แม้จะเป็นนักวิจัยในองค์กรนักฆ่า แต่ทว่าจิตใจเขาก็เป็นคนที่มีคุณธรรมนะ จะส่งเขาไปทำความดีอะไรอีก! :จะให้ผมสาธยายถึงวีรกรรมของโฮสต์ไหมครับ: "...."
แฟนตาซี,ชาย-ชาย,ข้ามเวลา,ไทย,รัก,นายเอกเก่ง,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
ภารกิจลับ(รัก)ข้ามมิติแม้จะเป็นนักวิจัยในองค์กรนักฆ่า แต่ทว่าจิตใจเขาก็เป็นคนที่มีคุณธรรมนะ จะส่งเขาไปทำความดีอะไรอีก! :จะให้ผมสาธยายถึงวีรกรรมของโฮสต์ไหมครับ: "...."
ภารกิจลับ(รัก)ข้ามมิติ
ดวงตากลมมองร่างของตัวเองนิ่งๆ โธ่ ชีวิตน้อยๆ ที่แสนมีค่าของเขา ตายดีๆ ไม่ตาย ดันมาตายเพราะตะกละกินขนมติดคอขณะกำลังทำวิจัยไปด้วย เขาแค่ตกใจที่ผลวิจัยพิษชีวภาพออกมาเกินคาด ยังไม่ทันได้ชมเชยก็ตายซะก่อน
“ตายทั้งทีขอตายท่าที่ดูดีกว่านี้ไม่ได้เลยหรือไง”
ถ้ามีคนรู้ว่านักวิจัยอัจฉริยะอันดับหนึ่งขององค์กรนักฆ่า ตายเพราะขนมติดคอคงได้พากันหัวเราะจนฟันร่วงแน่
ที่หนักไปกว่านั้นคือสวรรค์ไม่ต้อนรับ! ทั้งยังถีบเขาให้ไปทำความดีสะสมแต้มบุญกับระบบเซ็งเคร็งนี่อีก
: ผมได้ยินนะครับโฮสต์ :
“..แล้วไง อย่ามาอ่านใจกันนะ แล้วที่นี่ที่ไหน?”
: เดี๋ยวก่อนสิครับโฮสต์ ฟังกฎของเราก่อน :
“ไม่เอา ไม่อยากฟัง หิว ของกินอยู่ไหน? เอาออกมา”
: ถ้าโฮสต์เป็นเด็กดี ยอมนั่งฟังกฎน่ารักๆ ระบบมีตุ๊กตาช้างน้อยนั่งหลับสีขาวขนนุ่มที่โฮสต์อยากได้ให้เป็นรางวัลด้วยนะครับ :
“ฉ ฉันเป็นถึงนักวิจัยที่ทุกคนต่างก็มองว่าสงบและเยือกเย็น จะไปสนใจของเด็กๆ แบบนั้นได้ยังไง?!”
: ..งั้นคงไม่เอาสินะครับ :
“เอา! ฉันจะเอา!”
: …. :
_______________
สวัสดีค่ะ นิยายเรื่องนี้ไรท์ตั้งใจเขียนเป็นนิยายยาวน้าา
น้องเอสราของเราจะไปสะสมแต้มบุญหลายๆ โลกเลย ส่วน พอ. ของน้อง ขอสปอยล์ว่าเป็นคนเดียวกันน้า แต่ดวงจิตมีเหตุให้ต้องแตกกระจายไปหลายๆ ที่ ส่วนสาเหตุจะเป็นอะไรนั้นต้องไปตามดูในเนื้อเรื่องกันเองค่าา
เป็นกำลังใจให้น้องด้วยน้า
น้องเอสรา “ทำไมตัวละครเป้าหมายถึงมีแต่คนปากไม่ดีอะ แถมยังบ้า (กาม) ด้วย?”
มีอะไรสงสัยสามารถคอมเมนต์ติชมกันได้นะคะ
________________
เริ่มเขียนและคิดพล็อตนิยายวันที่
7 ก.ย. 66
ตอนที่ 12.
