แม้จะเป็นนักวิจัยในองค์กรนักฆ่า แต่ทว่าจิตใจเขาก็เป็นคนที่มีคุณธรรมนะ จะส่งเขาไปทำความดีอะไรอีก! :จะให้ผมสาธยายถึงวีรกรรมของโฮสต์ไหมครับ: "...."
แฟนตาซี,ชาย-ชาย,ข้ามเวลา,ไทย,รัก,นายเอกเก่ง,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
ภารกิจลับ(รัก)ข้ามมิติแม้จะเป็นนักวิจัยในองค์กรนักฆ่า แต่ทว่าจิตใจเขาก็เป็นคนที่มีคุณธรรมนะ จะส่งเขาไปทำความดีอะไรอีก! :จะให้ผมสาธยายถึงวีรกรรมของโฮสต์ไหมครับ: "...."
ภารกิจลับ(รัก)ข้ามมิติ
ดวงตากลมมองร่างของตัวเองนิ่งๆ โธ่ ชีวิตน้อยๆ ที่แสนมีค่าของเขา ตายดีๆ ไม่ตาย ดันมาตายเพราะตะกละกินขนมติดคอขณะกำลังทำวิจัยไปด้วย เขาแค่ตกใจที่ผลวิจัยพิษชีวภาพออกมาเกินคาด ยังไม่ทันได้ชมเชยก็ตายซะก่อน
“ตายทั้งทีขอตายท่าที่ดูดีกว่านี้ไม่ได้เลยหรือไง”
ถ้ามีคนรู้ว่านักวิจัยอัจฉริยะอันดับหนึ่งขององค์กรนักฆ่า ตายเพราะขนมติดคอคงได้พากันหัวเราะจนฟันร่วงแน่
ที่หนักไปกว่านั้นคือสวรรค์ไม่ต้อนรับ! ทั้งยังถีบเขาให้ไปทำความดีสะสมแต้มบุญกับระบบเซ็งเคร็งนี่อีก
: ผมได้ยินนะครับโฮสต์ :
“..แล้วไง อย่ามาอ่านใจกันนะ แล้วที่นี่ที่ไหน?”
: เดี๋ยวก่อนสิครับโฮสต์ ฟังกฎของเราก่อน :
“ไม่เอา ไม่อยากฟัง หิว ของกินอยู่ไหน? เอาออกมา”
: ถ้าโฮสต์เป็นเด็กดี ยอมนั่งฟังกฎน่ารักๆ ระบบมีตุ๊กตาช้างน้อยนั่งหลับสีขาวขนนุ่มที่โฮสต์อยากได้ให้เป็นรางวัลด้วยนะครับ :
“ฉ ฉันเป็นถึงนักวิจัยที่ทุกคนต่างก็มองว่าสงบและเยือกเย็น จะไปสนใจของเด็กๆ แบบนั้นได้ยังไง?!”
: ..งั้นคงไม่เอาสินะครับ :
“เอา! ฉันจะเอา!”
: …. :
_______________
สวัสดีค่ะ นิยายเรื่องนี้ไรท์ตั้งใจเขียนเป็นนิยายยาวน้าา
น้องเอสราของเราจะไปสะสมแต้มบุญหลายๆ โลกเลย ส่วน พอ. ของน้อง ขอสปอยล์ว่าเป็นคนเดียวกันน้า แต่ดวงจิตมีเหตุให้ต้องแตกกระจายไปหลายๆ ที่ ส่วนสาเหตุจะเป็นอะไรนั้นต้องไปตามดูในเนื้อเรื่องกันเองค่าา
เป็นกำลังใจให้น้องด้วยน้า
น้องเอสรา “ทำไมตัวละครเป้าหมายถึงมีแต่คนปากไม่ดีอะ แถมยังบ้า (กาม) ด้วย?”
