ทันได้ชมเชยก็ตายซะก่อน
“ตายทั้งทีขอตายท่าที่ดูดีกว่านี้ไม่ได้เลยหรือไง”
ถ้ามีคนรู้ว่านักวิจัยอัจฉริยะอันดับหนึ่งขององค์กรนักฆ่า ตายเพราะขนมติดคอคงได้พากันหัวเราะจนฟันร่วงแน่
ที่หนักไปกว่านั้นคือสวรรค์ไม่ต้อนรับ! ทั้งยังถีบเขาให้ไปทำความดีสะสมแต้มบุญกับระบบเซ็งเคร็งนี่อีก
: ผมได้ยินนะครับโฮสต์ :
“..แล้วไง อย่ามาอ่านใจกันนะ แล้วที่นี่ที่ไหน?”
: เดี๋ยวก่อนสิครับโฮสต์ ฟังกฎของเราก่อน :
“ไม่เอา ไม่อยากฟัง หิว ของกินอยู่ไหน? เอาออกมา”
: ถ้าโฮสต์เป็นเด็กดี ยอมนั่งฟังกฎน่ารักๆ ระบบมีตุ๊กตาช้างน้อยนั่งหลับสีขาวขนนุ่มที่โฮสต์อยากได้ให้เป็นรางวัลด้วยนะครับ :
“ฉ ฉันเป็นถึงนักวิจัยที่ทุกคนต่างก็มองว่าสงบและเยือกเย็น จะไปสนใจของเด็กๆ แบบนั้นได้ยังไง?!”
: ..งั้นคงไม่เอาสินะครับ :
“เอา! ฉันจะเอา!”
: …. :
_______________
สวัสดีค่ะ นิยายเรื่องนี้ไรท์ตั้งใจเขียนเป็นนิยายยาวน้าา
น้องเอสราของเราจะไปสะสมแต้มบุญหลายๆ โลกเลย ส่วน พอ. ของน้อง ขอสปอยล์ว่าเป็นคนเดียวกันน้า แต่ดวงจิตมีเหตุให้ต้องแตกกระจายไปหลายๆ ที่ ส่วนสาเหตุจะเป็นอะไรนั้นต้องไปตามดูในเนื้อเรื่องกันเองค่าา
เป็นกำลังใจให้น้องด้วยน้า
น้องเอสรา “ทำไมตัวละครเป้าหมายถึงมีแต่คนปากไม่ดีอะ แถมยังบ้า (กาม) ด้วย?”
มีอะไรสงสัยสามารถคอมเมนต์ติชมกันได้นะคะ
________________
เริ่มเขียนและคิดพล็อตนิยายวันที่
7 ก.ย. 66
ตอนที่ 6.
ภารกิจช่วยขุนศรีวิชัยจากโจร
กาลล่วงไปสี่วัสสา(ปี)
เด็กชายตัวขาวในวันวานก็ยังคงตัวเล็กเช่นเดิม ทว่าตอนนี้มีอายุได้ 8 ขวบแล้ว ผิวกายขาวซีดในยามนี้เต็มไปด้วยเครื่องประดับราคาแพง ใบหน้าเองก็เริ่มฉายแววงดงามตั้งแต่ยังเด็ก
“…” ดวงตากลมสีทับทิมมองบิดาที่กำลังสอนวิชาอาคมให้เขาอย่างขะมักเขม้น
“เป็นเช่นไรบ้างลูก พอจะเข้าใจหรือไม่?” ขุนศรีวิชัยเอ่ยถามลูกชายตัวน้อยที่นั่งมองเขาตาแป๋ว “..เฮ่อ เอาเถอะ อย่างน้อยวิชาอ่านเขียนและคำนวณ ลูกก็เก่งกว่าเด็กวัยเดียวกัน”
ฝ่ามือหนาลูบหัวบุตรชายอย่างอ่อนโยน “อีก 5 วันพ่อจะพาเจ้าเข้าวังไปฝากตัวกับสมเด็จพระพันวษาเป็นมหาดเล็ก เจ้าจะได้มีงานดี ๆ ทำในวันข้างหน้า”
ขุนศรีวิชัยเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เขามีเส้นสายในรั้วในวังมากมาย เพราะงั้นการส่งบุตรชายเข้าฝากตัวกับสมเด็จพระพันวษาจึงไม่ใช่เรื่องยากอะไร
“ไม่ขอรับ” เอสราส่ายหน้าทันที
“ไม่? ไม่อะไรหรือ?” คนเป็นพ่อเอ่ยถามลูกชาย
“ไม่ไปฝากตัวขอรับ” เอสราปฏิเสธเสียงแข็ง
ขุนศรีวิชัยยิ้มบาง ในใจคิดว่าลูกชายตัวน้อยของตนคงกลัวสมเด็จพระพันวษา “เจ้าจะได้มีอนาคตที่ดี พ่อก็ใช่ว่าจะอยู่ดูแลเจ้าได้ตลอดไป”
“ข้าไม่ชอบเขา” เอสราเอ่ย สำหรับเขาตัวละครที่เขาไม่ชอบที่สุดในเรื่องนี้ก็คือสมเด็จพระพันวษาอะไรนั้นที่สั่งฆ่าคนด้วยอารมณ์ “ท่านพ่อ ข้าไม่อยากไปจริง ๆ”
“…ก็ได้ พ่อตามใจเจ้า” ขุนศรีวิชัยจะทำอะไรได้เมื่อถูกลูกน้อยอ้อน นาน ๆ เจ้าตัวเล็กจะเรียกเขาว่าท่านพ่อสักครั้งนั้นช่างยากเย็น ลูกของเขาคงไม่อยากไปจริง ๆ
สิ่งที่เขาทำได้ตอนนี้คงเป็นการสั่งสอนเรื่องค้าขายและยกร้านในมือให้หลาย ๆ ร้าน
ดวงตากลมโตเงยหน้ามองบิดา พอโดนตามใจก็อดที่จะรู้สึกมีความสุขไม่ได้
:ภารกิจช่วยขุนศรีวิชัยจากโจร รางวัล 500 แต้มบุญ:
‘ไอระบบขี้เหนียวเอ้ย! น้อยขนาดนี้ตอนไหนจะถึงหนึ่งล้าน’
:สู้ ๆ นะครับโฮสต์ ระวังตัวด้วยนะครับ:
‘แล้วเกิดขึ้นคืนไหน’ เอสราเอ่ยถามในใจ ใบหน้ายังคงมีความหงุดหงิดอยู่บ้าง
:อีกห้าคืนข้างหน้าครับ:
‘…’
ตกกลางคืน ในช่วงฤดูปลายฝนต้นหนาว สายลมแรงจนพัดใบไม้สั่นไหวและอากาศเองก็เริ่มเย็น
ใบหน้าน่ารักของเด็กตัวขาวนอนกอดและซุกอยู่กับตุ๊กตาช้าง เรียวแขนและขากอดก่ายอย่างสบายใจ
ริมฝีปากจิ้มลิ้มมีรอยยิ้มคล้ายคนฝันดี
ทว่ามีฝันดีแล้วก็ต้องมีฝันร้าย ขุนศรีวิชัยนอนหลับบนเตียงไม้ข้างเมีย ทว่าหัวคิ้วกลับขมวดเข้าหากันแน่น
ในฝันเขาเห็นช้างเผือกตัวหนึ่งตายตกไปต่อหน้า ด้วยความที่คิดว่าเป็นบุตรชายเขาจึงได้พยายามจะวิ่งไปดู ทว่าวิ่งเท่าไหร่ก็ไปไม่ถึง
“คุณพี่” นางเทพทองสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึก เพราะเสียงพึมพำของสามี ก่อนนางจะปลุกเขาให้ตื่น
ขุนศรีวิชัยตื่นขึ้นมาก็รีบลุกขึ้นนั่งทันที ใบหน้าหล่อเหลามีเหงื่อกาฬไหลริน พอมองไปทางเมียรักที่อยู่กินกันมาหลายปี เขาก็ส่งยิ้มบางให้แม้จะดูฝืน ๆ ก็ตาม “เอ็งนอนต่อเถอะ พี่จะไปห้องทำงานสักหน่อย”