ข้าว่าเอ็งจะตายก่อนได้รักษาใคร
พวกเขาเดินทางออกจากเมืองสุพรรณบุรี พลายแก้วค่อนข้างกังวลอยู่บ้าง เพราะไม่เคยออกไปที่ใด ทว่าเพราะมีสหายอยู่ด้วยก็แอบวางใจ
แล้วพวกเขาก็มาถึงชายป่าทึบทั้งที่ตะวันตกดินไปแล้ว
“เข้าไปในนั้น” เอสราชี้ไปในป่า ก่อนจะเอาตะเกียงออกมาจุดเพื่อให้แสงสว่าง เขาทำเป็นเอาออกมาจากห่อผ้า แต่ที่จริงซื้อมาจากระบบ มันเลยจุดง่าย ทั้งยังดับยากเมื่อเจอลม
:ใช้ 30 แต้มในการซื้อตะเกียง แต้มคงเหลือ 7,645 แต้ม:
“เอาจริงรึ” พลายแก้วกลืนน้ำลายแล้วถามอย่างไม่มั่นใจ
“หรือเอ็งกลัว เช่นนั้นเอ็งก็กลับเถอะ ข้าจะไปเอง” เอสราขมวดคิ้ว เขายิ่งรีบ แต่อีกฝ่ายยิ่งชักช้า
“ใครกลัว ฮึ!” พลายแก้วเอ่ยขึ้นทันทีแล้วบังคับม้าไปในป่า
:ทางซ้ายครับ ม้าน่าจะวิ่งสะดวกขึ้น:
“ทางซ้าย”
แสงจากตะเกียงช่วยในการเดินทางได้มาก พวกเขาขี่มานานถึง 1 ยาม ก็เริ่มเห็นกองเพลิงเป็นจุด ๆ เป็นวงกว้าง
“อ เอ็งคงไม่ได้พาข้ามาปราบกองโจรหรอกกระมัง” พลายแก้วหันไปกระซิบกับสหายอย่างหวั่น ๆ เขาชะลอความเร็วลง ดวงตาคมสีอำพันจ้องเขม็งไปที่ด้านหน้า
มองจากตรงนี้ก็เห็นที่พักชั่วคราวมากมาย จนราวกับเป็นหมู่บ้านขนาดย่อมกลางป่า
ยิ่งเขาเข้าไปใกล้ ก็ยิ่งเห็นคนจำนวนมากกำลังเดินไปมามากมาย
“ไร้สาระ รีบเข้าไป” เอสราเหลือบตามองบน ถ้าเขามาปราบโจร จะมากับอีกฝ่ายทำไม
พลายแก้วทำอะไรไม่ได้นอกจากเชื่อใจ เขาจึงขี่ม้าเข้าไปใกล้ ๆ
“พวกเจ้าเป็นผู้ใด!” เสียงบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้น ก่อนจะตามมาด้วยคนจำนวนมาก ในมือของพวกเขาเต็มไปด้วยอาวุธและคบเพลิง
“นั่น นั่นมันบุตรชายของท่านหลวงไกรศึกและท่านขุนศรีวิชัยไม่ใช่รึ”
“จะบ้ารึ!? นี่ในป่า บุตรขุนนางจะมาอยู่ที่นี่ได้เช่นไร?!”
“พวกข้ามาขี่ม้าเล่น” เอสราเอ่ยเสียงเรียบ ใบหน้าน่ารักไม่แสดงอารมณ์ใด
“…” พลายแก้วที่โดนบังคับให้ขี่ม้าจนเจ็บก้นพูดไม่ออก
บ่าวไพร่ของพันศรโยธาทำสีหน้าไม่เชื่อ ดึกขนาดนี้พวกท่านพากันมาขี่ม้าเล่นในป่ารึ!!? ไปโกหกเด็ก 5 ขวบก็ไม่มีผู้ใดเชื่อ!!