มีอะไรสงสัยสามารถคอมเมนต์ติชมกันได้นะคะ
________________
เริ่มเขียนและคิดพล็อตนิยายวันที่
7 ก.ย. 66
ตอนที่ 16.
ป้อนข้าสักหน่อยได้หรือไม่
เพลาผ่านไปหกทิน
งานมงคลสมรสของพิมพิลาไลยก็มาถึง งานวันนี้ถูกจัดขึ้นในฤกษ์งามยามดี บรรยากาศจึงเต็มไปด้วยความชื่นมื่นของชาวสุพรรณบุรี
อากาศยามเช้าวันนี้สดใส มีเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีและเสียงปี่พาทย์ประโคมตลอดงาน
เรือนของพันศรโยธาและนางศรีประจันถูกจัดเตรียมอย่างวิจิตรเพื่อต้อนรับขบวนขันหมาก ดอกไม้สดนานาชนิดถูกนำมาประดับประดา และมีกลิ่นหอมของน้ำอบน้ำปรุงฟุ้งไปทั่วเรือน
“เอ็งกินจนอาหารในงานจะหมดแล้ว” พลายแก้วหยอกสหายตัวขาวที่ตั้งแต่มาก็กินอาหารในงานไม่หยุด ไม่มีสักเวลาที่แก้มกลม ๆ นั่นจะว่าง
แม้ปากจะเอ่ยหยอกล้อ แต่มือหนาก็คอยกางร่มไม่ยอมให้แสงแดดมาทำร้ายผิวขาว ๆ ได้สักเสี้ยว
เอสราขมวดคิ้วทำหน้ามุ่ย เขาต้องตื่นแต่เช้า ทั้งยังถูกชบาขัดผิวจนแสบ และยังไม่มีอาหารตกถึงท้องก็ต้องมาร่วมงานของสหายแล้ว
บิดามารดาของเขาและพลายแก้วขึ้นเรือนของท่านลุงพันศรโยธาไปแล้ว แต่พวกเขาต้องอยู่ข้างล่างเพื่อรอกั้นประตูเงินประตูทอง
ดังนั้นระหว่างรอเขาจึงหาอะไรทานรองท้องเท่านั้น
“หึหึ” พลายแก้วเห็นสหายตัวขาวขมวดคิ้วมุ่นก็ยกยิ้มมุมปากอารมณ์ดี ชุดที่เขาสวมมาวันนี้ดูดีสมฐานะ ทว่าไม่ได้เกินหน้าเกินตาบ่าวสาวเจ้าของงาน
แต่ด้วยเครื่องหน้าที่โดดเด่นหล่อเหลาจึงมีสตรีจำนวนไม่น้อยที่คอยมอง บ้างก็พากันส่งสายตาให้ตรง ๆ
“ป้อนข้าสักหน่อยได้หรือไม่”
“หยิบกินเองสิ” เอสราที่กำลังกินขนมต้มเอ่ยเสียงขุ่น สองแก้มกลมเคี้ยวหนุบหนับ ทว่าดวงตาสีทับทิมกลับมองชายหนุ่มข้างกายตาขวาง ‘โตมาแล้วช่างน่าทุบนัก’
“ข้ากำลังถือร่ม มือไม่ว่าง” พลายแก้วอ้างน้ำขุ่น ๆ มุมปากยังคงมีรอยยิ้มบาง เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายดูอารมณ์ดีและมีชีวิตชีวาทุกครั้งที่มีอะไรเข้าปาก ซึ่งมันน่ามองมากทีเดียว
‘ก็ยังเหลือมืออีกข้างไม่ใช่หรือไง’ เอสราคิดในใจ แต่ก็ทำได้เพียงถอนหายใจแผ่วเบา มือเรียวขาวเนียนหยิบขนมต้มขึ้นมาชิ้นหนึ่ง ก่อนจะส่งเข้าปากชายหนุ่มที่ก้มตัวลงมาอ้าปากรับ ‘ถ้าไม่ทำตามมีหวังคงตื้อทั้งวัน’
ฉากนี้ของทั้งสองทำเอาชาวบ้านและคนที่มาร่วมงานเปิดปากซุบซิบ โดยเฉพาะผู้ใหญ่หัวโบราณที่ไม่ใคร่จะเห็นด้วยกับเรื่องเหล่านี้
จะมีเพียงคนหนุ่มสาวบางคนเท่านั้นที่มองอย่างอิจฉา และมองว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แม้จะมีไม่บ่อยและคงไม่มีผู้ใดแสดงออกอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ก็ตาม
ทว่าทั้งคู่เป็นถึงคนที่มีฐานะของเมืองสุพรรณ มีหรือที่คนธรรมดาจะกล้าต่อว่าพวกเขาตรง ๆ
“โห่!!!”