“เจ้าค่ะ” นางเทพทองมองตามสามีที่เดินออกไปจากห้อง ก่อนจะล้มตัวลงนอนต่อ
ฝั่งขุนศรีวิชัยรีบหาตำราโหราศาสตร์ทันที การที่เขาฝันว่าช้างเผือกตายนั้นนับเป็นลางว่าบ้านเรือนที่เคยรุ่งเรืองจะทรุดโทรมลงกะทันหัน
เขาที่มีความรู้ด้านนี้อยู่บ้างจึงเริ่มใจไม่ดี และรู้สึกว่าดวงชะตาของตัวเองกำลังเข้าสู่ช่วงพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกหรือดวงตกอย่างหนัก
“ต้องทำบุญบ้านครั้งใหญ่” ขุนศรีวิชัยเอ่ยกับตัวเองเสียงเบา เขาจะต้องทำทุกสิ่งเพื่อต่อชะตาของตัวเองให้ได้
ในวันรุ่งขึ้นขุนศรีวิชัยก็บอกเมียเกี่ยวกับลางบอกเหตุจากความฝัน นางเทพทองตกใจปนกังวล จึงสั่งให้บ่าวเตรียมของและอาหารเพื่อจัดเตรียมงานบุญบ้านครั้งใหญ่ โดยฤกษ์จัดคือวันพรุ่ง
พอตกบ่ายขุนศรีวิชัยก็พาบุตรชายตัวน้อยไปทำบุญที่วัดพร้อมทั้งแจกจ่ายเงินทองและอาหารให้ชาวบ้านมากกว่าปกติ “ลูกรักเป็นอะไร? มิยิ้มแย้มเลย”
ขุนศรีวิชัยเอ่ยขณะที่อุ้มลูกน้อยเอาไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะหอมแก้มกลม ๆ ขาว ๆ ฟอดใหญ่
“แจกจ่ายเงินทองมากมาย ท่านไม่คิดว่าจะล่อสายตาโจรเถื่อนหรือ?” เอสราเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติ ใบหน้าเองก็ยังคงดูใสซื่อเช่นเดิม แต่เขาจงใจบอกเตือนอ้อม ๆ ให้อีกฝ่ายระวังตัว
ขุนศรีวิชัยเบิกตาเล็กน้อย นั่นทำให้เขาฉุกคิดขึ้นได้ ริมฝีปากหนามีรอยยิ้มเบาบาง ก่อนเขาจะหอมหัวลูกชายตัวน้อยเบา ๆ “ขอบใจเจ้าที่เป็นห่วงพ่อ”
“…”
ย่ำรุ่งวันต่อมา เด็กชายตัวน้อยยังไม่ตื่น ทว่าบิดามารดาตื่นแล้วตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น เพื่อจัดเตรียมภัตตาหารสำหรับพระสงฆ์ที่นิมนต์มามากถึง 108 รูป
ทั่วทั้งบ้านถูกล้อมด้วยสายสิญจน์ เพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้ายและเสนียดจัญไร
เมื่อถึงเวลาถวายภัตตาหาร เอสราก็ต้องแหกตาตื่นขึ้นมาช่วยบิดามารดา กว่าจะเสร็จก็เวลาเพล (11:00)
หลังพระฉันเสร็จก็ทรงให้พรและประพรมน้ำมนต์ให้คนในบ้านและบริเวณบ้านจนทั่ว