“ท่านลุงอยู่ที่ใด” เอสราลงจากหลังม้า เดินผ่านพวกเขาอาด ๆ เพื่อตรงไปหาคนป่วย พอมองสำรวจที่พักที่ทำจากไม้ไผ่และใบไม้ พร้อมจำนวนคนคร่าว ๆ เขาก็คิดว่าคนของท่านลุงน่าจะมีสัก 50 คน
“คุณชายช้าก่อนขอรับ นายท่านยามนี้ป่วยหนักเป็นไข้จับสั่นขอรับ ข้าและคนอื่น ๆ เที่ยวหารากไม้และสมุนไพรแถวนี้ต้มให้ดื่มแล้ว ยามนี้นายท่านกำลังนอนพักขอรับ” บ่าวชายคนเดิมเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่มีความกังวลอย่างเห็นได้ชัด
พวกเขาทำทุกวิถีทางแล้ว หลายคนคิดว่าเป็นเพราะผีป่าเจ้าเขา พวกเขาเลยได้พากันเซ่นไหว้เจ้าที่เจ้าทางเพื่อให้นายท่านหายป่วย แต่นายท่านของเขาก็ไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้น
“พาข้าไปพบท่านลุง” เอสรายังคงเอ่ยเช่นเดิม ใบหน้าน่ารักบูดบึ้งเอาแต่ใจ
บ่าวที่เห็นเช่นนั้นก็จนปัญญา บุตรขุนนางก็มักจะเอาแต่ใจเช่นนี้ “ก็ได้ขอรับ”
พลายแก้วรีบผูกม้าไว้กับต้นไม้แถวนั้น ก่อนจะเร่งเดินตามสหายของตัวเองไป พอเขาเริ่มสังเกตคนเหล่านี้ดี ๆ ก็เห็นว่ามีหลายคนที่คุ้นหน้า ‘บ่าวไพร่ของท่านลุงพันศรโยธา แล้วเหตุใดเจ้าช้างถึงพาข้ามานี่?’
เท่าที่เขารู้มา เหมือนว่าบิดาของพิมพิลาไลยจะไปค้าขายควายที่เมืองเชียงใหม่ ตอนนี้พวกเขาคงจะกำลังเดินทางกลับเมืองสุพรรณสินะ
พลับพลาของพันศรโยธาค่อนข้างมิดชิดและแข็งแรง เมื่อเขาเข้าไปก็เห็นชายวัยกลางคนนอนพื้นตัวสั่น ปากเขียว ร่างกายห่มผ้าอยู่หลายผืน ใบหน้าเองก็เริ่มแดง ตาแดง อาการไม่ใคร่จะดี
“ท่านลุงเหตุใด!?” พลายแก้วเห็นสภาพบิดาของสหายอีกคนเป็นเช่นนี้ก็มีสีหน้าตกใจ ถ้าเขารู้ล่วงหน้าก็คงจะเอาสมุนไพรติดตัวมาด้วยแล้ว
“พวกเจ้าออกไป” เอสราหันไปเอ่ยกับบ่าวชายผู้นั้นและพลายแก้ว เขาไม่ได้มีสีหน้าตื่นตกใจ ร่างเล็กนั่งขุกเข่าข้างชายที่หน้าเหมือนอดีตพ่อบุญธรรมของเขา ก่อนมือเรียวขาวซีดจะอังที่หน้าผาก ‘ร้อนเป็นไฟ’
“ขอรับ” บ่าวคนนั้นออกไป เขาเป็นแค่บ่าว ต่อให้อยากพาทั้งคู่ออกมาไม่ให้รบกวนนายของตน แต่ก็ทำไม่ได้
“ข้าไม่ไป” พลายแก้วเอ่ยเสียงแข็ง เขาไม่ยอมถูกกีดกันแน่
พันศรโยธายังคงมีสติแม้จะรู้สึกหนาวจนถึงกระดูก เขาหันมองเด็กทั้งสอง นึกสงสัยว่าเหตุใดถึงมาอยู่ในป่าได้
เอสราเหลือบตามองพลายแก้ว เขาไม่มีทางเลือกจึงล้วงมือเข้าไปในห่อผ้า หยิบตลับเข็มฉีดยาออกมา อุปกรณ์พวกนี้เขาต้องซื้อจากระบบ เพราะสั่งทำยากมากในยุคนี้ ทว่ายาเขาก็ทดลองขึ้นมาเองอยู่ดี ยังไงก็มีสูตรอยู่ในหัวอยู่แล้ว
เขายกแขนของชายวัยกลางคนขึ้นมาไว้บนตัก ใช้น้ำทำความสะอาดแล้วฉีดยาเข้าเส้นเลือดตรงข้อพับ
“มันคืออะไรรึ?” พลายแก้วยื่นหน้ามองดูสิ่งที่สหายทำ เขาเห็นสหายฉีดบางอย่างใส ๆ เข้าไปในร่างกายท่านลุงก็นึกตกใจ
“ยาพิษ” เอสราเอ่ยหน้านิ่ง ช่วยไม่ได้ก็เขาถนัดพิษที่สุด เลยสกัดพิษมาเป็นยา
“…/…” พันศรโยธาและพลายแก้วพูดไม่ออก
พันศรโยธาคิดในใจ ‘นี่เจ้าเป็นมัจจุราชน้อยใช่หรือไม่ ลุงอยู่ในป่าเจ้าก็ยังมาถูก’
“จ จริงรึ” พลายแก้วแสดงสีหน้าตื่นตกใจ นี่สหายเขาจะฆ่าท่านลุงรึ?!