“ฮิ้วววววววววววว!”
ในตอนนั้นเองขบวนขันหมากของเจ้าบ่าวก็มาถึง เสียงประโคมโหมแห่ดังสนั่น โดยนำขบวนด้วยการตีกลองยาวและเป่าปี่เพื่อให้ชาวบ้านรู้ว่าเจ้าบ่าวมาแล้ว
ตามมาติด ๆ คือหญิงสาวหน้าตาสะสวยที่ถือพานขันหมาก นางคือน้องสาวของเจ้าบ่าว วันนี้นางยิ้มแย้มมีความสุข นุ่งห่มสไบสีสดใส เดินเรียงแถวคู่มากับญาติมิตรอีกหลายคน
ส่วนเจ้าบ่าวอย่างเพ็งเดินอยู่กลางขบวน เขานุ่งผ้าสมปัก สวมเสื้อครุยบางหุ้ม มีสายสังวาลและสะพายดาบประจำตระกูล บนใบหน้ายิ้มแย้มมีความสุขตลอดเวลา
รอบข้างแวดล้อมไปด้วยสหายและญาติผู้ใหญ่
“รีบไปกั้นประตูกัน” เอสราวางกระทงขนมลงบนโต๊ะ เขารีบเช็ดมือที่เปื้อนก่อนจะลากพลายแก้วไปกั้นประตูเงินประตูทองหน้าบันไดเรือนด้วยกัน
“ตื่นเต้นขนาดนั้นเลยรึ?” พลายแก้วเดินตามแรงจูงของสหายต้อย ๆ มือก็ยังคงทำหน้าที่กางร่มให้ไม่พัก
“แน่นอน ก็เป็นงานของแม่พิมนี่” เอสรากล่าว มือก็เอาโซ่ทองออกมาทำเป็นประตูกั้น พิมพิลาไลยมีใบหน้าเหมือนน้องสาวบุญธรรมของเขา เพราะงั้นหลายครั้งเขาจึงมองนางเป็นน้องสาวคนหนึ่ง
พิธีดำเนินไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งตกเย็น ผู้ใหญ่ทั้งสองฝั่งจึงร่วมกันทำพิธีปูที่นอนและให้โอวาทบ่าวสาว จากนั้นเพ็งและพิมพิลาไลยจึงถูกส่งตัวเข้าห้องหอ
“เอ็งจะกลับเลยหรือไม่?” พลายแก้วเอ่ยถามสหายที่อยู่ช่วยงานมงคลมาทั้งวัน ใบหน้างดงามดูเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด
“กลับ” เอสราพยักหน้าเบา ๆ เขาหันไปมองทางบิดา ก็เห็นว่าอีกฝ่ายคงจะยังไม่กลับง่าย ๆ เพราะกำลังร่ำสุรากับท่านลุงทั้งสองอยู่ ส่วนมารดาน่าจะกลับไปพร้อมกับเขา “เอ็งจะอยู่กินเลี้ยงก่อนรึ?”