เมื่อลาพระทั้ง 108 รูปเรียบร้อย แขกเหรื่อก็เริ่มทยอยมาตั้งแต่บ่าย ขุนศรีวิชัยยังได้นิมนต์พระนักเทศน์ชื่อดังมาให้ธรรมะด้วย เพราะมันเป็นความบันเทิงอย่างหนึ่งที่แขกชื่นชอบ
“หาววว” เอสรายกมือขึ้นปิดปาก อ้าปากหาวไปไม่รู้แล้วกี่รอบ นั่งฟังจนจะหลับอยู่แล้ว
“ทำตัวให้ดี เอ็งอย่าได้ทำให้ข้าขายหน้า” นางเทพทองเอ่ยกับบุตรชายด้วยน้ำเสียงกัดฟันพูด ถ้าไม่ติดว่าอีกฝ่ายนั่งอยู่บนตักสามี นางคงหยิกจนเนื้อเขียวไปแล้ว
ขุนศรีวิชัยก้มมองบุตรชายที่นั่งพิงอกเขาเต็มที่ ท่าทางที่แต่เดิมไม่สนใครอยู่แล้ว ตอนนี้ดูเบื่อโลกยิ่งกว่าเดิม
“หึ” มุมปากหนายิ้มเอ็นดู ก่อนเขาจะลูบหัวลูกชายเบา ๆ
เวลานี้มีแขกมาที่เรือนมากมาย ไม่ว่าจะขุนน้ำขุนนาง สหายร่วมยศถาบรรดาศักดิ์ พ่อค้าแม่ขายผู้มั่งคั่งในเมืองสุพรรณ ทาสและชาวบ้านเรือนใกล้ก็มาร่วมทานอาหารในเรือนของเขา
เพราะงั้นเขาจึงไม่สามารถปล่อยเจ้าตัวเล็กให้ไปเล่นซนได้ดังใจ “อดทนหน่อยนะลูกรัก”
“…” เขาทำอย่างอื่นได้ด้วยหรือ?
:ได้แต้มบุญเพิ่ม 20 แต้มจากการใส่บาตรและฟังธรรม รวม 520 แต้มบุญ:
‘…ตั้ง 20 ฉันดีใจจริง ๆ’ เอสราเอ่ยในใจอย่างไร้อารมณ์สุด ๆ หนึ่งล้านแต้ม นี่เขาต้องทำกี่ชาติถึงจะสำเร็จ
:สู้ ๆ ครับ:
‘…’
“ข้านำขนมมาให้ เอ็งจะได้ทานไปฟังธรรมไป” พลายแก้วยื่นถาดทองเหลืองที่ด้านในเต็มไปด้วยขนมให้สหายตัวน้อยที่นั่งอยู่บนตักท่านลุงขุนศรีวิชัย
เอสราเหลือบตามองก่อนจะยื่นแขนสั้น ๆ ไปรับถาดขนม พอมีอะไรเข้าปาก อารมณ์ก็ดีขึ้น “ขอบใจ”
พลายแก้วยิ้มพอใจ ก่อนจะนั่งฟังธรรมต่อ
:ค่าความสัมพันธ์ 50% ค่าความสำเร็จของภารกิจ 8% ดีใจด้วยนะครับโฮสต์ สนิทกันเร็วเกินกว่าที่ผมคาดไว้เยอะเลย:
‘ใครมันจะไปอยากสนิทกับไอ้เด็กเวรนี่’ เอสราคิดในใจอย่างหงุดหงิด แต่มือก็หยิบขนมเข้าปากไม่หยุด
หลวงไกรศึกที่นั่งอยู่ข้างภรรยาเหลือบมองบุตรชาย พลางส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนเขาจะมองสหายที่อยู่ ๆ ก็จัดงานบุญครั้งใหญ่รวดเร็วจนเขาตั้งตัวไม่ทัน
แล้วเขาก็ก้มมองเจ้าตัวขาวที่กำลังนั่งกินขนมหวานบนตักสหายอย่างสบายใจ ‘ยิ่งโตเครื่องหน้ายิ่งเหมือนมารดา’