“อืม” เอสราพยักหน้ายืนยัน “5 วันก็จะดีขึ้น”
“อ้าว ไหนเอ็งบอกฉีดพิษไง เอ็งไม่ใช่กำลัง เออ”
“ถ้าข้าอยากให้เขาตาย จะให้เอ็งพามาทำไม ป่วยขนาดนี้ไม่ถึงเช้าเขาก็ตายแล้ว” เอสราเอ่ยเสียงขุ่น ใบหน้าน่ารักบูดบึ้งไม่พอใจ
“…” ‘เจ้าเอ่ยว่าข้าจะตายต่อหน้าข้าเลยรึ ช่างเป็นเด็กที่ตรงไปตรงมา’ พันศรโยธานึกในใจ ทว่าเขาก็รู้ดีว่าคืนนี้ตัวเองอาจไม่รอด ร่างกายเขาอ่อนเพลียจากการเดินทางไกลหลายวัน อายุอานามก็มาก ไม่ได้แข็งแรงเช่นวัยหนุ่ม
ทว่าเขาก็อยากหายเพื่อกลับไปหาลูกเมีย
“เอ็งรักษาได้จริงรึ?” พลายแก้วไม่สนใจคำพูดใจร้ายของสหาย เขาชินแล้ว ที่สนใจคือท่านลุงผู้นี้จะหายจากอาการป่วยหรือไม่
“แน่นอน” ยาของเขาทำคนตายได้เป็นเบือ แต่ก็รักษาคนได้เป็นพันเช่นกัน “นอนพักนะขอรับ”
พันศรโยธาไม่ตอบแต่ไม่รู้เหตุใดอยู่ ๆ เขาก็ง่วงขึ้นมา จากตอนแรกที่หนาวจนทนนอนไม่ไหว ตอนนี้รู้สึกเหมือนร่างกายจะดีขึ้นเล็กน้อย
เมื่อคนป่วยหลับไปแล้ว เอสราก็เริ่มต่อสายน้ำเกลือ โดยเขาจะแขวนถุงน้ำเกลือเอาไว้ที่กิ่งของไม้ที่ถูกเอามาสร้างพลับพลา เพราะมันอยู่สูงพอดี
“มันคืออะไร” พลายแก้วเอ่ยถามสหายเสียงเบา เมื่อสหายต่อสายแปลก ๆ ที่ร่างกายท่านลุง แล้วถุงนั้นบรรจุน้ำเปล่าอยู่รึ?