“ไม่ ข้าจะกลับพร้อมเอ็ง”
“อื้ม”
แล้วพวกเขาทั้งสองก็เดินกลับเรือนพร้อมกัน บรรยากาศในคืนนี้เย็นสบาย ยิ่งออกห่างจากเรือนของท่านลุงพันศรโยธา บรรยากาศยิ่งสงบขึ้นเรื่อย ๆ หิ่งห้อยหลายร้อยตัวพากันส่องแสงสว่างไปทั่ว ทำให้เส้นทางที่เดินไม่วังเวงสักนิด กลับกันมันดูงดงามมีชีวิตชีวาทีเดียว
“ประหลาดนัก คืนนี้พระจันทร์ดูจะหมองไปถนัดตา ราวกับเกรงรัศมีนวลเนื้อของใครบางคน” พลายแก้วเอ่ยขึ้นมาลอย ๆ ดวงตาคมสีอำพันเหลือบมองคนข้างกาย แววตาฉายความสุขออกมาอย่างชัดเจน มุมปากมีรอยยิ้มตลอดเวลา
‘ตราบใดที่ข้ายังยืนอยู่ตรงนี้ ผู้ใดก็อย่าหวังจะล้ำเส้นได้’
เอสราเงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์ “ข้าว่าก็งามดีไม่ใช่รึ”
คืนนี้ดวงจันทร์เต็มดวง มันกลมโตและสวยมาก ดวงดาราที่ประดับทั่วทั้งฟ้าสีหมึกก็งดงามไม่แพ้กัน
ดวงตาสีทับทิมมีประกายระยิบระยับของดวงดาว ริมฝีปากอิ่มสีหวานยิ้มออกมาไม่รู้ตัว
พลายแก้วจับจ้องดวงตางดงามและริมฝีปากที่กำลังแย้มยิ้มของคนข้างกายด้วยความหลงใหล ‘ก็มันงามมิสู้เอ็งเช่นไรเล่า’
:ค่าความสัมพันธ์ 92% ค่าความสำเร็จของภารกิจ 50%:
๓ วันผ่านไป
วันนี้ไม่ได้สงบเหมือนทุกวัน เพราะยามเช้ามืดหลวงไกรศึกอยู่ ๆ ก็ล้มป่วย พลายแก้วว้าวุ่นใจมาก ถึงขนาดบุกไปเรือนของสหาย แล้วอุ้มเอาร่างที่กำลังนอนขดตัวในผ้าห่มและกอดตุ๊กตากลมมาที่เรือนของตัวเองทันที
“…” เอสรายืนหน้ามุ่ยด้วยสีหน้างัวเงีย ดวงตาสีทับทิมมองคนที่อุ้มเขามาตาขวาง ‘เห็นข้าเป็นตุ๊กตาหรือไง!’ “หาวววว”
“เจ้าช้าง เอ็งช่วยดูท่านพ่อของข้าที” พลายแก้วมีสีหน้าร้อนใจอย่างเห็นได้ชัด เขาจำได้ว่าสหายคนนี้เก่งและรักษาคนที่ใกล้ตายให้หายได้ เหมือนที่รักษาให้ท่านลุงพันศรโยธา
ในเหตุการณ์นั้นเขายังไม่รู้ว่าโรคที่ท่านลุงเป็นร้ายแรงแค่ไหน จนกระทั่งไปฝึกวิชากับท่านพ่อและได้เห็นทหารที่ป่วยเป็นโรคนั้นแล้วล้มตายไปต่อหน้าต่อตาหลายคน แม้จะพยายามรักษาหรือหาหมอยาฝีมือดีมา แต่ก็ไม่สามารถรักษาทหารให้หายดีได้