งานเลี้ยงย่อมต้องมีวันเลิกรา ในที่สุดทุกอย่างก็จบ เอสราถูกนางชบาจับอาบน้ำขัดผิวจนสะอาดเอี่ยมก่อนจะเข้านอนด้วยร่างกายที่อ่อนเพลียกว่าทุกวัน แม้จะไม่ได้ทำอะไรเลยก็ตาม
วันรุ่งขึ้น เอสราเดินอย่างมุ่งมั่นไปที่เรือนของท่านลุงหลวงไกรศึก เขาไม่ได้มาหาพลายแก้ว แต่มีธุระอยากขอร้องผู้ใหญ่ที่ดูพึ่งพาได้
“เอ็งมาหาข้าหรือ? มาแต่เช้าเชียว ขึ้นมาก่อน ข้าจะหาขนมให้กิน” พลายแก้วยิ้มหน้าบาน รีบพาสหายตัวน้อยขึ้นไปบนเรือน นาน ๆ อีกฝ่ายจะมาเล่นที่เรือนเขา จะไม่ให้ดีใจได้ยังไง
แม้ตอนนี้จะยังต้องฝึกร่างกายตามที่บิดาบอก แต่ขาดไปเพียงวันเดียวคงมิเป็นอันใด
“…” เอสราเดินตามหลังพลายแก้วไปเงียบ ๆ ไม่ได้พูดออกไปตรง ๆ ว่า ‘ข้าไม่ได้มาหาเอ็ง ไอ้เด็กเวร’
พอขึ้นไปบนเรือนก็เห็นท่านลุงหลวงไกรศึกและมารดาของพลายแก้วนางทองประศรี นั่งพูดคุยกันอยู่
“เอ้า พ่อช้าง มาเล่นกับเจ้าพลายแก้วแต่เช้าเลยหรือ” หลวงไกรศึกเอ่ยกับเด็กตัวขาวด้วยน้ำเสียงอบอุ่นอ่อนโยน เป็นโทนเสียงที่ทำให้พลายแก้วอดน้อยใจบิดาไม่ได้
‘ทีกับข้า ทั้งดุ ทั้งตะคอก ท่านพ่อใจร้าย’
ทว่าพลายแก้วก็เข้าใจว่าบิดากำลังสั่งสอนตนให้เข้มแข็ง ภายภาคหน้าเขาจะต้องได้เป็นนักรบและรับราชการเหมือนบิดาให้ได้
“ข้ามาหาท่านลุงขอรับ” เอสราเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา ในแววตาไม่ได้มีความล้อเล่น
“มาหาลุง? …เช่นนั้นหลานมีอะไรหรือ” หลวงไกรศึกขมวดคิ้วเล็กน้อย ในหัวอดคิดไม่ได้ว่าตนอาจมีเรื่องอันใดอีก
เอสรามองพลายแก้วและนางทองประศรี ทั้งยังมีบ่าวไพร่อีกจำนวนหนึ่งที่อยู่บนเรือน “…”
มือเรียวเล็กขาวซีดหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมา มันเป็นของที่เขาเตรียมเอาไว้เมื่อสองวันที่แล้ว ก่อนเขาจะส่งมันให้ท่านลุง “อ่านตอนท่านลุงอยู่คนเดียวนะขอรับ …ท่านพ่อฝากมาให้”
“…ได้ ขอบใจเจ้ามากที่เอามาให้” หลวงไกรศึกรับกระดาษมา บนใบหน้ายังคงมีรอยยิ้มใจดี ทว่าในหัวกำลังคิดวิเคราะห์
‘หากเป็นจดหมายสำคัญ เหตุใดสหายถึงให้พ่อช้างมาส่งกัน’