ของเหล่านี้เขาไม่ยักจะเคยเห็นที่ใด
“น้ำเกลือ เอ็งนี่ถามมากจริง ๆ รู้ใช่หรือไม่ว่าสิ่งที่เอ็งเห็นต้องเก็บเป็นความลับ” เอสราเอ่ยเสียงฉุน “และห้ามผู้ใดเข้ามาเห็นทั้งนั้น”
ถ้ามีแค่พันศรโยธาเขาก็พอจะบอกให้อีกฝ่ายเก็บเป็นความลับได้ แลกกับการช่วยชีวิต แต่กับไอ้เด็กปากไวนี่ เขาไม่รู้จะสรรหาคำอะไรมาพูด
“…เหตุใดถึงเป็นความลับ”
เอสราเบื่อจะพูด จึงลุกเดินออกมาจากพลับพลา ดวงตาสีทับทิมมองบ่าวหลายคนที่ยังคงเดินและยืนอยู่ไม่ไกล “หลังจากนี้ห้ามใครเข้าไปข้างใน 1 วัน”
“ทำไมหรือขอรับ” บ่าวชายคนเดิมเอ่ยถาม
“เพราะข้าบอก ทำที่พักใกล้ ๆ นี่ให้ข้าด้วย” เอสราสั่งเสียงไม่พอใจ ทำไมชอบมีแต่คนถามนั่นถามนี่
เวลาผ่านไป 4 ยาม ดวงอาทิตย์ก็ขึ้น เอสราทำการฉีดยาเข็มที่สองให้พันศรโยธาทางสายน้ำเกลือ อีกฝ่ายยังคงนอนโทรม ทว่าตัวก็ร้อนน้อยลง
หลังฉีดยาแล้วเขาจึงเปลี่ยนถุงน้ำเกลือใหม่
“เจ้าช้าง ข้าย่างปลามาให้” พลายแก้วเดินเข้ามาในพลับพลาพร้อมปลาย่างในมือ เขาเอาเจ้าเหลืองไปกินหญ้าดื่มน้ำ ก็เลยหาปลามาย่างให้สหายไปด้วย
“ขอบใจ”
ผ่านไปอีก 4 ยาม เอสราก็ฉีดยาเข็มที่สามให้คนป่วย หลังเข็มนี้ก็ดูเหมือนว่าคนป่วยจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น กลางดึกจึงได้ตื่นขึ้นมา
“จะทานข้าวต้มหรือไม่ขอรับ” เอสราเอ่ยถามชายวัยกลางคน พลายแก้วเองก็ดีใจ รีบเข้ามาพยุงท่านลุงให้ลุกขึ้นนั่ง
“ขอบใจพวกเจ้ามากที่ดูแลลุง ลุงรู้สึกเหมือนจะดีขึ้นบ้างแล้ว” พันศรโยธาเอ่ยกับเด็กทั้งสอง ก่อนเขาจะยิ้มออกมา “ได้ข้าวต้มสักถ้วยก็คงดี”
“ข้าจะไปบอกบ่าวข้างนอกทำให้ขอรับ” พลายแก้วรีบวิ่งออกจากพลับพลาไปอย่างตื่นเต้น พอบ่าวเหล่านั้นรู้ว่านายท่านอาการดีขึ้นและอยากทานข้าวก็พากันช่วยทำอาหารทันที
เอสราลุกขึ้นเปลี่ยนถุงน้ำเกลือ “หลังคืนนี้ ก็ไม่ต้องฉีดยาแล้ว แต่ยังต้องดื่มยาและนอนพักอีก ๔ วันนะขอรับ”
“เจ้ารักษาเก่งนัก เก่งกว่าหมอหลวงที่ลุงเคยพบ” พันศรโยธาเอ่ยอย่างสัตย์จริง เพราะไข้จับสั่นที่อาการหนักเช่นเขา เขาเคยเห็นคนตายมานักต่อนัก
ต่อให้จะออกจากป่าและถึงมือหมอยา แต่ทว่าก็ต้องใช้เวลารักษานานหลายเดือนกว่าจะหาย บ้างไม่หายก็มี
“ข้าไม่ใช่หมอขอรับ”
“ไม่เอาดีด้านนี้รึ ได้ยินว่าเจ้าไม่อยากเป็นขุนนาง แต่ถ้าเป็นหมอ ลุงเชื่อว่าเจ้าต้องไปได้ไกลแน่นอน” พันศรโยธาเอ่ย ขนาดอายุยังน้อยยังเก่งกาจถึงขนาด ในอนาคตไม่แน่ว่าอาจได้ชื่อว่าหมอเทวดา
“รักษาคนหนึ่งครั้ง ข้าขาดทุนไปถึงสองเท่า” เอสราเอ่ยเซ็ง ๆ รางวัลที่ได้คือ 500 แต้ม แต่อุปกรณ์ที่ใช้รักษาเสียไปแล้ว 1000 แต้ม
“…ลุงจะจ่ายให้เจ้าแน่นอน” พันศรโยธาได้ยินแบบนั้นก็หลงคิดว่าการรักษานี้ใช้ทรัพย์เยอะกว่าที่คิด
“ไม่เป็นไรขอรับ ข้าช่วยเพราะอยากช่วย เดิมข้าไม่คิดรักษาให้ใคร กิจการที่ทำอยู่ก็เพียงพอแล้วขอรับ” เอสราเอ่ยอย่างไม่ใคร่จะใส่ใจ “หลังหายแล้วท่านก็ช่วยเก็บเป็นความลับด้วย ข้าไม่อยากเจอเรื่องวุ่นวายทีหลัง”
“ได้ ลุงสัญญา ขอบใจเจ้าอีกครั้ง”
พลายแก้วกลับมาพร้อมข้าวต้มอุ่น ๆ เต็มชาม ก่อนจะเอาให้ท่านลุงกิน หางของเขาส่ายไปมาคึกคัก“เจ้าช้าง เอ็งสอนวิธีรักษาพวกนี้ให้ข้าบ้างไม่ได้รึ?”