“หน้าข้าเหมือนหมอยารึ?” เอสราเอ่ยเสียงขุ่น แต่ก็ยอมเดินเข้าไปดูท่านลุงที่กำลังนั่งอยู่บนเตียงด้วยท่าทางอ่อนแรง ดวงตาสีทับทิมมองสำรวจ ‘ตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องเหมือนจะโตขึ้น มองผิวเผินเหมือนคนกำลังอ้วนลงพุงธรรมดา แต่ไม่ใช่’
“มีอาการเช่นไรบ้างขอรับ”
“ลุงแน่นแถวนี้” หลวงไกรศึกชี้ไปที่ชายโครงด้านขวา
“ไม่เพียงเท่านั้นจ้ะ ลุงของเจ้าช่วงนี้เบื่ออาหารที่ป้าทำ และมีท่าทีอ่อนเพลียอยู่บ่อยครั้ง ทั้งยังอารมณ์แปรปรวนเดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง เป็นเช่นนี้มาเกือบเดือนแล้วจ้ะ” นางทองประศรีเอ่ยบอกอาการของสามี นางไม่รู้ว่าหลานชายตรงหน้ารักษาได้หรือไม่ นางรู้แค่ว่าเด็กคนนี้ไม่ธรรมดาเท่านั้น
เอสรานั่งลงริมเตียง มือเรียวยื่นไปจับชีพจรที่ข้อมือของท่านลุง “โรคตับจากสุรา ยังถือว่าดีที่อยู่ในระยะเริ่มต้น”
“รักษาได้หรือไม่” พลายแก้วส่ายหางไปมารอคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ
“ได้ แต่หลังจากนี้ท่านลุงต้องงดดื่มสุราโดยเด็ดขาด” เอสราเอ่ยจบก็ยิ้มออกมา แต่เป็นรอยยิ้มที่ไม่ถึงตา “เอากระดาษมา ข้าจะเขียนสมุนไพรสำหรับรักษาให้”
“ไปเอากระดาษ น้ำหมึก และปากกาไม้มา” พลายแก้วหันไปสั่งบ่าวรับใช้
“ขอรับ”
“ง งดที่ว่า อาทิตย์ละครั้งได้หรือไม่ หลานรัก” หลวงไกรศึกได้ยินว่าต้องเลิกสุราก็เหมือนโลกจะหยุดหมุนไปชั่วขณะ วันหนึ่งเขาดื่มเช้าเย็น หากหยุดเขาไม่ว้าวุ่นใจตายไปก่อนรึ?
หากเป็นหมอยาปกติมาพูดกับเขาเช่นนี้ เขาคงไล่ตะเพิดมันไปแล้ว แต่กับเด็กน้อยคนนี้ …ใครจะกล้าทำ
ชึบ!
เอสราแทงเข็มใส่แขนท่านลุงก่อนจะฉีดยาใส่เส้นเลือด ไม่ถึงวินาทีทุกอย่างก็เสร็จ
“…/…/…”
“ยาอะไรรึ” พลายแก้วเคยเห็นเจ้าสิ่งนี้ แต่ไม่ใคร่จะรู้ว่าอีกฝ่ายเอามันมาด้วย ‘ข้าอุ้มเอ็งมาตัวเปล่าไม่ใช่รึ?’