“เช่นนั้น ข้าขอตัวกลับก่อนนะขอรับ” เอสราลุกขึ้น มือเรียวขาวซีดยกขึ้นไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสอง ก่อนจะทำท่าเดินลงจากเรือน
“เอ้า” พลายแก้วทำสีหน้าผิดหวัง เขาก็หลงดีใจนึกว่าสหายมาหาเพราะอยากเล่นด้วยเสียอีก
“พ่อช้างรอก่อน อยู่ทานขนมฝีมือของป้าก่อนดีหรือไม่” นางทองประศรีเอ่ยรั้งเด็กตรงหน้าไว้ ใบหน้างดงามมีความอ่อนโยนอยู่หลายส่วน
เมื่อ ๔ ปีก่อน สามีของนางเคยเล่าให้ฟังว่าพ้นภัยได้จากคำแนะนำของเด็กตรงหน้า แม้จะฟังดูเหลือเชื่อ แต่นางก็เอ็นดูหลานคนนี้อยู่แล้ว จึงได้ลงครัวทำขนมบ่อย ๆ แบบไม่ปริปากบ่น
“เช่นนั้นข้าจะรอขอรับท่านป้า” เอสรานั่งลงที่เดิม เมื่อได้ยินว่าจะได้ทานขนม
พลายแก้วกะพริบตาปริบ ๆ ‘ข้าให้ท่านแม่สอนทำขนมดีหรือไม่?’
“เด็กดี” นางทองประศรียิ้มบางก่อนจะลุกขึ้นเดินไปทางโรงครัว
“ลุงเองก็จะไปดูทหารสักหน่อย” หลวงไกรศึกเอ่ยกับเด็กทั้งสอง ก่อนเขาจะเดินลงจากเรือนแล้วนั่งเรือออกไปที่ลานนอกเมือง ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับฝึกทหารของเมืองสุพรรณบุรี
ระหว่างนั่งเรือจึงเปิดดูข้อความในกระดาษ ทว่าเมื่อเขาอ่านจบก็ทำเอาชะงักค้าง หายใจติดขัดทันที
…
จบไปอีกตอนค่าา
ตอนนี้น้องเอสราอายุ 8 ขวบแล้ว พระเอกอายุ 9 ขวบ
การเกลาสำนวนเนี่ยมันเหนื่อยกว่าเขียนสุดๆ เลยค่ะ
ปล.ช่วงเวลาเข้าฝากตัวกับโจรขึ้นบ้านกระชั้นชิดไปหน่อย แต่ว่าก็คงพอถูไถได้ใช่ไหมคะ5555
ปล2.เด็กบุรุษยุคนั้นปกติจะเป็นบิดาที่สั่งสอน ตอนนี้พลายแก้วเลยมีบิดาให้ความรู้แล้วค่ะ หวังว่าจะไม่โตมาเป็นคนเปรต แต่จะว่าก็ว่าค่ะ ผู้ชายยุคนั้นการมีเมียมากคือการแสดงอำนาจ เพราะงั้นถ้ามองตามคนยุคนั้นพระเอกก็ไม่ได้ผิดอะไรคะ แค่เราไม่ชอบมันเฉยๆ
ปล3.ทุกคนเดาออกไหมคะว่าเราไม่ชอบตัวละครไหนที่สุด555 เราไปหาข้อมูลมาเขาบอกว่าผู้แต่งในสมัยก่อน อาจจะแต่งให้พระพันวษาดูน่าเกรงขามและเด็ดขาดละคะ 5555
ปล4.ช่วงเวลาที่ขุนศรีวิชัยจะตาย ก็คือช่วงที่ขุนช้างมีอายุ 7-9 ขวบ นี้เป็นข้อมูลที่เราหามานะคะ โดยก่อนจะเกิดเหตุ ขุนศรีวิชัยก็จะฝันถึงลางบอกเหตุก่อน จนทำบุญใหญ่และแจกจ่ายเงินทอง นั้นเลยไปล่อตาโจรเข้าค่ะ
ฝากกดใจให้ด้วยนะคะ