พลายแก้วหันไปเอ่ยกับสหายตัวขาว เขารู้สึกว่าสหายผู้นี้ช่างเก่งรอบด้านนัก
“ข้าว่าเอ็งจะตายก่อนได้รักษาใคร”
“เหตุใด?”
“ข้าถนัดพิษ ไม่ใช่สมุนไพร” เอสราตอบด้วยน้ำเสียงปกติ เทคโนโลยีหรือสิ่งต่าง ๆ ในยุคนี้ยังไม่พัฒนา ถ้าเขาสอนก็ไม่รู้ว่าจะละเอียดพอไหม “จะเป็นนักรบไม่ใช่รึ? หน้าที่รักษาก็ให้หมอทำเถอะ”
“ถ้าข้าบาดเจ็บหรือป่วย เอ็งจะรักษาข้าหรือไม่?”
“ไม่” เอสราตอบทันทีไม่ต้องคิด
“เอ็งมันใจร้าย!” พลายแก้วหันหน้าหนีด้วยท่าทางงอน ๆ แต่ทว่าถึงอย่างไรทุกครั้งก็ต้องหายเองอยู่ดี
“…” พันศรโยธานั่งกินข้าวต้มพร้อมกับฟังเสียงเด็กทั้งสองพูดคุยกันแล้วก็รู้สึกขำขันนัก นับเป็นความบันเทิงที่หาได้ยากกลางป่าเขาแห่งนี้
…
จบตอนค่ะ
ตอนนี้เราหาข้อมูลเยอะมาก ทั้งอาการป่วย
ที่อยู่อาศัยของคนที่เดินป่ายุคนั้น
ทั้งวิธีรักษา มันไม่ได้เป๊ะขนาดนั้น
แต่ว่าก็พยายามเขียนออกมาให้สมเหตุสมผลที่สุดค่ะ
ปล.ไข้จับสั่น หรือ โรคมาลาเรีย (Malaria) เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากโปรโตซัวพลาสโมเดียม (Plasmodium spp.) แพร่เชื้อโดยยุงก้นปล่องตัวเมีย มีอาการหลักคือไข้สูง หนาวสั่นรุนแรง ปวดศีรษะ และปวดกล้ามเนื้อ พบบ่อยในพื้นที่ป่าเขาชายแดน หากรักษาช้าอาจเสี่ยงภาวะไตวายหรือเชื้อขึ้นสมอง
ปล1.การรักษาในยุคนั้นยังไม่เฟื่องฟู หมอยาทำเพียงแค่รักษาตามอาการเท่านั้น และท่านอยู่ในป่าไม่มีสมุนไพรดีๆ บ่าวเลยทำได้แค่เก็บรากไม้สมุนไพรที่หาได้แถวนั้น ไหนจะอายุที่มาก และอาการเหนื่อยล้าสะสมไม่แข็งแรงเหมือนคนหนุ่ม ท่านเลยเสียในที่สุด ก่อนร่างจะถูกบ่าวพากลับสุพรรณบุรีไปทำพิธี
หนึ่งคอมเม้นต์ = หนึ่งกำลังใจ