แม้จะสงสัยแต่ก็ไม่ได้ถามออกไป แค่อีกฝ่ายยินดีรักษาบิดาให้เขา เขาก็ขอบใจมากแล้ว
“ยาบังคับเลิกสุราและขับพิษ” เอสราเก็บเข็ม ก่อนจะรับกระดาษมาจด “สมุนไพรสำหรับบำรุงมีบอระเพ็ด ดีปลี ลูกใต้ใบ และขมิ้น จะต้มดื่มเป็นชาหรือประกอบเป็นอาหารก็ได้ ให้ดีอาหารไม่ควรมันจัดและเค็มจัดขอรับ”
“ป้าจะจัดการเรื่องอาหารให้ลุงหลานเองจ้ะ” นางทองประศรีรับกระดาษมา ทว่าพอเห็นลายมือนางก็ชะงักค้างทันที แต่ใบหน้าก็ยังคงมีรอยยิ้มเช่นเดิม “ขอบใจพ่อช้างมากนะจ๊ะ เรื่องสุราป้าจะพยายามห้ามลุงของหลานให้ได้”
“ขอรับ” เอสราพยักหน้าเบา ๆ ก่อนเขาจะลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องนอนของท่านลุง
“ขอบใจเอ็งมาก” พลายแก้วเดินตามสหายออกมาติด ๆ ใบหน้าหล่อเหลาดูผ่อนคลายขึ้น เมื่อรู้ว่าบิดาไม่ได้เป็นอะไรมาก
“อืม” เอสราตอบสั้น ๆ เพราะยังรู้สึกเคืองที่ถูกอีกฝ่ายรบกวนตอนนอน ดวงตาสีทับทิมมองดวงอาทิตย์ที่กำลังขึ้น แสงสีทองอบอุ่นทำให้เขาสดชื่นขึ้นมาบ้าง แต่ดูเหมือนเขาจะกลับไปใส่บาตรไม่ทันแล้ว “ดูเหมือนวันนี้จะไม่สงบแล้วละ”
“ทำไมรึ?” พลายแก้วเอ่ยยังไม่ทันขาดคำ ก็ได้ยินเสียงตะโกนเรียกที่หน้าเรือน ด้วยความสงสัยเขาจึงเดินไปดูว่าใคร น้ำเสียงทุ้มเข้มต่างจากตอนคุยกับสหายลิบลับเอ่ยออกมา “ผู้ใดมา”
“พลายแก้ว พระเจ้าแผ่นดินมีรับสั่งให้เจ้าไปรบ เจ้าจำเป็นต้องไปกับพวกข้าเดี๋ยวนี้” ผู้คุมสารเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ
“อันใดนะ?!” พลายแก้วชะงักค้าง ใบหน้าฉายแววตื่นตระหนก เขาไม่ได้กลัว แต่…ใบหน้าหล่อเหลาหันไปมองสหายที่ยืนฟังอยู่ด้านหลัง ‘ข้าเพิ่งจะได้มีโอกาสอยู่กับเขา เหตุใดจึงได้พรากจากกันอีก!’
“อ้ายอีหน้าไหนมาเรือนกู!” หลวงไกรศึกเดินออกมาจากห้องด้วยท่าทีทะมึนทึง “กูเป็นนักรบ เหตุใดกูถึงไม่ใช่ผู้ที่ถูกเรียกตัวไป”
“เป็นรับสั่งจากพระเจ้าแผ่นดิน ข้าแค่มาเรียกตัวตามคำสั่ง” ผู้คุมสารกล่าวชัด ในแววตามีความหวาดกลัว เพราะอีกฝ่ายมีชื่อเสียงเรื่องฝีมือดี
“ท่านพ่อ ท่านป่วยอยู่ขอรับ” พลายแก้วเอ่ยห้ามปรามบิดา ถ้าบิดาที่มีสภาพเช่นนี้ไปรบ เขาก็คงไม่อาจวางใจและคงเป็นบุตรที่อกตัญญูมาก “ข้าจะไป!”
“เช่นนั้นตามพวกข้ามา”
หลวงไกรศึกขมวดคิ้วแน่น เขายังไม่ตาย แต่ไอ้อีหน้าไหนมันข้ามหัวเขา พลายแก้วยังไม่มียศในรั้ววัง ดังนั้นขุนหลวงไม่มีทางรู้ นอกจากไอ้สวะสักตัวจะรายงานเพื่อส่งลูกของเขาไปตาย
แม้เขาจะเชื่อมั่นในฝีมือของพลายแก้วที่เขาพร่ำสอนมาเองกับมือ แต่ก็ใช่ว่าจะยอมให้ใครมันรังแกได้ง่าย ๆ! ‘รอกูเดินทางไปกรุงศรีอยุธยาก่อนเถอะ! กูจะหาไอ้สวะนั่นแล้วลงโทษมัน!’
นางทองประศรีที่ตามออกมาได้ยินพอดีว่าบุตรชายต้องออกไปรบก็แข้งขาอ่อน สามีก็ป่วย บุตรชายก็ต้องไปออกรบ วันนี้มันวันอะไรของนาง
“ท่านลุงอย่าโมโหไปเลย ยังไงเขาก็ต้องไป” เอสราเอ่ยปลอบชายวัยกลางคน ก่อนเขาจะเดินไปประคองท่านป้า “พลายแก้วไม่เป็นอะไรหรอกขอรับ”
“จ จ้ะ ป้าเชื่อหลาน ขอบใจนะจ๊ะ”
“บนเรือนนั้นมีพ่อช้างด้วยรึ พระเจ้าแผ่นดินมีรับสั่งให้เขาไปรบเช่นกัน” ผู้คุมสารเหมือนจะเห็นคนที่ตนต้องไปเรียกตัวด้วยอีกคนก็ร้องทักขึ้นทันที
‘บุรุษสองคนนี้มีข่าวลือตั้งแต่งานมหาชาติแล้ว ไปมาหาสู่กันสนิทกันดีเสียจริง’
“!!? /!!? /!!?” พลายแก้ว หลวงไกรศึก และนางทองประศรีตกตะลึง หันขวับไปมองคนพูดทันที ถ้าแค่พลายแก้วยังพอเข้าใจ เพราะเป็นบุตรชายของนักรบ แต่ร่างเล็กที่แม้แต่แดดก็ออกไม่ได้ คนสั่งการคิดอะไรอยู่!!?
…
จบไปอีกตอนค่ะ
ตอนนี้ก็เป็นฉากสำคัญในเรื่องเช่นกัน
ไม่เจอกันนานแต่ทั้งสองคนก็ยังสนิทกันเหมือนเดิมเลยค่ะ
ปล.หลังคืนแอบปีนเรือนพลายแก้วก็รีบกลับไปสึกจริงๆ และของให้นางทองประศรีไปสู่ขอแม่พิมให้ งานแต่งถูกจัดขึ้นหลังจากวันนั้นไม่กี่วันในฤกษ์งามยามดี บรรยากาศเหมือนที่บรรยายไปค่ะ แค่เปลี่ยนตัวเจ้าบ่าว
ปล2.หลังจากพลายแก้วเข้าพิธีแต่งงานกับพิมพิลาไลยได้เพียงสามวัน สมเด็จพระพันวษาแห่งกรุงศรีอยุธยาก็ทรงได้รับใบบอกว่าเจ้าเมืองเชียงใหม่ยกกองทัพมาตีเมืองเชียงทอง ขุนช้างซึ่งเจ็บใจที่พ่ายแพ้ในความรักจึงสบโอกาสกราบทูลเสนอชื่อพลายแก้วให้เป็นแม่ทัพไปออกรบ โดยหวังจะกำจัดคู่แข่งไปให้พ้นทางและชิงแม่พิมคืนมาในภายหลัง พลายแก้วจึงต้องจำใจพรากจากแม่พิมผู้เป็นภรรยาเพื่อยกกองทัพมุ่งหน้าไปทำศึกที่ทางเหนือทันที
ปล3.โรคตับจากสุราคือภาวะที่ตับเกิดความเสียหายจากการดื่มแอลกอฮอล์เกินขนาดติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยเริ่มจากการสะสมของไขมันในเซลล์ตับจนนำไปสู่การอักเสบเรื้อรังและการเกิดพังผืด ซึ่งหากไม่หยุดดื่มจะพัฒนาไปสู่ภาวะตับแข็งที่ตับไม่สามารถทำงานได้ตามปกติและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับในที่สุด
วิธีรักษาคือต้องเลิกดื่มแอลกอฮอล์แบบเด็ดขาด
หนึ่งคอมเม้นต์ = หนึ่งกำลังใจ